Category: ธุรกิจต่างๆ

  • วิธีขายนาฬิกาจากเศษผ้าให้ประสบความสำเร็จ

    นาฬิกาเศษผ้า

     

    ผู้หญิงหลายๆ คนที่ไว้ผมยาว คงจะเคยถักเปีย ไม่ว่าจะเป็นสมัยมัธยม หรือแม้แต่ตอนนี้เอง ทำให้คนที่ต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานประจำ และชอบนาฬิกาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งชอบงานศิลปะกับงานประดิษฐ์ บวกกับความมีไอเดียที่แตกต่างจากคนอื่น จึงได้เกิดการสร้างสรรค์ผลงาน เพราะเจ้าของไอเดียมองว่าเศษผ้าที่เรานำมาตัดเสือ้ผ้าของเราเอง มีสีสันสดใส น่าจะนำมาทำอะไรอย่างอื่นได้อีก จึงเกิดการต่อยอดได้เป็นผลิตภัณฑ์ สายนาฬิกาจากเศษผ้า

    ลักษณะนาฬิกา

    เป็นการนำการจักสานมาประยุกต์ใช้กับงานฝีมือ บวกกับความมีศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า คนทำต้องมีความคิดสร้างสรรค์และทันแฟชั่นนิดหน่อยเนื่องจากต้องเลือกผ้าสำหรับถักสายนาฬิกาให้เข้ากับหน้าปัดนาฬิกา

    การลงทุน

    ต้นทุนประมาณ 500 บาท

    รายได้

    ราคาขายชิ้นละ 250 บาท ถึง 350 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแบบ

    วัสดุอุปกรณ์

    1. นาฬิกา แบบไม่มีสาย สามารถหาซื้อตามร้านขายนาฬิกาแฟชั่นแถวสำเพ็ง หรือคลองถม แล้วบอกว่าไม่เอาสาย
    2. ด้ายหรือเชือก สีต่างๆ
    3. ลูกปัด สามารถหาซื้อได้ตามร้านสำหรับงานฝีมือทั่วไป
    4. สายสร้อย สามารถเลือกได้ตามแบบที่ชอบ บางคนชอบที่เป็นเงินก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน แต่ราคาค่อนข้างสูง และแบบไม่ค่อยทันสมัยเหมือนงานจิวเวอรี่ทั่วไป ที่มีหลายแบบและทันสมัยมากกว่า อีกทั้งมีการทำสีให้ใกล้เคียงกับสีธรรมชาติ เช่นสีทอง สีเงิน เป็นต้น
    5. กาว
    6. ห่วงเชื่อม
    7. คีม
    8. ตะขอเชื่อม
    9. ผ้าคอตตอนแท้ลายต่างๆ ที่ต้องเป็นคอตตอนแท้เพราะจะนิ่ม เวลาใช้งานกับข้อมือจะได้ไม่ระคายเคือง(พยายามเลือกลายเดียวกับหน้าปัดนาฬิกา) สำหรับถักเป็นสายนาฬิกา
    10.กรรไกร

    การขายและการตลาด

    1. ลองหาทำเลดี ๆ ตั้งร้าน ถ้าเป็นตลาดนัดเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นสะดวก ต้องมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า โต๊ะอย่าสูงเกินไปนัก กะให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้มองเห็นง่าย
    2. ควรระบุราคาที่ตัวสินค้าให้เรียบร้อย เพราะบางชิ้นงานความยากง่ายต่างกัน ราคาอาจจะแตกต่างกัน และง่ายสำหรับลูกค้าในการเลือกซื้อ
    3. หากเป็นไปได้สามารถมีสมุดรวมแบบต่างๆ ให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อ ในกรณีที่ต้องการสั่งทำ แต่ไม่ชอบแบบที่ทำการวางขาย
    4. หากมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจจะอยากเปิดเป็นหน้าร้าน เพื่อให้คนที่สนใจได้ทราบว่าร้านเราอยู่ตรงนี้ ตรงนั้น ไม่ได้ขายตามตลาดนัดเพียงอย่างเดียว
    5. ทำเป็นเว็บไซต์และโพสต์ขายตามเว็บต่างๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น และส่งสินค้าทางไปรษณีย์ หรือหากเก่งภาษาอังกฤษ อาจจะทำเป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นมาก็ได้ เพราะงานแฮนด์เมด ฝรั่งส่วนมากนิยมกัน

    กลุ่มลูกค้า

    1. กลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน เพราะเป็นงานแฟชั่น
    2. ลูกค้าชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์ด้วยมือ

  • วิธีขายโมบายกะลามะพร้าวให้ประสบความสำเร็จ

    ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุย คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่เคยเห็นคนถือโมบายรูปสัตว์ต่างๆ ที่ทำจากกะลามะพร้าว เร่ขายฝรั่งตามชายหาด หรือตามร้านขายของที่ระลึกต่างๆ หรือประดับตกแต่งตามโรงแรมบางแห่ง จากการสอบถามราคาพบว่า ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 200บาท ขึ้นไป ถ้าซื้อหลายอันคนขายก็ลดให้ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะทำได้สักอัน ต้องอาศัยความพยายาม ความคิดสร้างสรรค์ และความพิถีพิถันกันพอสมควร

    โมบายรูปสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นก ไก่ ดอกไม้ แมลงปอ ผีเสื้อ ปลา ฯลฯ ล้วนทำมาจากกะลามะพร้าว และวัสดุธรรมชาติ พืชผลไม้จากท้องถิ่น หรือแม้แต่ขนจากไก่ หรือเป็ด ซึ่งแล้วแต่จะหามาได้ ได้ถูกนำมาประกอบเป็นโมบาย จุดเด่นอยู่ที่ เมื่อมีลมพัดมา หางของนก หรือสัตว์ต่างๆ จะหมุนตามแรงลมทำให้รู้สึกเหมือนโมบายมีชีวิต ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะถ้าหากครอบครัวนั้นมีเด็กๆ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ขายได้หลายอัน และเมื่อแขวนหลายๆ อัน ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือน มีเหล่าสัตว์ปีกและแมลงบินอยู่รอบๆ ตัว

    วัสดุอุปกรณ์

    เครื่องขัดหินเจียร ตะไบหยาบ สว่านมือ ค้อน กระดาษทรายเบอร์ต่างๆ คันเลื่อยฉลุ ใบเลื่อยฉลุ ไขควง กาวลาเท็กซ์หรือกาวตราช้างหรือกาวร้อน แลคเกอร์ พู่กันเบอร์ใหญ่ เทียนไข ขี้ไต้ ไม้สนนอกหรือตะปู

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ร้านจำหน่ายเครื่องมือช่างไม้ทั่วไม้ ส่วนกะลามะพร้าวมีขายที่สวนมะพร้าว โรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าว

    ต้นทุน

    ประมาณ 4000บาท ขึ้นไป

    รายได้

    ราคาขายตั้งแต่อันละ 200 บาท ขึ้นไปแล้วแต่แบบ (ต้นทุนต่ออันประมาณ 100 บาท)

    ขั้นตอนการทำ

    1. การเตรียมกะลามะพร้าว ทำได้โดยปอกเปลือกมะพร้าวออก และเจาะเอาน้ำมะพร้าวออกให้หมด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ให้เนื้อด้านในล่อน แล้วจึงใช้มีดแคะเนื้อมะพร้าวสีขาวออกมา การเลือกกะลาที่เหมาะจะนำมาใช้งานนั้น ให้เลือกใช้กะลาที่มีความหนาพอสมควร ไม่หนาหรือบางจนเกินไป มีความโค้งไม่มาก ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบงาน
    2. เมื่อได้กะลาที่มีขนาดและรูปทรงตามต้องการแล้ว ให้นำกะลามะพร้าวที่ได้ มาทำการขัดผิวให้เรียบด้วยเครื่องขัดหรือ เครื่องเจียร จากนั้นทำการตรวจเช็คและขัดด้วยกระดาษทราย เพื่อขจัดเศษเสี้ยนของกะลามะพร้าวออกไป
    3. นำกะลามาผ่าซีกหรือตัดให้ได้ตามชิ้นส่วนของแบบที่ได้ออกแบบไว้ โดยอาจจะตัดเป็นชิ้นส่วนไว้ทีเดียวพร้อมกัน แล้วจึงค่อยนำมาประกอบภายหลังก็ได้
    4. เมื่อได้ส่วนประกอบครบถ้วนแล้ว ก็ให้นำไม้สนนอกมาเหลาเพื่อทำเป็น “สลักยึด” เพื่อใช้แทนตะปู โดยอาจทำไว้ทีเดียวหลาย ๆ ขนาดเหมือนกับขั้นตอนการทำชิ้นส่วน จากนั้นเมื่อได้ส่วนประกอบและสลักยึดครบแล้วก็นำมาประกอบกัน ให้ได้ตามแบบที่ต้องการ
    5. การประกอบชิ้นส่วน ให้เริ่มจากส่วนฐานและลำตัวก่อน โดยใช้กาวร้อนและไม้สนนอกที่เหลาเป็นสลักเป็นตัวยึด และเชื่อมในส่วนต่าง ๆ ถ้าต้องการตกแต่งให้สวยงาม ก็อาจใช้เศษกะลาที่เหลือหรือวัสดุอื่นๆ จากธรรมชาติมาตกแต่งเพิ่มเติมได้ เมื่อทำเสร็จแล้วให้ตั้งทิ้งไว้จนกาวแห้งสนิท เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว จึงลงแล็กเกอร์เคลือบผิว เมื่อแล็กเกอร์แห้งสนิทก็เป็นอันเสร็จ 1 ชิ้น

    การขายและการตลาด

    1. ขายตามตลาดนัดหรือถนนคนเดินที่มีการจัดงานทุกสัปดาห์ เสียค่าเช่าพื้นที่นิดหน่อย หรืออาจจะไม่เสียเลย
    2. ส่งขายตามร้านขายของที่ระลึกที่ยังไม่มีงานแบบที่เราทำ หรือมีแต่เรานำเสนอในแบบที่แตกต่าง
    3. เสนอขายตามโรงแรม เพื่อประดับตกแต่ง
    4. เร่ขายตามชายหาด สำหรับพื้นที่ติดทะเล
    5. หาทำเลเหมาะๆ เปิดร้านขายเป็นของตนเอง ข้อนี้ต้องมีเงินลงทุนเช่าร้านพอสมควรนะคะ
    6. ขายออนไลน์ โดยการเปิดเว็บไซต์ของตนเอง โปรโมตเอง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินทุนเปิดร้าน

    กลุ่มลูกค้า

    1.ลูกค้าชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์ที่ทำด้วยฝีมือ ที่เป็นเอกลักษณ์องไทย
    2.คนไทยที่ชื่นชอบงานจากวัสดุธรรมชาติและงานทำมือ

    หากใครที่คิดว่าตนเองมีฝีมือทางด้านงานไม้ งานฝีมือ จะลองทำผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแบบง่ายๆ อย่างโมบายดูบ้างก็น่าสนใจดีนะคะ เผื่อว่าทำได้สวย จะได้นำไปเป็นอาชีพเสริมก็ไม่ว่ากันค่ะ

  • วิธีทำธุรกิจรับผลิตสิ่งพิมพ์ Print On Demand

    ในอดีตที่ผ่านมาการที่เราจะพิมพ์หนังสือที่เราเขียนขึ้นเองสักเล่มหรือพิมพ์โปสเตอร์ที่เราทำไว้เฉพาะสักแผ่นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเพราะนั่นหมายความถึงว่าเราต้องทำเพลท สั่งพิมพ์ เข้าโรงพิมพ์ ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณเพียงแค่ชิ้น สองชิ้นโรงพิมพ์ไม่รับทำอย่างแน่นอนเพราะมันไม่คุ้มอีกทั้งต้นทุนการผลิตยังสูงถึงสูงมากอีกด้วย แต่ในปัจจุบันยุคดิจิตัลที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นมากกว่าแต่ก่อนระบบการพิมพ์มีความง่ายขึ้นและด้วยความต้องการที่ข้อจำกัดลดน้อยลงนี้เองจึงทำให้เกิดธุรกิจ Print On Demand ขึ้น

    มาถึงบรรทัดนี้แล้วหลายคนอาจจะยังสงสัยว่าธุรกิจ Print On Demand คือ ธุรกิจอะไร ซึ่งถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าธุรกิจ Print On Demand ก็คือธุรกิจรับผลิตสิ่งพิมพ์ตามสั่งไม่ว่าจะเป็นหนังสือ โบรชัวร์ โปสเตอร์ ที่คั่นหนังสือ ฉลากสินค้า ฯลฯ โดยสามารถสั่งทำได้ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไปโดยราคาการผลิตจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจำนวนที่สั่งทำเป็นหลักซึ่งการผลิตแบบ Print On Demand นี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาคราวละมากๆ เพื่อลดต้นทุน และเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์บ่อยๆ

    จุดประกายธุรกิจ Print On Demand ที่เริ่มต้นขึ้นนั้นน่าจะมาจากบรรดาร้านถ่ายเอกสารตำราเรียนที่อยู่บริเวณสถานศึกษาเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไปแล้วนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมักจะนำตำราเรียนมาถ่ายเอกสารบ้าง นำรายงานของตนมาเข้าเล่มบ้าง รวมถึงบางครั้งก็มีการให้ออกแบบปกรายงานด้วย ดังนั้นบรรดาผู้ประกอบการที่พอมีทุน และมีแนวคิดจึงพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เป็นธุรกิจ Print On Demand จนเป็นที่นิยมดังเช่นปัจจุบัน

    ธุรกิจ Print On Demand นั้นเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรให้กับผู้ประกอบการได้มากพอสมควรเพราะเป็นการพัฒนาจากเดิมที่เพียงแค่ถ่ายเอกสารมาเป็นการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำให้มีรายได้มากขึ้นกว่าเดิมแต่ก็มีข้อควรพิจารณาสำหรับธุรกิจ Print On Demand นี้พอสมควรกล่าวคือ

    ทำเลที่ตั้งของร้านควรจะเป็นร้านที่อยู่บริเวณชุมชนหรือสถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่บริเวณสถานศึกษาแล้วจะมีโอกาสได้ลูกค้ามากเป็นพิเศษ ยิ่งหากตกแต่งร้านให้ดูดี ภูมิฐานแล้ว จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและอยากใช้บริการยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งได้เปรียบกว่าร้านถ่ายเอกสารเย็บเล่มทั่วๆไป

    เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต้องทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสีสันหรือโทนสีต้องมีความแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนอีกทั้งคุณภาพการพิมพ์ต้องอยู่ในระดับที่ดีกว่าร้านทั่วๆ ไปเพราะเนื่องจากว่าสินค้าและบริการของเรานั้นมีราคาสูงกว่าเจ้าอื่นๆ ดังนั้นลูกค้าจึงหวังว่าเมื่อจ่ายเงินมากกว่าที่อื่นก็น่าจะได้รับสินค้าและบริการที่ดีกว่าที่อื่นด้วย

    สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดและคงหนีไม่พ้นนั่นก็คือต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในงาน Print On Demand กล่าวคือต้องมีพนักงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องการพิมพ์ เชี่ยวชาญในเรื่องการออกแบบ เพราะบางครั้งนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการมีเพียงแค่ไอเดียมาเล่าให้เราฟังเท่านั้นและต้องการให้เราออกแบบให้หรือบางรายมีเพียงแค่ไฟล์ฉบับนิยายที่เขียนขึ้นมาเท่านั้นให้เราจัดการออกแบบปกให้ดังนั้นบุคคลากรในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

    หากเราสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ ผมเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจ Print On Demand ได้อย่างแน่นอนครับ

  • วิธีขายสบู่แกะสลักให้ประสบความสำเร็จ

    สบู่แกะสลัก

     

    หากกล่าวถึงงานแกะสลัก เราคงนึกถึงการแกะสลักผลไม้ที่ใช้ในการตกแต่งอาหารตามโรงแรม หรือในงานพิธีต่างๆ คงไม่มีใครนึกถึงสบู่ที่เราใช้สำหรับถูตัวเป็นแน่ อาชีพแกะสลักสบู่ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Soap Carving นั้น เป็นอาชีพขายฝีมือ รวมทั้งไม่ต้องลงทุนมากเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ และยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มาก สามารถทำเป็นอาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือลงทุนเปิดเป็นธุรกิจส่วนตัวก็ย่อมได้

    ลักษณะอาชีพ

    การแกะสลักสบู่มีตั้งแต่แกะสลักดอกไม้อย่างง่าย ไปจนถึงแกะสลักเป็นสัตว์ในวรรณคดี และรูปร่างต่างๆ ตามแต่จะจินตนาการได้ ซึ่งสบู่ที่แกะแล้วสามารถนำไปเป็นของชำร่วย ของขวัญ ของฝากในโอกาสสำคัญต่างๆ หรือโอกาสพิเศษ สบู่แกะสลักนำไปใช้สำหรับประดับตกแต่งบ้าน หรือวางไว้ในห้องน้ำก็เหมาะไม่น้อยเพราะมีกลิ่นหอม หรือบางท่านจะซื้อสบู่แกะสลักไปถูตัวอาบน้ำก็ย่อมได้เหมือนกัน

    การลงทุน

    ต้นทุนประมาณ 500 บาท ขึ้นไป

    วัสดุอุปกรณ์

    1. มีดแกะสลัก ใบมีดมีปลายแหลม คมด้านเดียว ด้ามกลม มีปลอกสวมสะดวกในการพกพา มีหลายแบบให้เลือกใช้ ถ้าเป็นมือใหม่หัดแกะสลัก แนะนำให้ซื้อมีดแกะสลักด้ามพลาสติกมาใช้ก่อน ราคาประมาณ 120 บาท และเมื่อเริ่มชำนาญหรือเป็นมืออาชีพแล้วค่อยซื้อมีดแกะสลักที่เหมาะสำหรับมืออาชีพมาใช้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 400 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของด้ามค่ะ ถ้าเป็นมีดแกะสลักลายไทย ราคา 600 บาท มีดแกะสลักไทยสแตนเลส ราคา 550 บาท มีดแกะสลักไทยด้ามไม้ ราคา 400 บาท
    บางครั้งสามารถซื้อเป็นชุดก็ได้ ซึ่งใน 1 ชุด มีทั้งมีดแกะสลัก มีดคว้านและมีดปอกผลไม้ ราคาประมาณ 200บาท
    2. มีดคว้าน ใช้สำหรับคว้านเมล็ดหรือเนื้อในผลไม้ ราคาเริ่มต้นที่ 50 บาท
    3. มีดปอกผลไม้
    4. ชุดหัวแกะสลักทำลวดลายต่างๆ ใช้สำหรับทำลายพื้น กลีบดอก หรือแกะในมุมที่มีดแกะสลักไม่สามารถเข้าไปถึง ส่วนมากขายเป็นชุด ราคาเริ่มต้นที่ 220 บาท
    5. กระดาษทรายสำหรับลับมีดแกะสลัก ราคา 10บาท
    6. สบู่สำหรับแกะสลัก แนะนำยี่ห้อชานเซ็ง เพราะเนื้อสบู่เหนียว นิ่ม แกะสลักง่าย แกะแล้วเนื้อสบู่พริ้วไหวเป็นลวดลายละเอียดอ่อน ตามต้องการ ไม่แตกเป็นขุยง่าย มี 4 สี ให้เลือก คือสีขาว ชมพู เหลือง และ เขียว ส่วนมากขายเป็นแพ็ค มี 6 ก้อน ราคาประมาณ 100 บาท
    7. สีผสมอาหาร
    8. กล่องพลาสติกสำหรับใส่สบู่ราคาตั้งแต่ 12 บาทขึ้นไป
    9. กล่องไม้มะม่วงสำหรับใส่สบู่สำหรับขาย

    รายได้

    ราคาขายตั้งแต่อันละ 250 บาท ขึ้นไปแล้วแต่แบบ (ต้นทุนต่ออันประมาณ 100 บาท)

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ซึ่งร้านจำหน่ายสำหรับงานฝีมือสามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เนตได้

    การแกะสลัก

    เมื่อมีอุปกรณ์พร้อมแล้ว ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ฝึกแกะสลักสบู่ด้วยตนเอง หรือไปเรียนตามศูนย์ฝึกอาชีพต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครก็มีหลายแห่งและสอนฟรีด้วย อาจจะต้องจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์นิดหน่อย จากนั้นจึงกลับมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพื่อให้สามารถแกะสลักได้หลากหลายลวดลาย เมื่อชำนาญแล้วก็เปิดร้านกันได้เลย

    ช่องทางการขาย

    1. ลองหาทำเลดี ๆ ตั้งร้าน ถ้าเป็นตลาดนัดเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นสะดวก ต้องมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า โต๊ะอย่าสูงเกินไปนัก กะให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้มองเห็นง่าย
    2. ควรระบุราคาที่ตัวสินค้าให้เรียบร้อย เพราะบางชิ้นงานความยากง่ายต่างกัน ราคาอาจจะแตกต่างกัน และง่ายสำหรับลูกค้าในการเลือกซื้อ
    3. ควรมีแคตตาล็อกลวดลายสบู่ให้ลูกค้าได้เลือก ในกรณีที่ลูกค้าบางคนต้องการสั่งทำ และเราไม่มีสินค้าตามที่โชว์อยู่หน้าร้าน

    กลุ่มลูกค้า

    ชาวต่างชาติ และคนไทยที่ชื่นชอบงานแกะสลัก

    การเก็บรักษาสบู่

    1.ถ้าแกะสลักยังทำไม่เสร็จควรเก็บใส่ถุงพลาสติก หรือกล่องปิดฝาได้อย่าให้โดนลม ถ้าทิ้งไว้ตากลม สบู่จะแข็ง แกะสลักอีกต่อไปไม่ได้เพราะจะทำให้แตกได้ง่าย
    2. เมื่อแกะสลักสบู่เสร็จแล้ว ให้ใช้พู่กันปัดตามซอก ตามร่อง ที่แกะลวดลายออกให้หมด
    3. อย่าตั้งงานที่แกะเสร็จแล้ววางไว้ในที่แดดส่อง สีจะซีดเร็ว เมื่อตั้งไว้นานเข้าแล้วมีฝุ่นจับมากๆ ก็ใช้พู่กันปัดออกให้หมด หรือใช้พู่กันจุ่มครีมทาผิว ปัดให้ทั่วทั้งชิ้นงาน จะทำให้ชิ้นงานสดใสเหมือนใหม่ยิ่งกว่าเดิม

    วิธีดูแลรักษามีดแกะสลัก

    หลังใช้งานมีดแกะสลักทุกครั้ง ควรทำความสะอาดให้เรียบร้อยและเช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่ม ใส่ปลอกมีดทุกครั้งหลังใช้ หากมีดแกะสลักเริ่มไม่คม ห้ามลับมีดโดยการใช้หินลับมีดโดยเด็ดขาด จะทำให้คมมีดแกะสลักเสียได้ ควรใช้กระดาษสำหรับลับมีด โดยวิธีการลับมีด ให้เลือกลับขึ้น หรือลับลง ไปทางด้านเดียวเท่านั้น (ไม่ควรลับขึ้นๆ ลงๆ) จากนั้นก็สลับมาลับมีดอีกด้านหนึ่ง

  • วิธีขายหมอนฟักทองให้ประสบความสำเร็จ

    “ผ้าต่วน” และ “ผ้าตาด ลายไทย” หลายคนที่ไม่ได้ทำงานผ้า อาจจะไม่รู้จัก แต่ใครจะรู้ว่าสามารถนำมาจับเป็นสม๊อก ได้สวยงาม จนใครเห็นแล้วต้องทึ่งในความงาม อย่างลงตัวของผ้าชนิดนี้ หมอนฟักทองเป็นงานฝีมือที่ค่อนข้างละเอียด และสวยงาม เหมาะสำหรับไว้ใช้ในงานแต่งงาน งานบวช หรือเป็นของฝากก็ได้อีกด้วย

    ลักษณะอาชีพ

    เป็นงานฝีมือที่อาศัยความละเอียดอ่อน และความประณีต ชำนาญ อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากบางครั้งต้องคิดลายที่จะปักเองไม่มีแบบ นั่นคือต้องทั้งปัก และออกแบบเอง อีกทั้งงานปักผ้าเป็นงานอีกงานที่ต้องทำทีละเล็กทีละน้อย และเป็นขั้นตอน ต้องมีการเลือกด้ายให้เหมาะกับสีผ้าด้วย ซึ่งหมอนฟักทองนี้เหมาะสำหรับนำไปเป็นของรับไหว้ในงานแต่งงาน หรือหมอนรองสำหรับรดน้ำสังข์ หรือใช้ในงานบวช อาจจะประดับตกแต่งในรถยนต์ ใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้าน หรือนำไปเป็นของฝาก เป็นต้น

    การลงทุน

    ต้นทุนต่อหมอน 1 คู่อยู่ที่ประมาณ 200-400 บาท สำหรับขนาด 11-14 นิ้ว

    วัสดุอุปกรณ์

    1. ผ้าต่วน และผ้าตาด ลายไทย ราคาเมตรละประมาณ 45-60 บาท หน้ากว้าง 44นิ้ว ผ้า 1เมตรทำหมอนฟักทองได้ 1 คู่ (2ใบ) ขนาดหมอน 11-14 นิ้ว ขึ้นอยู่กับแบบที่เราเลือก
    2. ด้ายเย็บ 1 ม้วน สีเดียวกับผ้า
    3. เข็มสอย 1 อัน ใช้เข็มสอย เพราะมีขนาดเล็ก สามารถปักได้ง่าย
    4. กระดุมปั๊ม 4 เม็ด สำหรับหมอน 1 คู่
    5. เชือกไนลอนสำหรับเย็บกับกระดุมปั๊ม เพื่อดึงกระดุมทั้งสองด้านให้ตึง
    6. นุ่นสำหรับยัดหมอน ไม่แนะนำให้ใช้ใยโพลีเอสเตอร์ เนื่องจากต้องใช้ปริมาณมากและราคาแพง
    ( ใยโพลีเอสเตอร์ราคากิโลกรัมละ 120-150 บาท)

    รายได้

    ราคาหมอนอยู่ที่ใบละประมาณ 200-550 บาท สำหรับขนาด 11-14 นิ้ว ขึ้นอยู่กับขนาดและความยาก ง่ายของลายหมอน โดยปกติจะขายเป็นคู่ เพราะในงานแต่งงาน หรืองานบวชจะใช้เป็นคู่ และสีเดียวกัน

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    1. ร้านจำหน่ายสำหรับงานฝีมือ
    2. ร้านขายผ้าทั่วไป ถ้าอยากได้ผ้าราคาถูก แนะนำหาซื้อที่สำเพ็ง

    การขายและการตลาด

    1. หากจะมีหน้าร้านให้เลือกหน้าร้านที่เป็นแหล่งชุมชน ติดถนน ผู้คนเดินผ่านไปมาและเห็นง่าย หรือหากใกล้วัดก็ดี เนื่องจากเวลามีงานบวช คนมักหาซื้อเครื่องสังฆภัณฑ์ บริเวณร้านใกล้ๆ วัด หรือผู้คนที่มางานบวชจะได้เห็นผ่านตา
    2. หากตั้งโต๊ะขายตามตลาดนัด ควรเลือกโซนที่ผู้คนมองเห็นง่าย โต๊ะที่ใช้ต้องสูงพอประมาณ อย่าสูงเกินไป หรือเตี้ยเกินไป ให้สูงประมาณระดับสายตา
    3. หากไม่มีหน้าร้านต้องการขายทางอินเตอร์เนต ต้องมีการทำเว็บไซต์ และโปรโมตเว็บเพื่อให้ผู้คนรู้จักและเข้าเยี่ยมชม
    4. แนะนำให้ขายตามงานออกบูธ เช่น งานกลุ่มแม่บ้าน งานฝีมือ หรืองานหัตถกรรม เป็นต้น ซึ่งงานพวกนั้นผู้คนหลากหลาย และง่ายกว่าที่สิ้นค้าของเราจะเป็นที่รู้จัก
    5. มีการติดป้ายราคาให้ชัดเจนทุกแบบ ทุกสี
    6. ต้องจัดให้มีสิ้นค้าหลากหลาย เช่น หมอนฟักทองขนาดต่างๆ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ คละขนาด คละลาย หรืออาจจะนำผ้ามาจับสม๊อกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น กล่องใส่กระดาษทิชชู่ พวงกุญแจ ปลอกหมอน หมอนอิง เป็นต้น

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มคนทั่วไป วัยทำงานจนถึงผู้สูงอายุ

  • วิธีเปิดร้านขายส้มตำให้ประสบความสำเร็จ

    ขายส้มตำ

     

    ส้มตำจัดได้ว่าอาหารที่อยู่คู่คนไทย และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของไทย จะได้ว่าชาวต่างชาติเมื่อมาเที่ยวประเทศไทย จะนิยมเลือกเมนูอาหารส้มตำที่เผ็ดอร่อยที่เข้ามาร่วมด้วย และเราก็มักเห็นร้านส้มตำ ตั้งแต่ข้างถนนจนถึงร้านส้มตำไฮโซที่มีการออกข่าวให้เห็นกันมาแล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่าไม่ว่าส้มตำไฮโซ หรือส้มตำข้างถนน ก็ทำคนรวยมาหลายรายแล้ว

    ลักษณะอาชีพ

    เป็นงานขายฝีมือการทำอาหารอย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันส้มตำมีหลากหลายเมนู “ตำ” และคนที่จะตำส้มตำได้ต้องตำส้มตำอร่อยเท่านั้น เพราะหากตำไม่อร่อย อาจจะไม่มีลูกค้าอีกเลยก็เป็นได้ ดังนั้นอาชีพนี้ ขายฝีมือ การบริการ อัธยาศัยใจคอต้องดี

    การลงทุน

    ประมาณ 20000-30000 บาท โดยที่การลงทุนส่วนมากอยู่ที่หน้าร้าน หากไม่มีหน้าร้านอาจจะเป็นการขายแบบรถเข็น ซึ่งราคาในการต่อรถมอเตอร์ไซต์ ให้เป็นรถเข็นอยู่ที่ 12000-15000 บาท หรือเป็นแบบแผงลอยก่อนก็ได้

    วัสดุอุปกรณ์

    ส่วนมากจะเป็นส่วนผสมที่ต้องใช้ในการตำส้มตำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ ผัก และผลไม้ต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องปรุงต่างๆ หากไม่ครบเครื่องคงไม่อร่อย และเมื่อขายส้มตำก็ต้องขายไก่ย่างด้วย

    1. หน้าร้าน หรือแผงลอย หรือรถเข็น ขนาด 1X2 เมตร
    2. ครก+สาก
    3. มะละกอ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ มะเขือเทศ มะนาว พริก และผักต่างๆ ที่นำมาใช้ในการตำส้มตำ และกินกับส้มตำ
    4. น้ำปลา น้ำตาลปิ๊บ
    5. ปูดอง กุ้งแห้ง ปลาร้า
    6. ทัพพี หม้อ เขียง
    7. ถ่าน ตะแกรง กระทะสำหรับย่างไก่ แทนเตาถ่าน
    8. วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถุงพลาสติกร้อน ถุงพลาสติกหูหิ้ว โฟมสำหรับใส่อาหาร ยางวงรัดของ และอื่นๆ

    รายได้

    ส้มตำราคาครกละ 20-30 บาทสำหรับรถเข็น แต่ถ้าเป็นเปิดร้านสามารถขายได้ 30-50 บาท แล้วแต่ประเภทของการตำ ไก่ย่างปีกละ 10-20 บาท หากเป็นครึ่งซีกอาจจะอยู่ที่ประมาณ 30-50 บาท

    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์

    ร้านขายเครื่องครัวทั่วไป และตลาดสด

    การขายและการตลาด

    1. หากมีหน้าร้านให้ติดป้ายหน้าร้าน เพื่อให้คนเห็นชัด และเลือกทำเลที่ติดถนน อยู่ใกล้แหล่งชุมชน ใกล้โรงเรียน หรืออยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนสัญจรไปมา
    2. หากเป็นร้านรถเข็น สามารถขับรถเข้าไปขายตามสถานที่ต่างๆ และต้องค่อยๆ ขับ เผื่อมีคนเรียก หรือบีบแตร และจอดเป็นจุดๆ ไป โดยเลือกจอดเฉพาะจุดที่เป็นแหล่งชุมชน
    3. จัดทำเมนูราคาของประเภทส้มตำที่เรามี และหากมีเมนูอื่นเพิ่มเติมก็ต้องทำราคาด้วย เช่น ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ขนมจีน ปลาดุกย่าง ลาบ น้ำตก เป็นต้น
    4. มีการเขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่รถหรือที่ร้าน เผื่อว่ามีคนได้ทานและติดใจต้องการโทรสั่ง เราจะได้มีลูกค้าประจำ
    5. เราต้องมีการบริการที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่นินทาลูกค้าท่านอื่นให้ลูกค้าอีกท่านฟัง เพราะเราจะเสียลูกค้าทันที

    กลุ่มลูกค้า

    คนทั่วไปที่ชอบทานส้มตำ แม้กระทั่งเด็กนักเรียน หรือคนทำงานทั่วไป

  • วิธีเปิดเนอสเซอรี่สถานรับเลี้ยงเด็กให้ประสบความสำเร็จ

    งานรับเลี้ยงเด็ก อาชีพในฝันของคนรักเด็กทั้งหลาย เป็นงานที่หนัก แต่ก็มีความสุข จากการสอบถามจากคนที่เลี้ยงเด็ก และพัฒนามาเปิดเป็นเนอร์สเซอรรี่

    ลักษณะของอาชีพ

    เหมาะสำหรับคนที่มีความรักเด็ก มีจิตใจดี ใจเย็น และที่สำคัญต้องมีความรู้ในการเลี้ยงเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านจิตวิทยา ความปลอดภัย เป็นต้น เป็นอย่างดี ซึ่งอาชีพนี้อาจจะไม่ต้องอาศัยความชำนาญมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรม และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้ที่ต้องการจะทำงานนี้ต้องมีอย่างแน่นอน คือเจตคติที่ดีต่อเด็ก นั่นคือ ความรักเด็ก และความอดทนแม้ว่าบางครั้งเด็กบางคนอาจจะร้องไห้ โยเย เอาแต่ใจ หรือทำอะไรไม่ถูกใจเราบ้าง ก็เป็นลักษณะนิสัยปกติของเด็กวัยก่อนปฐมวัย

    การลงทุน

    ประมาณ 5000-10000 บาท

    หลักการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก

    1. สถานที่เลี้ยงเด็กที่สะอาด และปลอดภัย ถ้าหากเลี้ยงที่บ้าน สามารถดูแลบ้านให้สะอาดและจัดพื้นที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย
    2. ของเล่นเสริมพัฒนาการเด็ก เช่น ตัวต่อ ตุ๊กตา ลูกบอล ตัวอักษรภาพ หนังสือนิทานที่มีภาพ ดนตรีและวีดีโอ
    3. ที่นอนสำหรับเด็ก
    4. ถาดอาหารและช้อนสำหรับเด็ก
    5. สบู่ และแชมพูสำหรับเด็ก

    รายได้

    หากเลี้ยงเต็มเวลา ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3000-5000 บาท ต่อเด็ก 1 คน เวลารับเลี้ยง ก็คือเวลาที่ผู้ปกครองไปทำงาน คือช่วงเวลา 07.30-17.30น.

    วิธีให้บริการ

    1. ทำป้ายหน้าร้าน หรือที่บ้านให้เห็นชัดเจน ว่าที่นี่รับเลี้ยงเด็ก และอนุญาตให้ผู้ปกครองเข้ามาดูได้ เพื่อความมั่นใจว่าสะอาด และปลอดภัย
    2. อาจจะทำเป็นนามบัตรแจก หรือใบปลิว เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์
    3. ใช้วิธีบอกต่อ ปากต่อปาก เพราะวิธีนี้จะไปเร็วกว่า
    4. ควรมีรายละเอียดค่าใช้จ่าย เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และตารางเวลากิจกรรมที่เด็กต้องทำในแต่ละวัน ให้ผู้ปกครองได้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะทำเป็นใบปลิวเล็กๆ ก็ได้

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่มีลูกเล็กๆ แต่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตนเอง เพราะต้องทำงาน โดยส่วนมากคนที่ทำงานบริษัท ส่วนใหญ่สามารถลาคลอดได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นต้องไปทำงาน และบางครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว และเนอร์สเซอร์รี่ส่วนมากรับเด็ก ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นต้องหาพี่เลี้ยงเด็กที่สามารถมาเลี้ยงที่บ้านได้ หรือที่นำไปฝากเลี้ยง

    หวังว่าอาชีพรับเลี้ยงเด็กคงจะตรงใจของหลายๆ คนที่มีความรักเด็ก และมีความรู้ในการดูแลเด็กอ่อน บ้างนะคะ บางเนอร์สเซอรรี่ก็เริ่มจากการรับเลี้ยงเด็กมาก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนามาเปิดเนอร์สเซอร์รี่

  • วิธีเปิดร้านขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ให้ประสบความสำเร็จ

    ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้

     

    ตั้งแต่เด็กพอจำความได้จนกระทั่งโตเท่าปัจจุบัน ผมพบว่ามีธุรกิจอยู่ตัวหนึ่งเกี่ยวพันกับผมอยู่ตลอดเวลา เพราะเนื่องจากบ้านผมนั้นอยู่ติดบริเวณตลาด ในทุกวันก่อนที่จะไปโรงเรียนต้องผ่านร้านขายปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้ ที่มีอาแปะเป็นคนขาย และเมื่อกลับมาจากโรงเรียนก่อนเข้าบ้าน ก็เห็นร้านปาท่องโก๋เจ้าเดิมเปิดขายอีกรอบท่ามกลางคนต่อแถวรอคิว อันเป็นภาพที่ผมเห็นเป็นประจำจนชาชินนับสิบปี จนกระทั่งปัจจุบันร้านปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เจ้านี้ก็ยังคงขายอยู่เพียงแต่เป็นคนขายจากรุ่นพ่อไปสู่รุ่นลูกเท่านั้นเอง ส่วนรสชาติและจำนวนคนซื้อก็ยังคงมากเท่าเดิม ผมจึงเชื่อว่าธุรกิจขายปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ นั้นเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จริงๆ

    ธุรกิจขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นั้นเป็นธุรกิจที่ทำง่ายและลงทุนไม่มากนัก แต่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำพอสมควร เป็นธุรกิจที่ใช้ระยะเวลาในการขายไม่นานนัก สามารถนำเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นได้ตามต้องการ โดยใช้เวลาเพียงแค่ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเท่านั้น แต่หากใครขยันอยากขายทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นก็สามารถทำได้ เพราะนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวนั่นเอง

    ขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากที่สุดของธุรกิจขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นี้ เห็นจะเป็นขั้นตอนการหมักแป้งปาท่องโก๋ เพราะต้องมีการผสมนวดแป้งให้เข้ากันพักไว้เพื่อให้แป้งขึ้นจนได้ที่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนน้ำเต้าหู้นั้นตามปกติไม่ต้องใช้เวลาอะไรมากมาย เพียงแต่เตรียมเครื่องไว้ให้พร้อมสำหรับใส่น้ำเต้าหู้แค่นั้นเอง

    ราคา

    สนนราคาของปาท่องโก๋ และนำเต้าหู้ที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้น มีหลายราคาด้วยกัน โดยมีปัจจัยอยู่ที่ราคาของปาท่องโก๋เป็นหลัก ในร้านที่ปาท่องโก๋ตัวใหญ่อาจจะขายที่ราคาตัวละ 2-3 บาท ส่วนร้านใดที่ปาท่องโก๋ตัวไม่ใหญ่มากก็ขายในราคาตัวละ 1 บาท และอาจจะมีซาลาเปาทอดหรือสังขยาขายเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยอีกก็ได้ ส่วนน้ำเต้าหู้นั้นอยู่ในราคาที่ค่อยข้างตายตัว คือไม่ใส่เครื่องราคา 6 บาท ส่วนใส่เครื่องหรืองาดำอยู่ที่ 7-8 บาทตามลำดับ

    การตลาด

    ธุรกิจการขายปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้กลวิธีหรือกลยุทธทางการตลาดใดๆ มากนัก เนื่องจากว่าเป็นสินค้าที่คนทั่วไปรู้จักกันดีอยู่แล้ว อีกทั้งปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้โดยทั่วไปก็มีรสชาติไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นหากเราหาทำเลดีๆ ใกล้กับแหล่งชุมชนหรือตลาด ก็จะทำให้เราสามารถขายดีขึ้นอีกด้วย

    และสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างแบรนด์ให้กับปาท่องโก๋หรือน้ำเต้าหู้ของตัวเอง ก็สามารถกระทำได้ครับ เพราะตลาดนี้ยังสามารถขยายตัวขึ้นสู่ระดับบนได้อีกมาก ดังจะเห็นได้จากเริ่มมีบางรายนำปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ของตัวเองขึ้นขายตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือทำการแปรรูปน้ำเต้าหู้เป็นแบบพาสเจอร์ไรซ์ส่งขายตามร้าน Convenience Store เพียงแต่ต้องมีการวางแผนให้ดีเท่านั้นเองครับ

    การเพิ่มยอดขาย

    – มีปาท่องโก๋ แบบใส่งาดำผสมลงไปในแป้งนวดๆ ก่อนทอดด้วยครับ อร่อยมาก ลองนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ ของปาท่องโก๋ครับ เช่น ผสมธัญพืชบางอย่างลงไปนิดหน่อย ผมคิดว่าเป็นการเพิ่มรสชาติ และไม่ทำให้ปาท่องโก๋เปลี่ยนนะครับ อย่างที่ทางภาคเหนือเหนือ เขายังมีแบบใส่ไส้เลยครับ ทำให้ขายดีมาก
    – ทำปาท่องโก๋ขนาดพอคำ มีถ้วยกระดาษใส่พร้อมทาน ให้ลูกค้าเลือกโรยหน้าด้วยนมข้นหวาน หรือช็อคโกแลต โรยเม็ดช็อคโกแล็ต หรือ ท็อปปิ้งอื่นๆ หรือวางปาท่องโก๋ตัวยาวตัดขนาดพอดีคำ แล้วให้ลูกค้าเลือกราดด้วยท็อปปิ้งอะไรก็ได้ มีไม้จิ้มพลาสติกอันเล็กให้ลูกค้าด้วยนะครับ คิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มนิดหน่อยครับ แบบนี้ปาท่องโก๋ก็สูตรเดิมไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ซื้อส่วนที่สำหรับเป็นท็อปปิ้ง ลูกค้าสั่งค่อยใส่ เก็บได้นานด้วยครับ
    – เครื่องของน้ำเต้าหู้ให้เพิ่มแปะก้วย และพุทราจีน สร้างมูลค่า ทำให้เพิ่มราคาขายได้
    – เพิ่มบัวลอยน้ำขิง น้ำเต้าหู้ใบเตย ปาท่องโก๋กรอบตัวเล็กที่ทานกับเต้าทึง ทำใส่ถุงแยกต่างหาก ขายได้อีกถุงละ 5 บาท หรือ 10 บาทก็มีคนซื้อครับ
    – ลองเพิ่มลูกเดือย หรือข้าวบาร์เลย์ครับ อยากบอกว่าถ้าได้ลองข้าวบาร์เลย์จะเป็นอะไรที่ลืมลูกเดือยไปเลย แต่หาได้น้อยร้านที่จะเอามาใช้ เพราะราคาแพงกว่าลูกเดือย แต่มันนุ่มกว่ามากและหนืดๆ อร่อยมากๆ หลายๆ ร้านที่เอาไปขาย ได้เสียงตอบรับที่ดี แต่โดยมากก็ยังเข้าใจว่ามันคือลูกเดือย
    – น้ำเต้าหู้ใส่ชาเขียวก็น่าสนใจนะครับ แต่ร้านที่ผมเคยทาน เค้าจะใส่ใบเตยครับ หอมใบเตย สีเขียวสวยด้วยครับ หรือจะใส่งาดำป่นก้ได้ครับ ตักใส่แล้วตักน้ำเต้าหู้ใส่ เป็นทางเลือกอีกทางครับ แต่ผมแนะนำว่าให้ซื้อเป็นผงมาดีกว่าครับ เช่น ผงชาเขียว งาดำ เผือก และอื่นๆอีกมากมาย เผื่อลูกค้าบางท่านอยากทานน้ำเต้าหู้เพรียวๆ จะได้ไม่เสียรสชาด ส่วนผงเราก็สามารถเก็บไว้ได้นาน
    – จัดโปรโมชั่นซื้อมาก มีของแถม ผมเคยสังเกต คนขายลูกชิ้นปิ้ง เขาขายไม้ละ 5 บาท คนส่วนมากก็จะซื้อกัน 20 บาท หรือ 30 บาท ก็คือ 4 หรือ 6 ไม้ ถ้าเทียบกับธุรกิจของเรา ลองจัดโปรโมชั่นซื้อน้ำเต้าหู้ 4 ถุงฟรี 1 ถุง น้ำเต้าหู้ เป็นธุรกิจที่ขายดีพอสมควร ลองหาทำเลที่คนเยอะๆ น่าจะขายดี เพิ่มน้ำขิงด้วยก็ได้ครับ

  • วิธีเปิดร้านขายกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านขายกาแฟ
     

    เดี๋ยวนี้คนตัดสินใจมาทำธุรกิจกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากรายการทางทีวีที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และหนึ่งในธุรกิจที่ค่อนข้างมาแรงมากๆในปีนี้คือ ธุรกิจร้านกาแฟ และหากคุณเคยไปนั่งกินกาแฟ และมีความรู้สึกว่าชื่นชอบกับบรรยากาศในร้านกาแฟ จนเกิดความรู้สึกว่าต้องการที่จะเป็นเจ้าของร้านกาแฟ หรือว่าเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟแล้ว ต้องอ่าน RoadMap บทความนี้เป็นแนวทางเลยนะครับ จะช่วยให้คุณเปิดธุรกิจร้านกาแฟและมีกำไรได้แน่นอน

    1.สำรวจตลาดกาแฟในพื้นที่ๆ เปิดเสียก่อน

    อันดับแรกก่อนที่คุณนั้นจะเริ่มต้นทำธุรกิจร้านกาแฟนั่นคือ การสำรวจเสียก่อนว่าร้านกาแฟของคุณนั้น จะเปิดในพื้นที่ใด และประชาการในพื้นที่แถวนั้น มีโอกาสที่จะมาเป็นผู้บริโภคของร้านคุณหรือไม่ โดยหลักการคือ หากคุณเปิดร้านกาแฟ จงเปิดในพื้นที่ที่ใกล้กับที่ทำงานจะดีที่สุด เพราะผู้บริโภคกาแฟนั้นส่วนใหญ่เป็นคนทำงานทั้งสิ้น

    2.เตรียมแผนธุรกิจและเงินทุนของคุณให้พร้อม

    เมื่อเราสามารถหาทำเลในการเปิดร้านกาแฟได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อไปที่เราจะต้องทำนั่นคือ การเตรียมแผนธุรกิจของคุณ โดยแผนธุรกิจของคุณนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้ธุรกิจของคุณนั้นสามารถเติบโตได้อย่างมีแผนงานที่ถูกต้อง อีกทั้งคุรยังสามารถใช้แผนธุรกิจนั้นในการเสนอต่อธนาคารเพื่อขออนุมัติวงเงินกู้ได้อีกด้วย

    3.กำหนดราคาขาย

    ราคาขายกาแฟนั้นมีผลต่อ การคำนวณต้นทุนและผลกำไรอย่างมาก ซึ่งตามพื้นที่ต่างจังหวัดนั้นกาแฟที่ไม่ได้มาจากร้านแฟรนไชส์อยู่ที่ประมาณ 30-50 บาทต่อแก้ว ทั้งในส่วนของแบบร้อนและแบบเย็น (โดยแบบเย็นจะแพงกว่าเล็กน้อย) ส่วนกาแฟที่มีการจำหน่ายในกรุงเทพนั้นอาจจะมีราคาที่แพงกว่านั่นคือ ราคาประมาณ 80-100 บาท ซึ่งราคาประมาณนี้จะสามารถช่วยให้ธุรกิจร้านกาแฟของคุณอยู่ได้และทำกำไรหลักแสนอัพต่อเดือนได้

    4.ออกแบบร้านค้าให้สวยงามน่านั่ง

    หัวใจข้อหนึ่งที่คุณต้องระลึกเสมอสำหรับการเปิดร้านกาแฟคือ คุณจะต้องออกแบบร้านกาแฟให้น่านั่งมากที่สุด เพื่อที่ว่าลูกค้านั้นจะได้สามารถนั่งอยู่ในร้านกาแฟของคุณได้อย่างนานที่สุด โดยโทนสีของร้านกาแฟที่เป็นที่ถูกอกถูกใจกับบรรดาคอกาแฟมากที่สุด น่าจะเป็นร้านกาแฟที่มีโทนสีเปลือกไม้และโทนสีเดียวกับกาแฟครับ

    5. เทคนิคการดึงใจลูกค้าให้อยู่ร้านกาแฟนานๆ

    สำหรับเทคนิคในการสร้างร้านกาแฟให้มีเสน่ห์และดึงดูด คอกาแฟทั้งหลายมาสิงอยู่ในร้านคุณ และทานกาแฟของคุณ ลองนำเทคนิคที่ผู้เขียนจะได้แนะนำต่อไปนี้ไปลองปรับใช้ดูนะครับ

    – รสชาติของการกาแฟสำคัญมากๆ

    สิ่งแรกที่คุณนั้นห้ามลืมเลยคือเรื่องของรสชาติของกาแฟ ที่จะต้องปรุงออกมาให้มีรสชาติที่ดี และอร่อยที่สุด เพราะรสชาติของการนี่แหละครับจะเป็นตัวการสำคัญในการทำให้ลูกค้าติดร้านของเราหรือไม่ ดังนั้นการเลือกใช้วัตถุดิบในการชงกาแฟที่ดีที่สุดคือหัวใจของรสชาติกาแฟเสมอๆ

    – จงทำให้กลิ่นอบอวนทั่วร้าน

    อยากให้ร้านกาแฟเป็นกาแฟจริงๆ จงทำให้ตลอดทั้งร้านกาแฟนั้นมีแต่กลิ่นของกาแฟอบอวลไปทั่วร้านกาแฟ ซึ่งกลิ่นของกาแฟนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มแรงจูงใจให้บรรดาคอกาแฟทั้งหลายนั้น หันมาทานกาแฟที่ร้านของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นสำรวจเลยครับว่า ร้านกาแฟของเรานั้นมีกลิ่นกาแฟหอมน่าทานหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีแล้ว อย่างนี้ถือว่าไม่ผ่าน ต้องทำใหม่

    – บาริสต้าต้องยิ้มแย้ม

    คนต่อไปที่มีส่วนสำคัญในการทำให้ร้านกาแฟประสบความสำเร็จคือบาริสต้านั่นเอง บาริสต้านั้นจะต้องมีทักษะและมีความสามารถในการชงกาแฟให้มีรสชาติที่อร่อย อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศของร้านน่านั่งมากขึ้นด้วย

    – บัตรสะสมถ้ามีก็ดี

    แรงจูงใจในเรื่องการการทานกาแฟ สะสมแล้วนำมาแลกกาแฟนั้นก็สามารถใช้ได้ดี เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้านั้นติดร้านกาแฟของเราแล้ว ยังเป็นอีกวิธีในการทำให้เพิ่มยอดขายในการขายกาแฟของคุณให้เพิ่มมากขึ้นอย่างง่ายๆด้วย

    6.การต่อยอดธุรกิจร้านกาแฟบนโลกออนไลน์

    เพื่อให้ธุรกิจร้านกาแฟของคุณนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนต้องการให้คุณนั้นหันมาทำการต่อยอดธุรกิจร้านกาแฟของคุณบนโลกออนไลน์ด้วยสิครับ เช่นการเปิด IG หรือ FanPage ที่เกี่ยวข้องกับร้านของคุณ เพื่อที่ว่าลูกค้านั้นจะได้สามารถติดต่อและเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับคุณได้อีกด้วย

    7.แนวโน้มธุรกิจร้านกาแฟในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า

    สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านกาแฟในอนาคตนั้นผู้เขียนเชื่อว่าจะยังคงเติบโตขึ้นอีกมาก และอีกมาก ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกให้ทราบว่าหากคุณต้องการทำธุรกิจร้านกาแฟวันนี้แล้ว ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นแล้วครับ

    ด้วยเหตุนี้แล้วหากนี่คือธุรกิจที่คุณต้องการหรือมีความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จแล้ว จงไม่ลืมที่จะนำแนวทางง่ายๆในการเกิดร้านกาแฟข้างต้นไปทดลองและทดสอบการใช้งานนะครับ เพราะจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าของคุณ และเป็นการสร้างรายได้ให้กับตัวคุณไปในตัวด้วย

  • วิธีทำธุรกิจขายกากกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

    มาถึงชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยสัมผัสลิ้มลองกาแฟสด ทั้งบางบ้านอาจจะพิสมัยในรสชาติของกาแฟสดถึงขั้นยอมลงทุนซื้อเครื่องชงเอสเปรสโซ และไปร่ำเรียนวิชาการชงกาแฟสดเพื่อมาทำกินในบ้าน ส่วนคนที่ยังมีทุนทรัพย์ไม่พอก็ยังคงหาตระเวนหากาแฟสดที่เขาเปิดขายกันอยู่ทั่วต่อไปแต่สำหรับวันนี้ผมมีอาชีพหนึ่งมานำเสนอครับซึ่งหากคุณทั้งหลายเป็นคนที่ชอบกาแฟ ทำกาแฟ หรือเกี่ยวข้องกับกาแฟโดยตรงแล้วเชื่อเลยว่าอาชีพนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคุณไม่น้อยไปกว่าการขายกาแฟสดเลยแถมยังเป็นงานอดิเรกได้อีกด้วยซึ่งนั่นก็คืออาชีพสร้างผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟนั่นเองครับ

    คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากาแฟนั้นกลั่นมาจากการที่น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟลงมาโดยเจ้าน้ำตัวนั้นแหละที่เราเอามาชงเป็นกาแฟส่วนกากกาแฟที่น้ำไหลผ่านแล้วเราจะเคาะทิ้งไปเพราะว่ากาแฟที่ดีนั้นจะไม่เอาผงกาแฟเก่ามากรองน้ำอีกครั้งหนึ่งเพราะจะทำให้รสชาติเจือจางลง ดังนั้นในแต่ละวันร้านขายกาแฟสดจึงมีเจ้ากากกาแฟเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากซึ่งหากเรานำกากกาแฟเหล่านั้นมาต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ก็จะทำให้เรามีรายได้มากขึ้นดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่ากากกาแฟนั้นนำมาทำอะไรกันได้บ้าง

    สำหรับคนที่ชอบปลูกต้นไม้เจ้ากากกาแฟนี่แหละครับเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้เป็นอย่างดี เราอาจจะทำเป็นแพคเกจดูดีสักหน่อยเขียนว่าปุ๋ยกากกาแฟสำหรับปลูกต้นไม้ขายในราคาไม่แพงมากเท่านี้ก็อาจจะมีคนที่มาดื่มกาแฟสนใจแล้วซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านไปก็ได้

    ส่วนเจ้าของกิจการท่านใดที่ชอบในงานศิลปะหรือพอมีฝีมือในการวาดภาพอยู่บ้างแล้วล่ะก็การนำกากกาแฟมาผสมน้ำแล้วมาวาดรูปต่างสีน้ำแล้วนำผลงานออกขายก็อาจสร้างรายได้ให้เช่นกันเพราะในต่างประเทศมีการวาดภาพจากน้ำกาแฟขายแถมยังขายดีเสียอีกด้วยดังนั้นหากคุณเป็นคนที่มีฝีมือแล้วจึงไม่ควรปล่อยโอกาสให้พลาดไป

    นอกจากทั้งสองอย่างข้างต้นแล้วเรายังอาจจะนำกากกาแฟเหล่านั้นมาบรรจุถุงลูกไม้สีสวยๆ ห่อให้มีความสวยงามแล้วขายเป็นถุงดับกลิ่นไม่พึงประสงค์เหมือนกับถุงการบูรที่ใส่ไว้ตามตู้เสื้อผ้าก็ได้เพราะกากกาแฟนั้นมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นและดูดกลิ่นได้ดีเยี่ยมและหากใครที่รักสวยรักงามแล้วล่ะก็สามารถนำกากกาแฟมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆเพื่อผลิตเป็นผงกาแฟขัดผิวได้ ซึ่งเจ้าผงกาแฟขัดผิวนี้มีคุณสมบัติในการขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายไปให้ออกจากร่างกายทำให้ร่างกายขาวเนียนสวยขึ้น

    เป็นอย่างไรกันบ้างล่ะครับเห็นหรือยังว่าเจ้ากากกาแฟที่ดูเหมือนจะไม่มีค่านั้นสามารถนำมาต่อยอดทำอะไรได้มากมายดังนั้นถ้าใครมีกากกาแฟอยู่ในมือก็อย่าเพิ่งทิ้งไปให้เสียประโยชน์ลองเอามาดัดแปลงทำดูตามที่ผมบอกไม่แน่ว่าเถ้าแก่มือใหม่ในอนาคตอาจเป็นคุณก็ได้

  • วิธีเปิดร้าน Pet Shop ให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้าน-Pet-Shop

     

    เชื่อว่าแทบทุกบ้านที่พอมีพื้นที่ใช้สอยคงจะมีโอกาสหาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงไว้เป็นงานอดิเรกเพื่อคลายเหงาท่ามกลางสภาพสังคมแห่งการแข่งขันในยุคที่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ว่าจะเป็นนก สุนัข แมวหรือแม้แต่กระทั่งสัตว์แนวๆตามกระแสอย่างชูการ์ไกลเดอร์ก็สามารถเลือกเลี้ยงกันได้ตามความชอบ ตามความเหมาะสม

    สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการได้วิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ของคนทั่วไปพบว่าสำหรับผู้ที่รักสัตว์แล้วการใช้จ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นค่าอะไร มีราคาสูงสักแค่ไหน เจ้าของสัตว์เหล่านั้นล้วนแต่ยอมที่จะจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงของตนซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้เองจึงเป็นที่มาของการถือกำเนิดร้าน Pet Shop ขึ้น

    ร้าน Pet Shop หรือแปลไทยว่าร้านสัตว์เลี้ยงเป็นร้านที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของบรรดาผู้รักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่ต้องการมอบความสะดวกสบาย ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงของตนราวกับว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นคนในครอบครัวเดียวกันโดยในร้าน Pet Shop นั้นจะมีทั้งสิ้นค้าและบริการของเจ้าตัวน้อยให้ผู้ใช้บริการได้เลือกสรรกัน

    สินค้าที่ขายอยู่ในร้าน Pet Shop นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเป็นสำคัญอาทิเช่น อาหารสุนัข อาหารแมว และ accessories ต่างๆ อันได้แก่พวกกรงขัง กระบะทรายใส่อุจจาระแมว ของเล่นเสริมปัญญา หนังสือวิธีการเลี้ยงเป็นต้น และในร้าน Pet Shop ขนาดใหญ่บางแห่งอาจมีการให้บริการรับฝากและอภิบาลสัตว์เลี้ยงอีกด้วยซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหากร้าน Pet Shop ร้านใดเปิดให้บริการดังกล่าวร้านนั้นก็มักที่จะได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่รู้จัก รวมถึงมีคนมาใช้บริการกันอย่างกว้างขวางเพราะลูกค้าสามารถฝากสัตว์เลี้ยงของตนไว้กับร้านค้าได้ในกรณีที่ไม่อยู่บ้านหลายวันและไม่มีคนดูแลซึ่งรายได้ส่วนนี้ของร้านค้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

    สิ่งที่ควรทราบสำหรับธุรกิจ Pet Shop นี้ ผู้ประกอบการควรมีใจรักในสัตว์เลี้ยง มีความโอบอ้อมอารีย์กับสัตว์ต่างๆ เป็นทุนเดิมเพื่อเป็นความก้าวหน้าในอาชีพอีกทั้งยังควรเสาะแสวงหาสินค้าและความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจากแหล่งต่างๆ เพื่อนมาบริการลูกค้าอยู่เสมอ

    ปัจจุบันมีร้าน Pet Shop ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างมากมายโดยร้าน Pet Shop แต่ละแห่งนั้นก็มีจุดดี จุดด้อยแตกต่างกันตามแต่เทคนิคการขายและการบริหารงานของแต่ละคนแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือต้องนำเสนอสินค้าที่ดีมีคุณภาพให้กับลูกค้าเพราะลูกค้าที่เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลุกค้าที่ค่อนข้างมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยซึ่งหากเราเอาของไม่ดี ไม่มีคุณภาพมาหลอกขายลูกค้าจะทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกและหันไปใช้บริการจากเจ้าอื่นในที่สุด

  • วิธีการขายผลไม้รถเข็นให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการขายผลไม้รถเข็นให้ประสบความสำเร็จ
     

    ต้องเรียกว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นแหล่งผลิตพืชพันธุ์ และผลไม้ต่างๆ ได้ตลอดทั้งปี จนทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมมากกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซีย และด้วยความได้เปรียบนี้เองจึงทำให้เกิดอาชีพขายผลไม้รถเข็นขึ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างงามให้กับผู้ประกอบอาชีพ

    ซึ่งในปัจจุบันนี้ ในทุกตรอกซอกซอยของสถานที่ๆ เราอาศัยอยู่ น่าจะเคยได้ยินเสียงกระดิ่งสั่นดังแกร๊งๆ และเมื่อเราโผล่ออกไปจะพบคนเข็นรถขายผลไม้นานาชนิด เช่น ฝรั่ง มะม่วง มันแกว ชมพู สัปปะรด แตงโม รวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาลอย่างเช่น แก้วมังกร นั่นแหละครับคืออาชีพที่ผมกล่าวถึง

    อาชีพขายผลไม้รถเข็นนี้เป็นอาชีพที่จะเรียกว่าทำง่ายก็ง่าย จะทำยากก็ยาก เพราะเนื่องจากว่าผู้ขายต้องมีความอดทน และขยันขันแข็งมากกว่าอาชีพอื่นทั่วๆ ไป โดยจะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปตลาดผลไม้ ต้องคัดเลือกผลไม้ว่าผลไม้ชนิดใดกำลังอยู่ในฤดูกาล และเป็นที่ต้องการ หรือผลไม้ชนิดใดที่คนนิยม แต่ไม่ค่อยมีขาย โดยคนขายเองก็ต้องคิดคำนวณให้ดี มิฉะนั้นจะทำให้ซื้อผลไม้มามากเกินความต้องการขาย และอาจทำให้เหลือทิ้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าขาดทุนนั่นเอง

    การเลือกผลไม้ก็เช่นกันผู้ขายต้องเลือกผลไม้ให้อยู่ในระดับที่พอดีๆ ไม่ดิบหรือสุกจนเกินไป หากผลไม้ใดที่มีระยะเวลาในการเก็บ ก็ต้องคำนวณว่าควรเก็บไม่เกินเท่าใดจึงจะเหมาะสม และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ พริกเกลือ สิ่งนี้สำคัญขาดไม่ได้เลยทีเดียว

    ซึ่งพริกเกลือ จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำจากพริกป่นผสมเกลือป่นผสมน้ำตาลทราย ชิมดูให้ออก 3 รส คือ เค็ม หวาน เผ็ดนิดหน่อย และชนิดทำจากน้ำตาลปี๊บผสมพริกขี้หนูสดผสมเกลือให้มี 3 รส เช่นกัน

    เมื่อได้ผลไม้มาแล้วก็ต้องนำผลไม้เหล่านั้นมาจัดการทำความสะอาด ล้างปอกเปลือก หั่นเพื่อเตรียมแช่น้ำแข็งที่อยู่บนรถเข็น เตรียมถุง เตรียมไม้จิ้ม และพริกกับเกลือให้พร้อม ซึ่งวิธีการปอกผลไม้ ควรปอกให้น่ารับประทาน อีกทั้งการจัดตู้ผลไม้ ควรสะอาด สวยงาม จะทำให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น

    ก่อนที่จะดำเนินการออกขาย โดยส่วนใหญ่หากผู้ขายเตรียมตัวตั้งแต่เช้ากว่าจะได้ขายก็ประมาณบ่ายๆ ขึ้นไปจึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของอาชีพขายผลไม้ เพราะต้องใช้เวลาเตรียมการขายนานพอสมควร แต่ในบางกรณีผู้ขายบางคนตื่นตอนกลางคืน และไปตลาดเพื่อซื้อผลไม้ และเตรียมทำไว้เพื่อขายตอนเช้า กรณีนี้ก็สามารถออกรถขายตอนเช้าได้เลย

    และตลาดที่ควรไปรับผลไม้มาขาย แน่นอนว่าต้องเป็นตลาดขายส่ง ยกตัวอย่างเช่น ตลาดไท หรือตลาดโบ้เบ้ เพราะเค้าขายในราคาที่ค่อนข้างถูก ทำให้คุณมีผลกำไรที่มากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วกำไรที่คุณควรจะมีจากการขายผลไม้น่าจะอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

    ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการที่เล็งเห็นความไม่สะดวกของบรรดาพ่อค้า ที่ต้องเสียเวลาไปตลาดเพื่อเลือกซื้อผลไม้ และเสียเวลาเตรียมการปอกผลไม้เพื่อขาย จึงได้ผันตัวเองขึ้นเป็นพ่อค้าคนกลางด้านผลไม้รถเข็นเสียเอง โดยตัวเองเป็นผู้จัดการหาผลไม้ และจัดการหั่นปอกเปลือกให้ทั้งหมด ผู้ขายผลไม้มีหน้าที่มาซื้อจากพ่อค้าคนกลางแล้วไปขายต่อทำกำไรอีกต่อเท่านั้น ซึ่งถือเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายพ่อค้าคนกลางสามารถหาคนที่ต้องการมาซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องหาวิธีมากนัก ส่วนผู้ขายที่รับสินผลไม้ไปขายต่อก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปซื้อของเตรียมของอีกทั้งยังสามารถซื้อปลีกเป็นลูกๆ หรือเป็นชิ้นๆ ได้อีกด้วย

    การเข็นรถเข็นไปขาย ผุ้ขายก็ต้องไปขายที่ย่านชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น หน้าสำนักงานต่างๆ ตลาด หน้าหมู่บ้าน ปากซอย หรือริมทางที่มีคนเดินผ่านประจำ และตามมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนต่างๆ

error: Content is protected !!