Category: ธุรกิจต่างๆ

  • วิธีการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเปิดโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กให้ประสบความสำเร็จ
     

    ปัจจุบันครอบครัวของคนชั้นกลางในเมืองต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพต่างตระหนักถึงคุณค่าการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก คือลูกหลานของเขา เพราะได้ประโยชน์หลายประการคือ การอบรมเด็ก ๆ ให้มีสมาธิดี มีความละเอียดอ่อน และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทางสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังเป็นการเสริมทัศนะในการใช้นิ้วมือประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ส่วนพ่อแม่ก็ได้ประโยชน์ทางอ้อมคือ มีเวลาว่างลำหรับตัวเองได้มากขึ้น

    โรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็ก ๆ อาจตั้งขึ้นจากการรวมตัวของผู้ที่จบจากวิชาชีพครู หรือช่างศิลป๋ที่ยังไม่มีงานทำ หรืออาจเป็นรายได้เสริมของร้านทำป้าย หรือสตูดิโอวาดภาพก็ได้ แต่เพื่อให้เด็กไม่เบื่อควรเน้นบรรยากาศร้าน และตารางสอนให้เกิดความสนุก และมีความหลากหลาย เช่น การร่วมทำงานกับเพื่อนในระดับอายุใกล้เคียงกัน ซึ่งควรแบ่งแยกคล้ายชั้นเรียนในโรงเรียนชั้นประถมทั่ว ๆ ไป

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มลูกค้า คือ พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในระดับอายุ 5 – 14 ปี และมีเวลาในช่วงปิดเทอม อาจเปิดสอนในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และแถมวันหยุดตามประเพณี ส่วนตอนหยุดปิดเทอมก็ทำเป็นคอร์สยาวๆ 1 -2 เดีอนได้เลย หรืออาจทำเป็นลักษณะค่ายเยาวชนในต่างจังหวัดก็ได้ นอกจากเงื่อนไขเวลาแล้วน่าจะเป็นเรื่องสถานที่ซึ่งควรเกาะติดอยู่กับศูนย์การค้าเพื่อสะดวกในการจอดรถ การนัดพบของครอบครัว และบริการเสริมต่าง ๆ เช่น พ่อแม่สามารถซี้อของรับประทานอาหาร หรีอดัดผมเสริมสวยระหว่างรอรับลูก ๆ เป็นด้น

    การหาที่ตั้งทำเล ควรทำในบริเวณแถบหน้าโรงเรียน ถ้าอยู่ในที่ชุมชนก็อาจทำเป็นใบปลิวให้เด็กแจกตามรถโดยมุ่งกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกในวัยเรียนกลุ่มเป้าหมาย หรืออาจจะติดต่อฝานโรงเรียนก็ย่อมได้คือจัดเป็นกิจกรรมหลังเลิกเรียนมีสถานที่สอนอยู่ใกล้ ๆ

    โรงเรียนชั้นประถมดัง ๆ ในเขตเมืองใหญ่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยครั้งแรก ๆ อาจทำเป็นชั้นเล็กก่อน รับ 5-7 คนแล้วค่อย ๆ ขยายได้ถึงชั้นเรียนละ 20 คนต่อครู 1 คน เด็กจะได้รับการดูแลให้สนุกรวมถึงแรงจูงใจก็คือการให้คะแนนและยกย่องผู้มีความสามารถ เช่น สอนให้เป็นดาว 1-4 ดวงหรือการแจกรางวัลผู้มา เรียนสม่ำเสมอ หรือมีการประกวดผลงานสำหรับเด็กนักเรียนที่มีฝีมือก็ย่อมได้

    ปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ

    ปัญหาแรกก็คือสถานที่ และทำเลที่เหมาะสม ควรมีอยู่แล้ว มากกว่าลงทุนแพง ๆ และต่อมาก็คือความถนัดของผู้ร่วมทุนเปิดสอน ซึ่งควรมีวิชาครู และความรู้ความชำนาญด้านศิลป๋อยู่บ้าง ส่วนคุณภาพการสอนสูงหรือต่ำตามค่าเล่าเรียนซึ่งต้องดูให้ใต้คุณค่า การหาเด็กมาเรียนก็ต้องค่อย ๆ สร้างแรงปากต่อปาก อย่าเล็งผลเลิศโดยลงทุนมือหนักแบบจมทุน หรือเสียค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เกินควรในระยะแรก

    ข้อควรคำนึงต่อมาก็คือเทคนิคในการจัดเวลาให้สะดวกทั้งผู้ปกครองและเด็กในการมาส่งและรับกลับบ้าน เช่น ไม่ควรไปเช้าเกินไปในวันหยุด หรือเลิกดึกเกินไปในวันธรรมดา หรือมีชั่วโมงยาวจนเกินไป เด็กจะเหนื่อยหรือหิวและไม่อยากมาเรียน

    โอกาสในการขยายสินค้าอื่น ๆ ที่ส่งเสริมคุณภาพเยาวชนแต่ต้องทำให้แนบเนียน ไม่ดูเป็นการค้าไปเสียหมดเช่น การขายเครื่องเขียนต่าง ๆ หรือแบบฝึกหัดทักษะต่าง ๆ เพื่อเอาไปฝึกต่อที่บ้าน หรือการขายหนังสือ และของเล่นแบบเสริมการศึกษา ถ้าธุรกิจเริ่มเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว อาจต้องดูแลเรื่องการขออนุญาตเป็นโรงเรียนเสียให้ถูกต้อง รวมทั้งเรื่องใบอนุญาตประกอบการค้า ถ้าคุณโชคดีอาจรวบรวมกลุ่มเพื่อน หรือชักชวนผู้มีตึกแถวในทำเลดี ๆ ที่ปล่อยชั้นบนไว้ให้อย่างไม่คุ้มค่า เปิดขยายเป็นหลายชั้นก็ไต้ตามย่านชุมชนทุกแห่ง รายการนี้เป็นโอกาสเหมาะสำหรับบัณฑิตว่างงานมากทีเดียวในการไต่เต้าไปเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจของตนเองไม่ต้องเป็นลูกจ้างเขา

  • วิธีการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ให้ประสบความสำเร็จ
     

    แนวทาง

    ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพ ชานเมือง หรือแม้แต่ในต่างจังหวัด ต่างอำเภอ เราจะพบว่าการออกจากบ้านไปซื้อของแต่ละทีโดยเฉพาะของประจำวันเป็นสิ่งที่เสียเวลา และไม่สะดวก บางครั้งก็ออกไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครเฝ้าบ้าน เพราะต่างคนต่างก็มีภารกิจด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นการที่เรามีของใช้จำเป็นที่จะเร่ขายถึงบ้านนั้น เป็นที่เรื่องที่เป็นความต้องการของคนเมืองโดยทั่วไป แล้วก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจ สามารถทำกำไรได้ดี สิ่งของที่พ่อค้า-แม่ค้าเร่ ควรจะนำมาขายอย่างแรกก็คงไม่พ้นพวกอาหารต่าง ๆ เช่น จำพวกกับข้าว ขนม หรือผลไม้ ซึ่งเรามักจะเห็น และได้ยินเสียงร้องขายของในวันเสาร์-อาทิตย์ และช่วงเวลาเย็นวันธรรมดาในหมู่บ้านต่าง ๆ

    ส่วนสินค้าหมวดที่สองที่เขาขายกันอยู่ก็มักจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอาจจะแบ่งได้คร่าว ๆ ออกเป็นพวกเสื้อผ้าเป็นอย่างแรก และพวกสินค้าพลาสติกของใช้ในบ้าน เช่น ตะกร้า กระมุง ไม้แขวนเสื้อ ไม้เกาหลัง และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่สามารถต้องการ และก็ใช้อยู่หรือหายได้ง่าย ๆ ตั้งแต่หวีเรื่อยลงไปจนกระทั่งถึงเครื่องประดับร่างกาย เช่น กิ้ปติดผม เข็มกลัด หรือกระทั่งถุงเท้า รองเท้าไปตามลำดับ

    สินค้าประเภทที่สามที่อาจจัดว่าเป็นสินค้าประจำวันได้พอสมควรสำหรับคนเมืองก็คือ ต้นไม้ประดับ หรืออุปกรณ์ทำสวน เป็นต้น ลักษณะการขายของประเภทนี้ก็มักจะใช้รถปิคอัพเป็นตัวพาหนะที่จะไปเร่ขาย การใช้รถเร่ขายโดยทั่วไปก็มักจะเป็นที่ เราเรียกว่า วิ่งประจำ เช่น สายไหนก็สายนั้น ทั้งประจำเส้นทาง และประจำวัน ถนนไหนจะวิ่งก่อนถนนไหนจะวิ่งหลัง แล้วก็ลูกค้าต่างๆ ก็มักจะเป็นขาประจำ

    นอกจากนั้นแล้ว วันที่จะไปขายของแต่ละหมู่บ้านหรือแต่ละชุมชนก็เป็นประจำสัปดาห์ เช่น วันจันทร์ไปหมู่บ้านหนึ่ง วันอังคารไปอีกชุมชนที่สอง เป็นต้น ของที่จำหน่ายก็เป็นของประจำ ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนที่หวังอยู่ว่าจะซื้ออะไรนั้นจำไต้ แล้วถือเป็นอุปนิสัยเลยทีเดียวที่จะรอคอยซื้อของสิ่งนั้นเป็นต้น

    ตลาดกลุ่มเป้าหมาย

    ตลาดกลุ่มเป้าหมายของการข้บรถขายของเร่ก็คือ พวกหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนในระดับต่าง ๆ แล้วแต่ราคา และลักษณะของสินค้าที่เราจะนำไปขาย ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นชุมชนชานเมือง หรืออาจจะเป็นตามห้องแถวก็ไต้ โดยอาจจะกำหนดราคาสินค้า คุณค่าทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกัน หรือในลักษณะผสมก็ไต้ เพราะฉะนั้นตลาดกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นลักษณะของตลาดเดียว คือ คนชั้นกลางทั่วไป หรือเป็นตลาดผสม เช่น มีสินค้าสำหรับชนชั้นกลาง และก็มีสินค้าราคาประหยัด สำหรับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างจะน้อย ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน และมักจะซื้อของในลักษณะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอาหาร เช่น ซื้อหาแบบวันต่อวัน เป็นลักษณะของกิจวัตร เป็นกับข้าวประจำวันมากกว่าคนที่มีสตางค์ที่ซื้อแบบสัปดาห์ละครั้ง

    ตลาดกลุ่มเป้าหมายอีกแบบหนึ่งอาจจะเป็นพวกน้กศึกษาที่อยู่ ตามหอพัก หรือพวกชุมชนที่เป็นลักษณะหอพักของผู้ใช้แรงงาน ในปัจจุบันอาจจะเป็นคอนโดมิเนียมสำหรับผู้มีรายไต้น้อย หรือว่าหอพักกรรมกรชาย-หญิงที่นายจ้างจัดไว้ให้ ในกรมกองของข้าราชการทหารตำรวจ และข้าราชการพลเรือนก็ย่อมได้

    ส่วนในต่างจังหวัด จะมีชุมชนเหล่านี้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น บริเวณบ้านข้าราชการ ถ้าคุณทำการบ้านศึกษารายละเอียดเสียสักหน่อย ก็พอจะหาดลาดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น คือ สถานที่ขายประจำเส้นทาง ซึ่งเป็นต้องวางแผนประกอบการทำงานแต่ละวันเป็นประจำที่จะนำของไปขาย

    ปัญหาและโอกาส

    หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการเป็นพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ ก่อนอื่นคุณต้องเรียนรู้แหล่งซื้อขายที่เป็นศูนย์กลางของสินค้าราคาถูก

    ตลาดผักผลไม้ คุณต้องไปที่ตลาดไท หรือตลาดสะพานใหม่ ตลาดสะพานหัน ตลาดสะพานขาว ตลาดสี่มุมเมือง เป็นต้น หากต้องการสินค้ากระจุกกระจิกคุณอาจสอบถามเพื่อนผู้ค้าด้วยกัน หรือลองสำรวจตามตลาดนัดจตุจักร ตลาดสำเพ็ง ตลาดคลองถม หรือตลาดโบ๊เบ๊ ฯลฯ เพื่อเปรียบเทียบราคา ก่อนลงมือขาย

    ปัญหาแรกก็คือ คุณต้องรู้จักเลือกของและการตั้งราคา ให้เหมาะสมกับกระเป๋าของชุมชนที่จะไปขาย คือราคาอาจจะแพงได้บ้างเล็กน้อย แต่อาศัยว่าผู้ซึ้อสะดวกกว่าจะออกไปซื้อเอง เช่น กะปิ นํ้าปลา และกับข้าวต่าง ๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ไม่ควรจะเลือกสินค้าที่เสียได้ง่าย หรือขายออกช้า สินค้าส่วน ใหญ่ควรจะเปีนของที่ขายเร็วพอสมควร หรือของที่แน่ใจว่าเก็บไว้ได้นานพอสมควร ไม่เสียง่าย เช่น ถ้าเป็นอาหารก็ควรจะเป็นอาหารแห้ง หรือพวกข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงอาหารหมักดอง ของเค็มต่าง ๆ ปัญหาต่อมาก็คือ หากคิดจะทำธุรกิจประเภทนี้จะต้องขับรถได้ แล้วก็สามารถรู้เส้นทางต่าง ๆ ดีพอสมควร

    นอกจากนั้นจะต้องมีความอดทนถ้าเผื่อในบางทีที่จะต้องวิ่งไปต่างจังหวัด หรือบางท้องถิ่นที่จะต้องค้างแรม จึงน่าที่จะเป็นคนโสด หรือเป็นสามีภรรยาที่ยังไม่มีลูก จะได้ช่วยเหลือกันโดยไม่ทิ้งบ้านไว้ให้อยู่เฉพาะเด็ก ๆ

    ส่วนเรื่องเงินทองก็ต้องระวัง สินค้าบางอย่างขายดีมากจนหมดเกลี้ยง และวิ่งกันเป็นสายประจำ อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายคอยดักทำร้าย หรือว่าเอาเงินทองทรัพย์สินไปก็ต้องระวังให้ดี บางครั้งสินค้าที่แขวนขายอยู่นั้นแหละ อาจจะมีนักเลงประจำถิ่น หรือผู้ไม่หวังดีต้องการได้ไปฟรี ๆ โดยการขอดื้อ ๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นอุปสรรค และเป็นปัญหาได้ ต้องระวังให้ดี

    การเลือกของควรเลือกของที่มีกำไรพอสมควร และการตั้งราคาก็สำคัญ ของบางอย่างเราเรียกว่าได้ กำไรน้อยแต่เป็นของที่ทุกคนอยากซื้อหา เราก็อาจจะตั้งโชว์เป็นแรงจูงใจให้คนมาซื้อก่อน แล้วก็ขายสินค้าอื่นได้ ของพลาสติก เครื่องใช้ประจำวัน อาจจะได้กำไรน้อยมากแต่คนซื้อบ่อย ส่วนหมวดที่เป็นขนมสำหรับเด็ก และของเล่นอาจจะได้กำไรงามทีเดียว

    รถร้านค้าเร่ประเภทนี้มีรูปร่างลักษณะทั่วไปจะคล้ายร้านชำ แต่คุณต้องระวังสินค้าบางหมวดบางประเภทที่มีลักษณะเป็นการพนัน คุณจึงต้องระวังไม่ให้เกิดเหตุในเรื่องผิดกฎหมาย หรือเรื่องไม่พึงประสงค์ของท้องถิ่นที่คุณไปขายถ้าทำไต้เช่นนี้เราก็เชื่อว่าอาชีพการขายของเร่นี้ยังมีโอกาสสำหรับผู้ที่ขยันแบบสอง คนตายาย หนุ่มสาว หรือคนที่มีพลังและพอมีทุนอยู่บ้างในเรื่องของการลงทุนรถปิคอัพ

  • วิธีซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ

    การซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์

     

    การซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์ เป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุนเกี่ยวกับทองคำที่มีมาซักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการลงทุนรูปแบบนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำแท่งเกิดสภาวะราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากใครที่เป็นนักลงทุนแล้วล่ะก็เชื่อว่าคงจะเคยได้ยินการซื้อขายรูปแบบมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย และนักลงทุนรวมถึงนักเทรดหลายๆ ท่าน ที่ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างดีนั้นสามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมานักต่อนักแล้ว

    ทำความรู้จักกับทองคำแท่ง

    ทองคำแท่งเป็นทองคำรูปแบบหนึ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าทองคำรูปแบบอื่นๆ เหมาะกับการซื้อขาย, เก็บไว้ระยะยาวสำหรับการทำกำไรในภายภาคหน้า รวมถึงซื้อเก็บไว้เพื่อนำออกมาใช้ในยามที่สภาวะทางการเงินของท่านแย่ลง ไม่เหมือนกับทองคำรูปแบบอื่นที่เน้นการใส่เพื่อความงาน (และบารมี) หรือสำหรับการสะสมไว้โดยเฉพาะ เช่น เหรียญทองคำ

    ทองคำแท่งสำหรับการลงทุนมีกี่แบบ

    หากท่านเริ่มสนใจในการสร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุนในทองคำแท่งออนไลน์ ควรอย่างยิ่งที่ต้องทำความรู้จักกับทองคำแท่งให้ดีก่อนจะเริ่มทำการซื้อขาย ทองคำแท่งสำหรับการลงทุนนั้นมีอยู่ 2 แบบ ซึ่งจัดประเภทตามความบริสุทธิ์ของทองคำ นั่นคือ

    1. ทองคำแท่ง 96.5% เป็นทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ 96.5% ตามชื่อ อีก 3.5% เป็นเนื้อเงิน บริสุทธิ์ ทำให้มีราคาถูกกว่าทองคำแท่ง 99.99%
    2. ทองคำแท่ง 99.99% เป็นทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าแบบแรก (อาจไม่ต้องอธิบายว่ามีความบริสุทธิ์กี่เปอร์เซ็นต์) รวมถึงยังมีความอ่อนตัวมากกว่าแบบแรกด้วยเช่นกัน

    ในประเทศไทย จะนิยมใช้ทองคำแท่ง 96.5% ในการซื้อขายลงทุนมากกว่าแบบ 99.99% ทั้งๆ ที่มีความบริสุทธิ์น้อยกว่า ส่วนในต่างประเทศนั้น นักลงทุนจะเน้นการทำกำไรกันด้วยทองคำแท่ง 99.99% กันมากกว่า

    หลายๆ ท่านคงต้องการรวยด้วยการลงทุนทองคำแท่ง 99.99% เนื่องด้วยความบริสุทธิ์ของมัน ทำให้ราคาสูงกว่าแบบ 96.5% อย่างที่บอกไปแล้ว แต่ช้าก่อน ของดีย่อมหามาได้ยาก ดังนั้นอยากให้ทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าทองคำแท่งทั้ง 2 แบบนี้มีหน่วยนับไม่เหมือนกันเลย นั่นคือ

    • ทองคำแท่ง 96.5% มีหน่วยนับเป็นบาททองคำ
    • ทองคำแท่ง 99.99% มีหน่วยนับเป็นกิโล

    พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาเราทำการซื้อขายออนไลน์ ทางร้านทองคำผู้เปิดรับซื้อขาย จะกำหนดขั้นต่ำว่าคุณต้องซื้ออย่างต่ำกี่กิโลหรือกี่บาท

    อาจจะเห็นอธิบายในส่วนของรูปแบบของทองคำแท่งยาวไปหน่อย แต่การลงทุนทั้ง 2 แบบนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างมากและไม่สามารถอธิบายได้หมด ดังนั้นหากต้องการหารายได้จากการลงทุนทองคำแท่ง ไม่ว่าจะลงทุนทองคำแท่งแบบไหน แนะนำว่าให้ศึกษารายละเอียดกับร้านทองคำที่เปิดบริการออนไลน์ดังกล่าวให้เยอะเข้าไว้

    สิ่งจำเป็นในการหารายได้จากทองคำแท่งออนไลน์

    ผู้อ่านอาจจะต้องการมีรายได้จากการลงทุนแบบนี้ แต่หันซ้ายหันขวาแล้วยังไม่รู้ว่าจะต้องมีอะไรบ้างเพื่อเลือกเดินเส้นทางแห่งความร่ำรวยเส้นนี้ ขอบอกเลยว่าท่านต้องมี…
    เงิน : ข้อนี้ใครก็เดาได้ว่าต้องมี แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องมีเงิน (มากพอ) ในบัญชีธนาคารที่ไว้ใช้สำหรับการลงทุนทองคำแท่งออนไลน์ และขอย้ำว่าควรมีวงเงินให้มากกว่าจำนวนเงินที่ท่านจะนำไปใช้ซื้อขายด้วย แค่นั้นยังไม่พอ ร้านค้าทองออนไลน์จะกำหนดให้ท่านทั้งหลายวางเงินหลักประกันไว้ด้วย(ขึ้นอยู่กับว่า ท่านจะลงทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งลงทุนมาก ก็ต้องวางเงินหลักประกันให้มากตาม)

    เงินที่นักลงทุนทุกท่านจะนำมาจัดเต็มให้กับการซื้อขายดังกล่าวนี้ ควรเป็นเงินเก็บบางส่วนของท่านเอง และไม่แนะนำให้นำเงินจากการกู้ยืมมาใช้ในการลงทุนนี้ หลายๆ คนใช้วิธีกู้ยืมเพื่อหวังกำไร แต่ไม่สามารถสู้กับดอกเบี้ยเงินกู้ที่มากขึ้นๆ ได้

    ความรู้ : ใครที่คิดจะลงทุนทองคำแท่งออนไลน์แล้วหวังรวย แต่ไม่ศึกษาให้มากพอ ระวังจะเสียเงินและขาดทุนไปในที่สุด นักลงทุนทองคำออนไลน์จะต้องรู้รอบรู้ลึกราคาทองคำโลก, ค่าเงินบาท, การตัดขาดทุน, ฯลฯ รวมถึงต้องติดตามข่าวสารที่อาจกระทบกับราคาทองคำได้อีกด้วย

    หากยังไม่แน่ใจว่าแล้วจะไปรวบรวมความรู้จากที่ไหนดี แนะนำให้มองหาเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ให้ความรู้และเทคนิคในการทำรายได้จากทองคำแท่งออนไลน์ ที่นั่นท่านจะได้รับความรู้จากนักลงทุนท่านอื่น เท่านั้นยังไม่พอ อาจจะได้ศึกษาถึงความผิดพลาดจากประสบการณ์ในการลงทุนของพวกเค้าเหล่านั้นอีกด้วย

    บัญชีซื้อขายออนไลน์ : หากต้องการจะเล่นทองคำแท่งออนไลน์ จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับทางร้านทองที่เปิดบริการดังกล่าว ซึ่งเราสามารถขอแจ้งความจำนงกับทางร้านได้ในเวลาที่เปิดให้บริการ

    อินเตอร์เน็ต : ขึ้นชื่อเรื่องออนไลน์ ก็ไม่พ้นที่จะต้องมีอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ไม่สามารถลงทุนทองคำแท่งออนไลน์ได้ การมีอินเตอร์เน็ตจะช่วยให้นักลงทุนที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถทำการซื้อขายจากการลงทุนดังกล่าวได้

    ได้กำไรจากการลงทุนนี้อย่างไร

    ในโลกของการลงทุนทองคำแท่งออนไลน์นี้ ท่านจะสามารถสร้างกำไรได้จาก “ส่วนต่าง” ส่วนต่างในที่นี้ก็คือผลต่างของราคาทองคำแท่งที่เราขายหักลบกับราคาซื้อ และนอกจากนี้การซื้อขายทองออนไลน์จะไม่มีค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย ไม่มีค่ากำเหน็จ ยกเว้นแต่ว่าท่านจะผิดนัดชำระซึ่งอาจมีเบี้ยปรับแล้วแต่ทางร้านทองจะกำหนด

    ร้านทองที่เปิดบริการซื้อขายทองคำออนไลน์

    ร้านทองที่เปิดบริการซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์นั้นมีหลายที่และส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักดี เช่น ฮั่วเซ่งเฮง, แม่ทองสุก, ออสสิริส, วายแอลจี, ฯลฯ และแต่ละร้านจะมีช่วงเวลาในการส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมือนกันอีกด้วย

    หากผู้อ่านท่านใดเริ่มคันไม้คันมืออยากสร้างความร่ำรวยโดยเน้นช่องทางออนไลน์หรือการลงทุนทองคำ แนะนำให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนจะดีที่สุด อย่าลืมว่าเงินลงทุนเป็นเงินของท่านเอง โชคดีขอให้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

  • วิธีเปิดร้านเช่าหนังสือให้ประสบความสำเร็จ

    การเปิดร้านเช่าหนังสือ
     

    ธุรกิจเปิดร้านเช่าหนังสือ ถือว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เน้นการให้เช่าสินค้าราคาเล็กๆ เน้นจำนวน แต่สามารถสร้างรายได้จากนักเรียน และนักศึกษามาหลายต่อหลายเจ้าแล้ว ด้วยทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคนเราจะอายุเท่าไหร่หรือประกอบอาชีพอะไรมา ก็คงจะเครียดกับการเรียนหรือการงานมาจนในหัวสมองสะสมความเครียดมาเต็มพิกัดแล้ว ลองนึกภาพลูกโป่งที่มีลมอยู่ข้างในจนใกล้จะปริแตกเมื่อไหร่ก็ได้ดู เพื่อให้ลูกโป่งดังกล่าวค่อยๆ แฟบลงๆ ไม่แตกไปซะก่อน หลายคนก็แสวงหาวิธีการกำจัดความเครียดต่างๆ นาๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ หาหนังสือสนุกๆ อ่านจากร้านเช่าหนังสือ

    หนังสือให้เช่ามีแบบไหนบ้าง

    อันว่าด้วยจะเริ่มกิจการให้เช่าหนังสือนั้น ก็ต้องมองหาหนังสือที่เตะตาตรงใจกับกลุ่มลูกค้าใช่หรือไม่ ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าพวกเค้าต้องการแวะมาที่ร้านเพื่อเช่าหนังสือแบบไหนดี ก็จะสามารถสร้างรายได้สบายๆ ว่าแต่มีหนังสือแบบไหนบ้างที่ทางร้านนิยมให้เช่ากัน?

    หนังสือการ์ตูน (Comic Book) : ไม่มีใครไม่รู้จักหนังสือการ์ตูนแน่นอน เป็นประเภทหนังสือที่ร้านเช่าหนังสือส่วนใหญ่จะมีไว้ตามหิ้งอยู่แล้ว แถมยังมีคุณสมบัติในการกำจัดความเครียดของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี (ยกเว้นการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องเครียดๆ อีกที) หนังสือการ์ตูนจะมีหลายขนาด แต่ขนาดที่เห็นกันทั่วไป คือ ขนาดเล่มแบบพ็อคเก็ตบุ๊ค (Pocket Book) เป็นหนังสือการ์ตูนขนาดเล่มไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณครึ่งกระดาษ A4 และพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก และอีกขนาดคือแบบที่ใหญ่กว่าประมาณเกือบเท่าตัว ซึ่งในปัจจุบันนี้ หลายสำนักพิมพ์เริ่มผลิตการ์ตูนขนาดเล่มใหญ่ขึ้น แต่มีให้เห็นไม่มากนัก

    นิตยสาร (Magazine) : เมื่อก่อนจะไม่ค่อยมีนิตยสารให้เช่าตามร้าน ส่วนใหญ่จะวางขายตามหน้าร้านกันมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารผู้หญิง, แฟชั่น, ฯลฯ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เช่าก็จะเป็นนักศึกษาหรือคนวัยทำงาน
    นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือการ์ตูนแบบนิตยสารด้วย แบ่งเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน (แต่ส่วนใหญ่จะนิยมให้เช่านิตยสารรายสัปดาห์มากกว่า) มีไว้เจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งในนิตยสารรายสัปดาห์เป็นพิเศษ เพราะนิตยสารรายสัปดาห์จะออกตอนต่อไปของการ์ตูนเร็วกว่าหนังสือการ์ตูนแบบรวมเล่ม

    นวนิยาย (Fiction) : หนังสือแบบนี้อาจจะถูกใจป้าๆ ที่ติดละครหลังข่าวก็ได้ เคยเห็นร้านเช่าหนังสืออยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของเน้นนวนิยายอย่างเดียว แถมหนังสือในร้านยังออกแนว love love ด้วย ก็เป็นไอเดียให้ผู้ที่สนใจจะเปิดร้านเช่าหนังสือได้อีกอย่างหนึ่ง

    ไลท์โนเวล (Light Novel) : เป็นนิยายแบบที่เดิมทีมีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น ตัวเล่มมีขนาดเล็กสมชื่อของมันเอง คำว่า “ไลท์” แปลว่า “เบา” ภายในเล่มจะมีภาพประกอบจากการ์ตูนหรือ อนิเมะของเรื่องนั้นๆ ไลท์โนเวลบางเรื่องอาจจะเคยพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนหรือทำเป็นหนังอนิเมะมาแล้ว จึงเป็นทางเลือกสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามเรื่องนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไลท์โนเวลจะมีเรื่องราวที่ละเอียดกว่าหนังสือการ์ตูนหรืออนิเมะ ข้อดีของหนังสือประเภทนี้ คือ ข้างในหนังสือจะบรรยายด้วยตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้หลายๆ คนใช้เวลาอ่านมากพอควร ทำให้รายได้จากการให้เช่าหนังสือประเภทนี้ได้จากเวลาที่ผู้อ่านใช้ไปกับการอ่านนั่นเอง

    อื่นๆ เช่น บางร้านหนังสือให้เช่าที่เคยไปสำรวจมาจะมีจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือการ์ตูน เช่น อนิเมะ (Anime) ควบด้วย ใครที่ไม่รู้ว่าอนิเมะคืออะไรก็ขออธิบายให้ฟังนิดนึง อนิเมะเป็นภาพยนตร์การ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

    ทำร้านเช่าหนังสือจะมีต้นทุนอะไรบ้าง

    ต้นทุนหนังสือ : แน่นอนว่าต้องลงทุนซื้อหนังสือสำหรับให้เช่าอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นหนังสือออกใหม่ ทางเจ้าของร้านก็อาจจะเดินทางไปซื้อมาใส่เพิ่ม แต่ถ้าเป็นกรณีหนังสือที่ออกมานานแล้ว อาจประหยัดงบได้โดยมองหาตามร้านหนังสือมือสองแทน
    การตกแต่งร้าน : บางท่านจะตกแต่งบ้านของตัวเองให้เป็นร้านเช่าซึ่งทำให้ประหยัดงบสำหรับเช่าร้าน แต่ถ้าใครไม่มีทำเลเป็นของตัวเอง ก็ต้องหาบ้านเช่าซักห้อง
    ชั้นวางหนังสือ : ทำกิจการแบบนี้คงไม่มีทางวางหนังสือแบบไม่มีชั้นวางแน่นอน แล้วแต่ว่ามีหนังสือเยอะด้วยหรือไม่ ก่อนซื้อชั้นวางหนังสือควรคำนวณให้ดีว่าต้องการแบบไหนและจำนวนกี่ตู้ เช่น ชั้นวางแบบพิงผนังกี่ตู้, ชั้นวางแบบโชว์หนังสือออกใหม่หรือนิตยสาร, เลือกชั้นวางให้มีความสูงกี่ชั้น, ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีชั้นวางแบบด้านเดียวและแบบ 2 ด้าน ชั้นวางแบบ 2 ด้าน ไว้สำหรับตั้งไว้ตรงกลางร้านเพื่อใส่หนังสือได้ทั้งด้านซ้ายและขวา
    โปรแกรมสำหรับร้านเช่าหนังสือและคอมพิวเตอร์ : คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่องและโปรแกรมติดตั้งสำหรับเก็บข้อมูลการเช่าและคำนวณเงินไปในตัว บางร้านจะมีเครื่องยิงบาร์โค้ดด้วย แต่บางร้านอาจจะไม่ได้ลงทุนในส่วนของตรงนี้เลยก็ได้แต่จะใช้วิธีทำสมุดบัญชีเอา
    ค่าจ้างพนักงาน : บางร้านเจ้าของอาจเฝ้าเอง หรือบางร้านอาจจ้างพนักงานซักคนสองคนมาดูแลร้าน
    อื่นๆ เช่น ค่าห่อปกซึ่งจะใช้พลาสติกใสห่อปกหนังสือเพื่อไม่ให้หนังสือชำรุดได้ง่าย, ค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมหนังสือ หนังสือเป็นสินค้าที่ชำรุดได้ตามกาลเวลา เจ้าของร้านต้องมีสกิลซ่อมหนังสือได้เพื่อให้มันอยู่กับร้านเช่าไปนานๆ

    รายได้จากร้านเช่าหนังสือ

    ส่วนใหญ่ดูจากราคาปกแล้วคูณด้วย 10% เช่น หนังสือราคา 50 บาท บางร้านจะคิดค่าเช่า 5 บาท ถ้าเป็นไลท์โนเวลหรือนวนิยายอาจคิดราคาได้สูงกว่าเพราะสังเกตจากราคาปกก็ประมาณร้อยกว่าบาทแล้ว และยืมนานกว่าหนังสือการ์ตูน นอกจากนี้ถ้ามีขายแผ่นอนิเมะด้วยก็จะได้รายได้เพิ่ม

    รายได้จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทำเลด้วย เช่น ควรอยู่ใกล้โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, ตลาด, ฯลฯ โดยเฉพาะร้านที่เปิดในต่างจังหวัดต้องสนใจเรื่องทำเลมากเป็นพิเศษ เพราะจำนวนลูกค้าจะเป็นตัวคูณกับราคาเช่า และถ้าได้ลูกค้าประจำที่ยืมครั้งนึงหลายสิบเล่มก็จะทำรายได้ได้ดีมาก

  • วิธีเปิดร้านขายอาหารให้ประสบความสำเร็จ

    ธุรกิจเปิดร้านขายอาหาร ยังคงได้รับควงามนิยมในทุกยุคทุกสมัย เพราะคนเราทุกคนต้องทานอาหาร ธุรกิจเปิดร้านขายอาหารในปัจจุบันนี้ถือว่าคนที่สามารถก้าวมาเป็นเจ้าของธุรกิจได้นั้นถือว่าเป็นคนที่มีความกล้ามาก เพราะร้านอาหารนั้นมีมากมายร้านหลาย มีหลายประเภทให้ลูกค้าเลือก แต่สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มมองหาลู่ทางเปิดร้านอาหาร ควรจะศึกษาหาความรู้ให้มากก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ และอาหารอร่อย บริการดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า โดยจะขอแนะนำเคล็ดลับดังนี้

    1. รู้เรื่องอาหาร

    เคล็ดลับแรกในการทำธุรกิจร้านอาหาร อันดับแรก คือ คือเราควรจะรู้เรื่องอาหารให้มาก และโดยเฉพาะอาหารที่จำหน่ายอยู่ในร้านของเรา เราจะต้องรู้วัตถุดิบ แหล่งซื้อ ราคา ปริมาณที่จะต้องใช้ เครื่องปรุงรสที่ต้องใช้ เพราะหลายร้านที่เจ้าของร้านนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องอาหารเลย มีเพียงความรู้ด้านธุรกิจ และการลงทุน และมาเปิดร้านอาหาร ทำให้ร้านอาหารนั้นไปไม่ได้สวย และจบลงในที่สุด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจนี้อยู่ได้นาน และยั่งยืน ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารของเจ้าของร้านด้วย เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านั้นไปเลือกสรรค์สิ่งดีๆ มาทำอาหารอร่อยๆ ให้กับลูกค้า

    2. เงินทุน

    เงินทุนก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การทำทุกธุรกิจต้องใช้เงินทุน เราต้องดูก่อนว่า ในขณะนี้เรามีเงินทุนเท่าไหร่ ถ้าจะเปิดร้านอาหารจะเปิดได้ในพื้นที่ขนาดไหน ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ หรือถ้าเงินทุนไม่พอ ต้องเก็บเงินอีกกี่ปี ถึงจะเปิดร้านอาหารได้ ผมไม่แนะนำให้กู้เงินมาทำธุรกิจร้านอาหาร ถ้าสายป่านทางการเงินเราไม่ยาวพอ ถ้าถึงจุดที่ร้านอาหารไปไม่รอด เราอาจจะหมดตัวได้ ผมอยากให้ทำธุรกิจแบบสบายๆ ดีกว่าครับ ทำงานเก็บเงิน เก็บหอมรอมริบจนมีเงินเพียงพอ แล้วถึงค่อยนำเงินนั้นมาลงทุนในร้านอาหาร แบบนี้จะดีกว่าการเป็นหนี้ครับ

    3. concept ของร้าน และการตกแต่งภายในร้าน

    การเปิดร้านอาหาร เราต้องมี concept ว่าร้านเราจะไปในทิศทางใด คือ จะเป็นอาหารไทย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี หรืออาหารฝรั่ง หรือขายแบบผสมรวมๆ กัน เมื่อเรารู้ความต้องการของเราแล้วว่าจะให้ร้านของเราขายอาหารชนิดใด ขั้นตอนต่อมาเราก็ต้องตกแต่งร้านให้เข้ากับอาหารที่เราขาย เช่นขายอาหารจีน ก็ตกแต่งร้านให้ดูจีนๆ เรื่องการตกแต่งร้าน เราอาจจะดูไอเดียได้จากตามเว็บไซต์เกี่ยวกับการตกแต่งร้านต่างๆ หรืออาจจะสำรวจลงสถานที่จริง ด้วยการไปทานอาหารร้านจีนๆ ในแถวถิ่นที่อยู่ของท่าน ว่าเค้าจัดตกแต่งร้านยังไง ให้เราดูไว้ให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างแบบเฉพาะของเราขึ้นมา

    4. ชื่อร้าน

    ชื่อร้านก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่มาทานอาหารได้จดจำ บอกกันปากต่อปาก ว่าอาหารร้านนี้อร่อยนะ ซึ่งชื่อร้านที่ดีควรจะทำให้คนจำง่าย ไม่ควรยาวจนเกินไป เพราะจะทำให้คนจำได้แต่เพียงบรรยากาศในร้าน แต่จำชื่อร้านไม่ได้ เช่น ถ้าเราขายอาหารเกาหลี ก็ควรตั้งชื่อร้านเพียงแค่ 3 คำ เพื่อให้คล้องจองกับชื่อคนเกาหลี หรือขายอาหารไทยเผ็ดๆ ก็ควรจะมีชื่อที่สื่อให้รู้ว่า อาหารในร้านนี้ส่วนใหญ่จะออกโทนเผ็ด เป็นต้น

    5. รสชาติอาหาร

    รสชาติก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เรียกได้ว่าจะรุ่งหรือร่วง รสชาติอาหารตัดสินได้เลย บางร้านทำร้านไว้หรูดูดี แต่รสชาติอาหารไม่อร่อย ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาทานที่ร้านอีก ซึ่งปัญหานี้ทางเจ้าของร้านจะต้องจ้างกุ๊กที่มีความชำนาญ และประสบการณ์ในการทำอาหาร และทางร้านควรจะรักษารสชาติอาหารให้มีความอร่อยอยู่เสมอ และพัฒนาคิดค้นสูตรทำให้อร่อยถูกปากมากขึ้น แต่ไม่ควรทำให้อร่อยน้อยลงอย่างเด็ดขาด เพราะนั้นอาจทำให้จำนวนลูกค้าลดลงได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องรสชาติอาหารมาก

    6. บรรยากาศภายในร้าน

    บรรยากาศของร้านถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำธุรกิจร้านอาหารควรให้ความสำคัญในการตกแต่งเพิ่มความสวยงาม ความสบายตา ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยมีพื้นที่นั่งรับประทานอาหารแบบครอบครัว และแบบหมู่คณะ อาจมีทั้งห้องปรับอากาศ แบบกลางแจ้ง หรือแบบห้องส่วนตัว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านมากยิ่งขึ้น หรือบางร้านอาจจะเพิ่มความบันเทิงให้กับลูกค้า โดยมีห้องแบบคาราโอเกะ ให้ลูกค้าที่มาทานอาหารได้ร้องเพลงกัน เป็นต้น

    7. การบริการภายในร้าน

    การบริการถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปิดร้านอาหาร เพราะการทำธุรกิจนี้จะต้องมีการบริการอาหารแก่ลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้นในด้านการบริการนี้ จะต้องเริ่มจากเจ้าของร้านที่ควรมีใจรักในการบริการ รวมถึงการฝึกพนักงานภายในร้านให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยทักทายกับลูกค้าอย่างเป็นมิตร และต้องฝึกให้พนักงานในร้านรู้เรื่องอาหารในร้านเป็นอย่างดี เพื่อให้เป็นที่ประทับใจแก่ลูกค้า โดยการบริการนั้นไม่ใช่เพียงแค่การบริการอาหาร แต่เป็นการแสดงความเอาใจใส่ลูกค้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า Service Mind นั่นเอง

    8. การบริหารพนักงาน

    การเปิดร้านอาหารแน่นอนอยู่แล้วว่าจะต้องมีพนักงานไม่มากก็น้อย ซึ่งก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ ควรจะเริ่มที่มีการฝึกอบรมพนักงานให้ทราบสิ่งที่ต้องปฏิบัติ และสิ่งที่ห้ามปฏิบัติ เมื่อให้บริการภายในร้าน เพื่อให้การบริการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พนักงานถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจร้านอาหารไปได้ดี เพราะพนักงานจะต้องเป็นคนที่บริการอาหารแก่ลูกค้า และเราต้องจัดสรรค์เวลาทำงานของพนักงานให้ละเอียดรอบคอบ ถ้าร้านเราเปิดตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ก็ต้องดูว่าให้ใครเข้ากะเช้า ให้ใครเข้ากะบ่าย หรือพนักงานบางคนต้องการเข้ากะเช้าด้วย บวกควบกะบ่ายยันร้านปิดด้วย เพราะต้องการนำเงินไปใช้ อันนี้เราก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่าเค้าจะทำได้ไหวหรือไม่ เป็นการฝืนร่างกายเกินไปหรือเปล่า เช่นนี้เป้นต้น

    9. ราคาอาหาร

    ราคาของอาหารในร้านอาหารต่างๆ ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะต้องขายในราคาเท่าใด แต่ควรจะขายในราคาที่มีความเหมาะสมกับต้นทุนมากที่สุดมากกว่า ซึ่งจะสังเกตเห็นได่ว่าปัจจุบันนี้ ร้านอาหารที่มีการขายอาหารราคาแพงนั้น เนื่องจากวัตถุดิบนำเข้า เป็นวัตถุดิบหายากนอกฤดูกาล หรือขายอาหารแบบใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ธุรกิจร้านอาหารไปได้สวย และถูกใจลูกค้า ซึ่งหากมีราคาสูง ลูกค้าก็ยอมที่จะจ่าย เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ซึ่งในการกำหนดราคาอาหารนี้ เราต้องกำหนดจุดยืนของร้านเอาไว้ว่าอยู่ในเกรดไหน จริงๆ ขายข้าวแกง ก็กำหนดราคาสูงได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าแพง หรือขายอาหารฝรั่ง ก็สามารถขายราคาถูกได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าถูก ซึ่งการวางจุดยืนของร้านถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งเลยครับ

    10. ความสะอาด

    ความสะอาดกับอาหาร ถือเป็นของคู่กัน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่ต้องทานเข้าไปสู่ร่างกาย ดังนั้นเคล็ดลับที่ไม่ลับสำหรับการทำร้านอาหารก็คือ อาหารในร้านจะต้องมีความสะอาดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องใช้จานช้อนส้อม โต๊ะเก้าอี้ รวมถึงบรรยากาศโดยรอบก็จะต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นหน้าตาของร้าน ให้ลูกค้าอยากเข้ามาทานอาหารในร้านของเรา ซึ่งเรียกว่าเป็น ความประทับใจครั้งแรก ถ้าร้านสะอาด จานชามดูสะอาด จะทำให้ลูกค้ากลับมาทานอาหารที่ร้านเราอีก แต่ถ้าร้านเราสกปรก มีหยากไย่แมงมุม มีขี้ฝุ่นเต็มไปหมด หรือจานชามมีคราบอาหารติดต่อ อย่างนี้ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะไม่กลับมาทานอาหารที่ร้านเราอีก

    11. มี Fanpage

    ในยุคสมัยนี้อะไรๆ ก็เป็นเทคโนโลยีไปเสียหมด และโทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็สามารถเข้าถึง social media ได้ง่ายยิ่งขึ้น จะเป็นการดีมากถ้าร้านอาหารของคุณมี Fanpage ให้ลูกค้ามากด like กด share หรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ เมื่อมาทานอาหาร จะทำให้การบอกปากต่อปากกันใน social media จะทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    สรุป

    การทำธุรกิจร้านอาหารเราจะต้องให้ความสำคัญในทุกๆ ด้าน เก็บทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป้นในเรื่องของเงินทุน หรือรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ตามด้านลน ที่ผมได้เขียนไว้ ยิ่งรู้ลึกรู้ละเอียดในธุรกิจร้านอาหาร ยิ่งทำให้เรามีความมั่นใจที่จะทำธุรกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อทำให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และที่สำคัญจะต้องเป็นที่ถูกใจ และครองใจลูกค้าให้กลับมาทานอาหารร้านเราซ้ำ เพื่อเป็นลูกค้าประจำร้านเราได้ ถ้าเราทำได้ถือว่าธุรกิจอาหารของเรานั้นประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วครับ

    การเปิดร้านอาหารสามารถทำให้เรารวยด้วย ด้วยการเริ่มจากร้านเล็กๆ เมื่อเงินทุนมากขึ้นค่อยขยายสาขาให้เพิ่มขึ้น เป็นการนำเงินไปต่อเงิน เอาเงินทุนจากสาขา 1 ไปลงทุนในสาขา 2 จากสาขา 2 ไปลงทุนในสาขา 3 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่านด้วยว่าอยากมีกี่สาขา หรืออยากมีร้านเล็กๆ ร้านเดียวก็พอแล้ว หนทางนี้ผู้มุ่งมั่นต้องได้รางวัลเป็นชัยชนะกลับมาแน่นอนครับ

    ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกท่านครับ

  • วิธีทำเทียนแฟนซี พร้อมคำแนะนำในการขายเทียนแฟนซี

    การขายเทียนแฟนซี
     

    เทียนแฟนซีนั้นเป็นชิ้นงานศิลปะประเภทหนึ่ง ที่มีรูปแบบและสีสรรสวยงามสะดุดตาเทียนแฟนซีเหมาะสำหรับนำมาเป็นของตกแต่งบ้านหรือเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น วันรับปริญญา วันวาเลนไทน์วันปีใหม่ วันเกิด เป็นต้นการทำเทียนนั้นใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าวิธีพื้นฐานขั้นต้นในการทำเทียนนั้นก็ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจ และคุณภาพของสินค้า

    การหล่อเทียนให้ได้คุณภาพ ผู้ทำควรใช้วัตถุดิบแบบผง เพราะมีความสะดวก สีใส และราคาไม่แพงกรณีที่ทำเทียนหลายสี ผู้ทำควรแยกหม้อหล่อเทียนต่างหาก ไม่ให้ปะปนกัน ถ้าใช้หม้อเดียวกันทำทุกสี จะได้เนื้อเทียนสีหม่น ไม่สวยสถานที่ในการทำเทียนจะต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวกการหล่อเทียนต้องใช้ความร้อนสูงมาก ถ้าไฟลุกไหม้แล้วจะดับด้วยน้ำไม่ได้ต้องใช้ฝาหม้อปิดหรือนำผ้าชุบน้ำคลุมไว้ เพื่อไม่ให้อากาศผ่านเข้าไปได้

    งานเทียนต้องมีความละเอียด และความปราณีต โดยส่วนผสมของเทียนต้องเหมาะกับการนำไปใช้งานมากที่สุด เช่น งานหล่อประเภทเทียนหอม ไม่ควรใส่ไมโคแว็กซ์มากเกินไป เพราะจะทำให้มีควันมากจนอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่ถ้างานปั้นส่วนมากใช้ประโยชน์ในการตั้งโชว์เพื่อความสวยงาม งานประเภทนี้ไม่ควรใส่พีอีเยอะเกิน เพราะทำให้งานไม่สวยงาม เนื่องจากพีอีมีคุณสมบัติทำให้เนื้อเทียนขุ่น

    สูตรเทียนแฟนซี

    ส่วนผสม

    1. พาราฟิน 1 กิโลกรัม
    – พาราฟิน หรือเรียกอีกชื่อว่าเคโรซีน เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งกลั่นแยกออกจากน้ำมันดิบ ซึ่งพาราฟินแข็งจะนำมาใช้ผลิตเทียนพาราฟินที่นำมาทำเทียนมีสองชนิด คือ Normal Paraffin เป็นส่วนเหลือจากการกลั่นน้ำมัน หรือที่เรียก กันว่ากากน้ำมัน ลักษณะจะแข็งๆ สีขาวขุ่น บางครั้งก็มีสีเหลือง กลิ่นคล้ายน้ำมันก๊าด มีจุดหลอมเหลวที่ 40-50 องศาเซลเซียส ถ้าเอาพาราฟินชนิดนี้มาทำเทียน เทียนจะอ่อนตัวง่าย มีควันมาก และอีกชนิดคือ Fully Paraffin ได้มาจากการสกัด Normal Paraffin เป็นของแข็งๆ สีขาวใส ไม่มีกลิ่น จุดหลอมเหลวที่ 60-70 องศาเซลเซียส
    2. สเตียริน 8 ช้อนโต๊ะ
    – สเตียริน คือ แว๊กซ์แข็งสีขาวใช้เป็นส่วนผสมของพาราฟีน ประมาณ 10% เพื่อเพิ่มการหดตัวในการทำเทียนหล่อ ทำให้เทียนหลุดจาก พิมพ์ง่าย เทียนจะเป็นเงา และมีสีสดใส
    3. ไมโครแว็คซ์ 300 กรัม
    – ไมโครแว็คซ์ คือ แว๊กซ์ทำจากธรรมชาติมีกลิ่นหอมอ่อนๆ หรือบางทีก็เรียกว่าขี้ผึ้ง ใช้ผสมกับพาราฟิน ประมาณ 1% เพื่อเพิ่มระยะเวลาผาไหม้ของเทียน และช่วยทำให้สีของเทียนสดขึ้น
    4. ไส้เทียน 1 เมตร
    – ไส้เทียนทำจากเส้นใยธรรมชาติ 100% มีขนาดต่างๆกัน ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสม
    5. น้ำหอม 50 กรัม
    – ช่วยทำให้เทียนมีกลิ่นหอมน่าใช้ มีหลายกลิ่นให้เลือกใช้ เช่น กลิ่นกุหลาบ ส้ม สตรอเบอร์รี มะลิ ลาเวนเดอร์ กำยาน ฯลฯ เลือกใช้ได้ตาม สีของเทียน หรือโอกาส
    6. สีเทียนสำเร็จรูป
    – สีเทียนช่วยทำให้เทียนมีสีสวยน่าใช้ การใช้แผ่นสีเทียนช่วยให้สะดวกในการผสมสีเข้ากับเทียน หากใส่สีมาก สีจะเข้มมาก หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนเลย โดยดูที่กล่องมันจะระบุว่าเป็น Oil Color หรือ Color Wax คือใช้สีพวกสีน้ำมัน จะเป็นผง ครีม แท่ง แล้วแต่ความชอบ สีเทียน สีชอล์ก หรือสีน้ำมันหลอดก็ใช้ได้เหมือนกัน

    วิธีทำเทียนแฟนซี

    1. นำพาราฟินกับไมโครแว็คซ์ และสเตียรินใส่หม้อตั้งไฟให้ละลาย
    2. ยกหม้อลงจากเตา เทใส่ภาชนะแก้ว และเทสีใส่ลงไป และใส่น้ำหอมคนให้เข้ากัน
    3. เอาไส้เทียนประมาณ 15 เซนติเมตร วางตรงกลางพิมพ์ โดยร้อยกับเหรียญเพื่อให้ไส้เทียนตรง แล้วเทเทียนตอนที่ยังร้อนอยู่ ตามลายที่ต้องการ หรือ เอาลายเทียนสำเร็จรูปวางก็ได้
    4. ทิ้งให้เย็น รอให้เทียนแข็งตัว จึงค่อยแกะออกจากพิมพ์ ก็เสร็จพร้อมขายได้เลย

    เทคนิคขณะทำเทียนแฟนซี

    1. ใช้หม้อ 2 ชั้นในการต้มเทียน ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดี และปลอดภัย
    2. อย่าต้มเทียนในอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 100 องศา เพราะน้ำเทียนจะติดไฟ ได้ง่าย
    3. ถ้าเทียนที่กำลังต้มอยู่ติดไฟ ให้ปิดแก๊ส หรือดึงปลั๊กไฟออกทันทีอย่าเคลื่อน ย้ายหม้อต้ม หรือใช้น้ำดับไฟ (ถ้าต้องการดับไฟให้ปิดฝาหม้อหรือใช้ ผ้าชื้นๆ ปกคลุมฝาหม้อไว้)
    4. ถ้าเทียนหกบนพื้นหรือโต๊ะ ต้องคอยจนกว่าเทียนเย็น หรือแข็งตัวแล้วขูดออก
    5. อย่าเทเทียนเหลวลงในท่อน้ำ เพราะจะทำให้ท่อน้ำอุดตัน

    การตกแต่งเทียนแฟนซีเพิ่มเติม

    1. หั่นแผ่นสีเทียนเป็นชิ้นสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วโรยในพิมพ์ จากนั้นจึงเทเทียนที่ผสมแล้วลงพิมพ์ ควรใช้ชิ้นสีหลายๆ สี และเลือกสีที่เข้มกว่าสีเทียนที่จะเท เพื่อให้สีต่างๆ สามารถมองทะลุเทียน ออกมาได้
    2. ตกแต่งพื้นผิวด้านนอกของเทียนด้วยเทียนแฟนซีที่เป็นรูปดอกไม้ หรือรูปทรงอื่น ให้ตกแต่งทีละด้าน จุ่มเทียนแฟนซีในน้ำเทียนบาง ๆ แล้วนำไปติดข้างในพิมพ์ด้านที่ต้องการตกแต่ง จากนั้นจึงเทเทียน ที่ผสมแล้วลงไป หรือวางชิ้นเทียนแฟนซีลงบนพิมพ์ด้านใน จากนั้นนาบด้วยมีด หรือโลหะที่ร้อนที่ด้านนอกของพิมพ์ เพียง 1 นาที ชิ้นเทียนแฟนซีก็จะติดที่พิมพ์ จากนั้นจึงเทเทียนที่ผสมแล้วลงไป
    3. การทำเทียน 2 สี ให้เทเทียนสี ที่ 1 ลงไปในพิมพ์ ปล่อยให้เทียนเกือบแข็งตัว( สังเกตุดูเนื้อเทียนจะเป็นสีขุ่นมาก )แล้วเทเทียนสี ที่ 2 ลงไป อาจทำสลับกันเป็นชั้นๆ แต่ต้องทิ้งให้แต่ละชั้นเย็นตัวเสียก่อน แต่ไม่แข็ง

    ซึ่งการทำเทียนสูตรอื่นๆ อาจจะไม่มีการผสมไมโครแว็กซ์ลงไป การผสมแว็กซ์จะช่วยทำให้เนื้อเทียนสวย เพิ่มระยะเวลา เผาไหม้ของเทียนให้นานขึ้น

    ทำเทียนแฟนซีขายอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

    การทำเทียนแฟนซีให้สวยงามถูกใจลูกค้านั้น ผู้ทำจำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบสินค้าให้โดดเด่น น่าสนใจ คนที่คิดผลิตเทียนแฟนซีขายจะปิดตัวเองไม่ได้ต้องเรียนรู้รสนิยมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละวัยให้มากที่สุดเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบเทียนให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ส่วนใหญ่จะทำสินค้าที่มองดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ลูกค้าเห็นแล้วถูกใจถ้าคิดจะทำธุรกิจเทียนแฟนซีให้ประสบความสำเร็จ ผู้ทำต้องมีความคิดเป็นผู้นำคนอื่น ทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำซึ่งธุรกิจนี้นั้นสามารถเติบโตต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศได้ไม่ยาก เพราะด้วยความเป็นสินค้าแฮนเมด ที่ขายไอเดียจากมันสมอง น่าจะเติบโตได้ไม่ยาก

    ในส่วนของเทียนแฟนซีที่อยากจะแนะนำ เป็นประเภทการปั้นเทียนเป็นขนม หรืออาหารต่างๆ ซึ่งมีความยากในการทำ และต้องอาศัยฝีมือความประณีตเป็นอย่างมาก แต่หากเทียนปั้นจำลองขนม หรืออาหารนี้ กลับถูกใจตลาดต่างประเทศมาก เพราะสามารถนำไปเป็นสินค้าสาธิต จัดวางงานแสดง หรือเป็นของขวัญของฝากได้ไม่แพ้งานปั้นอื่นๆ ซึ่งเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการขายเทียนปั้นขนม จากความตั้งใจของ คุณอาริสรา นุกูล เจ้าของแบรนด์เทียนแฮนด์เมดที่ผันตัวเองจากสถาปนิก สู่ธุรกิจปั้นเทียน เริ่มต้นจากการปั้นขนมไทยๆ ขายที่ตลาดหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นเริ่มขยับขยายมาปั้นเทียนอาหารนานาชาติ จนมีออเดอร์จากต่างประเทศมากมาย

    เทียนแฟนซีจะต้องการประยุกต์เข้ากับงานต่างๆให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นงานออแกไนซ์ งานในบริษัท หรือองค์กรต่างๆ เนื่องจากงานเหล่านั้น จำเป็นต้องเพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศภายในงานให้มีความพิเศษ หรือใช้สำหรับเป็นของที่ระลึก ตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งความหมายของการให้เทียนก็เปรียบเสมือนให้แสงสว่างในชีวิต หรือแม้แต่ประโยชน์ที่ใช้ในการบำบัดรักษาอาการบางโรค ด้วยการใส่ส่วนผสมน้ำหอมเพื่อบำบัดโรค เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในผู้มีปัญหานอนหลับยาก และความดันสูง ถ้าเป็นกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด สำหรับกลิ่นตะไคร้ ยูคาลิปตัส จะช่วยไล่แมลงไล่ยุงเป็นต้น

    ซึ่งหากใครสนใจธุรกิจประเภทนี้อยู่หล่ะก็ ปัจจุบันมีสถาบันที่เปิดสอนทำเทียนอยู่มากมาย ซึ่งธุรกิจนี้เป็นแฮนเมดฉะนั้น ผู้ขายจะต้องใช้ความตั้งใจฝึกฝนด้วย เพื่อที่ว่า สินค้าที่ขายจะได้มีคุณภาพที่ดี และได้มาตรฐาน ซึ่งเพื่อผ่านการฝึกฝนมาแล้วแน่นอนว่า ธุรกิจของคุณไปได้สวยแน่นอน

  • วิธีการทำธุรกิจรับเพ้นท์เสื้อให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจรับเพ้นท์เสื้อให้ประสบความสำเร็จ
     

    เสื้อผ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี ต้องสวมใส่ เพื่อปกปิดร่ายกายถ้าเสื้อมีความสวยงาม แปลกไม่เหมือนใครก็จะเพิ่มความน่าสนใจให้ผู้ที่พบเห็นจึงอยากจะแนะนำอาชีพอิสระอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ คือ การเพนต์เสื้อโดยที่มีการลงทุนไม่สูงอย่างที่คิด กำไรก็มองเห็นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม สิ่งที่ควรมีคือ ฝีมือล้วนๆ เพราะอาชีพนี้นั้นเน้นการใช้ทักษะทางด้านศิลปะเป็นหลัก ซึ้งผู้ขายสามารถออกไอเดียครีเอทได้เต็มที่ ยิ่งสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ สินค้าก็ยิ่งเป็นจุดเด่นมากเท่านั้น เพราะปัจจุบันวัยรุ่นหันมานิยมชมชอบงานฝีมือเก๋ๆ ที่ไม่เหมือนใคร ใส่แล้วเป็นตัวของตัวเอง เสื้องานเพนต์เหล่านี้จึงขายได้ไม่ยาก

    เงินลงทุนและรายได้

    เงินลงทุน : ประมาณ 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเสื้อและการตกแต่ง)
    รายได้ : 199 บาทขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับการเพนต์และลวดลายการตกแต่ง)

    วัสดุ/อุปกรณ์

    เสื้อยืด เสื้อผ้าฝ้าย เสื้อผ้าไหม สีอะคริลิก หลากหลายสี สีทองหรือสีเงินใช้สำหรับตัดเส้น ตัวหนีบพู่กันสำหรับเพนต์ (ขนาดใหญ่ กลางเล็ก) แบบลายที่ต้องการเพนต์ แผ่นพลาสติก แผ่นไม้ หรือกระดาษแข็ง คัตเตอร์กรรไกร สก็อตเทป เตารีด

    แหล่งหาวัตถุดิบอุปกรณ์

    เสื้อซื้อที่ตลาดโบ๊เบ๊ ตลาดสำเพ็ง และพาหุรัด เพราะจะได้เสื้อที่ราคาถูก วัสดุอื่นซื้อที่ร้านขายเครื่องเขียนมีขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป

    เสื้อที่วัยรุ่นนิยมซื้อกันตลอดนั้น จะเป็นเสื้อที่เพนต์ข้อความโดนๆ ทั้งหลายแหล่ อทิเช่น ไม่สวยแต่แซ่บ!! ศัลตั้งแต่หัวจดเท้า หากผู้ขายนั้นมีความรู้ทางภาษาไทยดี สามารถครีเอทข้อความโดนๆ ก็จะยิ่งทำให้มีลูกค้ามาสนใจเป็นจำนวนมากมาย งานแบบนี้นั้น จะขายไอเดียเป็นหลัก ลองเสนอไอเดียแปลกแหวกแนว รับรองโดนใจวัยรุ่นแน่นอนคุณสามารถวาดลวดลายตามจินตนาการของคุณโดยไม่ต้องใช้แผ่นพลาสติกวางไว้เลยก็ได้และนั่นก็จะทำให้เสื้อของคุณไม่เหมือนใครรับรองขายได้เป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน

    แหล่งขายสินค้า

    แหล่งขายสินค้าประเภทนี้นั้น ควรเป็นตลาดนัดที่มีวัยรุ่นเดินเยอะ อาจจะเป็นตลาดหน้าห้างสรรพสินค้า เช่น โลตัส โรงหนังเมเจอร์ เป็นต้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา วัยเรียน จะนิยมชมชอบเสื้อเพนต์มากกว่าวัยอื่นๆ หรือหากว่าอยากได้กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายวัยขึ้น แนะนำให้คุณเล่นลวดลายอื่นๆ นอกจากเพนต์ข้อความอย่างเดียว อาจจะมีอุปกรณ์อย่างลูกปัด หรือลูกไม้ เข้ามาช่วยสร้างเลเยอร์ในงานของคุณ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานนี้ผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจนี้ คงต้องไปศึกษาตลาดเพิ่มเติมสักนิด ว่าช่วงแต่ละวัยนั้น มีความสนใจในสิ่งไหนบ้าง แนวแฟชั่นเป็นอย่างไร รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งชัวร์

  • วิธีการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จ
     

    สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ผมมีช่องทางพารวยมาฝากท่านๆ กันอีกแล้วนะครับ สำหรับท่านที่เบื่องานประจำอันซ้ำซากจำเจ หรือรู้สึกว่างานที่ทำยังไม่ใช่ตัวเอง อยากจะลองเปลี่ยนแนวมาทำธุรกิจอย่างอื่นดูบ้าง แต่ก็ขาดที่เงินลงทุน จะให้ไปกู้แบงค์ก็คงไม่ไหว ยังไม่มีแผนธุรกิจในใจไปนำเสนอ ไหนจะต้องหาบุคคลมาค้ำประกัน แล้วยังมีภาระค่าดอกเบี้ยตามมาอีก เรามีทางออกให้ท่านนะครับ เชิญอ่านทางนี้กันเลยดีกว่า

    วันนี้เราจะมาแนะนำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ครับ อันนี้อาจจะเหมาะกับท่านที่มีฝีมือในการทำอาหารเสียหน่อยนะครับ แต่ถ้าไม่ ก็อาจจะใช้วิธีจ้างพ่อครัว หรือแม่ครัวแทน ก็ได้เหมือนกันครับ

    ซึ่งเริ่มแรกธุรกิจนี้ท่านต้องหาลูกค้าก่อนครับ โดยท่านอาจจะลองไปสำรวจตามตึกออฟฟิศ สถานที่ทำงาน หรือในหมู่บ้านจัดสรร คอนโด หอพักก็ตามแต่จะสะดวก เอาที่ๆ ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก ใช้วิธีเข้าหาลูกค้า เอาเมนูไปนำเสนอ ไปแจกจ่าย แล้วใช้วิธีรับออเดอร์ทางโทรศัพท์เอาครับ

    ธุรกิจแบบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ ไม่จำเป็นต้องมีร้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ แถมยังไม่ต้องจ้างพนักงานมากมายมาเสริฟ เก็บโต๊ะ และล้างจานอีกด้วยครับ เพียงแค่มีพ่อครัว หรือแม่ครัวที่มีฝีมือ กับจ้างเด็กส่งของเพิ่มมาก็พอแล้วครับ นอกจากนี้ต้นทุนอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ก็มีไม่มากนัก สามารถใช้เครื่องทำครัวที่มีอยู่แล้วได้เลย

    ทั้งนี้ธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยบริการส่งอาหารถึงที่ จึงต้องควบคุมเรื่องเวลาในการส่งให้เหมาะสมด้วย อาจจะใช้วิธีเลือกส่งเฉพาะอาหารมื้อเที่ยง โดยปิดรับออเดอร์ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อที่ท่านจะได้มีเวลาในการตระเตรียมอาหารให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างทันเวลาครับ

    ถ้าหากว่ามั่นใจในฝีมือจริงๆ อาจจะกำหนดเมนูเจาะจงไปเลย เลือกทำเฉพาะอาหารที่ถนัดเพียงไม่กี่อย่าง ที่เลือกมาแล้วว่าลูกค้าต้องติดใจ แบบนี้ก็จะสามารถควบคุมปริมาณวัตถุดิบ และจัดสรรเวลาได้ง่ายกว่าครับ แต่จะขอแนะนำว่าเมนูส่วนใหญ่ที่ขายได้ทุกวันก็จะเป็นพวก ข้าวกระเพราหมู หรือกระเพราไก่ ไข่ดาว , ผัดซีอิ้ว , ผัดไทย, เส้นใหญ่ราดหน้า , ข้าวไข่เจียวหมูสับ , ข้าวผัด , ข้าวหมูกระเทียม ซึ่งเหล่านี้เป็นเมนูพื้นฐานที่น่าจะขายได้ทุกวัน

    ธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่นี้ เวลานาทีทองในการขาย คือ เวลากลางวัน และส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งข้าวจากบริษัทต่างๆ ในละแวกนั้น ซึ่งพนักงานอาจจะขี้เกียจเดินไปหาร้านข้าวในเวลากลางวัน เพราะอากาศตอนเที่ยงๆ แดดเปรี้ยง จึงใช้การโทรศัพท์ไปหาร้านข้าวแทน เราจึงจำเป็นต้องหาลู่ทางเข้าไปแนะนำตัวกับบริษัทต่างๆ ในละแวกร้านเราให้ได้มากที่สุด หรือเราจะขยายธุรกิจโดยใช้วิธีรับทำข้าวกล่องส่งกับพนักงานที่อยู่ตามงานอีเว้นท์ต่างๆ หรือส่งข้าวกล่องให้ตามกองถ่ายต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องทำการบ้านคิดกลยุทธ์ในการนำเสนอกันสักหน่อย

    ผมก็ขอสรุปการทำธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้ประสบความสำเร็จไว้นะครับ

    – ทำเลที่ตั้งของธุรกิจ ไม่ควรไกลจากร้านของเราจนเกินไป เพราะเราจะได้สามารถกะเวลาในการส่งอาหารได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วจะส่งฟรี ส่งให้คนที่อยู่ละแวกร้านของเรา แต่ถ้าไกลเกินไป เราก็ต้องพิจารณา ถ้าต้องการข้าวกล่องจากร้านเราจริงๆ ต้องขอค่าส่งเพิ่มเติม
    – รสชาติอาหาร เมื่อมีออเดอร์เข้ามาแล้ว ก็อย่าลืมมัดใจลูกค้าด้วยคุณภาพอาหารสดใหม่ บวกกับฝืมือการปรุงอาหาร
    – รสชาติ และราคา ต้องมีความสัมพันธ์กัน ราคาอาหารควรเป็นราคาที่เหมาะสม และเพิ่มค่าบริการส่งข้าวกล่องไปเพียงเล็กน้อย
    – การตรงต่อเวลาในการจัดส่ง คงจะไม่ดีแน่ที่เราทำอาหารนานจนเกินไป เช่น ลูกค้าสั่งอาหาร 11.30 น. แต่เราไปส่งเวลา 13.00 น. ซึ่งเวลาเกินพักเที่ยงของลูกค้า ถ้าเราไปส่งช้าแบบนี้บ่อยๆ แน่นอนว่าลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจสั่งข้าวกล่องร้านใหม่ได้
    – การบริการ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจบริการครับ ดังนั้นในส่วนของพนักงานรับออร์เดอร์ และพนักงานจัดส่ง จะต้องมีการบริการที่ดี
    – การประชาสัมพันธ์ คงไม่ดีแน่ครับถ้าไม่มีคนรู้จักร้านของเราเลย ดังนั้นเราจะต้องประชาสัมพันธ์ร้านของเรา นำเสนอเมนูอาหาร และราคา แก่บริษัท และย่านชุมชนในแถบนั้น รวมทั้งมีป้ายติดประชาสัมพันธ์ไว้ตามจุดต่างๆ ในแถบละแวกร้านของเรา ซึ่งธุรกิจนี้ปัจจัยที่จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่การเข้าหาลูกค้าเป็นสำคัญครับ
    – ของเสริมต้องพร้อม ทั้งถุงน้ำปลา ซอสพริก รวมถึงช้อน ส้อมพลาสติกก็จำเป็น

    เอาหล่ะครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายท่านอาจจะลองเริ่มต้นเดลิเวอรรี่ข้าวกล่องดูบ้าง ก็สามารถทำได้เลยนะครับ ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องผ่อนอะไรเลย ถ้าเกิดทำแล้วเบื่อ อยากจะเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น ซึ่งข้อดีของธุรกิจนี้ก็คือ ถ้าเราเลิกทำ เราก็ไม่มีต้นทุนต้องจมอีก เพราะเป็นการขายแบบวันต่อวัน เรียกว่าน่าลองจริงๆ นะครับ ซึ่งธุรกิจนี้โอกาสเจ๊งมีน้อย ถ้ายังได้รับออเดอร์มาเป็นประจำ ซึ่งก็ทำให้เราอยู่ได้ แต่ถ้าอยากจะร่ำรวยจากธุรกิจนี้ ท่านต้องขยับขยายในการหาฐานลูกค้า ฐานลูกค้ายิ่งเยอะเรายิ่งได้รับเงินที่มากขึ้น และประสบกับความร่ำรวยได้ในที่สุดครับ

  • วิธีเปิดร้านขายขนมจีบซาลาเปาให้ประสบความสำเร็จ

    ขนมจีบ

     

    สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่สนใจทำธุรกิจ SME วันนี้เรามีสูตรพารวยมาแบ่งปันกันอีกแล้วนะครับ โดยธุรกิจวันนี้ขอแนะนำการทำขนมจีบซาลาเปาขายครับ เนื่องจากเราเล็งเห็นว่า ขนมจีบซาลาเปาเป็นอาหารที่อร่อยถูกปากคนไทย รับประทานได้ง่าย สะดวกทุกเวลา แถมยังทานได้สนิทใจ ไม่มีพิษมีภัยต่อสุขภาพ เหมือนอย่างอาหารปิ้งย่าง หรืออาหารทอดเกรียมอย่างอื่นนะครับ ซึ่งนอกจากร้านเซเว่นแล้ว ขนมจีบซาลาเปาก็ยังไม่มีการขายแพร่หลายนัก นอกจากไปร้านอาหารติ่มซำดังๆ

    วิธีการทำขนมจีบแบบธรรมดา

    – หมูสับ 400 กรัม
    – หมูเด้ง 400 กรัม (ปรุงรสแล้ว)
    – กุ้งสับหยาบ 200 กรัม
    – มันหมูแข็ง หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 100 กรัม
    – กระเทียม ,พริกไทย และรากผักชี โขลกให้ละเอียด มากน้อยตามความชอบ
    – น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
    – แห้วสับหยาบ กะเอาเองครับ
    – เห็ดหอมสับหยาบ กะเอาเองครับ

    เมื่อได้วัตถุดิบมาแล้ว ให้เอาทุกอย่างผสมให้เข้ากัน และพักไว้ และให้นำแป้งเกี๊ยว (ตราไก่) 1 ห่อ ตัดมุมทั้ง 4 มุม จุ่มน้ำ แล้วเอาขึ้นทันที จะช่วยให้แป้งเกาะไส้ และแป้งเกี๊ยวนิ่ม ตักไส้ใส่ ใหญ่เล็กตามใจครับ และให้ขยำๆ แป้งวางบนลังถึงที่วางใบตองฉีก และทาน้ำมันเอาไว้แล้ว เมื่อเราวางขนมจีบเต็มลังถึงแล้ว ก่อนนึ่งต้องพรมน้ำก่อนนะครับ ขนมจีบเราจะได้ดูนิ่มๆ เด้งๆ

    วิธีการทำขนมจีบไก่

    – ไก่บด 3 ขีด ซื้อที่เขาบดแล้วมันจะปนหนังด้วย ซึ่งหนังมันๆ ที่ปนอยู่จะทำให้ไส้นุ่มไม่กระด้าง ถ้าใช้หมูก็ต้องเป็นหมูสับผสมกับมันหมูแข็งต้มสุกสับละเอียด
    – ข้าวโพดดิบฝาน
    – แครอทหั่นเต๋าเล็กๆ พอประมาณ
    – ต้นหอมซอยสัก 2 ต้น
    – ซอสปรุงรส
    – รากผักชี กระเทียม พริกไทย อาจเพิ่มรสดีรสไก่ก็ได้แต่ต้องลดซอสปรุงรสลง
    – แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
    – เห็ดหอมหั่นละเอียด
    – แผ่นเกี๊ยว ต้องเลือกแบบที่เป็นแผ่นบางอย่าเอาอย่างแผ่นหนาไม่เหมาะทำขนมจีบ เวลานึ่งแล้วแป้งจะแข็งไม่นิ่ม

    1. นำส่วนผสมไส้ทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไส้รสชาดใช้ได้แล้ว วิธีทดสอบคือให้นำไส้มาปั้นเหมือนทอดมันแล้วนำไปทอดให้สุกแล้วชิมดู ถ้าถูกใจแล้ว ก็นำไส้ที่ผสมแล้วพักแช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    2. ตัดแผ่นเกี๊ยวให้เป็นวงกลม นำไส้ที่แช่ตู้เย็นเรียบร้อยแล้วมาห่อ โดยตักไส้ใส่ตรงกลางแผ่นแป้ง โดยทำมือให้หัวแม่มือกับนิ้วชี้เป็นวงกลม วางแผ่นเกี๊ยวลงไป ตักไส้ใส่ลงไป แล้วห่อจับจีบให้ดูสวยงาม
    3. จัดใส่ลังถึงโดยปูผ้าขาวบางบนลังถึงก่อน หรือจะใช้ใบตองรอง หรือจะนำน้ำมันทาลงบนลังถึงตามแต่ถนัด แล้วนำขนมจีบจัดวางลงไปอย่างให้ติดกัน นำไปนึ่งน้ำเดือดประมาณ 5 นาที ก็รับประทานได้แล้วครับ

    ลองทำดูนะครับ เพราะที่ทำไส้จะไม่เละเกาะตัวกันดีแล้วแป้งก็ไม่กระด้างด้วยครับ ทำสำคัญแผ่นแป้งต้องบางครับ ถ้าเอาออกมาจากห่อแล้วแป้งแข็งหรือแห้งก็ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดแผ่นแป้งก่อนห่อก็ได้ครับ ถ้าต้องการใส้กุ้งก็เพิ่มกุ้งเข้าไปได้ครับ โดยกุ้งจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคล้ากับเกลือนิดหน่อยแล้วผสมกับส่วนผสมอื่นๆ บางสูตรก็จะเพิ่มไข่ขาวลงไปด้วย 1 ฟอง แต่ที่ทำจะไม่ได้ใส่ไข่ขาวใส่ แต่แป้งข้าวโพดก็จับตัวกันดี แล้วแต่ความชอบนะครับ

    ซาลาเปา

    ข้อมูลเกี่ยวกับซาลาเปา

    ซาลาเปา หรือภาษาจีนเรียกว่า เปาจื่อ ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยามว่า “ชื่อขนมชนิดหนึ่งของจีน ทำด้วยแป้งสาลีปั้นเป็นลูกกลม ข้างในใส่ไส้ มีทั้งไส้หวานและไส้เค็ม”

    ซาลาเปาเป็นอาหารจีนชนิดหนึ่งทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์ และนำมาผ่านขบวนการนึ่ง ซาลาเปาจะมีไส้อยู่ภายในโดยอาจจะเป็นเนื้อหรือผัก ซาลาเปาที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ซาลาเปาไส้หมู และ ซาลาเปาไส้ครีม สำหรับอาหารที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปา ที่ไม่มีไส้จะเรียกว่า หมั่นโถว นอกจากนี้ซาลาเปายังคงเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารติ่มซำ ในวัฒนธรรมจีน ซาลาเปาสามารถนำมารับประทานได้ในทุกมื้ออาหาร ซึ่งนิยมมากในมื้ออาหารเช้า

    ซาลาเปาได้ชื่อว่าได้รับการคิดค้นขึ้นมาโดย จูกัดเหลียง หรือ ขงเบ้ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อจูกัดเหลียงกลับจากการต่อสู้กับเบ้งเฮ็กแล้วก็เดินทางมากถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งที่คนแถวนั้นเชื่อว่ามีวิญญาณสิงอยู่ใต้น้ำ ทหารบอกจูกัดเหลียงว่า ถ้าจะข้ามฟาก ต้องตัดหัวทหารทั้งหมดเพื่อบูชาดวงวิญญาณ แต่จูกัดเหลียงไม่อยากให้ทหารต้องตายจึงคิดการทำหมั่นโถวขึ้นมา แล้วปล่อยให้ลอยตามน้ำเพื่อบูชาดวงวิญญาณ เมื่อบูชาแล้ว จูกัดเหลียงก็พาทหารข้ามสะพานไปยังพระนครเซงโต๋

    ในภาษาอังกฤษเรียกซาลาเปาว่า “Chinese bun” ถ้ารู้ไส้ก็เรียกตามไส้ เช่น “pork bun” คือ ซาลาเปาไส้หมู

    วิธีการทำซาลาเปา

    วันนี้ผมจึงอยากจะมาสาธิตวิธีเริ่มธุรกิจกันได้อย่างง่ายๆ เลยครับ

    เริ่มจากมาลองหัดทำซาลาเปากันก่อนเลยดีกว่า ดูสิว่าฝีมือของท่านอยู่ระดับไหน วิธีการทำก็ไม่ยาก เตรียมส่วนผสมได้เลยตามนี้ครับ

    – แป้งสำเร็จรูป หรือแป้งร่อนแล้ว 500 กรัม
    – ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ
    – นำเปล่า 350 กรัม

    นำส่วนผสมทั้งสามอย่างมาผสมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว และใส่ภาชนะปิดฝาทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เนื้อแป้งจะฟูขึ้นมาประมาณ 2-3 เท่า จากนั้นเตรียมแป้งอีกส่วนหนึ่งประกอบด้วย

    – แป้ง 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – เกลือ ครึ่งช้อนชา
    – เนยขาว 110 กรัม
    – น้ำเปล่า 150 กรัม

    – นำส่วนผสมที่สองมาใส่รวมกับก้อนเชื้อแป้งที่หมักไว้ก่อนหน้า แล้วผสมให้เข้ากันด้วยเครื่องผสม จนรู้สึกว่าเนื้อเนียนเป็นก้อนเดียวกัน ไม่ติดชามแล้ว ก็ลองเอามือดึงแบ่งมาดู เนื้อแป้งจะต้องเหนียวนุ่มมากถึงจะเรียกว่าใช้ได้แล้ว
    – จากนั้นก็ตัดแบ่งแป้งเป็นก้อนๆ เพื่อเตรียมใส่ไส้ โดยไส้ที่ทำก็แล้วแต่จะครีเอทีฟกันเลยนะครับ ทั้งนี้ไม่ควรพลาดไส้ยอดนิยมอย่างหมูสับและไส้ครีมครับ จะจัดไส้กันเต็มๆเอาใจลูกค้าก็ว่ากันเลย ถ้าไม่กลัวขาดทุน
    – สำหรับไส้อื่นๆ ก็อาจจะทำไส้ถั่วดำ ถั่วแดง หรือคิดไส้ขึ้นมาเองง่ายๆ เช่นไส้กะเพราะ แกงกะหรี่ แกงเขียวหวาน ลองดูนะครับ อันนี้แล้วแต่ฝีมือของใครของมัน ไม่กล้าบอกสูตร เพราะไม่มีจริงๆ ครับ
    – ได้แป้งได้ไส้มาแล้วขั้นต่อไป ก็เริ่มปั้นซาลาเปา ใส่ไส้ให้เป็นลูกได้เลยครับ หัดพับจีบพับมุมให้สวยหรูดูน่ารับประทานด้วยนะครับ ทิ้งเอาไว้ให้แป้งขึ้นต่ออีกสักครึ่งชั่วโมง เพื่อความหนานุ่มอร่อยนะครับ
    – ขั้นต่อไป ก็ตั้งหม้อน้ำให้เดือด แล้วนำซาลาเปาไปนึ่งสักสิบนาที แค่นี้ก็อร่อยแล้วครับ

    พอทำเสร็จแล้ว จะไปขายตามตลาดนัดก็ได้ ตามเส้นทางที่มีคนเดินผ่านไปมาเยอะๆ ก็ดี ยิ่งถ้าหากหน้าบ้านท่านอยู่ติดถนน หรือเป็นซอยทางเข้าหมู่บ้าน ก็จะเข้าทางเลยทีเดียวครับ

    เป็นอย่างไรเอ่ย วิธีการช่างง่ายเลยนะครับ ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่การทำไส้ให้อร่อยติดใจลูกค้าด้วยครับ อย่าลืมไปฝึกปรือฝีมือกันนะครับ ขอให้รวยจากการขายขนมจีบซาลาเปานะครับ สวัสดีครับ

  • วิธีการทำธุรกิจรับจัดเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ

    การทำธุรกิจรับจัดเลี้ยง
     

    สำหรับคนแอคทีฟอยากทำงาน หารายได้แบบรวยเร็ว แต่ก็เหนื่อยใช่ย่อยเช่นกัน ขอแนะนำธุรกิจรับจัดเลี้ยงครับ เดี๋ยวนี้เป็นเทรนด์ใหม่ที่คนนิยมเปิดบ้านจัดงานลี้ยงสังสรรค์ และมีปาร์ตี้กันนะครับ จึงทำให้ธุรกิจรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ นับว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่่ว่าจะเป็นการจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ งานหมั้น งานเลี้ยงพระ ปารตี้วันเกิด หรือแม้กระทั่งจัดเลี้ยงแขกในงานศพ

    ซึ่งถ้าหากคิดค่าบริการหัวต่อแบบบุฟเฟต์แล้วสำหรับลูกค้า 50-100 คน ก็จะตกอยู่ที่ประมาณคนละ 300-350 บาท โดยจำกัดเวลาในการให้บริการอาหารด้วย ประมาณสองหรือสามชั่วโมงตามแต่ความเหมาะสม คิดๆดูแล้วนับว่าทำเงินได้ดีทีเดียวครับ

    เมนูอาหารก็สามารถเตรียมได้อย่างง่ายๆ แต่ต้องเน้นให้มีความหลากหลายเข้าไว้ เช่นถ้าเป็นอาหารไทย ก็ให้มีทั้งอาหารประเภททอด ผัด ยำ และประเภทแกง หรือนำ้พริกทั้งหลาย เช่นมียำถั่วพลู แกงจืด ทอดมัน ผัดเปรี้ยวหวาน และน้ำพริกอ่อง บวกกับผักสดเครื่องเคียง เตรียมให้ครบครับ

    ของว่างก็ได้แก่ ขนมน้ำแข็งใส อย่างเช่นลอดช่อง รวมมิตร หรือเฉาก๊วย ตามด้วยผลไม้สด และเครื่องดื่มอาจจะมีไว้ให้บริการโดยคิดค่าใช้จ่ายแยกต่างหากตามจำนวน เช่นน้ำอัดลม โซดา เหล้าเบียร์ หรือชา กาแฟ เป็นต้น

    ถ้าเป็นงานปาร์ตี้ก็สามารถเตรียมอาหารประเภทค็อกเทล ซูชิ ขนมคบเคี้ยว และอาหารทอดแบบกินเล่น ทานง่าย เช่นเฟรนซ์ฟาย ไก่ทอด และเน้นเครื่องดื่มอย่างพันซ์ หรือเครื่องดื่มผสมโซดาทั้งหลายแลเอาครับ

    สำหรับปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจประเภทนี้ นอกจากเรื่องของคุณภาพอาหารแล้ว การให้บริการก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลยครับ โดยต้องมีการตระเตรียมอาหาร และเครื่อมดื่มไว้ให้พร้อมเสมอ รวมทั้งดูแล เอาใจใส่ในเรื่องของความสะอาดด้วย เมื่อลูกค้าใช้บริการแล้วติดใจ ก็จะมีการบอกต่อๆกันไป ธุรกิจจึงจะสามารถอยู่ได้ ขายดีครับ

    ความยากการทำธุรกิจจัดเลี้ยงก็คือค่อนข้างจะเหนื่อย ต้องทำงานหลายอย่าง ต้องมีการจ้างลูกมือ ทั้งฝ่ายทำอาหาร ฝ่ายบริการขนส่งอาหาร และจัดเลี้ยงรับรองแขกในงาน ซึ่งจะต้องมีการตระเตรียมวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารแต่ละครั้งให้พอเหมาะ พอดีด้วย ถ้าทำมากไปแล้วเหลือทิ้งก็อาจจะทำให้ขาดทุน หรือกำไรน้อย แต่ถ้ามีไม่พอก็จะทำให้ไม่สามารถบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ จึงต้องมีการทำบัญชีรายรับ รายจ่ายแต่ละครั้งเอาไว้อย่างละเอียดด้วยครับ

    นอกจากนี้ยังต้องเป็นเรื่องคน เพราะต้องมีการจ้างลูกจ้างทั้งประจำ และชั่วคราว จึงต้องพยายามหาออเดอร์ให้ได้เรื่อยๆด้วย

    เอาล่ะครับ วันนี้ก็ขอฝากกันเพียงเท่านี้ ถ้าทำไปแล้ว รายได้ดี มีเงินเข้าเป็นกอบเป็นกำ ก็อย่าลืมมาบอกต่อกันบ้างนะครับ

  • วิธีการรับเขียนบทความให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการรับเขียนบทความให้ประสบความสำเร็จ
     

    ถ้าพูดถึงงานพิเศษในปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครนึกถึงการเขียนบทความ เพราะถ้าพูดถึงการเขียนบทความ หลายๆ คนคงจะนึกถึงตอนเด็กๆ ที่คุณครูให้เขียนเรียงความ ที่ต้องมีบทนำ เนื้อหา และบทสรุป และต้องแก้ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ถูกต้องตามอักขระภาษาไทย และตามรูปแบบที่กำหนด แต่คงไม่มีใครนึกถึงว่า การเขียนบทความนั้นสามารถนำมาทำงานเพื่อสร้างเป็นรายได้ได้

    ซึ่งในปัจจุบันงานเขียนบทความออนไลน์ กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาหรือคนที่กำลังตกงาน หรือคนทำงานที่มีเวลาว่าง และอยากทำงานอยู่ที่บ้าน หรือที่เค้าเรียกกันว่างานฟรีแลนซ์นั่นล่ะครับ ซึ่งงานฟรีแลนซ์นี้มักนิยมในหมู่ผรั่งที่รักอิสระ ไม่อยากทำงานบริษัท ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร แต่อยากทำงานที่ตนเองชอบ โดยทำอยู่ที่บ้าน การสั่งงานก็โดยการติดต่อทางอีเมลล์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่คนไทยที่รักอิสระ และได้มีเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานที่ตนเองต้องการ หวังว่าบทความนี้พอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะครับ

    หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า แล้วจะทำงานยังไง จะเขียนออกมายังไง เขียนแล้วไปขายให้ใคร แล้วถ้าไม่ถนัดในสิ่งที่จะเขียนต้องทำยังไง การเขียนบทความภาษาไทยถึงแม้เป็นภาษาพ่อภาษาแม่ก็เถอะ แต่ก็ไม่ถนัด ถ้าต้องการสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ สละสลวย จะทำอย่างไรดี เพียงนึกว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง ก็รู้สึกว่าไม่ง่ายเลย วันนี้มีวิธีเขียนบทความจากประสบการณ์ตรงมาฝากครับ อาจจะนำเอาไปประยุกต์เพื่อใช้ในการเขียนบทความในแบบต่างๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมหลังเลิกงาน หรือในเวลาว่างก็ดีนะครับ

    วิธีการเขียนบทความ

    สำหรับการเขียนบทความให้ได้ดี สละสลวยนั้น การวางโครงเรื่องของบทความก็จะช่วยการเขียนได้มาก เพราะโครงเรื่องจะเป็นการไม่ให้เราหุดไปจากกรอบความคิดที่เราจะเขียน เราจะเป็นแบบไม่สะเปะสะปะ หรือเขียนวกไปวนมา ทำให้ดูไม่น่าอ่าน โครงเรื่องของบทความแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

    คำนำ

    จะเป็นเป็นการบอกกล่าวให้ผู้อ่านทราบว่าเราจะเขียนเรื่องอะไร ซึ่งการขึ้นคำนำก็จะต้องมีการกล่าวอารัมภบทก่อนก่อนที่จะวกเข้าเรื่องที่จะเขียน เช่น สำหรับช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี การทำมาค้าขายฝืดเคือง ผมก็จะขอแนะนำธุรกิจตัวใหม่ ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้กำไรเยอะ และที่สำคัญมีราคาถูก เหมาะกับการค้าขายในยุคเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ อย่างนี้เป็นต้น การเขียนคำนำ ต้องเขียนให้น่าอ่านชวนติดตาม เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่แล้วอ่านย่อหน้าแรกก่อน ถ้าเขียนคำนำดี ก็จะทำให้ผู้อ่าน อยากอ่านบทความของเราต่อได้

    วิธีเขียนคำนำ

    สำหรับการเขียนคำนำอาจจะเป็นขั้นเป็นตอนที่ยากที่สุด แต่ถ้าเริ่มได้แล้ว เครื่องติดแล้ว ก็จะช่วยให้การเขียนบทความดำเนินต่อไป การเขียนคำนำจึงต้องการความประณีตมาก เพื่อเป็นการจูงใจผู้อ่านให้ติดตามบทความของเราไปจนจบ ซึ่งการเขียนคำนำมีหลายแบบดังต่อไปนี้

    – คำนำด้วยข่าว
    – คำนำด้วยการอธิบาย
    – คำนำด้วยการเสนอความคิดเห็น
    – คำนำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ
    – คำนำด้วยการบอกความสำคัญ
    – คำนำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี
    – คำนำด้วยคำถาม
    – คำนำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง
    – คำนำด้วยสุภาษิต คำคม บทกวี

    เนื้อเรื่อง

    จะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ส่วนแรกเป็นการขยายความ เมื่อมีการอารัมภบทในคำนำแล้ว ผู้อ่านยังอ่านได้ไม่เข้าใจดีพอ เราก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้ผู้อ่านอ่านได้เข้าใจได้มากขึ้น ส่วนที่สองเป็นรายละเอียดข้อมูลลงลึกต่างๆ หรือมีการเปรียบเทียบ หรือยกตัวอย่างประกอบ

    วิธีการเขียนเนื้อเรื่อง

    สำหรับเนื้อเรื่องนั้น เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความ เป็นการบอกข้อมูลต่างๆ ซึ่งย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องคล้อยตามเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่หลุดการเขียนออกไปการถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อมากจนเกินไป หรือไม่เขียนวกวนไปมาจนทำให้ผู้อ่านอ่านไม่รู้เรื่อง ดังนั้นก่อนที่เราจะเขียนบทความ เราจะต้องหาข้อมูล หาความรู้ที่จะนำมาเขียนเสียก่อน

    การหาข้อมูลนั้นอาจได้จากการสัมภาษณ์ การสอบถามผู้รู้ การเดินทางท่องเที่ยว การอ่านหนังสื่อพิมพ์ หรือหนังสื่อต่างๆ หรือการค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ล ในการเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงสิ่งต่างๆ ดังต่อนี้

    – ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ใช้ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม สิ่งนี้สำคัญมาก บางท่านเขียนบทความได้ดี แต่เขียนผิดหลายจุด เมื่อส่งงานไปยังผู้จ้างแล้ว ทำให้ผู้จ้างต้องมาแก้ไขคำเอง ซึ่งอาจจะมีผลกับการจ้างงานในครั้งต่อไปได้ ฉะนั้นเมื่อเขียนเสร็จแล้ว ต้องตรวจทานก่อนอีกรอบนะครับ
    – ใช้สำนวนให้เหมาะกับเรื่อง เช่น ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียนบทความทางวิชาการ
    – หลีกเลี่ยงภาษาปาก หรือคำแสลงในการเขียนบทความ
    – ถ้าเป็นบทความวิชาการต้องมีข้อมูลการอ้างอิงประกอบเรื่อง เพื่อให้เข้าใจง่าย และน่าเชื่อถือ

    สรุป

    เป็นส่วนสุดท้าย เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้เขียน ว่าผู้เขียนมีความคิดเห็นอย่างไร มีข้อแนะนำอย่างไร

    วิธีการเขียนสรุป

    ในการเขียนบทความในส่วนของการสรุป เราจะต้องสื่อให้ผู้อ่านทราบว่า บทความที่เขียนมานี้นั้นได้จบลงแล้ว การเขียนสรุปมีหลายแบบดังนี้

    – สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อื่นคิดหาคำตอบ
    – สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน
    – สรุปด้วยใจความสำคัญ
    – สรุปด้วยการใช้คำกล่าว คำคม บทกวี
    – สรุปด้วยการเล่นคำ

    เรทราคาการเขียนบทความ

    สำหรับเรทราคาการเขียนบทความภาษาไทยในตอนนี้ ถ้านับจาก MS Word ก็จะอยู่ที่ 500 คำ 50 บาท / 600 คำ 60 บาท ไปจนกระทั่ง 1000 คำ 100 บาท

    แต่ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศก็จะแพงหน่อย อย่างเช่น ภาษาอังกฤษ ถ้านับจาก MS Word ก็จะอยู่ที่ 500 คำ 150 บาท ไปจนกระทั่ง 1000 คำ 300 บาท

    ซึ่งราคานี้เป็นราคากลางเท่านั้น ผู้จ้างบางท่านอาจจะให้ราคาสูงกว่านี้ หรือถ้าเราไปเขียนบทความเฉพาะทาง ที่คนเขียนต้องพอมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกครับ

    บทความที่ขายได้เรื่อยๆ

    บทความที่ขายได้เรื่อยๆ ก็จะเป็นบทความ

    – สุขภาพ
    – ความสวยความงาม
    – ธุรกิจ การเงิน การทำมาค้าขาย

    3 หมวดนี้ คุณเขียนตุนไว้เรื่อยๆ ยังไงก็ขายได้ จะมีคนมารับซื้อไปเรื่อยๆ

    การต่อยอดการรับจ้างเขียนบทความ

    หลังจากฝึกปรือฝีมือพอสมควรแล้วอยากจะลองเขียนบทความให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็สามารถทำได้ต่อไปครับ ลองค้นหาสำนักพิมพ์ที่รับบทความจากฟรีแลนซ์ดูนะครับ มีหลายบริษัท เลยหล่ะครับ

    โพสต์เสนอขายตัวเอง อาจจะลองเขียนบทความสักบทความนำไปเสนอคนที่ว่าจ้าง ถ้าเขาชอบ เราก็ได้งาน ก่อนที่เราจะเสนอเพื่อรับงาน แนะนำให้เลือกบทความที่เราถนัดก่อนในครั้งแรกนะครับ เพราะถ้าเราเริ่มจากที่เราถนัด เราจะได้ไม่รู้สึกว่ายากจนเกินไป และเราจะเขียนได้ดี บางคนมีงานระยะยาวให้ อย่างนี้แล้วเราก็จะได้งานเรื่อยๆ ครับ หรือถ้าเรามีบล็อกเป็นของตัวเองก็สามารถส่งให้คนที่จะจ้างเราดูผลงานที่ผ่านมาได้ครับ

    ข้อแนะนำเพิ่มเติม

    สิ่งแรกเลย ถ้าเราไม่ค่อยเก่งภาษาไทย เราก็ต้องอ่านเยอะๆ อ่านจากไหน ก็ในกูเกิ้ลนี่ล่ะครับ อ่านในสิ่งที่เราไม่รู้ ค้นหา แล้วก็อ่าน อย่างน้อยให้ผ่านตาก็ยังดี แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นสำนวนของเราเอง หรืออาจจะขอใช้สำนวนบางสำนวนที่เราชอบ ที่เราอ่านเจอ แต่ไม่ใช่ลอกมาทั้งหมด อันนี้ไม่สนับสนุนนะครับ

    เราต้องขยัน ซื่อสัตย์ และตรงต่อเวลานะครับ โดยเฉพาะการตรงต่อเวลา เพราะงานบางอย่างจากนายจ้าง บางงานเค้าก็รีบ บางงานเค้าก็ให้เวลาเรามากหน่อย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายจ้างของเรานั่นล่ะครับ เพราะถ้าเราทำไม่ดี เราอาจจะไม่ได้งานจากที่นี่อีกเลยครับ ถ้าเราทำงานดี เราก็จะมีงานป้อนเข้ามาเรื่อยๆ เลยล่ะครับ โดยบางครั้งหากคนที่เราเคยทำงานด้วย และเค้าชอบผลงานเรา เค้าก็อาจจะสนับสนุนเรา โดยการให้งานให้เราเพิ่มขึ้น หรืออาจจะมีเงินโบนัสเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาในค่าจ้างก็เป็นได้นะครับ

    ตลาดซื้อขายบทความในไทย

    ของไทยมีอยู่หลายที่เลยครับ

    1. www.thaiseoboard.com เราสามารถเข้าไปดูงานที่ www.thaiseoboard.com ในหัวข้อ “อยากซื้อ-ประกาศหาลูกจ้าง” จะมีหัวข้อมากมาย เราสามารถเลือกได้ว่าเราถนัดอันไหน
    2. www.fastwork.co เป็นเว็บหางาน freelance ชื่อดัง ที่นี่เราสามารถเข้าไปสมัครเป็น freelance รับเขียนบทความได้ โดยทุกงานที่เราได้รับ ทาง fastwork.co จะหักรายได้ของเรา 17% ที่นี่มีผู้เข้ามาใช้บริการค่อนข้างเยอะครับ
    3. www.facebook.com/groups/thaicontentmarket กลุ่มซื้อขายบทความ มีบทความเจ๋งๆ ไปขายเท่าไหร่ก็หมด
    4. www.facebook.com/groups/618282324867615 นี่เป็นอีกกลุ่มที่ขายบทความได้เรื่อยๆ ครับ

    ตลาดซื้อขายบทความในเมืองนอก

    สำหรับคนที่มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี อาจจะไม่ได้ดีมาก แต่สามารถเขียนได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ฝรั่งอ่านเข้าใจได้ ต้องการจะเขียนบทความภาษาอังกฤษ สามารถดูได้ที่

    1. www.freelancer.com ที่เว็บไซต์นี้สำหรับฟรีแลนซ์โดยเฉพาะ เราต้องสมัครเป็นสมาชิก และเข้าไปประมูลงาน (bid) ที่เราสนใจ โดยราคาที่ประมูลมีตั้งแต่ถูกจนถึงแพง บางครั้งรับเป็นงานๆ และคิดในอัตราเป็นชั่วโมงเลยก็มี เค้าจ่ายเป็นเงินดอลลาร์นะครับ
    2. www.iwriter.com ราคาที่จ้างในเว็บนี้ค่อนข้างถูก เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ดอลลาร์ เป็นต้นไป และมีเพิ่มราคาให้ในกรณีที่เรามีประสบการณ์ และมีความชำนาญหรือมีทักษะเพิ่มขึ้นให้ด้วยนะครับ
    3. www.realwritingjobs.com ราคาที่เว็บนี้ถือว่าได้ราคาดีทีเดียว มีตั้งแต่บทความละ 5 ดอลลาร์ เป็นต้นไป แต่การจะสมัครเป็นสมาชิก ต้องเสียค่าสมัคร 34 ดอลลาร์ (50%) หรือประมาณ 1066.87 บาท ซึ่งผู้เขียนแนะนำสำหรับมืออาชีพเท่านั้นครับ
    4. www.fiverr.com ที่นี่ทุก order ราคา 5 ดอลลาร์ ส่วนใหญ่จะรับจ้างเขียนกันอยู่ที่ 500 คำ เราสามารถกดปุ่มเพิ่ม option เสริมเข้าไปได้ เช่น รับเขียน 1000 คำ แต่ต้องเพิ่มเงินใน order นี้อีก 5 ดอลลาร์ รวมราคาที่ต้องจ่ายใน order นี้ 10 ดอลลาร์ เป็นต้น ซึ่งที่นี่จะหักเรา 20% ในแต่ละ order และให้เรา 80% ซึ่งก็ดูน่าสนใจอยู่นะครับ
    5. www.seoclerks.com สำหรับที่นี่เราสามารถกำหนดราคาการเขียนได้เอง จะตั้งราคาสูงเท่าไหร่ หรือราคาต่ำเท่าไหร่ก็ได้ ต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ อยู่ที่ว่าเราจะตั้งราคาการเขียนบทความของเราไว้ในระดับไหน

error: Content is protected !!