Category: การตลาด

  • Marketing Environment คืออะไร

    “Marketing is everything” คำนี้ยังคงเป็นที่ครอบคลุมกับคำว่าการตลาดได้อย่างแนบเนียนแต่ในความหมายนั้นก็จะแฝงไปด้วยองค์ประกอบมากมาย แต่นั้นก็สามารถที่จะแบ่งแยกออกมาได้เป็นสองปัจจัยใหญ่

    และนั่นก็คือ “Internal Environment หรือ ปัจจัยภายใน” และ “External Environment” ปัจจัยภายนอก

    โดยที่ External Environment หรือสิ่งรอบตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้และอาจจะเปรียบเทียบได้กับ Opportunities หรือ โอกาสและ Threat ความเสี่ยงของเครื่องมือการตลาดอย่าง SWOT Analysis และแน่นอนว่าสิ่งเหล่ามีผลกระทบกับองค์กรหรือธุรกิจเช่นกัน แต่อาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กร และก็จำเป็นจะต้องพึ่งหน่วยงานอื่น อย่างเช่นภาครัฐเพื่อที่จะช่วยเข้ามาเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนและพัฒนาปัจจัยกลุ่มนี้ ”Micro Environment” หรือ สิ่งแวดล้อมระดับจุลภาค ในส่วนนี้ก็สามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาเป็นแก่นของส่วนนี้นั้นก็คือ

    1. เรื่องเกี่ยวกับประชากรและสังคมรอบตัวในแง่มุมต่างๆไม่ว่างจะเป็นการเพิ่มการลดข้อประชากรซึ่งนั้นก็เปรียบได้ดั่งการสร้างความเข้าใจและการมองหาโอกาสเกี่ยวการเพิ่มการลดของประชากรการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ หรือปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นภายในสังคมเศรษฐกิจนั้นการขยายตัวและการลดขนาดของเศรษฐกิจโดยแน่นอนว่าปัจจัยเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ มีแต่เพียงภาครัฐที่จะคอยขับเคลื่อนและควบคุมสิ่งต่างๆเหล่านี้
    2. วัฒนาธรรมและจารีตประเพณี ปัจจัยข้อนี้ก็นับว่าสำคัญมากเลยทีเดียวที่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับคนในสังคมและพื้นฐานของเศรษฐกิจ และอีกปัจจัยหนึ่งนั้นก็คือนอกจากพื้นฐานของสังคมแล้วนั้น กฎหมายและการเมืองก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องวิเคราะห์เพื่อที่จะวางแผนทำการตลาดใดใดเช่นกัน
    3. เทคโนโลยี ในสังคมปัจจุบันสิ่งนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ และนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ปัจจัยส่วนนี้มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว
    4. การแข่งขันภายในตลาด เมื่อมี Demand ย่อมมี Supply และเมื่อมีทั้งคู่แล้วการแข่งขันของแต่ละ Supply จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีมา
    5. สิ่งแวดล้อมรับตัวไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติรอบตัวและสิ่งแวดล้อมภายในสังคม

    “Macro Environment” สิ่งแวดล้อมระบบมหาภาค ในสิ่งแวดล้อมส่วนนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกนั้นแต่ก็นับว่ายังใกล้เคียงและส่งผลกระทบให้องค์กรและภาคธุรกิจอยู่มากมาย และนั่นก็มีด้วยกันสามปัจจัยหลัก

    1. ผู้ผลิตวัตถุดิบ หรือ Supplier ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถควบคุมได้แต่นับว่าการเปลี่ยนแปลงของไม่ว่าจะเป็นราคาหรือการขยายและลดตัวลงของผู้ผลิตนั้นย่อมมีผลกระทบต่อองค์กรแน่นอน
    2. คนกลางทางตลาด หรือในที่เข้าใจกันว่าพ่อค้าคนกลางที่จะเป็นดั่งปากเสียง ถ่ายทอดสินค้าและบริการขององค์กรไปยังกลุ่มสุดท้ายอย่างผู้บริโภค
    3. ลูกค้าหรือผู้บริโภค ในส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรไปรอด หรือล้มหายได้จากไปนั้นเองฉะนั้นปัจจัยข้อนี้จึงนับว่าสำคัญมากเลยทีเดียว

    Internal Environment หรือ สิ่งแวดล้อมภายในที่มีผลกระทบต่อองค์กรของสินค้าและบริการโดยตรง หรือถ้าหากเปรียบเทียบกับ SWOT Analysis นั้นก็ย่อมไม่ต่างกันกับ strange และ Weakness และเพื่อสามารถได้นำข้อมูลส่วนนี้ไปวิเคราะห์และสร้างประโยคให้กับองค์กรได้ดีทีเดียว โดยหลักนั้นก็สามารถอ้างอิงได้จากการนำหลัก 4P มาแตกต่อยอดในแต่ละส่วนนั้นเอง

  • Mobile Marketing คืออะไร

    Mobile Marketing
     

    ไม่ว่าแวดวงธุรกิจใดการสร้างผลกำไรสูงสุดถือว่าเป็นเป้าหมายขององค์กรส่วนมาก แต่สำหรับวิธีและขั้นตอนเพื่อให้องค์กรไปยังจุดนั้นก็มีมากมายหลายวิธีเช่นกัน การเจาะกลุ่มฐานลูกค้าให้ตรงกลุ่มก็นับว่าถือเป็นการลดต้นทุนได้มากเช่นเดียวกัน อีกทั้งการที่ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าหาลูกค้า แทนที่จะเป็นการทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อออก “Event” กิจกรรม และการลงประชาสัมพันธ์ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการลงโฆษณาผ่านช่องทางทีวีโทรทัศน์ก็ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างใช้งบประมาณสูงมากแบบหนึ่ง และสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นนี้นั้นก็คือการลดต้นทุนในการทำการตลาดและการเพิ่มรายได้จากลูกค้าในฐานข้อมูลและคงไม่มีวิธีไหนที่จะเหมาะสมเท่ากับ “Mobile Marketing”

    ด้วยแนวที่ครอบคลุมทั้งเรื่องของกลุ่มลูกค้าและต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำกว่าช่องทางอื่น จึงมีองค์กรมากมายเลือกใช้ “Mobile Marketing” เป็นช่องทางในการทำการตลาดและด้วยการเพิ่มขึ้นของประชากรมือถือ ที่เรียกได้ว่าแทบทุกบ้าน หรือแทบทุกคนจะต้องมีมือถือส่วนตัวแน่นอน ฉะนั้นการเข้าถึงนั้นเรียกได้ว่ามีโอกาสสูงมากแน่นอน อีกทั้งความฉับไวทันใจของการส่งสารข้อมูลนั้นเรียกได้ว่าส่งถึงแบบทันที อีกทั้งยังสามารถขยายวงได้ไปอย่างกว้างขว้างทั้งการส่งข้อมูลเบื้องต้นและการส่งข้อมูลด้วยวิธีการปากต่อปากก็เช่นกัน อีกทั้งมีการสำรวจผลดูแล้วว่าการทำการตลาดโดยผ่านช่องทางมือถือไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS พร้อมทั้ง Link เพื่อเข้าสู่หน้าเว็บผ่าน SMS ก็นับว่าสร้างความสะดวกสบายมากขึ้นแน่นอน อัตราการประสบความสำเร็จกับการทำตลาดเช่นนี้ประสบความสำเร็จ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ของจำนวน SMS ที่ส่งเข้าไปซึ่งนั้นก็มากกว่าส่งข้อมูลแบบ Direct Mail มากถึงร้อยละ 3 เลยทีเดียว

    และสิ่งที่จะต้องคำนึงเป็นพิเศษหากต้องการให้การทำการตลาดแนวนี้ประสบความสำเร็จนั่นก็คือ สิ่งแรกก็คือต้องเลือกมั่นใจในข้อมูลและสินค้าที่จะนำเสนอก่อน การปูทางโดยการทำความเข้าใจนั้นถือว่าเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของข้อมูลของสินค้าที่มีอยู่ และแน่นอนว่าหากมีการตอบสนองจากลูกค้า หรือผู้รับสารนั้นผู้ให้ข้อมูลจะต้องชัดเจนและมั่นใจในข้อมูลเช่นกัน อีกทั้งการเลือกสร้างสรรค์ข้อมูลจะต้องเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็ต้องเปิดรับข้อมูลนั้นได้

    แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังเลยนั้นก็คือ ในบางครั้งการโฆษณาแนวนี้ยังแพ้กับการโฆษณาโดยทีวีโทรทัศน์ยังอยู่เยอะพอสมควรและในบางครั้งการส่งข้อมูลนั้นไม่ทั่วถึงเนื่องจากการที่บางครั้งข้อมูลอาจจะยังไม่เข้าถึงกลุ่มที่ยังใช้รุ่นเก่าอยู่พอสมควร และบางครั้งการส่งข้อความและข้อมูลบ่อยครั้งมากไป หรือส่งผิดกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นการสร้างภาพหลักติดลบต่อองค์กรได้เช่นกัน

  • Music Marketing คืออะไร

    Music Marketing
     

    ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ดนตรีก็นับว่าเป็นดั่งเครื่องมือที่จะเข้าถึงจิตของผู้ฟังได้ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจ หรือแม้แต่การสร้างความรัก ความยินดีหรือความทุกข์ ดนตรีก็สามารถเข้าไปกระแทกความรู้และอารมณ์นั้นได้โดยง่ายได้ “Music Marketing” ก็นับว่าเป็นการดึงเอาความสามารถของดนตรีออกมาประยุกต์ใช้กับเป้าหมายของการตลาด “ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือการเข้าไปถึงจิตใจของผู้รับสารนี้”

    “Music Marketing” ถือได้ว่าเป็นอีกเครื่องมือการตลาด และแนวคิดที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบเสนอภายในจิตใจและอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการ ตามหลักการของผู้คนในยุคปัจจุบันที่เป้าหมายของการจับจ่ายซื้อสินค้านั้นไม่ใช่แต่เพียงการซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่นั้นหมายถึงการซื้อความรู้สึก ซื้อประสบการณ์พร้อมกันด้วย และแนวคิดการตลาดเช่นนี้ในปัจจุบันเหล่าบรรดาผู้ประกอบน้อยใหญ่ได้นำเหล่า ดารา นักร้องออกมาขับกล่อมและสร้างกระแสไปพร้อมกับการโปรโมทสินค้าและบริการของตนได้อย่างแนบเนียน ซึ่งแน่นอนว่าการทำการตลาดเช่นนี้ย่อมเหมาะกับกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาว และวัยรุ่นที่หลงใหลในเหล่าศิลปินคนโปรดของตน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยนั้นคือเหล่าบรรดาผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ในธุรกิจมือถือ ที่ต่างจ้างดารานักร้องมาใช้สินค้าของตน “และพฤติกรรมการใช้นั้นก็ย่อมถ่ายทอดไปสู่กลุ่มแฟนคลับได้อย่างแนบเนียน”

    และอีกแนวทางหนึ่งของ “Music Marketing” นอกจะสามารถนำดารานักร้องมาช่วยผลักดันสินค้าและบริการแล้วนั้น การดึงความสามารถของดนตรีมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นก็คือการนำไปผนวกเข้ากับ “Emotional Marketing” หรือการใช้ดนตรีเพื่อเช้าไปครองใจและกระแทกใจผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศให้นึกถึงสินค้าและบริการของตนเป็นที่แรก โดยส่วนมากหลักการนี้จะถูกใช้กับสถานประกอบการอย่าง ที่พัก โรงแรม ที่เหล่าบรรดาโรงแรมชื่อดังอย่าง JW Marriott หรือจะเป็น Hilton ก็แล้วแต่ต่างก็จะมีเพลงของตนเองทั้งสิ้น หรือจะเป็นโรงแรมบูติกอย่าง B2 ก็สร้างแนวเพลงของตนเองเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการสร้างความจดจำให้กับผู้ฟัง โดยเมื่อฟังแล้วก็ตะสามารถนึกถึงโรงแรมได้ทันที หรือแม้อย่างน้อยไม่ได้นึกถึงโดยทันที แต่แน่นอนว่าจะต้องมีคับคล้าย คับคราแน่นอน

    ถึงแม้ว่าการทำการตลาดแนวนี้อาจจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างจะสูงอยู่บ้างแต่นั้นก็แน่นอนว่า การเลือกซึ่งที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแนบเนียนและบางครั้งลูกค้าอาจจะยังไม่ทันตั้งตัวเลยก็ได้ นับว่าวิธีการนี้สามารถเข้าถึงจิตใจของกลุ่มเป้าหมายได้ดีมากวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

  • Viral Marketing คืออะไร

    Web Marketing
     

    หากจะเปรียบช่องทางการตลาดออนไลน์แล้วนั้น “Social Network” ถือเป็นช่องทางที่องค์กรควรจะมีมากที่สุดเพื่อได้สะดวกต่อการรับส่งข้อมูล และมีการตอบสนองกันทันเวลา และอัพเดทได้ตลอดเวลาแต่สิ่งที่องค์กรขาดไม่ได้นั้นก็คือ “Website” ถึงแม้ว่าจากผลสำรวจหลายๆสถาบันนั้นจะมีตัวเลขที่ชีชัดเลยว่าการทำการตลาดอย่าง Social Network หรือ Blog อาจจะมีผลตอบรับ หรือการตอบสนองมากว่า Website Official ขององค์กรแต่ข้อสำคัญนั้นก็คือ “Website” เปรียบเสมือนหน้าบ้าน ที่คอยเปิดต้อนรับและแสดงความหน้าเชื่อถือให้กับกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดในการทำการตลาดออนไลน์เลยก็ว่า หากมีการทำ ”Social Network” ดีแค่ไหนแต่ “Website Official ขององค์กร” รกร้างไม่มีการอัพเดทก็จะพากันดิ่งลงกันทุกช่องทาง

    หากต้องการที่จะให้สินค้าและบริการครองใจและได้รับความน่าเชื่อจากเหล่ากลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคนั้น ก็ควรที่จะให้ความสำคัญกับ Website ให้มากทั้งแง่ของข้อมูล และแง่ของรูปแบบและความสวยงาม แต่ที่สำคัญนั้นจะต้องเข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงจาก Ipod, Iphone, หรือ Smartphone เจ้าอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและข้อมูลชัดเจนก็เรียกว่าอาจจะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วก็เป็นได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จำเป็นที่จะต้องมี Web Marketing หรือการวางแผนและกำหนดเป้าหมายของ Website เสียก่อน

    โดยขั้นตอนแรก ในส่วนของการเตรียมข้อมูลวางแผนและกำหนดรูปแบบของเว็บไซด์ว่าควรจะออกมาในรูปแบบใดโดยพิจารณาจากฐานข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อีกทั้งรวมไปถึงกลุ่มผู้ที่จะเข้าชมเว็บว่าต้องการรับสื่อในรูปแบบไหนแต่ทั้งหมดนั้นก็จะต้องพิจารณาถึงความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและความถูกต้องของข้อมูลไว้เป็นอันดับแรก

    หลังจากลงมือจัดทำ Website แล้วนั้นยังไม่ถือว่าเป็นการจบขั้นตอนของการทำ Web Marketing แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือสิ่งที่จะต้องทำหลังได้ตัวเว็บไซด์แล้ว และนั้นก็คือการประชาสัมพันธ์และการลดช่องว่างระยะห่างระหว่าง Websiteขององค์กรและกลุ่มเป้าหมายให้ได้ โดยในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ที่ใช้หลักการพึ่งพาการค้นผ่านเว็บต่างๆโดยมีการติด Keyword เพื่อช่วยให้การค้นหาและตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

    หรืออีกช่องทางในการโปรโมทยอดนิยมนั้นก็คือการลงโฆษณาผ่าน Social Network การนำ Website เข้าไปผูกเข้ารวมกันกับหลักการทำการตลาดบนสังคมออนไลน์นั้นก็จะช่วยเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี และนอกเหนือจากนี้ยังมีวิธีการอีกหลายวิธีที่สามารถโปรโมท Website เพื่อลดช่องว่างนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น Blog Marketing หรือ E-mail Marketing

    และจะเห็นได้ชัดเจนว่าการทำการตลาดแบบ “Online Marketing” แทบทุกแนวคิด แทบทุกเครื่องมือทางการตลาดนั้นมีความจำเป็นจะต้องเอื้อระหว่างกันแทบทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือการลดช่องว่าง และสร้างภาพลักษณ์อันดีเพื่อความสำเร็จและครองใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแต่ฉาบฉวยนั่นเอง

  • Services Marketing คืออะไร

    หากจะว่ากันจริงจริงแล้วนั้น “Service” หรือการบริการนั้น ไม่จำเป็นจะต้องผูกติดอยู่กับธุรกิจด้านบริการอย่างนำเที่ยวหรือที่พัก โรงแรม แต่การบริการแฝงอยู่กับกับทุกแวดวงของธุรกิจ และทุกตลาดเพียงแต่บางครั้งอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าไรนัก กระแสสังคมและพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้คนในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมที่ของถูก คุณภาพดีก็นับว่าขายดีรวยกันมามากมายแล้วนั้น แต่สำหรับในยุคนี้แต่นั้นคงยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นจะต้องมีการสร้างประสบการณ์อันดี หรือสร้างความพึงพอใจเพิ่มเติมให้อีกด้วยและวิธีที่จะทำเช่นนั้นได้ดีที่สุดก็คือ ภาคส่วนของงานบริการ

    Intangibility หากจะเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสินค้าและบริการนั้นก็สามารถแตกย่อยออกมาได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์ เพราะเนื่องจากสินค้าเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้แต่สำหรับคำว่าการบริการแล้วนั้นไม่สามารถจับต้องได้ ต้องจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่

    Inseparability ในขั้นตอนการผลิตก็เช่นกัน สินค้านั้นจำเป็นจะต้องผลิตให้ออกมาในรูปแบบพร้อมวางขาย แล้วจึงจะส่งให้ผู้บริโภค บริโภคสินค้านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนส่ง สร้างหีบห่อให้สวยงาม แต่สำหรับการบริการนั้นจะไม่สามารถแยกได้เลยว่าขั้นตอนการผลิตและการบริโภคนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก่อน เพราะทั้งคู่จะย่อมมาพร้อมกันเสมอ ดั่งตัวอย่างเช่น “ช่างตัดผมไม่สามารถตัดผมเสร็จแล้วจึงนำมาให้ลูกค้า แต่ช่างตัดผมจะต้องตัดผมลูกค้าไปด้วยพร้อมกับทรงผมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า”

    Variability การควบคุมการบริการนั้นจะเป็นไปได้ยาก แตกต่างกับสินค้าเนื่องจากการบริการจะเกิดจากความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อยตามความต้องการ และขีดจำกัดของผู้ให้บริการ

    Heterogeneous และแน่นอนเลยว่าในเมื่อไม่สามารถควบคุมได้แล้วนั้น การจัดทำมาตรฐานหรือสร้างความเหมือน ความถูกต้องในทุกครั้งนั้นย่อมเป็นไปได้ยากมากหากบางวันแล้วนั้นผู้ให้บริการมีปัญหาภายในใจระดับในการให้บริการก็ลดลงตามไปด้วย

    Perishability ข้อแตกต่าง อีกอย่างและสำคัญเลยนั้นก็คือการให้บริการจะไม่สามารถเก็บรักษาไว้เสียเสียแล้วจะเสียเลย สิ่งที่เสียไปนั้นคือโอกาสที่จะได้ให้บริการในครั้งนั้น หากจะเปรียบเทียบง่ายให้ลองนึกถึง “การซื้อตั๋วเข้าชมภาพยนตร์” หากภายในรอบนั้นมีที่ว่าง 5 ที่ ที่ว่าง 5 ที่นั้นก็จะไม่สามารถนำไปขายต่อในวันพรุ่งนี้ได้อีก และในกรณีเดียวกันกับตั๋วเครื่องบิน หรือห้องพักภายในโรงแรม

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงภาพลักษณ์ของการบริการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจให้เข้าถึงคำว่า Service หรือการบริการให้มากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการสร้างสำนึก หรือสร้างให้จิตใจนั้นมี Service Mind เพราะหัวใจหลักในงานบริการนั้นขอเพียงแต่สร้าง Service Mind ให้เกิดขึ้นภายในใจผู้ให้บริการแล้วละก็เพียงพอแล้วครับ

  • Seeding Marketing คืออะไร

    “Seeding Marketing” หากแปลความหมายตรงตัวแล้วนั้นจะหมายถึงการเพาะพันธ์ เพาะเมล็ดพืชสักต้นแต่นั่นก็เปรียบได้กับการปลูกเมล็ด Branding หรือการเริ่มต้นการปลูกฝัดความเป็น Branding และค่อยโตขึ้น แทรกซึมเพื่อให้เข้าไปอยู่ภายใต้จิตใจของผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายได้

    อาจจะเรียกได้ว่าบนโลกออนไลน์เปรียบเสมือนคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้ที่จะเข้ามารับข้อมูลนี้จากทั่วทั้งมุมโลก การสร้าง Branding นั้นจำเป็นต้องใช้หลักการสร้างข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนหรือการทำการตลาดแบบ “Content Marketing” เพื่อสร้างความจดจำให้กับผู้คนที่เข้ามารับข้อมูลได้ไม่รู้ตัวและอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นการทำการตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบันอีกหนึ่งวิธีการที่ได้รับความนิยมมากนั้นก็คือ “Seeding Marketing” ถึงแม้วิธีการทำการตลาดในรูปแบบนี้อาจจะมีการแทรกซึมเรื่องที่อาจจะเกินจริง หรืออาจจะเป็นการสร้างข้อมูลที่ดูเชียร์สินค้าหรือบริการมากเกินไปจนบ้างครั้ง ข้อมูลของผู้เข้ามาค้นหาข้อมูลนั้นอาจจะไม่ได้รับข้อมูลในส่วนนั้นจริงๆ แค่กลับได้รับเพียงแต่สินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น และเหตุการณ์เช่นนี้อาจจะเป็นการสร้างภาพลบให้กับ Brand ได้

    แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆเจ้ายังชื่นชอบและนิยมการทำการตลาด “Seeding Marketing” !?
    “เหตุผลสั้นๆง่ายๆที่สามารถตอบคำถามนี้ได้นั้นก็คือ “มันได้ผล”

    มีผลสำรวจออกมาว่า “เมื่อคนหนึ่งคนเมื่อได้รับข้อมูลจนเพียงพอแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าได้ แต่เมื่อได้รับคำบอกเล่าจากผู้อื่น หรือประสบการณ์จากผู้อื่น ถึงแม้บางครั้งอาจจะยังไม่ได้รับข้อมูลใดใดก็ทำให้ตัดสินใจที่ซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้ง่ายกว่า รับข้อมูลจากผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว”

    และนี่ก็คือที่มาของ “Seeding Marketing” ที่แก่นหลักนั้นก็คือ “หน้าม้า” โดยอาศัยปัจจัยในการประกอบการตัดสิ้นใจข้างต้นนั้นมาเป็นแนวทางในการทำการตลาด โดยวิธีที่นิยมส่วนมากเลยนั้นก็คือการว่าจ้างผู้มีชื่อเสียง หรือผู้มีชื่อบนโลกออนไลน์ในด้านนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอางหรือแม้แต่ อุปกรณ์ไอที โดยจะอาศัยกลุ่มคนดังเหล่านี้เขียนรีวิว หรือประสบการณ์การใช้งานให้แนบเนียนที่สุดจนไม่เหลือเค้าโครงของการให้ข้อมูลในรูปแบบเดียวกับที่ผู้ประกอบการให้แก่ลูกค้า แต่จะเน้นไปที่การแชร์ประสบการณ์การใช้เสียมากกว่า

    และแน่นอนว่าถ้าการที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าการตลาดแนวทางแบบไหนสิ่งที่จะต้องคำนึกที่สุดนั้นก็คือภาพลักษณ์ต่อสังคม ที่เหล่ากลุ่มเป้าหมายเห็น โจทย์ที่เหล่าหน้าม้าจะต้องตอบให้ได้นั้นก็คือการสร้าง Content ที่อ้างถึงแบรนด์แต่อาจจะไม่เพียงแง่ดี ข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะอิงถึงข้อด้อยด้วยเพื่อความแนบเนียนว่ามาจากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด แต่ถ้าอ้างอิงถึงฝั่งผู้รับสารหรือผู้บริโภคนั้นก็แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตในโลกยุคที่ข้อมูลไหลท่วมแบบนี้ ต้องมีสติมากและใช้สติพิจารณาเลือกสื่อเลือกข้อมูลที่จะรับด้วยตนเอง

  • หลักการตลาด 4P คืออะไร

    4P คืออะไร
     

    หลักการตลาด 4P หรือเรียกอีกอย่างว่า ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการคือ

    1.ผลิตภัณฑ์ (Product)

    ธุรกิจมีองค์ประกอบซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการแรก คือ ผลิตภัณฑ์สินค้า (Goods) หรือบริการ (Services) สำหรับสินค้านั้นจำแนกเป็น สินค้าที่จับต้องได้ และสินค้าที่จับต้องไม่ได้ สำหรับการบริการจำแนกเป็น บริการแบบมีส่วนร่วม และบริการแบบไม่มีส่วนร่วม ด้งนั้นสินค้าและบริการจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยจะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ คือ คุณภาพ (Quality) สำหรับคุณภาพนั้นยังมีความหมายรวมถึงความเหมาะสมในการใช้งาน คุณภาพจากการออกแบบ และคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนั้นคุณภาพยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจอีกด้วย

    2.ราคา (Price)

    การตั้งราคานับเป็นกลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ มักขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ขนาดของธุรกิจ ประเภทของสินค้า ค่าใช้จ่าย สิ่งแวดล้อมทางการตลาด กฎหมาย ความผันแปรของราคาวัตถุดิบ ระบบการจัดจำหน่าย ต้นทุน การผลิต การส่งเสริมการขาย เป็นต้น

    สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การกำหนดราคาขายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากราคาเป็น สิ่งเดียวที่ใช้วัดค่าและประโยชน์ของสินค้า และเป็นสิ่งที่จะกำหนดว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปในทิศทางใด จะ ขายสินค้าอย่างไร จำนวนเท่าใด ราคาจะเป็นเครื่องปงชี้ความสามารถในการทำกำไรของกิจการ ทั้งนี้เนื่องจากกำไรคิดจาก รายรับหักด้วยต้นทุน และรายรับไต้จากปริมาณหน่วยที่ขายคูณด้วยราคาขายต่อหน่วย อนึ่งกลยุทธ์การขายสินค้าที่นำมาใช้กัน อย่างแพร่หลาย ได้แก่ การให้ส่วนลด (Discount) การขายเชื่อ (Credit) และการฝากขาย (Consignment)

    นโยบายการตั้งราคาจำแนกเป็น

    นโยบายราคาเพียงราคาเดียว (One Price Policy) เป็นยุทธวิธีของการเสนอขายสินค้าหรือบริการในราคามาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อมากหรือน้อย เช่น ราคาน้ำมัน ค่ารถโดยสาร คิดตามระยะทาง ค่าขนส่ง สินค้าคิดตามนํ้าหนัก หรือธุรกิจขายสินค้าราคาเดียวทั้งร้าน

    นโยบายราคาที่แตกต่างกัน (Variable Price Policy) มีมูลเหตุความแตกต่างในด้านคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าหรีอบริการ และมาจากนิสัยในการเจรจาต่อรองของลูกค้า จึงทำให้มีการดั้งราคาขายแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีคุณภาพดีมักจะขายในราคาที่แพงกว่าสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมา เช่น ราคารถยนต์ ยุโรปและรถยนต์ญี่ปุน ราคาตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ที่นั่งธรรมดา กับที่นั่งพิเศษ ราคาเสื้อผ้าที่มียี่ห้อดังกับยี่ห้อธรรมดา

    นโยบายกำหนดราคาขายสินค้าทีละหลายชิ้นรวมกัน (Multiple Unit Package Pricing Policy) เป็นการกำหนดราคาขายโดยเปรียบเทียบความแตกต่างในด้านปริมาณสินค้าที่ชื้อ กล่าวคือถ้าซื้อจำนวนมากจะมีราคาถูกกว่าซื้อครั้งละน้อย เช่น นํ้าอ้ดลม ผงซักฟอก สินค้าอุปโภคบริโภค

    นโยบายกำหนดราคาเป็นสายราคา (Price Lining-Policy) เป็นลักษณะการกำหนดราคาเป็นแบบต่อเนื่องตามขนาดและปริมาณสินค้า โดยแบ่งเป็นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่พนักงานขายและลูกค้า เช่น ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน

    นโยบายกำหนดราคาเชิงจิตวิทยา (Psychological-Pricing Policy) ธุรกิจอาจใช่วิธีการกำหนดราคาที่เป็นลักษณะเฉพาะของสินค้า โดยอาศัยหลักทางจิตวิทยาซึ่งเชื่อว่าจะมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น สินค้าที่มีราคาลงท้ายด้วยเลขตัวเดียวเหมือนกันคือ 59,49,39 เป็นตัน

    นโยบายกำหนดราคาตามจำนวน (Unit Pricing-Policy) เป็นการตั้งราคาให้แตกต่างกัน โดยยึดนํ้าหนักของสินค้าต่อหน่วยเป็นเกณฑ์ เช่น ซื้อสินค้าที่มีน้ำหนัก 100, 50 และ 20 กรัม จะมีราคาไม่เท่ากัน

    3.ช่องทางการจำหน่าย (Place)

    เป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ทำให้สินค้าที่ผลิต หรือขายถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย ทั้งโดยยึดหลักประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความปลอดภ้ย และความรวดเร็ว เป็นสำคัญ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการบริหาร การจัดช่องทางการจำหน่ายสินค้าของกิจการอย่างได้ผล สำหรับประเภทช่องทางการจำหน่าย สินค้าจำแนกออกเป็น

    – ช่องทางตรงระหว่างผู้ผลิตไปผู้บริโภค
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านพ่อค้าขายปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านพ่อค้าขายส่งและขายปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนคนกลางและพ่อค้าขาย ปลีก
    – ช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนคนกลางและพ่อค้าขายส่ง

    4.การส่งเสฺริมการจำหน่าย (Promotion)

    ความสำเร็จทางด้านธุรกิจ คือ การขายสินค้าหรือบริการให้ได้จำนวนมาก ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไร การส่งเสริมการจำหน่าย หรือการส่งเสริมการขายจึงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมตังกล่าวจะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เมื่อธุรกิจทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร มีรสนิยมแบบไหน เพื่อที่จะสร้างเครื่องมือให้เข้าถึงจิตใจสนองลูกค้าไต้โดยตรง อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการขายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะต้องพยายามให้ใต้ผลอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้

    การโฆษณา (Advertising) อาจใช้ภาษาพูด หรือภาษาเขียน และความหมายที่จะทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกและภาพพจน์ที่ดีต่อสินค้านั้น รวมทั้งจูงใจให้เกิดความอยากจะทดลองใช้สินค้าหรือบริการ

    การขายตรงโดยพนักงานขาย (Direct Sales) เป็นการใช้พนักงานขายเข้าไปติดต่อถึงต้วลูกค้า โดยการอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้าให้ลูกค้าได้ทราบ ซึ่งเรียกว่าการนำเสนอ โดยจะต้องอาศัยเทคนิคหรือวิธีการที่น่าสนใจ

    การส่งเสริมการขายทางด้านลูกค้า (Consumer Promotion) เป็นรูปแบบของการสร้างสิ่งดึงดูดใจให้กับลูกค้าโดยตรง เช่น การลด แลก แจก แถม หรือการเล่นเกมชิงรางวัล ทำให้เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความสนใจ หรือมีความหวังในประโยชน์ที่จะได้รับจากตัวสินค้า

    การบริการ (Service) เป็นรูปแบบการให้บริการทั้งก่อนการขาย (การอธิบายคุณลักษณะที่ดีและการใช้สินค้าก่อนที่ลูกค้าจะซื้อ เพื่อเป็นการเชื้อเชิญ) การบริการขณะขาย (การสาธิตให้ลูกค้าได้ขมก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ หรืออาจเป็นการให้ลูกค้าทดลองทำดูก่อน) และการบริการหลังการขายสินค้านั้นให้กับลูกค้า (การซ่อมบำรุงตรวจสอบสินค้าเมื่อลูกค้าได้ซื้อไปแล้วโดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในระยะยาว)

  • Interactive Marketing คืออะไร

    การสื่อสารที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นก็เกิดย่อมมาจากการที่ทั้งสองฝั่งมีการตอบสนองระหว่างกันทั้งในฝั่งผู้ส่งสารและผู้รับสาร “Interactive Marketing” ก็เช่นกันการทำการตลาดแนวนี้ก็เกิดจากแนวขึ้นที่ทั้งสองฝั่งการกิจกรรมการตอบสนองระหว่างกัน และแน่นอนการที่ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อเกิดกิจกรรมและการตอบสนองระหว่างกันมากเพียงใดความสำเร็จของแผนการตลาดและการขายนั้นย่อมมีประสิทธิภาพมากตามไปด้วย

    ในโลกยุคนี้ “Interactive Marketing” ถูกผนวกรวมเข้ากับการตลาดออนไลน์หรือ Internet Marketing เหมือนดังการตลาดแนวอื่นอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังแต่หากจะหยิบยกแนวทางการตลาดอย่าง “Interactive Marketing” มาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจแล้วนั้นการทำความเข้าใจในแก่นแท้ของการตลาดแล้วนี้คือสิ่งสำคัญ โดยปัจจัยหลักของแนวคิดนี้ก็คือการส่งผ่านข้อมูล กิจกรรม ความคิดจากผู้ส่งสารสู่ผู้รับสารโดยทั้งสองฝั่งจะต้องมีการโต้ตอบระหว่างกัน และนั่นจะถือประสบความสำเร็จในขบวนการขั้นตอนนี้โดยไม่ว่าเหล่าขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์หรือโลกออฟไลน์ก็ตาม

    ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายในยุคนี้ก็เกิดมาจากการวางแผนการตลาด “Interactive Marketing” ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโดยมากนั้นความสำเร็จจะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เสียส่วนใหญ่ เพราะปัจจัยหลักเลยก็คือพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเองหากลองสังเกตได้ว่า หากต้องบูทประชาสัมพันธ์กลางห้างดัง พร้อมมีกิจกรรมเล็กน้อยเพียงเป็นการกระตุ้นและแฝงการนำเสนอสินค้าและบริการนั้น จะมีผู้เข้าร่วมและประสบความสำเร็จน้อยกว่าการที่เลือกลงข้อมูลและร่วมกิจกรรมผ่าน Social Media มากพอสมควรเลยที่เดียว

    อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของวงการค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จกับการทำการตลาดแนวนี้อย่าง Top Supermarket โดยการสร้างสรรค์ Application อย่าง Top Mobile ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ Top Mobile จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมร่วมกันกับลูกค้าหรือเหล่า Shopper ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการสแกนบาร์โค๊ดเพียงสะสมแต้มและการสร้าง Shopping list ส่วนตัวเพื่อความสะดวกในการซื้อของครั้งต่อไป อีกทั้งการทำกิจกรรมบน Social Network พร้อมทั้งกิจกรรมร่วมกับ Brand ลูกของตนเองเพื่อการขยายความต้องการและความสนใจออกเป็นวงกว้าง และนั่นก็นับว่าเป็นการสร้างความสำเร็จให้กับการใช้การตลาดในรูปแบบนี้เป็นอย่างมาก

    การให้ความสำคัญกับการตลาดในรูปแบบนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่องค์กรและผู้ประกอบธุรกิจมุ่งเน้นเป็นอย่างมากการที่สร้างความสัมพันธ์และการตอบสนองระหว่างตัวธุรกิจเองและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้บริโภคเองนั้นถือเป็นการเข้าใกล้และลดช่องว่างระหว่างสินค้าและผู้บริโภคไปได้อีกหนึ่งถึงสองขั้นเลยที่เดียว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การทำการตลาดในรูปแบบนี้จะประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง

  • IMC Marketing คืออะไร

    การตลาดนับว่าเป็นช่องทางของการสื่อสารประเภทหนึ่งเช่นกัน “IMC หรือ Integrated Marketing Communication” หรือการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการในปัจจุบันนั้นการมีคุณภาพของสินค้าดีเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่หากการสื่อสารออกไปอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ถูกทางก็นับประสบความสำเร็จได้ยากแน่นอน ฉะนั้นการสื่อสารการตลาดจึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาขับเคลื่อนความก้าวหน้าขององค์กรและธุรกิจได้อย่างดี

    สำหรับ IMC นั้นมีความหมายโดยตรงหมายถึง ”การสื่อสารการตลาด” และนั้นก็หมายถึงการสร้างความก้าวหน้าโดยการพัฒนาขั้นตอนในสายพานการติดต่อสื่อสารในทุกทุกช่องทาง โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเหล่ากลุ่มลูกค้า กลุ่มผู้บริโภคเพื่อสร้างความตราตรึงให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้นได้ โดยอาจจะผ่านช่องทางมากมายหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาการประชาสัมพันธ์ การขายตรง การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย หรือแม้จะเป็นการสร้างฐาน Customer Relationship ก็เช่นกัน โดยวิธีการหลักหรือหัวใจหลักของ IMC นั้นก็คือการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้

    Advertisement การสื่อสารผ่านสื่อการโฆษณาเพื่อสร้างโปรโมชั่น หรือการสร้างพื้นที่ยืนอย่าง Brand Positioning แต่นั้นการส่งโฆษณา การสร้างสื่อต่างๆเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสู่สังคมทั้งนี้ในวิธีการนี้จะสามารถนำเสนอได้ทั้ง ส่วนลด กิจกรรมร่วมกันระหว่างองค์กรและผู้บริโภคและรวมไปถึงการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีสู่สังคม

    Sales man การสื่อสารผ่านบุคคลสู่บุคคล หรือการขายและนำเสนอผ่าน Sales Man ขององค์กรแต่วิธีการนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิธีการแบบเก่าที่เคยได้รับความนิยมมาแล้วในอดีต แต่หากไม่มีการจัดการบริหารและเทคนิคการนำเสนอที่ดี วิธีการนี้อาจจะเป็นจุดบอดของช่องทางการนำเสนอช่องทางหนึ่งก็เป็นได้

    Direct way การเจาะตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้วิธีที่แตกต่างกันออกไป หากยังคงจำได้ในอดีตการสั่งสินค้าผ่านแคทตาล็อกเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกช่องทางหนึ่งยังสามารถทำเงินได้ แต่ขั้นตอนและวิธีการอาจจะถูกเปลี่ยนมาเป็นเส้นทางบนอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านั้น หรือจะเป็นการทำการตลาดการขายแบบ Tele Marketing หรือการขายผ่านโทรศัพท์โดยช่องทางการขายแบบนี้จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า และนั่นก็หมายถึงว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มและผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการนั้นจริงจริง

    นอกจากนี้ IMC ยังเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะสามารถสร้างความแตกต่างของสินค้า และเอกลักษณ์ของสินค้าได้อย่างชัดเจนและนั่นก็รวมไปถึงการสร้าง การเพิ่มเติมและการรักษาคุณค่าของ Brand ที่ถูกนำเสนอได้อย่างชัดเจนและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่แรก และจะสังเกตได้ว่าสิ่งที่ IMC ต้องการเพื่อสร้างข้อมูลหรือสารที่จะถูกนำเสนอออกไป นั้นก็คือฐานข้อมูลที่ชัดเจน การวางแผนที่รอบคอบ และรวมไปถึงการวิเคราะห์ ประเมินเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป

  • การตลาดคืออะไร

    การตลาดคืออะไร
     

    คำว่า “การตลาด” หรือ “ Marketing ” เป็นคำที่คุ้นหู คุ้นตา มาตั้งแต่เรียนจนกระทั่งเข้าทำงานไม่ว่าวิชาชีพไหน แขนงไหน สาขาไหนก็หนีไม่พ้นคำว่า การตลาดแน่นอน นั่นคือที่มาของคำนี้ “ Marketing is everything ” การตลาดจะอยู่ในทุกองค์กร ทุกธุรกิจ แม้องค์กรการกุศลก็จำเป็นจะต้องทำการตลาด

    ความหมายของคำว่าการตลาด หลายๆ คนจะให้ความหมายของคำนี้ว่า การขายเพื่อผลกำไรสูงสุด แต่สำหรับตัวผมมันผิดถนัดการตลาดสำหรับตัวผมคือการ “วางแผนและลงมือทำอย่างไรให้องค์กรสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ใช่การวางแผนทำธุรกิจเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่นั่นเป็นการวางแผน และลงมือทำเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร”

    “Marketing is defined by the American Marketing Association as “the activity, set of institutions, and processes for creating, communicating, delivering, and exchanging offerings that have value for customers, clients, partners, and society at large.”

    คำว่าการตลาดตามหลักสากล โดยองค์กรอเมริกัน มาเก็ตติ้ง ให้คำนิยามไว้ว่า

    “กิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ขององค์กรใดๆ โดยมีขบวนการในการสร้างสรรค์, สื่อสาร, ส่งมอบ และแลกเปลี่ยน สิ่งที่มีมูลค่าถึงมือผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า หรือสังคม”

    นั่นหมายถึงคำว่า Creating (การสร้างสรรค์), Communicating (การสื่อสาร), Delivering (การส่งมอบ), Exchanging (การแลกเปลี่ยน) เป็น Keyword สำคัญของคำว่า Marketing

    และสำหรับการตลาดในโลกยุคปัจจุบันนั้น หมายถึงการทำวางแผนทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขาย การสร้างความมั่นคงให้กับ Brand หรืออาจจะยกให้เป็นการทำการตลาดโดยรวมทั้งหมดแทบทุกอย่าง ดั่งคำข้างต้นว่า Marketing is everything หรือการตลาดคือทุกสิ่งทุกอย่างของการดำเนินกิจกรรมใดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนคุณประโยชน์กัoระหว่างองค์กรและผู้บริโภค

    การตลาดที่ดีนั้นจะต้องครอบคลุมได้ทุกขั้นตอนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข็มแข็งภายใน และการสร้างความเชื่อมั่นภายนอก โดยทั้งสองปัจจัยนี้ เริ่มต้นที่การลงมือควบคุมปัจจัยภายในที่แสนใกล้ตัวอย่าง วิสัยทัศน์ และผู้ร่วมงานสร้างความเข็มแข็งในจุดนี้ ก่อนที่จะลงมือ ไปสื่อสารและส่งข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนมูลค่าจากปัจจัยภายนอก โดยระหว่างทางในปัจจัยภายนอกนั้น ย่อมมีการขัดแข็งขัดขาจากเหล่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาดอยู่ก่อนแล้ว หรือแม้กระทั่งหน้าใหม่ในตลาด

    และในยุคนี้สิ่งที่เรียกได้ว่าเข้ามาขับเคลื่อนคำว่าการตลาดก็คือ โลกออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ต การทำการตลาดออนไลน์ถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายหลักของการทำการตลาดในแทบทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การสร้างสรรค์ การสร้างข้อมูล การส่งข้อมูล หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์วิจัย อินเตอร์เน็ตก็จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ผูกติดอยู่ด้วยเสมอในแทบทุกขั้นตอน แต่นั่นก็มากจากการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งการตลาดจำเป็นจะต้องคล้อยตาม และเดินตามกระแสที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ให้ทัน

  • Mass Marketing คืออะไร

    Mass Marketing
     

    ในเมื่อมีการเกิดขึ้นของ Demand ย่อมมีการเกิดขึ้น Supply ตามมาด้วยบนพื้นฐานของหลักเศรษฐศาสตร์สากลที่เข้าใจ และคำสองคำนี้ที่เข้ามาขับเคลื่อนวงล้อของธุรกิจได้ทุกแวดวง และการเพิ่มมากขึ้นของตามต้องการ เมื่อมีคนต้องสินค้ามากมาย สินค้าก็ย่อมจะถูกผลิตและนำมาขายมากมายเช่นกัน เมื่อนำข้อมูลส่วนนี้มาผูกโยงกับกลไกการตลาดในเรื่องของการแบ่งกลุ่มลูกค้านั้น ความต้องการที่ปล่อยสินค้าให้ได้มาก ให้ได้เยอะตามความต้องการ หรือ ตาม Demand ของคนทุกกลุ่มนั้นถูกเรียกว่าการแบ่งกลุ่มการตลาด “Mass Marketing”

    การตลาดกลุ่มรวมอย่าง ”Mass Marketing” นั่นคือการผลักดันและใช้กลยุทธ์การผลิตภัณฑ์แบบไม่แตกต่างกัน คือเน้นการผลิตจำนวนมาก และขายให้กับลูกค้าทุกคนเหมือนกัน ถือได้ว่าไม่มีการแบ่งส่วนตลาดเลย ตัวอย่างเช่น รองเท้ายี่ห้อนันยาง ที่ผลิตรองเท้าแบบเดียว

    สำหรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยอาจจะเปลี่ยนเพียงแค่สีสันเท่านั้น โดยรวมไม่ว่า ลักษณะและรูปแบบการใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิม ในรูปแบบเดิม และแนวทางการตลาดเช่นนี้อาจจะเคยได้รับนิยมมาพอสมควรในอดีตซึ่งค่อนข้างจะจำกัดรูปแบบของสินค้าและบริการอยู่มากพอสมควร แต่สำหรับในยุคใหม่เช่นนี้การทำการตลาดวงกว้างเช่นนี้นับว่าเป็นการที่เลือกที่จะแบกรับความเสี่ยงเอาไว้ในมือเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า “ความต้องการของคนที่ต่างกัน ก็มาจากพื้นฐานของคนที่กัน” ความแตกต่างในแง่ของการใช้ชีวิต ช่วงอายุ หรือแม้กระหลักการทางความคิดนั้น อาจจะมาเป็นปัจจัยและตัวแปรของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งสินค้าหรือบริการเข้าไปให้

    การเลือกที่จะเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ องค์กรอาจจะต้องเสี่ยงกับการรับมือของเหล่าคู่แข่งในมากมายหลายกลุ่ม หากลองจินตนาการตามดูว่า หากเราเลือกที่จะยืนบนตลาดเช่นนี้นั้นละก็เปรียบเหมือนกับว่า “หากเลือกแบ่งโดนัทหนึ่งกล่องที่มีหลากหลายรสออกตามรสชาติของมัน คนที่ชอบกินโดนัทรสวานิลาก็จะไปแย่งกันในส่วนของวานิลา คนที่ชอบรสช็อคโกแลตก็จะไปแย่งชิงกันในส่วนของช๊อคโกแลต แต่หากมีใครต้องการจะกินต้องรสชาติแล้วละก็จะต้องแย่งยิงกับคนทั้งสองกลุ่ม” แนวคิดแบบง่ายเช่นนี้จะแสดงให้เห็นว่าการลงแข่งบนตลาดที่มีความหลากหลายนั้น หากสินค้าและบริการไม่สามารถตอบสนามได้ทุกกลุ่มแต่ก็ยังนำเสนอไปยังคนทุกกลุ่มอย่าง Mass Marketing แล้วละก็การที่จะเข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้บริโภคนั้นจะมีตัวเลขที่เล็กน้อยเพียงเท่านั้น

    จากข้อมูลและหลากหลายประเด็นที่หยิบยกมาอธิบายนั้น อาจจะดูเหมือนการทำการตลาดแบบนี้จะไม่เป็นประโยชน์มากนัก ถึงแม้ว่านักการตลาดส่วนใหญ่จะไม่แนะนำในวิธีการลุยตลาด “Mass Marketing” เช่นนี้แต่ก็นับว่ามีผลดีอยู่บ้างในรูปของการสร้างสรรค์สินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทั่วไปได้นั่นเอง หากทำเช่นนั้นได้ก็นับว่ายังมีเปอร์เซ็นที่ยังสามารถประสบความสำเร็จในตลาดเช่นนี้ได้

  • STP Marketing คืออะไร

    “STP Marketing” ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดเพื่อแบ่ง และขีดกรอบความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการเข้าถึงของผู้ประกอบการ และชื่อ STP นั้นก็มาจากส่วนประกอบดังนี้

    Segmentation = การแบ่งส่วนตลาดสามารถเลือกแบ่งได้เป็นหลายแบบตามรูปแบบสินค้าหรือบริการ
    Targeting = การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนโดยเลือกจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจากการแบ่ง Segmentation
    Positioning = ตำแหน่งหรือจุดยืนของสินค้าหรือบริการของเราว่ายืนอยู่บนตำแหน่งไหน จุดนี้จะสามารถบอกได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราแตกต่างจะคนอื่นอย่างไร

    การแบ่ง Segmentation การแบ่งส่วนตลาดนี้เริ่มมาจากแนวคิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกย่อมมีความต้องการที่ต่างกัน สินค้าหรือบริการ หนึ่งชิ้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งหมดได้นั่นเอง

    โดยการแบ่ง Segmentation นี้จะทำให้การวางแผนการตลาดและการขายง่ายขึ้นเนื่องจากเราสามารถวางแผน การตลาดได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และความต้องการของแต่ละกลุ่มได้ โดยสามารถแยกวิธีการแบ่งนี้ได้ออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. Demographic Segmentation : การแบ่งตามหลักประชากรศาสตร์ โดยแบ่งจาก อายุ เพศ รายได้ โสดหรือแต่งงาน เป็นต้น
    2. Psychographic Segmentation : การแบ่งตามหลักจิตวิทยา หรือตัวอย่างเช่น แบ่งตามสีที่ชอบ Lifestyle รสชาติอาหารที่ชอบ หรือแม้กระทั่ง ชนชั้นทางสังคม
    3. Geographic Segmentation : แบ่งตามพื้นที่ที่อยู่ อาจจะแบ่งได้ตาม ภาค จังหวัด ประเทศ หรือ ขนาดบ้านพัก
    4. Behavioral Segmentation : แบ่งตามพฤติกรรม ยกตัวอย่างเช่น แบ่งตามเคยใช้สินค้าประเภทนี้บ่อยครั้งแค่ไหน หรือ เวลาในการซื้อของ

    ขั้นตอนการแบ่งตลาดแบ่งได้ออกเป็น 3 ขั้นตอนนั่นคือ

    Step 1 : Marketing Segmentation

    ขั้นตอนนี้สามารถแยกได้เป็น 2 ขั้นตอนคือ
    Mass segmentation: คือวิธีการตลาดแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย วางแผนการตลาดหนึ่งแผนสามารถขายได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย นั่นคือ “สินค้าหรือบริการ 1 ชิ้น = ผู้บริโภคทุกคน”
    Segment Marketing : การแบ่งสินค้าหรือบริการสำหรับ กลุ่มผู้รับที่เหมาะสมกล่าวคือ แบ่งกลุ่มผู้รับหรือกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการ ตามขั้นตอนที่เคยกล่าวข้างต้น
    สินค้าหรือบริการ 1 ชิ้น = กลุ่มผู้บริโภคที่เหมาะสม ในแต่ละกลุ่ม

    Step 2 : Target Market

    เมื่อแบ่งกลุ่มได้ตามความเหมาะสมของสินค้าหรือบริการของเราแล้ว ก็เจาะจงสำหรับกลุ่มที่คิดว่า เราจะตอบสนองได้ดีที่สุด การวางแผนสำหรับเจาะจงในกลุ่มที่จะนำเสนอสินค้านั้น หนึ่งองค์กรไม่จำเป็นจะต้องมีแค่ กลุ่มเดียว นั่นคือ หนึ่งองค์กรสามารถตอบสนอง ได้หลายๆกลุ่มจากสินค้าของเราที่มีหลายแบบนั่นเอง สำหรับสินค้าหนึ่งชิ้นก็สามารถตอบสนองได้หลายกลุ่ม หลาย Segment เช่นกัน แต่เราต้องสามารถระบุให้ได้ว่ากลุ่มไหนที่จะเป็นเป้าหมายของสินค้าหรือบริการนั้น

    Step3 : Positioning Strategy

    ตำแหน่งที่ควรยืน ยืนให้ถูกจุด ถูกเวลา นั่นคือหากเรามองมาจากมุมมองของลูกค้า หรือ กลุ่มที่ผู้บริโภคของเราโดยวิเคราะห์ผ่าน Segmentation และ Target Market มาแล้ว เราอยากให้เค้ามองเราที่จุดไหน และเป็นอย่างไร จุดเด่นที่เราเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดจะเป็นตัวบอกจุดยืนของเราได้ชัดเจนที่สุด

    หากเปรียบการหา Positioning เป็นการต่อสู้ก็คงเปรียบได้เป็น เริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลคู่แข่งและประเมินกำลังของเราเพื่อจะหาสังเวียนที่เหมาะสมกับกำลัง จากนั้นก็เลือกอาวุธที่เหมาะมือ และลงมือต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นนั่นเอง

error: Content is protected !!