Author: admin

  • สูตรวิธีทำกาแฟมอคค่า พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟมอคค่า

    สูตรมอคค่า สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ผงกาแฟสำเร็จรูป 4ช้อนชา
    -ผงโกโก้ 3 ช้อนชา
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    -นมสดร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -เริ่มจากต้มน้ำร้อนให้เดือด แล้วตวงตามสัดส่วน 1 แก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นตักผงกาแฟสำเร็จรูปและผงโกโก้ใส่ภาชนะชงกาแฟ
    -แล้วเติมน้ำร้อนลงไปทันที คนส่วนผสมให้ละลายเข้ากันกับน้ำ
    -เติมนมสดร้อน นมข้นหวานและน้ำตาลทรายตามลงไป
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    -ต่อมาก็ทำการตีฟองนมสำหรับตกแต่ง โดยเทนมรสจืดสำหรับใช้ตีฟองนมเฉพาะ เทใส่ในภาชนะ
    -จากนั้นให้ใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้าตีให้ส่วนผสมขึ้นฟู เป็นฟองนมที่น่ารับประทาน
    -จัดเสิร์ฟมอคค่าร้อนโดยเทกาแฟใส่ในแก้วที่สวยงาม แล้วตักฟองนมที่ตีเสร็จแล้วประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ตกแต่งให้น่ารับประทาน

    สูตรมอคค่า สูตรที่ 2

    ส่วนผสมมอคค่าเย็น

    -ผงกาแฟสำเร็จรูป 4ช้อนชา
    -ผงโกโก้ 3ช้อนชา
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    -นมสดร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ
    -น้ำแข็งป่น
    -วิปปิ้งครีม (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมช็อคโกแลต (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมคาราเมล (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ทำการต้มน้ำเปล่าสะอาด โดยต้มน้ำให้ร้อนจัด แล้วพักทิ้งไว้ให้เย็นตัวลงสักเล็กน้อย
    -ต่อมาก็ตักส่วนผสมทั้งผงกาแฟและผงโกโก้ใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ
    -ตวงน้ำร้อนที่ต้มเรียบร้อยแล้วนั้น ให้ได้ปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟ
    -แล้วเทใส่ลงไปในผงกาแฟกับผงโกโก้ จากนั้นก็คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -เติมนมสดร้อนลงไป และตามด้วยนมข้นหวาน น้ำตาลทราย
    -คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วพักไว้ให้มอคค่าร้อนเย็นตัวลงก่อน ประมาณ 5 นาทีครับ
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วกาแฟให้เต็ม แล้วเทมอคค่าลงไป
    -บีบวิปปิ้งครีมตกแต่ง และราดด้วยครีมช็อกโกแลตหรือครีมคาราเมล
    -และมอคค่าเย็นสูตรนี้ ยังสามารถประยุกต์เป็นมอคค่าปั่นได้อีกด้วย โดยตักน้ำแข็งใส่ลงไปในเครื่องปั่นประมาณ ¾ ของเครื่อง
    -แล้วเทมอคค่าทั้งหมดลงไป จากนั้นก็กดปั่นให้ละเอียด แล้วตักใส่แก้วกาแฟ
    -บีบวิปปิ้งครีมเล็กน้อยเพื่อตกแต่งแก้วกาแฟ และเพิ่มสีสันให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ด้วยการบีบครีมช็อกโกแลตหรือครีมคาราเมลลงไปบนวิปปิ้งครีม

  • สูตรวิธีทำกาแฟคาปูชิโน่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟคาปูชิโน่

    สูตรคาปูชิโน่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมคาปูชิโน่ร้อน

    -ผงกาแฟเอกเปรสโซ่สำเร็จรูป 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -เริ่มจากตวงผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ภาชนะชงกาแฟรอไว้ก่อน
    -จากนั้นก็นำน้ำร้อนที่ต้มจนเดือดแล้ว เติมลงไปปริมาณครึ่งแก้วกาแฟ
    -คนให้ผงกาแฟละลาย แล้วค่อยเติมนมสดร้อนลงไปจนหมด
    -ต่อมาก็เติมนมข้นหวาน และส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -หลังจากนั้นเตรียมทำฟองนม โดยใช้นมรสจืดสำหรับตีฟองนมเฉพาะ
    -เทนมรสจืดเล็กน้อยในปริมาณที่เหมาะสมลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้า ตีจนขึ้นฟู จะได้ฟองนมที่นุ่ม
    -เทคาปูชิโน่ร้อนลงในแก้วกาแฟ แล้วราดหน้าด้วยฟองนมประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

    สูตรคาปูชิโน่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมคาปูชิโน่เย็นวิปปิ้งครีม

    -ผงกาแฟเอกเปรสโซ่สำเร็จรูป 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมสดร้อน ครึ่งแก้วกาแฟ
    -นมข้นหวาน 4 ช้อนชา
    -น้ำแข็งป่น
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป
    -ครีมรสช็อกโกแลต

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้ต้มน้ำร้อนเตรียมรอไว้ก่อน
    -ระหว่างที่ต้มน้ำร้อน ให้เทนมสดใส่ลงในถ้วย แล้วนำเข้าไปอุ่นให้ร้อนในไมโครเวฟประมาณ 3 นาที
    -ตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนและนมสดร้อนลงไป ให้คนผงกาแฟละลาย
    -เติมนมข้นรสหวานตามลงไป แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้คลายความร้อนเล็กน้อย 2-3 นาที
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วกาแฟให้เต็ม แล้วเติมคาปูชิโน่ลงไป
    -ตกแต่งหน้าด้วยการบีบวิปปิ้งครีมสำเร็จรูป พร้อมกับราดครีมรสช็อกโกแลตลงไป เพื่อเพิ่มสีสันให้ดูน่ารับประทาน
    -และถ้าชอบทานคาปูชิโน่แบบจัดเต็มล่ะก็ สามารถเพิ่มท็อปปิ้งอย่างไข่มุกเข้าไปได้ครับ
    -โดยต้มน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่ไข่มุกสีดำลงไปต้ม จนเม็ดไข่มุกสุก ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ก็จะได้ไข่มุกเนื้อหนึบ เคี้ยวอร่อย
    -จากนั้นให้รีบตักไข่มุกที่ต้มสุกแล้วใส่ในกระชอนหรือตะแกรงตาถี่เล็กๆ เอาไปแช่ในน้ำเย็นจัดประมาณ 2 นาที แล้วตักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    -ทำน้ำเชื่อมไข่มุก โดยต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปเล็กน้อย แล้วพักไว้ให้น้ำเชื่อมเย็นตัวลง
    -ตักไข่มุกลงไปแช่ในน้ำเชื่อมทิ้งไว้ แล้วค่อยตักใส่ในแก้วกาแฟก่อนที่จะใส่น้ำแข็ง น้ำกาแฟครับ
    -หลังจากนั้นก็บีบวิปปิ้งครีมตกแต่งเพิ่มความน่ารับประทาน

  • สูตรวิธีทำกาแฟอเมริกาโน่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟอเมริกาโน่

    สูตรอเมริกาโน่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมอเมริกาโน่ร้อน

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเย็น ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายแบบก้อน

    วิธีทำ

    -อันดับแรกเริ่มจากตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่เตรียมไว้ในแก้วชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนลงไปก่อน คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำเย็นจัดลงไปแล้วคนให้เข้ากัน โดยอุณหภูมิของกาแฟจะมีความอุ่นปานกลาง ไม่ร้อนมาก
    -เมื่อชงอเมริกาโน่เสร็จแล้ว ให้เทใส่ในแก้วกาแฟ จัดใส่จานรอง และเสิร์ฟคู่กับน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายขาวชนิดก้อน
    สำหรับผู้ที่ต้องการเติมรสหวาน
    -และสำหรับอเมริกาโน่สูตรนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเครื่องบดกาแฟ และมือใหม่ที่อยากจะลองชงกาแฟทานเองครับ นอกจากนี้สามารถเปลี่ยนมาใช้กาแฟสดที่บดละเอียดได้ หากต้องการทานกาแฟแบบเข้มข้น
    -โดยจะใช้กากกาแฟที่บดจากเมล็ดกาแฟสด ใส่ลงในถุงกรองชา แล้วเติมน้ำร้อนลงไปตามอัตราส่วนของผงกาแฟ
    -และตวงเอาแต่น้ำกาแฟเข้มข้นใส่ในแก้วชงกาแฟ ผสมด้วยน้ำเย็น ซึ่งจะแบ่งส่วนของกาแฟครึ่งนึง และน้ำเย็นครึ่งนึง คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วเทลงในแก้วกาแฟ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำเชื่อมใส่ถ้วยเล็กๆ แยกไว้ต่างหาก หรือน้ำตาลทรายชนิดก้อนประมาณ 1-2 ก้อน

    สูตรอเมริกาโน่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมอเมริกาโน่

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเย็น ครึ่งแก้วชงกาแฟ
    -น้ำเชื่อมหรือไซรัป
    -น้ำแข็งป่น
    -นมสดรสจืด (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้เตรียมส่วนผสมน้ำร้อนและน้ำเย็นรอไว้ โดยน้ำร้อนต้องต้มให้เดือดจัดแล้วนำมาใช้ทันที จะช่วยให้ได้รสชาติของกาแฟที่เข้มข้น
    -จากนั้นก็ตักผงกาแฟสำเร็จรูปใส่ในแก้วชงกาแฟ แล้วเติมน้ำร้อนลงไปประมาณครึ่งแก้ว คนให้เข้ากันจนผงกาแฟละลายหมด
    -ต่อมาก็เติมน้ำเย็นลงไปทันที คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    -เติมน้ำเชื่อมหรือไซรัปลงไปเล็กน้อย ไม่ต้องหวานมาก เพราะเน้นรสชาติกาแฟที่เข้มข้น แต่สำหรับใครที่ชอบทานกาแฟแบบมีรสหวานเล็กน้อย หากไม่มีไซรัปให้ใช้น้ำเปล่าสะอาดและน้ำตาลผสมกัน ต้มจนได้น้ำเชื่อมที่เข้มข้น แล้วตักผสมในอเมริก่าโน่เล็กน้อยก็ได้เช่นกัน
    -เทนมสดรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีฟองนมไฟฟ้าค่อยๆ ตีจนนมขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งป่นใส่ลงในแก้ว แล้วเติมอเมริกาโน่ลงไป ปิดท้ายด้วยการตักฟองนมตกแต่งหน้ากาแฟ เพิ่มความสวยงาม ชวนให้อเมริกาโน่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

  • สูตรวิธีทำกาแฟเอสเปรสโซ่ พร้อมคำแนะนำในการขายกาแฟเอสเปรสโซ่

    สูตรเอสเปรสโซ่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมเอสเปรสโซ่ร้อน

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน 1 แก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -ครีมเทียม 1 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป (สำหรับตกแต่ง)

    วิธีทำ

    -สำหรับการชงกาแฟเอสเปรสโซ่ร้อนสูตรนี้ เหมาะสำหรับมือใหม่หัดชงกาแฟ และที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเครื่องบดเมล็ดกาแฟ โดยใช้เวลาในการทำไม่นานแต่รสชาติยังเหมือนออกไปสั่งที่ร้าน
    -เริ่มจากต้มน้ำร้อนแล้วตวงมาใช้ในปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟครับ
    -เทน้ำร้อนใส่ในภาชนะชง แล้วเติมผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูปลงไป คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -จากนั้นจึงค่อยเติมนมข้นหวานและครีมเทียมตามลำดับ คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอีกครั้ง
    -พักส่วนผสมของกาแฟรอไว้ก่อน ระหว่างนี้เราจะตีฟองนมสำหรับนำมาตกแต่ง
    -เทนมรสจืดที่ใช้สำหรับตีฟองนมเทใส่ลงในภาชนะ แล้วค่อยๆ ตีด้วยเครื่องไฟฟ้าจนขึ้นฟอง
    -หลังจากนั้นก็เทเอสแปรสโซ่ร้อนลงในแก้วกาแฟ ตกแต่งด้วยฟองนมประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วโรยผงโกโก้เล็กน้อย
    -หรือตกแต่งหน้ากาแฟอีกแบบ ด้วยการบีบวิปปิ้งครีมลงไป แล้วโรยด้วยผงโกโก้
    -ทั้งนี้การเสิร์ฟเอสเปรสโซ่ร้อน สามารถเพิ่มขนมทานเล่นที่เข้ากัน อย่างบราวนี่ช็อกโกแลต หรือคุกกี้เนยสด ไว้รับประทานเป็นเมนูของหวานเพิ่มความอร่อยได้ครับ

    สูตรเอสเปรสโซ่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมเอสเปรสโซ่เย็น

    -ผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำร้อน 1 แก้วชงกาแฟ
    -นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
    -ครีมเทียม 1 ช้อนชา
    -นมรสจืด (สำหรับตีฟองนม)
    -ผงโกโก้ (สำหรับตกแต่ง)
    -วิปปิ้งครีมสำเร็จรูป (สำหรับตกแต่ง)
    -ครีมรสช็อกโกแลต
    -น้ำแข็งป่น

    วิธีทำ

    -เริ่มจากต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือดจัด แล้วตวงตามปริมาณ 1 แก้วชงกาแฟ
    -จากนั้นตักผงกาแฟเอสเปรสโซ่สำเร็จรูปใส่ลงในภาชนะชงกาแฟ
    -เติมน้ำร้อนลงไป คนให้ผงกาแฟละลายจนหมด
    -ต่อมาก็เติมนมข้นหวานและครีมเทียมลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -ทำฟองนม โดยใช้นมรสจืดสำหรับตีฟองนมเทลงในภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีไฟฟ้าตีจนขึ้นฟอง
    -ตักน้ำแข็งใส่แก้วกาแฟ แล้วเติมเอสเปรสโซ่ลงไปจนเกือบเต็มแก้ว ตกแต่งด้วยฟองนมเล็กน้อย โรยผงโกโก้ปิดท้าย
    -หากชอบรับประทานวิปปิ้งครีม ให้เปลี่ยนจากการใส่ฟองนมมาเป็นตัววิปปิ้งครีมสำเร็จรูปแทน แล้วราดด้วยครีมรสช็อกโกแลตเข้มข้น รับรองว่าจะต้องเป็นเอสเปรสโซ่เย็นที่อร่อยถึงใจเลยทีเดียว

  • สูตรวิธีทำเค้กกล้วยหอม พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กกล้วยหอม

    สูตรเค้กกล้วยหอม สูตร 1 (คัฟเค้ก)

    ส่วนผสมเค้กกล้วยหอม

    – แป้งเค้ก (ในสูตรนี้เราใช้แป้งพัดโบกครับ) 180 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 3/4 ช้อนชา
    – เบคกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 180 กรัม
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    – น้ำมันพืช 170 กรัม
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 2 ฟอง
    – กลิ่นกล้วยหอม 1 ช้อนชา
    – กล้วยหอมสุกงอม ( ยิ่งเปลือกดำยิ่งดี ) 200 กรัม
    – นมข้นจืด กรัม
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 30 กรัม
    – น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

    วิธีการทำเค้กกล้วยหอม

    1. วอร์มเตาให้อุณหภูมิคงที่ ที่ 200 องศาเซลเซียส ไฟบนล่างนะครับ ( ที่บ้านเราใช้เตาอบแบบแก๊สครับ ใครที่ใช้แบบไฟฟ้า ไม่ต้องเปิดพัดลมนะครับ )
    2. เตรียมส่วนผสมของแห้งโดยนำแป้งพัดโบก แป้งข้าวโพด ผงฟูและเบคกิ้งโซดา ร่อนผสมเข้าด้วยกัน ในถาดที่ปูกระดาษรองอบ นำไปผึ่งแดดประมาณ 30 นาที ( อันนี้เป็นเทคนิคที่คุณแม่ให้มานะครับ มันช่วยให้แป้ง เบา นุ่มและฟูมากๆ ครับ )
    3. นำเกลือและน้ำตาลทรายป่น ผสมลงในส่วนผสมของแป้งที่เตรียมไว้เทลงในชามผสมใบใหญ่แล้วพักไว้ ( น้ำตาลที่เราใช้เราป่นเองนะครับ ไม่ได้ใช้น้ำตาลไอซิ่งสำเร็จรูปเพราะน้ำตาลไอซิ่งมีส่วนผสมของแป้งอยู่ด้วยครับ สูตรนี้เราใส่แป้งข้าวโพดไปแล้ว )
    4. นำกล้วยสุก นมข้นจืด โยเกิร์ตและน้ำมะนาวที่เตรียมไว้ใส่เครื่องปั่น ปั่นผสมกันจนละเอียดเข้ากันดี พักไว้ (ใครที่ชอบแบบที่ เวลาทานมีเนื้อกล้วยปน ไม่ต้องปั่นจนละเอียดก็ได้ปั่นแค่นิดหน่อยพอ)
    5. นำไข่ไก่และน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ เทในชามผสมใบเล็ก คนเบาๆให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ
    6. เทส่วนผสมของไข่และน้ำมันพืช ลงในส่วนของแห้งที่เตรียมไว้ในชามผสมใบใหญ่ คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จนส่วนผสมเข้ากันดี
    7. ค่อยๆเทส่วนผสมของกล้วย ลงในชามผสม เราแบ่งเป็น 2 ส่วนเททีละครึ่ง คนจนเข้ากัน เทส่วนที่เหลืออีกครึ่งลงไปครั้งนี้ตะล่อมเบาๆ นะครับ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    8. เตรียมถ้วยกระดาษใส่พิมพ์เตรียมอบ
    9. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ ใส่ถุงบีบ ค่อยๆหยอดใส่ถ้วยกระดาษที่เตรียมไว้ 2/3 ของถ้วย
    10. นำเข้าเตาอบที่วอร์มอุณหภูมิไว้ 200 องศาเซลเซียส อบนาน 10 นาที แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 180 องศาเซลเซียส จนเค้กสุก ( รวมเวลานานประมาณ 15-18 นาที )
    11. นำเค้กออกจากเตา พักไว้จนเกือบเย็น ยกถ้วยกระดาษออกจากพิมพ์ พักไว้บนตะแกรงจนเย็น
    เท่านี้ก็ยกเสิร์ฟ พร้อมทานได้เลยนะครับ

    สูตรเค้กกล้วยหอม สูตร 2 ( เค้กกล้วยหอมโฮลวีท )

    ส่วนผสมเค้กกล้วยหอม

    1. แป้งโฮลวีท 1 ¾ ถ้วยตวง
    2. ซินเนมอนผง (อบเชย ) 1/2 ช้อนชา
    3. เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
    4. น้ำร้อน 1/4 ถ้วยตวง
    5. น้ำมันพืช (เราใช้น้ำมันเมล็ดทานตะวันครับ) 3/4 ถ้วยตวง
    6. ไข่ไก่เบอร์ 0 2 ฟอง
    7. น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วยตวง
    8. กล้วยหอมสุก 3 ลูก
    9. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    10. เกลือ 1/2 ช้อนชา
    11. กลิ่นกล้วยหอม/กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
    12. เมล็ดอัลมอนด์ สับหยาบ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ
    13. ลูกเกดดำและขาว ผสมกัน 1- 2 ช้อนโต๊ะ
    14. เมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก 1 -2 ช้อนโต๊ะ
    15. เมล็ดฟักทองกะเทาะเปลือก 1 – 2 ช้อนโต๊ะ
    ( ข้อ 11-14 ใครจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน แต่เราชอบเลยใส่ไปเลยอร่อยดี )

    วิธีการทำเค้กกล้วยหอม

    1. วอร์มเตาไว้ที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียสนะครับ ( ใช้ไฟร้อนกว่านี้ข้างนอกจะไหม้ แล้วข้างในจะไม่สุกครับ )
    2. กล้วยหอม 3 ลูกที่เตรียมไว้ มาบดหยาบๆนะครับ จะได้ประมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วใส่น้ำมะนาวคนผสมกันพักไว้ ( น้ำนะมาวจะช่วยให้กล้วยหอมไม่ดำครับ สีของขนมจะได้ไม่เข้มมาก)
    3. เทน้ำมันดอกทานตะวันลงในชามผสมตามด้วยน้ำผึ้งและใส่ไก่ลงไป คนผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    4. นำกล้วยหอมที่เตรียมไว้ เทผสมลงไปชามผสมเลยครับ
    5. ตามมาด้วยเกลือ กลิ่นวานิลาหรือกลิ่นกล้วยก็ได้นะครับ แล้วก็ผงซินเนมอน คนจนเข้ากัน
    6. ทีนี้มาถึงตานางเอกของเราครับ “แป้งโฮลวีท” ใส่ตามลงไปเลยครับ อ้อ ! ลืมบอกไป แป้งที่เราใช้มีข้าวโอ๊ตผสมอยู่แล้วถ้าของใครไม่มีจะใส่เพิ่มก็ได้นะครับ คนๆจนเข้ากัน แป้งจะหนืดๆ ไม่ต้องตกใจไปครับ
    7. ต่อไปเราก็เอาน้ำร้อนที่เตรียมไว้ผสมกับเบคกิ้งโซดา แล้วเทลงไปในชามผสมที่มีแป้งหนืดๆอยู่เลยนะ ค่อยๆตะล่อมๆคนอย่างเบามือครับ เนื้อเค้กจะได้ไม่แน่นมาก
    8. สุดท้ายนำเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์สับหยาบ ลูกเกดและเมล็ดทานตะวันที่เตรียมไว้ใส่ลงไปครับ ค่อยๆตะล่อมนะครับ เน้นว่า!…ค่อยๆ ครับ (ลืมบอกไปอีกอย่าง ลูกเกดก่อนเอามาใช้ เราเอาแช่น้ำพักนึงครับ เวลาอบแล้วลูกเกดจะนุ่มๆฟูกว่าแบบไม่แช่น้ำนะครับ)
    9. เตรียมพิมพ์อบขนมเค้ก เราใช้พิมพ์ขนมปังขนาด 12 นิ้ว ทาด้วยน้ำมัน แล้วเทเค้กที่เราเตรียมไว้ใส่ลงไปเลยครับ (แอบเอาน้ำมันกรีดเป็นแนวยาวบนเนื้อเค้ก เวลาอบหน้าจะแตกเราชอบครับ น่ากิน )
    10. เอาเค้กเข้าเตาอบ ที่วอร์มไว้แล้ว อบนานประมาณ 30-45 นาทีเลยครับ (ของเราอบที่ 40 นาทีครับ เราไม่ชอบเนื้อเค้กแห้งๆเท่าไร )
    11. พอสุกแล้วเอาพักไว้ในพิมพ์จนเย็นครับ สูตรนี้ไม่ต้องเอากระดาษรองอบก็ได้ครับเพราะเนื้อเค้กจะไม่นุ่มมากและร่อนออกเองได้ เอาออกจากพิมพ์ง่ายครับ…แค่นี้ ก็เสร็จแล้วล่ะครับ สาวๆที่รักษาหุ่นก็ทานได้นะครับ ไฟเบอร์เยอะเชียวครับ อร่อย อยู่ท้อง ลองทำกันดูนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำโกโก้ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำโกโก้

    สูตรน้ำโกโก้ สูตรที่ 1 (โกโก้ร้อน)

    ส่วนผสมโกโก้ร้อน

    – ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – นมข้นรสหวาน 6 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 2 แก้วชงกาแฟ
    – นมยูเอชที 7 ช้อนโต๊ะ (สำหรับตีฟองนม)

    วิธีการทำโกโก้ร้อน

    -เริ่มขั้นตอนแรกในการทำน้ำโกโก้แบบร้อน ด้วยการต้มน้ำเปล่าสะอาดให้เดือดจัด
    -จากนั้นก็พักน้ำร้อนให้เย็นตัวลงสักเล็กน้อย แล้วค่อยตวงใส่แก้วชงกาแฟจำนวน 2 แก้ว
    -เทน้ำร้อนในแก้วชงกาแฟ ใส่เทลงในแก้วชงใบใหญ่
    -เติมผงโกโก้ลงไป แล้วคนให้ละลายจนหมด
    -ตามด้วยเติมนมข้นรสหวาน น้ำตาลทราย และนมข้นรสจืดลงไปชงให้เข้ากัน แล้วพักรอไว้ก่อน
    -ขั้นตอนต่อมาก็นำนมยูเอชทีที่ใช้สำหรับตีฟองนมมาเทใส่แก้ว แล้วใช้เครื่องตีฟองนมแบบไฟฟ้า ตีนมจนขึ้นฟอง
    -เทน้ำโกโก้ร้อนใส่แก้ว แล้วตักฟองนมราดหน้า พร้อมโรยผงโกโก้ตกแต่งหน้าเล็กน้อย

    สูตรน้ำโกโก้ สูตรที่ 2 (โกโก้เย็น+ไข่มุก)

    ส่วนผสมโกโก้เย็น+ไข่มุก

    – ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – นมข้นรสหวาน 6 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 2 แก้วชงกาแฟ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    – น้ำแข็งป่น
    – ไข่มุกต้มสุก

    วิธีการทำโกโก้เย็น+ไข่มุก

    – ต้มน้ำร้อนแล้วพักไว้ให้พออุ่น จึงค่อยเทลงใบในแก้วชงจำนวน 2 แก้วชงกาแฟ
    – จากนั้นให้ใส่ผงโกโก้ลงไป แล้วชงให้เข้ากัน
    – เติมน้ำตาลทราย นมข้นรสหวานและนมข้นรสจืดตามไปลง ชงให้เข้ากัน รอให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – เมื่อชงน้ำโกโก้เสร็จแล้ว ให้นำไปแช่เย็นก่อน
    – และในระหว่างที่รอค่อยต้มไข่มุก โดยนำน้ำเปล่าสะอาดเทใส่ลงในหม้อประมาณ 1 ลิตร
    – ต้มน้ำให้เดือดจัด แล้วใส่ไข่มุกที่ทำจากแป้งสีดำลงไป รีบคนไม่ให้ไข่มุกเกาะตัวกัน
    – ต้มไข่มุกไปเรื่อยๆ จนเริ่มสุกทั้งเม็ด โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
    – พอไข่มุกสุกทั่วทั้งเม็ดแล้ว ให้รีบปิดไฟ แล้วยกหม้อเทไข่มุกกรองลงบนกระชอนตาถี่ เพื่อแยกส่วนน้ำออกไป
    – นำไข่มุกที่ได้ลงไปแช่ในน้ำเย็นจัดประมาณ 2 นาที จะทำให้ไข่มุกมีเนื้อที่หนึบและเคี้ยวอร่อย
    – ตักไข่มุกขึ้นจากน้ำเย็น แล้วพักไว้บนกระชอนอีกครั้ง รอให้สะเด็ดน้ำ
    – จากนั้นตักไข่มุกใส่ลงไปในแก้วเล็กน้อยตามความเหมาะสม
    – และเติมน้ำแข็งป่นตามลงไปให้เต็มแก้ว จากนั้นก็นำน้ำโกโก้แช่เย็นเติมลงไป
    – ราดหน้าโกโก้เย็นด้วยนมข้นรสจืดตามใจชอบ

  • สูตรวิธีทำเค้กมะพร้าวอ่อน พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กมะพร้าวอ่อน

    เค้กมะพร้าวอ่อน สูตร 1 ( ชิฟฟ่อนมะพร้าวอ่อน )

    ส่วนผสมตัวเค้ก

    – แป้งเค้ก 90 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 5 กรัม
    – ผงฟู ½ ช้อนชา
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายป่น 50 กรัม
    – กะทิ 33 กรัม
    – น้ำมะพร้าว 24 กรัม
    – น้ำมันดอกทานตะวัน 33 กรัม
    – ไข่แดง ( ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 ) 3 ฟอง
    – ไข่ขาว ( ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 ) 3 ฟอง
    – ครีมออฟทาทาร์ ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 50 กรัม

    วิธีทำ

    1. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างนะครับ วันนี้เราใช้เตาไฟฟ้า ไม่เปิดพัดลมครับ
    2. นำแป้งเค้ก แป้งข้าวโพด ผงฟู และเกลือป่น ร่อนรวมกันพักไว้
    3. นำน้ำตาลทรายป่น กะทิ น้ำมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน และไข่แดงเทลงในชามผสมใบเล็ก คนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวด้วยตะกร้อมือ
    4. นำส่วนผสมข้อที่ 2 ใส่อ่างผสมใบใหญ่ ทำเป็นหลุมไว้ เทส่วนผสมข้อ 3 ลงไป ในส่วนนี้ยังใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมจนเข้ากันนะครับแล้วพักไว้
    5. เตรียมพิมพ์ที่อบเค้ก รองด้วยกระดาษไข ไม่ทาไขมันด้านข้างนะครับ เดี๋ยวเค้กไม่ขึ้นฟู วันนี้เราใช้พิมพ์ 9 นิ้วนะครับ
    6. ขั้นตอนต่อไปเราจะไปทำเมอแรงค์ไข่ขาว โดยการนำไข่ขาวเทลงในอ่างผสมที่สะอาด (ที่สะอาดในที่นี้ หมายถึงอ่างต้องไม่มีคราบมันเลยนะครับ เพราะการขึ้นฟูของเค้กชิฟฟ่อนนี่ ขึ้นอยู่กับความคงตัวของเมอแรงค์ไข่ขาวเลยครับ) เทครีมออฟทาทาร์ลงไป ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีโดยค่อยๆเพิ่มสปีดความเร็วเป็นสปีดกลางครับ ตีจนเป็นฟองคล้ายๆฟองสบู่นะครับ แล้วค่อยๆเทน้ำตาลลงไป ตีต่อไปอีกนิด เพิ่มความเร็วของสปีดขึ้น ตีจนตั้งยอดอ่อนเกือบแข็งเป็นอันใช้ได้
    7. นำส่วนผสมของเมอแรงค์ที่ได้แบ่งเป็น 3 ส่วน ค่อยๆเทลงในส่วนผสม ที่พักไว้(ส่วนผสมข้อที่ 2+3) ใส่ทีละส่วนนะครับ ตะล่อมเบาๆ อย่าคนแรง เดี๋ยวเมอแรงยุบตัว เค้กแข็งกันพอดี เมื่อตะล่อมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้ว ก็เตรียมเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ได้เลยครับ เวลาเท เทต่ำๆนะครับ ฟองอากาศของไข่ขาวจะได้ไม่แตกตัว เสร็จเรียบร้อยแล้วเอาเข้าเตาอบเลยครับ
    8. อบด้วยอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียว นาน 20 นาที แล้วลดอุณหภูมิเหลือ 150 องศาเซลเซียส ปรับไฟบนล่าง อบต่ออีก 5 นาที เช็คว่าเค้กสุกแล้วเอาอกจากเตา กระแทกพิมพ์เบาๆ 1 ครั้งให้เค้กเซ็ทตัว พักไว้จนเย็นค่อยนำออกจากพิมพ์

    สูตรไส้ครีมมะพร้าวอ่อน

    – น้ำมะพร้าว 200 มิลลิลิตร
    – กะทิสด (เราใช้ หัวกับหางกะทิคั้นรวม) 100 มิลลิลิตร
    – วิปปิ้งครีมผง 2-3 ช้อนโต๊ะ
    – เนื้อมะพร้าวอ่อน 100 กรัม
    – น้ำตาลทราย 50 กรัม
    – แป้งกวนไส้ 30 กรัม
    – เนยสด 20 กรัม
    – เกลือ ¼ ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. นำเนื้อมะพร้าวมาขูดเป็นเส้นบางๆ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
    2. นำส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้น เนยและเนื้อมะพร้าว ½ ส่วน ใส่ลงในโถปั่นผสมอาหาร ปั่นลงจนเป็นเนื้อเดียวกัน
    3. เทส่วนผสมที่ปั่นไว้ใส่หม้อ เอาเนื้อมะพร้าวส่วนที่เหลือใส่รวมกันนะครับ ทีนี้ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลาง ใช้ตะกร้อมือคนไปเรื่อยๆ ระหว่างตั้งไฟ จนได้เนื้อครีมข้นๆคล้ายเนื้อคัสตาร์ด
    4. ใส่เนยลงไป คนจนกว่าเนยจะละลายหมดยกลงจากเตาพักไว้ให้คลายร้อนครับ

    ครีมสดปาดหน้าเค้ก

    สูตรนี้เราใช้ วิปปิ้งครีม Non Dairy 400 มิลลิลิตร นะครับ ตีจนตั้งยอดแล้วเอามาปาดเค้กได้เลยครับ
    ข้อดีของวิปปิ้งครีมประเภทนี้ คือจะอยู่ตัวมากกว่าในอากาศบ้านเรานะครับ เลยเลือกใช้แบบนี้ แต่ข้อเสียคือบางคนบอกว่ามันไม่อร่อยเท่าแบบ Dairy Cream ก็แล้วแต่ความชอบนะครับ อันนี้ไม่ว่ากัน ได้เวลาประกอบร่างแล้วครับ วันนี้เราแบ่งเค้กเป็น 3 ชั้น เอาเนื้อเค้กวางปาดด้วยวิปปิ้งครีมแล้วทาทับด้วย ไส้ครีมมะพร้าวอ่อน ทำสลับกันไปจนครบ 3 ชั้น เสร็จแล้วเอาเข้าตู้เย็นแช่ให้เค้กเซ็ตตัวสักพัก ค่อยเอาออกมาตัดรับประทานจะอร่อยอย่าบอกใครเลยครับ

    เค้กมะพร้าวอ่อน สูตร 2 ( สปันจ์เค้กใบเตยมะพร้าวอ่อน )

    ส่วนผสม
    – แป้งเค้ก 100 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่เบอร์ 2 3 ฟอง
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – ใบเตย 5 ใบ
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – นมข้นจืด 50 กรัม
    – หัวกะทิ 50 กรัม
    – เนยเค็มละลาย 80 กรัม
    – กลิ่นวานิลา ½ ช้อนชา
    – เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดเส้น (ยิ่งอ่อนมากยิ่งดี) 100 กรัม

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้งและผงฟูรวมกันพักไว้
    2. เตรียม กะทิ นมข้นจืดและใบเตย ปั่นผสมรวมกันแล้วนะมากรองเอากากออก
    3. นำน้ำกะทิที่ได้ใส่อ่างผสม ตามด้วยไข่ไก่ น้ำตาลและสารเสริม SP ใช้ที่ตีหัวตะกร้อนะครับ สปีดการตีสูงสุดครับ ตีไปจนได้เนื้อครีมข้นๆแบบที่ยกตะกร้อแล้วไม่ไหลลงเป็นอันใช้ได้
    4. ค่อยๆใส่ส่วนผสมแป้งในข้อ1ลงไป โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้งก็ได้นะครับ ใช้สปีดต่ำสุดครับ (เปิดแรงแป้งกระจายแล้วเนื้อเค้กก็แน่นด้วยนะครับ) ใส่แป้งไปหมดแล้วปรับความเร็วเครื่องเป็นสปีดกลางอีก 1 นาทีครับ
    5. ครบ 1 นาทีลดสปีดเครื่องผสมอีกครั้งนะครับ ค่อยเทเนยและกลิ่นวานิลลาใส่ลงไปครับ ตีประมาณ 1/2 นาที พักปาดอ่าง
    6. นำเนื้อมะพร้าวอ่อนที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แล้วตีต่ออีก 1/2 นาที เป็นอันเรียบร้อย เทใส่พิมพ์ 9 นิ้ว อย่าลืมรองพิมพ์ด้วยกระดาษไขนะครับ ( สูตรนี้เราชอบ เพราะแบบมีเนื้อมะพร้าวปนครับ ได้เคี้ยวเนื้อมะพร้าวด้วย อร่อยๆ )
    7. นำเข้าเตาที่วอร์มอุณหภูมิไว้ 180 องศาเซลเซียส คราวนี้ใช้ไฟบนล่างครับ ใช้เวลาอบ 30 นาทีครับ (แต่เราเอาออกมาเช็กตั้งแต่นาทีที่ 28 แล้วเพราะกลิ่นมันหอมแรงมาก ปรากฏว่า เค้กมันสุกแล้วเลยเอาออกจากเตาก่อนเวลาครับ )
    8. รีบเอาออกจากพิมพ์ มาพักไว้ที่ตะแกรงให้เย็น เตรียมแต่งหน้าเค้กครับ
    ครีมแต่งหน้าเค้ก

    สูตรนี้เราใช้วิปครีมแบบ Diary Cream และ Non Diary Cream ผสมกัน อย่างละ 200 มิลลิลิตร นะครับ ตีจนตั้งยอด แล้วนำไปปาดเค้กได้เลยครับ การแต่งหน้าสูตรนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เราเอาเนื้อมะพร้าวอ่อน ไปนึ่งก่อนนะครับ แล้วเอาไปโรยให้ทั่วหน้าเค้ก แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

  • สูตรวิธีทำเค้กส้ม พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กส้ม

    สูตรเค้กส้ม

    ส่วนผสมตัวเค้ก (วันนี้เราใช้เค้กเนื้อสปันจ์นะครับ)

    – แป้งเค้ก (เราใช้พัดโบกครับ) 100 กรัม
    – แป้งข้าวโพด (ไม่ใส่ก็ได้นะครับ) 5 กรัม
    – ผงฟู ¾ ช้อนชา
    – เบคกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – น้ำเปล่า 30 กรัม
    – นมข้นจืด 30 กรัม
    – ไข่ไก่ (เราใช้เบอร์ 2 นะครับ) 3 ฟอง
    – เนยสด รสเค็มละลาย 80 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – ผิวส้มขูด/กลิ่นส้ม 1 ช้อนชา
    – กลิ่นวานิลลา (ไม่ใส่ก็ได้แต่เราชอบ) ½ ช้อนชา
    – สีเหลืองแบบน้ำ 1 – 2 หยด

    วิธีทำตัวเค้กส้ม

    1. วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียวครับ ( เตาอบที่บ้านเราใช้เตาอบแบบแก๊ส เวลาอบเอาเข้าชั้น 2 อย่างเดียวครับ ถ้าเอาวางชั้นล่าง ก้นเค้กจะไหม้ก่อนสุกทั่วถึงนะครับ )
    2. เตรียมพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว วางรองก้นด้วยกระดาษไข ไม่ต้องทาด้านข้างด้วยเนยนะครับ
    3. เตรียมของแห้งโดยการร่อนแป้งเค้ก ผงฟูและเบคกิ้งโซดาเข้าด้วยกันครับ แล้วเอาไปผึ่งแดดไว้สัก 30นาที (เพื่อความนุ่มฟูของเค้กนะครับ)
    4. นำน้ำเปล่า ไข่ไก่ ใส่ลงในอ่างผสม เอาสารเสริม SP ใส่ลงไป คนใช้เข้ากันด้วยตะกร้อมือก่อนนะครับ สารเสริม SP จะได้ไม่ติดอยู่ที่ก้นอ่าง
    5. ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีของเหลวในอ่างผสมด้วยความเร็วสูงสุด ค่อยๆเทน้ำตาลใส่ลงไป โดยแบ่งเททีละครึ่งนะครับ ใส่ผิวส้มขูด (หรือที่บ้านใครไม่มีใช้กลิ่นส้มแทนได้ครับ) และกลิ่นวานิลลาลงไป ตีด้วยความเร็วสูงสุดไปเรื่อยๆจนได้เนื้อเค้กแบบครีมๆ ครับ (แบบที่ยกตะกร้อขึ้นแล้วของเหลวไม่หยดลงเป็นอันใช้ได้) ใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที แล้วแต่ความแรงของเครื่องผสมรุ่นที่ใช้ด้วยนะครับ
    6. เมื่อของเหลวได้ที่ เบาสปีดของผสมเป็นต่ำสุด ค่อยๆเทส่วนผสมของแห้งในข้อ 3 ลงไป โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ( ค่อยเทนะครับระวังแป้งฟุ้งกระจาย )
    7. เมื่อเทแป้งหมดแล้ว ให้ปรับความเร็วของเครื่องผสมมาที่ สปีดกลาง ตีไป 1-2 นาที นะครับ (เราเคยตีเกิน เนื้อเค้กที่ได้แน่นๆ ไม่ค่อยฟูครับ)
    8. ครบเวลา ลดสปีดเครื่องผสมมาที่เบาสุดอีกครั้งนะครับ เพื่อตัดฟองอากาศ ในระหว่างนั้นค่อยๆเทนมข้นจืดลงไป ( รินให้เป็นสายๆ อย่าเทพรวดเดียวนะครับ เดี๋ยวเค้กไม่นิ่มนะเอ้า !)
    9. แล้วก็ตามด้วยเนยละลาย ค่อยๆรินใส่อีกเช่นกันครับ ความเร็วของเครื่องยังเบาสุดนะครับ (อ้อ! ลืมบอกไปครับ ระยะเวลาที่เท นมและเนย นี่ต้องไม่เกิน 2 นาทีนะครับ)
    10. ครบเวลายกลงแล้วจากเครื่องผสม เอาพายตะล่อมเบาๆให้ลึกถึงก้นอ่างผสมเลยนะครับ แล้วเตรียมนำมาเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เคาะพิมพ์ 2 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสได้เลยครับ
    11. อบนาน 25-30 นาทีนะครับ เช็คว่าเนื้อเค้กสุกหรือยังให้เอาไม้จิ้มฟัน เจาะลงไปตรงกลางเลยครับ ถ้าไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมาเป็นอันว่าสุกใช้ได้ ยกออกจากเตาได้ครับ
    12. เมื่อเอาเค้กออกจากเตาอบแล้ว ให้รีบเอาเค้กออกจากพิมพ์โดยการคว่ำเนื้อเค้กลงในตะเกรง เอากระดาษไขที่รองก้นออก พักไว้ให้เนื้อเค้กเย็นสนิท แล้วค่อยหงายหน้าเค้กขึ้นโดยใช้ตะแกรงอีกอันวางบนก้นเค้กแล้วพลิกกลับ รอแต่งหน้าเค้กด้วยซอสส้มอีกทีครับ
    ซอสส้ม

    ส่วนผสมหน้าซอสส้ม

    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – น้ำส้มซันควิซ 50 กรัม
    – น้ำตาลทราย 120 กรัม
    – แป้งกวนไส้ 25 กรัม
    – เนยสดรสเค็ม 20 กรัม
    – สีผสมอาหารแบบน้ำสีแดงสด 1 หยด
    (ถ้าไม่ชอบสีส้มเข้มๆ ไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ)

    วิธีทำหน้าซอสส้ม

    1. นำน้ำเปล่า น้ำส้มซันควิซ น้ำตาลทราย แป้งกวนไส้ และสีผสมอาหารเทลงในหม้อ คนให้เข้ากันจนแป้งและน้ำตาลละลายหมด
    2. น้ำของเหลวที่ได้ไปกรองด้วยกระชอน 1 ครั้ง (เพื่อความเนียนของตัวซอสเวลาเทราดบนเนื้อเค้ก)
    3. ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลาง คนด้วยตะกร้อมือเบาๆไปเรื่อยๆ จนน้ำซอสข้นแบบยกตะกร้อขึ้นแล้วเห็นเป็นรอยตะกร้อชัดเจน ( ระวังอย่าให้ความร้อนสูงมากเพราะซอสส้มจะไหม้ก้นหม้อได้ )
    4. ยกลงจากเตา เทเนยที่เตรียมไว้ลงไปคนจนเลยละลายหมดและซอสส้มคลายความร้อนลงจนเนื้อซอสอุ่นๆเป็นอันใช้ได้
    วิธีประกอบร่าง
    1. เตรียมเนื้อเค้กมาตัดแบ่งไว้เป็นชั้นๆ 2-3 ชั้นก็ได้ ( เราแบ่งเป็นแค่ 2 ชั้นพอเพราะชอบให้ซอสด้านบนหนาๆ )
    2. นำซอสที่อุ่นแล้วค่อยราดลงบนเนื้อเค้กทีละชั้น โดยชั้นแรกใส่ซอสลงไปประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะพอนะครับเกลี่ยให้ทั่ว ใส่มากเดี๋ยวเค้กชั้นบนเลื่อนไปมาเซ็ทตัวยากครับ
    3. นำเค้กอีกชั้นวางด้านบน กดเนื้อเค้กเบาๆเพื่อให้เค้กเซ็ทตัวไม่เลื่อนไปมา ค่อยๆเทซอสส้มที่เหลือลงบนเค้ก เทต่ำๆ นะครับ หน้าเค้กจะได้เนียน เทจนหมดซอสส้มจะคลุมเนื้อเค้กด้านข้างทั้งหมดเองครับ
    4. นำเค้กเข้าตู้เย็น ช่องธรรมดานะครับ ให้เค้กเซ็ทตัว ( อย่าใส่ช่องแช่แข็งเชียวนะครับ เดี๋ยวหน้าเค้กกระด้างไม่เนียน ) 1-2 ชั่วโมง ครบเวลาเอาออกมาตัดเสิร์ฟได้เลยครับ

    *** สำหรับมือใหม่ที่ ผมแนะนำให้เอาเนื้อเค้กใสพิมพ์แบบทอดก้น ก่อนราดซอสก็ได้นะครับ จะได้ไม่เสียเนื้อซอสส้มไปฟรีๆ แต่ถ้าใครไม่อยากใช้ จะราดเลยแบบเราก็ได้ครับ ***

  • สูตรวิธีทำน้ำตะไคร้ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำตะไคร้

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. น้ำ 5 ถ้วย
    2. โคนตะไคร้ซอย 2 ถ้วย
    3. ใบตะไคร้หั่นฝอย 1 ถ้วย
    4. น้ำเชื่อมตามชอบ

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. เทน้ำใส่หม้อ แล้วต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือด เมื่อเดือดแล้วให้ใส่โคนตะไคร้ลงไปต้ม นาน 7 นาที เมื่อครบ 7 นาทีให้ใส่ใบตะไคร้ลงไปต้ม แล้วต้มต่อไปอีก 3 นาที
    2. จะเห็นว่าน้ำเริ่มมีสีเขียวและมีกลิ่นหอมของตะไคร้ ให้ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา
    3. นำน้ำตะไคร้ที่ได้มากรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วเทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
    4. เมื่อจะดื่มให้รินใส่แก้วที่ใส่น้ำแข็ง แล้วเติมน้ำเชื่อมตามความชอบ

    สูตร น้ำตะไคร้ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ทั้งต้นและใบ 1 กิโลกรัม
    2. น้ำเปล่า 4 ลิตร
    3. น้ำตาลทราย 500 กรัม
    4. กรดมะนาว 0.5 กรัม

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. น้ำตะไคร้ไปล้างให้สะอาด แล้วตัดเป็นท่อนๆ พักไว้
    2. นำน้ำใส่หม้อแล้วต้มให้เดือด ใส่ตะไคร้ที่ล้างไว้ลงต้ม โดยใช้เวลาต้มประมาณ 5 นาที
    3. จากนั้นยกลงจากเตา กรองให้สะอาดด้วยผ้าขาวบาง ควรทำผ้าขาวบางเป็น 2 ชั้น เพื่อไม่ให้มีเศษตะกอนของใบตะไคร้หลงเหลืออยู่
    4. เมื่อได้น้ำตะไคร้ที่ใส่สะอาดแล้วให้เติมน้ำตาลลงไป คนจนกวาน้ำตาลจะละลาย แล้วเติมกรดมะนาวลงไป เพื่อเพิ่มความชุ่มคอ แล้วกรองให้สะอาดอีกครั้ง แล้วตั้งไฟให้เดือดอีก 1-2 นาที แล้วยกลงจากเตากรองใส่ขวดได้เลย

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 3

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 5 ต้น
    2. ใบเตย 3 ใบ
    3. น้ำสะอาด 2 ลิตร

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำน้ำใส่หม้อแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ใส่ใบเตยและตะไคร้ที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ปิดฝาให้สนิท แล้วต้มต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 15 นาที
    2. เมื่อครบ 15 นาที ให้ยกลงจากเตา แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทาน

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 4

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. น้ำ 1 ลิตร
    2. ใบเตยหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 ใบ
    3. ตะไคร้ทุบ 3 ต้น
    4. น้ำตาลทราย 100 กรัม
    5. น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำน้ำใส่ลงในหม้อ ตามด้วยตะไคร้ และใบเตย จากนั้นนำไปต้มให้เดือด เมื่อน้ำเริ่มเปลี่ยนสีให้ยกลงจากเตา แล้วกรองเอากากออกให้หมด
    2. นำน้ำตะไคร้ใบเตยที่ได้ต้มต่อไปอีก แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลละลาย แล้วยกลงจากเตา ตั้งพักไว้จนกว่าจะเย็น
    3. เมื่อจะรับประทาน ให้ตักน้ำตะไคร้ใส่แก้ว บีบมะนาวใส่ลงไปตามชอบ แล้วเติมน้ำแข็ง

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 5

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 3 ต้น
    2. ใบกระเพรา 1 กำมือ
    3. ใบเตยหอม 5 ใบ
    4. น้ำตาลทรายแดง ปริมาณตามชอบ
    5. น้ำเปล่า

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. นำตะไคร้ที่เตรียมไว้มาล้างให้สะอาด แล้วมัดให้เป็นกำเตรียมเอาไว้ ต่อจากนั้นนำใบกะเพราแลใบเตยมาล้างให้สะอาด โดยใบเตยให้มัดเป็นท่อนเช่นกัน
    2. เอา ตะไคร้ ใบเตย และใบกะเพรา มาใส่ลงในหม้อ เติมน้ำพอประมาณแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 15 นาที จากนั้นให้กรองให้สะอาด เติมน้ำตาลทรายตามชอบ กรอกใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 6

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ต้นตะไคร้ 10 ต้น (ใช้ทั้งต้นและใบ)
    2. ใบเตย 5 ใบ
    3. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    4. น้ำสะอาด 1 ลิตร
    5. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    6. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    7. มะนาว ครึ่งซีก

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. เริ่มจากการนำใบเตยมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ เตรียมเอาไว้
    2. ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ แต่ต้องแยกระหว่างต้นกับใบเอาไว้
    3. จากนั้นต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่ใบเตย และต้นตะไคร้ที่ทุบเล็กน้อยลงไป ปิดฝาหม้อแล้วต้มจนกว่าจะเดือด
    4. เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่ใบตะไคร้ที่หั่นเตรียมไว้ลงไป แล้วต้มให้เดือดอีกครั้ง จากนั้นยกลงจากเตา เติมน้ำตาล เกลือ น้ำผึ้งและมะนาวลงไป แล้วค้นให้เข้ากัน เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

    สูตรน้ำตะไคร้ สูตรที่ 7

    ส่วนผสม น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้ 10 ต้น
    2. ดอกอัญชัน 20 ดอก
    3. น้ำสะอาด 1.25 ลิตร
    4. น้ำตาล ครึ่งถ้วยตวง

    วิธีทำ น้ำตะไคร้

    1. ตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นโคนตะไคร้และใบแยกกันเอาไว้
    2. ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด จากนั้นใส่ต้นตะไคร้ที่หันไว้ลงไป ต้มประมาณ 10 นาที จากนั้นใส่ใบตะไคร้ตามลงไป ซึ่งไม่นานจะเห็นว่าน้ำตะไคร้เริ่มเป็นสีเขียวมากขึ้น
    3. ต้มต่อไปอีกประมาณ 10 นาที ให้เติมน้ำตาลทราย แล้วคนจนกว่าน้ำตาลจะละลาย
    4. แล้วจากนั้นใส่ดอกอัญชันลงไปต้มต่อไปจนน้ำเปลี่ยนสี หากชอบเข้มก็ต้มนานหน่อย เมื่อได้สีของน้ำตามที่ต้องการแล้วให้ปิดไฟ แล้วตั้งพักไว้ให้น้ำตะไคร้เย็น
    5. แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ขวดหรือเยือกแช่ไว้ในตู้เย็น เวลารับประทานสามารถบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้

  • สูตรวิธีทำพุดดิ้งชาไทย พร้อมคำแนะนำในการขายพุดดิ้งชาไทย

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 1

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
    2. ชาไทยโบราณ 3 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    4. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    5. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    6. ผงเจลาติน 1 ช้อนชา
    7. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วยตวง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. ตวงน้ำมาตั้งให้เดือด โดยใช้น้ำ 250 มิลลิลิตร แล้วนำมาชงชา แล้วกรอกเอาใบออกให้เรียบร้อย
    2. ละลายผงเจลาตินกับน้ำร้อนที่เหลือ 50 มิลลิลิตร คนให้พอเข้ากัน จากนั้นเดิมน้ำตาลทราย นมข้นหวาน และวิปปิ้งครีม คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    3. จากนั้นชาที่ชงไว้ มาผสมลงในส่วนผสมข้อที่ 2 คนให้เข้ากันดี แล้วตักแบ่งใส่ถ้วยตามที่ต้องการ
    4. แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้พุดดิ้งเซ็ทตัว เมื่อเซ็ทตัวดีแล้วให้นำออกมาตบแต่งตามที่ต้องการแล้วจัดเสิร์ฟได้ทันที

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 2

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. ชาไทยสำเร็จรูป 1.5 ลิตร
    2. เจลาติน 2 แผ่น
    3. น้ำเย็น

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. นำเจลาตินแผ่นที่เตรียมไว้แช่ลงในน้ำเย็นให้พองตัว
    2. เทชาไทยลงใหม่หม้อ แล้วตั้งไฟกลาง รอจนกว่าจะเริ่มเดือด เมื่อเดือดแล้วให้เบาไฟ แล้วใส่เจลาตินที่บีบน้ำออกแล้วลงไปในหม้อ คนให้ละลายเข้ากันดี แล้วปิดไฟ นำส่วนผสมที่ได้มาเทใส่แก้ว วางทิ้งไว้สักครู่ให้เย็นก่อน แล้วจึงทำเข้าตู้เย็น รอให้ส่วนผสมเซ็ทตัวก็จะได้พุดดิ้งชาไทยแล้ว

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 3

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. นมสดรสจืด 150 กรัม
    2. ผงชาไทยสำเร็จรูป 80 กรัม
    3. น้ำเปล่า 100 กรัม
    4. ผงเจลาติน 5 กรัม
    5. น้ำเปล่าสำหรับแช่เจลาติน 30 กรัม
    6. วิปปิ้งครีม เวเฟอร์สอดไส้ช็อคโกแลต ใบสะระแหน่ สำหรับแต่งหน้า

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. เทน้ำเปล่า 30 กรัม ใส่แก้ว แล้วเทเจลาตินลงไปผสม คนให้เข้ากัน แล้วตั้งพักไว้ประมาณ 15 นาที
    2. นำน้ำเป่า 100 กรัมผสมเข้ากับนมสดแล้วนำไปเข้าไมโครเวฟด้วยไฟ 500 วัตต์ ประมาณ 2 นาที เมื่อครบ 2 นาที ให้นำออกมาเทชาไทยและเจลาตินที่แช่น้ำไว้ใส่ลงไป จากนั้นคนให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี
    3. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ให้นำใส่แก้วหรือภาชนะที่เตรียมไว้ นำไปแช่ให้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้พุดดิ้งเซ็ทตัว
    4. แล้วตบแต่งหน้าด้วยวิปปิ้งครีม เวเฟอร์สอดไส้ช็อคโกแล็ต แต่งหน้าด้วยใบสะระแหน่ ตามชอบ

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมพุดดิ้งชาไทย

    1. ผงชาไทย ½ ถ้วย
    2. น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
    3. นมข้นหวาน 1/3 ถ้วย
    4. นมข้นจืด 1/3 ถ้วย
    5. ผงเจลาติน 2 ช้อนโต๊ะ
    6. น้ำเปล่า 2 ถ้วย สำหรับต้มชา
    7. น้ำเปล่า ½ ถ้วย สำหรับผสมเจลาติน

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. เริ่มต้นด้วยการผสมเจลาตินผงกับน้ำเปล่า แล้วคนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น
    2. จากนั้นหันมาชงชา ด้วยการต้มน้ำให้เดือด แล้วเทผงชาใส่ในถุงชงชา เมื่อน้ำเดือดให้เทลงในถึงชงชา แล้วตั้งแช่ไว้ประมาณ 5 นาที จะได้น้ำชาสีเข้มกลิ่นหอม ให้ตั้งพักไว้ให้เย็นประมาณ 5 นาที ถ้าไม่มีถุงชงชา ให้ต้มน้ำให้เดือดเมื่อเดือดแล้วยกลงจากเตา นำชาเทลงไปแช่ไว้ประมาณ 5 นาที แล้วน้ำผ้าขางบางกรองใบชาออก
    3. เมื่อได้น้ำชาไทยแล้วให้ตวงออกมา 1 ½ ถ้วย แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลาย ใส่นมข้นหวาน ตามด้วยนมข้นจืด แล้วคนให้เข้ากัน ซึ่งตอนนี้สีชาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้ว
    4. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ให้เทเจลาตินผสมลงไป คนให้เข้ากันดี เมื่อทุกอย่างละลายเข้ากันดีแล้ว ให้เทใส่แก้ว แล้วนำเข้าดูเย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือดูจนกว่าพุดดิ้งจะเซตตัว
    5. เมื่อได้พุดดิ้งที่เซ็ทตัวดีแล้ว ให้นำมาตบแต่งด้วยวิปครีมตามที่ชอบ

    สูตรพุดดิ้งชาไทย สูตรที่ 5

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาไทย

    1. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
    2. ชาไทยโบราณตรามือ 3 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    4. นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
    5. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    6. ผงเจลาติน 1 ช้อนชา
    7. Halfcream 4 ออนซ์

    วิธีทำ พุดดิ้งชาไทย

    1. ต้มน้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร แล้วแบ่งใส่หม้อชา 250 มิลลิลิตร กรองใบชาออกให้ได้น้ำชาที่สะอาด และไม่ต้องแช่ชานาน เพราะจะทำให้ชามีรสเฝื่อนได้
    2. นำน้ำต้มที่เหลืออีก 50 กรัม ใส่ผงเจลาตินลงไป คนให้เจลาตินละลาย จากนั้นเติมน้ำตาล นมข้นหวาน และเติม Halfcream คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    3. นำชามาเทใส่ลงในส่วนผสมข้อ 3 แล้วคนให้เข้ากัน แล้วจัดการเทใส่แก้วที่เตรียมไว้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนไว้ก็ได้ เพราะจะทำให้ขนมเซ็ทตัวดี
    4. เมื่อต้องการจัดเสิร์ฟให้แต่งหน้าด้วยนมสด หรือตบแต่งได้ตามที่ต้องการ

  • สูตรวิธีทำพุดดิ้งชาเขียว พร้อมคำแนะนำในการขายพุดดิ้งชาเขียว

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 1

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ผงชาเขียว 3 ช้องโต๊ะ
    2. ครีม 300 มิลลิลิตร
    3. น้ำตาลทราย 100 กรัม
    4. นมสด 200 มิลลิลิตร
    5. ไข่ไก่ 4 ฟอง
    6. ไข่แดง 2 ฟอง
    7. ผงชาเขียวสำหรับตกแต่ง
    8. วิปครีมสำหรับตกแต่ง
    9. น้ำร้อน ½ ถ้วยตวง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. นำน้ำร้อนผสมเข้ากับผงชาเขียว คนให้ผงชาเขียวละลายดี แล้วพักไว้ก่อน
    2. นำนมสดและครีมผสมกันลงในหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟโดยใช้ไฟปานกลาง เมื่อเดือดให้เติมชาเขียวลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
    3. ตีไข่ไก่ ไข่แดง และน้ำตาลทรายให้เข้ากัน แล้วนำชาเขียวที่ผสมนมในข้อที่ 2 มาเทลงไป แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
    4. เทส่วนผสมลงในแก้วที่ต้องการ แล้วนำวางลงในภาชนะสำหรับอบขนมที่ใส่น้ำร้องเอาไว้แล้ว นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที แต่ก่อนนำเข้าอบควรวอร์มเตาอบก่อน
    5. จากนั้นให้นำออกจากภาชนะที่ใช้อบแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
    6. เมื่อจะเสิร์ฟให้ตบแต่งด้วยวิปครีม หรือโรยด้วยผงชาเขียว

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 2

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. นมสด 2 ถ้วย
    2. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
    3. ผงชาเขียว 2 ช้อนชา
    4. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วย
    5. แผ่นเจลาติน 3 แผ่น
    6. น้ำตาลทรายแดง ½ ถ้วย

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. ต้มน้ำ ½ ถ้วยให้เดือด เมื่อเดือดแล้วเทน้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้น้ำตาลทรายแดงละลายแล้ววางพักไว้ก่อน
    2. นำแผ่นเจลาตินที่เตรียมไว้แช่ลงในน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้ก่อน
    3. นำนมสด 1 ถ้วยที่เตรียมไว้เทลงในหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ จากนั้นเทน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย ให้ยกออกจาเตา แล้วเทผงชาเขียวลงไป คนให้ผงชาเขียวละลาย
    4. นำเจลาตินแผ่นที่แช่เอาไว้บีบน้ำออกให้หมด แล้วใส่ลงในส่วนผสมข้อ 3 ที่ทำไว้ คนให้ละลาย แล้วใส่นมสดที่เหลืออีก 1 ถ้วยลงไป ตามด้วยวิปปิ้งครีม คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี
    5. เทส่วนผสมที่ได้ลงในแก้วที่ต้องการ แล้วแช่ลงในน้ำเย็นก่อน เพื่อให้พุดดิ้งเย็นลง แล้วจึงนำเข้าดูเย็น ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
    6. เมื่อจะเสิร์ฟให้ราดด้วยซอสน้ำตายทรายแดงที่เราทำไว้

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 3

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ผงชาเขียว 1.5 ช้อนโต๊ะ
    2. นมสด 100 มิลลิลิตร
    3. ครีม 150 มิลลิลิตร
    4. น้ำตาลทรายขาว 50 กรัม
    5. ไข่ 2 ฟอง
    6. ไข่แดง 1 ฟอง
    7. วิปครีม และผงชาเขียว สำหรับตบแต่ง

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส
    2. นำผงชาเขียวมาผสมกับน้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ คนให้ผงชาเขียวละลายเข้ากันดี จากนั้นตั้งพักเอาไว้ก่อน
    3. นำหม้อออกมา เทนมและครีมผสมเข้าด้วยกัน ตั้งไฟปานกลาง รอจนกระทั้งเดือด ให้เติมชาเขียวที่ละลายแล้วลงไป
    4. ตีไข่ 2 ฟอง และไข่แดงอีก ฟอง ผสมให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาล ตีให้น้ำตาลละลาย แล้วเติมส่วนผสมที่ทำไว้ในข้อ 3 ลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันดี
    5. เมื่อได้ส่วนผสมที่เจ้ากันดีแล้ว ให้เทใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ แล้วนำถ้วยไปวางไว้ในภาชนะอบขนมที่ใส่น้ำร้อนเอาไว้ อบประมาณ 30 นาที
    6. นำออกจากเตาอบและจากภาชนะอบขนม วางไว้ข้างนอกให้ขนมเย็นเล็กน้อย แล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง
    7. ก่อนเสิร์ฟให้โรยด้วยผงชาเขียว และตบแต่งด้วยวิปครีม

    สูตรพุดดิ้งชาเขียว สูตรที่ 4

    ส่วนผสม พุดดิ้งชาเขียว

    1. ชาเขียวชนิดซอง 2-3 ซอง
    2. นมข้นหวาน 1/3 ถ้วย
    3. เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ
    4. ไข่แดง 2 ฟอง
    5. วิปครีม
    6. แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ
    7. น้ำร้อน 3 ถ้วย
    8. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    9. สีผสมอาหารสีเขียว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

    วิธีทำ พุดดิ้งชาเขียว

    1. นำชาเขียวชนิดซองมาชง คนให้เข้ากันดี แล้วเติมนมข้นหวานและเกลือลงไป จากนั้นให้แบ่งส่วนผสมที่ได้ออกมาประมาณ ¼ ถ้วย แล้วเทแป้งข้าวโพดลงไปผสมคนให้แป้งเข้ากันดี แล้วเทกลับลงไปในส่วนผสมเดิม คนให้เข้ากันอีกครั้ง
    2. ใส่สีผสมอาหารลงไป แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ แต่ต้องคนตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าเริ่มเดือดให้ใส่เนยลงไป เมื่อเนยละลายตัวแล้วให้ยกลงจากเตา
    3. เมื่อยกลงจากเตาให้ใส่ไข่แดงลงไปคนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำขึ้นตั้งไฟอีกครั้งด้วยไฟอ่อน จนเดือด แล้วยกลงจากเตาตั้งพักไว้ให้อุ่น จึงตักใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ เพื่อนำไปแช่ตู้เย็นจนเซ็ทตัว
    4. เมื่อพุดดิ้งชาเขียวเซ็ทตัวดีให้ตบแตงหน้าด้วยวิปครีม แล้วจัดเสิร์ฟได้

  • สูตรวิธีทำบลูเบอรี่ชีสพาย พร้อมคำแนะนำในการขายบลูเบอรี่ชีสพาย

    สูตรบลูเบอรี่ชีสพาย

    ส่วนผสม

    – ขนมปังกรอบตรา Hup Seng (Cream Cracker) 1 ห่อ
    – เนยสดละลาย 250 กรัม
    – ครีมชีส 250 กรัม
    – ครีมข้น 1 กระป๋อง
    – นมข้นหวาน 1/4 กระป๋อง
    – นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ
    – เจลาตินผง 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเย็น 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
    – บลูเบอรี่เชื่อม
    1 กระป๋อง
    วิธีทำ

    1. เตรียมฐานพายได้นำขนมปังกรอบมาบดให้ละเอียดนะครับ จะใช้ใส่ถุงแล้วใช้ที่นวดแป้งบด หรือว่าจะใช้เครื่องปั่นปั่นเอาก็ได้ครับแล้วแต่สะดวกเลย เมื่อบดเสร็จเอเทลงชามผสม นำเนยที่เตรียมไว้ไปอุ่นให้ละลายแล้วใส่ในชามผสมคลุกให้เข้ากันกับขนมปังกรอบครับ
    2. นำขนมปังผสมเนยที่ได้มากรุลงในพิมพ์ วันนี้ใช้พิม์ฟอยด์ขนาด 9 นิ้ว 3 พิมพ์นะครับ กรุให้ทั่วพิมพ์ นำใส่เตาอบ อบประมาณ 10 นที ให้ได้กลิ่นขนมปังกับเนยลอยออกมาเลยนะครับเสร็จแล้วยกออกเอามาพักไว้ให้เย็นแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็นอีก 30 นาทีครับ
    3. ระหว่างนั้นเรามาทำเนื้อชีสพายดีกว่าครับ นำครีมชีสที่เตรียมไว้ ใส่เครื่องผสม ใช้ที่หัวตะกร้อ ตีให้ขึ้นฟู ใส่ครีมข้น นมข้นหวาน นมข้นจืดและน้ำมะนาวผสมจนเข้ากัน
    4. นำเจลาตินมาแช่ในน้ำเย็นจนเจลาตินaนำเข้าไมโครเวฟ 10 วินาที พอเจลาตินละลายหมดค่อยๆเทลงในโถผสมครีมชีส ตีจนเข้ากัน
    5. นำครีมชีสที่ได้เทลงใส่ในถ้วยขนมปังที่เราเตรียมไว้แล้วนำไปแช่เย็นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นอันว่าใช้ได้
    6. ก่อนเสิร์ฟตักบลูเบอรี่เชื่อมราดหน้าครีมชีสแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว

error: Content is protected !!