Author: admin

  • สูตรวิธีทำน้ำแครอท พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำแครอท

    สูตรน้ำแครอท สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำแครอท

    – แครอท 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาด 4 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำแครอท

    – เราจะเริ่มจากการทำความสะอาดหัวแครอท ด้วยน้ำสะอาดให้ล้างทั้งเปลือกก่อน 1 รอบ จากนั้นก็ปอกเปลือกออก แล้วล้างให้สะอาดอีกรอบ
    – ตั้งไฟแล้วนำแครอทที่ล้างแล้วต้มกับน้ำ จนสุก แล้วจะนิ่ม จากนั้นก็ตักพักไว้ก่อน
    – ให้นำแครอทต้มสุกมาหั่นเป็นแว่นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่เครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด
    – จากนั้นก็นำไปต้มอีกครั้ง สามารถปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ แล้วรอให้น้ำเดือดสักพัก ก็ปิดไฟแล้วทิ้งให้เย็น
    – เมื่อน้ำแครอทที่ได้เย็นแล้ว ก็นำมากรองด้วย ผ้าขาวบาง เพื่อจะแยกกากออก ให้เหลือแต่น้ำ
    – เวลาดื่มให้ใส่แก้วใส่น้ำแข็ง บีบมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ก็สามารถดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำแครอท สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำแครอท

    – แครอทปลอกเปลือกล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางๆ 200 กรัม
    – น้ำต้มสุก 3 ถ้วยตวง
    – ข่าอ่อนหั่นแว่น ตะไคร้หั่นเฉียง ใบมะกรูดฉีก
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำแข็งยูนิต

    วิธีการทำน้ำแครอท

    – ให้นำส่วนผสม มาล้างให้สะอาดก่อน ทั้งแครอท ข่าอ่อน ตะไคร้ ใบมะกรูด แล้วใส่ตะกร้าสะเด็ดน้ำ ก่อนจะหั่นทุกอย่างเป็นชิ้น แครอท ข่าอ่อน นั้นให้หั่นแว่น ตะไคร้ให้หั่นเฉียง ส่วนใบมะกรูด ก็ฉีก เอาแกนกลางของใบออก
    – จากนั้นก็ไปต้มน้ำให้เดือด แล้วพักไว้ให้เย็น
    – เตรียมเครื่องปั่น นำส่วนผสมทั้งหมด แครอท ข่าออ่อน ตะไคร้ ใบมะกรูดที่เตรียมไว้ ใส่เครื่องปั่น แล้วเติมน้ำต้มสุก ปั่นส่วนผสมให้ละเอียด
    – เมื่อได้น้ำแครอทที่ปั่นละเอียด ก็มาใช้ผ้าขาวบางแยกกากออกให้เลือกแต่น้ำ
    – เทใส่แก้ว ใส่น้ำแข็ง พร้อมดื่มได้ทันที

  • สูตรวิธีทำน้ำมะเขือเทศ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะเขือเทศ

    สูตรน้ำมะเขือเทศ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะเขือเทศ

    – มะเขือเทศท้อ 2 กิโลกรัม
    – สับปะรด 1 ลูก
    – มะนาว 1 ลูก
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมะเขือเทศ

    – อันดับแรกเราจะนำมะเขือเทศมาล้างให้สะอาด จากนั้นก็จะหั่นเป็นชิ้นๆ
    – แล้วก็นำมะเขือเทศที่หั่นแล้วมาใส่หม้อตั้งไฟ ซึ่งจะใช้ไฟกลาง คนมะเขือเทศอยู่เรื่อย ๆ จนสุก ช่วงที่ต้มนั้นอาจจะใช้ทัพพีช่วยบี้จะช่วยทำให้ได้ปริมาณน้ำมะเขือเทศมากขึ้น โดยจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที โดยที่ไม่ต้องเติมน้ำเปล่า หรือเกลือป่นลงไป
    – เมื่อต้มมะเขือเทศจนสุกแล้ว ก็นำมะเขือเทศต้มสุกมากรองเอาด้วยตะแกรง หรือกระชอน เพื่อจะให้ได้น้ำสีแดง
    – ขั้นตอนต่อไปเราจะเตรียมสัปปะรดเพื่อจะมาผสมกับน้ำมะเขือเทศให้ได้รสชาติที่ดี ให้ปอกเปลือกสับปะรด แล้วนำล้างน้ำให้สะอาด หั่นสัปปะรดเป็นชิ้น ๆตั้งไฟเติมน้ำเปล่า 2 ถ้วยตวงใส่สัปปะรดที่หั่นไว้ลงหม้อ ต้มจนสุก จากนั้นก็ใช้ตะแกรงหรือกระชอนกรองเอาแต่น้ำพักไว้
    – จากนั้นให้นำมะนาวสดบีบใส่น้ำสัปปะรด 1 ลูกคนให้เข้าคน แล้วนำไปผสมกับน้ำมะเขือเทศอีก คนอีกรอบให้ทั้งหมดเข้ากันดี
    – นำมาเทใส่แก้วดื่มได้ หรือจะใส่ภาชนะที่มีฝาปิดแล้วนำไปแช่เย็นก็ได้

    สูตรน้ำมะเขือเทศ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะเขือเทศ

    – มะเขือเทศ 900 กรัม
    – น้ำตาล เกลือ และพริกไทยในปริมาณตามชอบ

    วิธีการทำน้ำมะเขือเทศ

    – ให้เริ่มต้นให้ล้างมะเขือเทศให้สะอาด ด้วยการให้น้ำประปาไหลผ่านผลของมะเขือเทศ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดหรือกระดาษทิชชู่ซับผิวมะเขือเทศเบา ๆ ให้แห้ง จากนั้นก็จะหั่นมะเขืดเทศด้วยการตัดขั้วออกแล้วแบ่งออกเป็นสี่ส่วน
    – ใส่มะเขือเทศที่หั่นแล้วลงไปในหม้อ แนะนำให้ใช้ใช้หม้อสเตนเลสหรือหม้อเคลือบดินเผา เพราะจะไม่ทำให้สีมะเมือเทศรวมทั้งรสชาติเปลี่ยน ใช้ที่บดมันฝรั่งหรือช้อนที่ทำจากไม้กดลงไปที่มะเขือเทศเพื่อบีบน้ำออกมา เพื่อตะได้น้ำมะเขือเทศและชิ้นส่วนมะเขือเทศผสมกันอยู่ในหม้อ
    – ตั้งหม้อใส่น้ำลงไปพอท่วมมะเขือเทศใช้ไฟปานกลาง แล้วต้มจนเดือด ระหว่างต้มให้คนเนื้อและน้ำมะเขือเทศอย่างสม่ำเสมอ คอยระวังอย่าให้ไหม้ ให้ต้มไปเรื่อยๆ จนกว่าส่วนผสมในหม้อจะเป็นเนื้อเดียวกันโดยจะใช้เวลาประมาณ 25 -30 นาที
    – สามารถปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ เพื่อจะลดความเปรี้ยวของมะเขือเทศ อาจจะค่อยๆ เติมแล้วชิมว่าได้รสชาติที่ต้องการหรือไม่
    – เมื่อปรุงรสได้รสชาติที่ชอบแล้ว ก็ให้ยกลงได้ แล้วทิ้งไว้สักครู่ให้พอเย็นลงนิด จากนั้นก็สามารถกรองน้ำมะเขือเทศ เพื่อเอาเนื้อออกให้เหลือแต่น้ำ แล้วนำไปใส่ภาชนะที่มีฝาปิด ไปแช่ในตู้เย็นสัก 30 นาทีก็นำมาดื่มได้ น้ำมะเขือเทศคั้นสดนั้นจะเก็บไว้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์

  • 9 เทคนิคการเจรจาต่อรองที่นักธุรกิจต้องมี

    เทคนิคการเจรจาต่อรองของนักธุรกิจ
     

    เมื่อพูดถึงการเจรจาต่อรองแล้ว ก็ต้องนึกถึงแวดวงธุรกิจ ซึ่งในแวดวงธุรกิจโดยเฉพาะในเรื่องการค้าขาย การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่สำคัญ และนักธุรกิจก็คำนึงถึงการเจรจาต่อรองอย่างมากด้วย ซึ่งการเจรจาให้ทุกอย่างราบรื่นก็ต้องมีเทคนิคการเจรจาต่อรอง ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ การพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาในแวดวงของธุรกิจ เมื่อมีการเจรจาซื้อขายก็ต้องมีการเจรจาต่อรองราคา ซึ่งนักธุรกิจแต่ละคนก็จะใช้ไม้เด็ดต่างๆ ด้วยวิธีสารพันมากมาย แต่ในบทความนี้จะขอนำเสนอเทคนิคการเจรจาต่อรองที่เป็นกลยุทธ์แบบมืออาชีพ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

    มีการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ

    การเตรียมตัวให้พร้อมเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ขั้นพื้นฐานที่นักธุรกิจมืออาชีพควรมี ความพร้อมในที่นี้คือ ความพร้อมในด้านการพูด การเจรจาต่อรองต้องใช้คำพูดประกอบกับข้อมูลความรู้เป็นสำคัญ นักธุรกิจควรมี เทคนิคการเจรจาต่อรอง ด้วยการเตรียมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเจรจาต่อรอง ควรฝึกฝนการพูดให้คล่องแคล่ว มีไหวพริบในการตอบคำถามกับอีกฝ่าย

    มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

    การอ่อนน้อมถ่อมตนก็ถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่สำคัญและนักธุรกิจจะขาด เทคนิคการเจรจาต่อรอง ข้อนี้ไปไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ชอบพูดจากับคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งการอ่อนน้อมถ่อมตนสามารถช่วยให้การเจรจาไปเป็นอย่างราบรื่น นักธุรกิจต้องวางตัวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวด พูดจาข่ม ไม่ถือตนหรือทำตัวเหนือกว่าคู่เจรจา เพราะจะทำให้คุณเป็นเพียงแค่นักธุรกิจคนหนึ่ง ไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ

    มีความน่าเชื่อถือ

    ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจมืออาชีพต้องมีความน่าเชื่อถือ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ นักธุรกิจต้องพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการมีชั้นเชิงในการพูดเจรจา ด้วย เทคนิคการเจรจาต่อรอง ความน่าเชื่อถือเสริมสร้างให้นักธุรกิจสามารถก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือในที่นี้หมายถึง ความน่าเชื่อถือในคำพูด การเจรจาต่อรองใช้คำพูดเป็นสื่อ ดังนั้นคุณควรสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดมากที่สุด ไม่ใช่การพูดถึงอะไรลอยๆ ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

    มีการวางแผนที่ดี

    การวางแผนล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวเรื่องบุคลิกภาพที่ดี การเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจาต่อรอง ต้องเตรียมข้อมูลที่มีแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การวางแผนที่ดีและวางแผนล่วงหน้าถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่มีชั้นเชิงและเหนือกว่าคู่เจรจา

    มีไหวพริบ

    เทคนิคการเจรจาต่อรอง อีกข้อหนึ่งคือนักธุรกิจต้องมีไหวพริบในการเจรจาต่อรองอยู่เสมอ ควรซักถามคู่เจรจาเพื่อให้ได้รับข้อมูลกลับมามากๆ ทำให้นักธุรกิจทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งของคู่เจรจา เทคนิคการเจรจาต่อรอง ด้วยการมีไหวพริบต้องสั่งสมประสบการณ์ในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ทุกการเจรจาต่อรองเป็นไปอย่างราบรื่น ไหวพริบสามารถมาใช้กับการเจรจาต่อรองได้เป็นอย่างดี เพราะการมีไหวพริบตอบคำถามตรงประเด็น จับจุดในการเจรจาได้อย่างเฉียบขาด ทำให้นักธุรกิจทราบถึงความต้องการของคู่เจรจาได้ การเจรจาต่อรองอย่างมีไหวพริบถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่นักธุรกิจทุกคนควรมี

    มีความกล้า

    ความกล้า เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่นักธุรกิจหลายคนเลือกใช้เป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง เฉพาะตัว ความกล้าคือกล้าได้กล้าเสีย นักธุรกิจต้องกล้าที่จะปฏิเสธในสื่งที่คุณเห็นว่าไม่เข้าท่า หรือเสียประโยชน์มาเกินไปได้

    มีจุดยืน

    การเจรจาต่อรองด้วย เทคนิคการเจรจาต่อรอง นักธุรกิจควรมีจุดยืนที่มั่นคง เพราะจุดประสงค์ในการเจรจาต่องรองก็ต้องทำเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งที่จะต้องได้รับความสำเร็จนั้นกลับมาหลังจากการเจรจาต่อรอง ดังนั้น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ของนักธุรกิจแบบมืออาชีพต้องมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน รู้ว่าตนเองต้องการอะไรแต่ในขณะเดียวกันก็ควรรับฟังความคิดเห็นหรือข้อมูลของคู่เจรจาด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่จุดยืนของตนเองเพียงอย่างเดียว

    มีชั้นเชิง

    การเจรจาอย่างมีชั้นเชิงก็เหมือนการถือไพ่ที่เหนือกว่า การมีชั้นเชิงคือ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่สำคัญสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพ โดย เทคนิคการเจรจาต่อรอง อย่างมีชั้นเชิงนี้จะนำมาซึ่งความสำคัญ การมีชั้นเชิงคือการเจรจาที่มากกว่าการพูดจากันทั่วไปแต่คือการใช้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง อย่างเต็มประสิทธิภาพให้การเจรจาต่อรองบรรลุเป้าหมายของนักธุรกิจและนำมาซึ่งความสำเร็จ

    มีความคิดในแง่บวก

    การเจรจาด้วยความคิดในแง่บวกเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่ดี เพราะในการเจรจาต่อรองนั้นในทุกครั้งหลังจากการเจรจาต่อรองจะต้องมีคำตอบเสมอว่าการเจรจาต่อรองนั้นสำเร็จหรือไม่สำเร็จ การมีความคิดในแง่บวกสามารถช่วยให้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ของนักธุรกิจนั้นน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของการเจรจาต่อรองก็ต้องออกมาในแง่บวกด้วยเช่นกัน

    สรุป

    การเป็นนักธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนักธุรกิจต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจึงจะสามารถเป็นนักธุรกิจอย่างมืออาชีพได้ เพียงแค่คุณสมบัติไม่พอ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็มีความสำคัญมาก เพราะในแวดวงธุรกิจต้องมีการเจรจาต่อรองกันอยู่เสมอ ดังนั้น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็เป็นเรื่องที่นักธุรกิจควรคำนึงถึงและควรสั่งสมประสบการณ์ หมั่นหา เทคนิคการเจรจาต่อรอง หาเทคนิคเฉพาะตัวให้เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด และใช้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ในการเจรจาต่อรองทุกครั้งเพื่อความสำเร็จในธุรกิจ

  • สูตรวิธีทำน้ำบลูเบอรี่ปั่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำบลูเบอรี่ปั่น

    น้ำบลูเบอรี่ปั่น
     

    สูตรน้ำบลูเบอรี่ปั่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำบลูเบอรี่ปั่น

    – บลูเบอรี่แช่แข็ง 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – กลิ่นบลูเบอรี่ 4 หยด
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรครึ่ง

    วิธีการทำน้ำบลูเบอรี่ปั่น

    – นำบลูเบอรี่แช่แข็งจำนวน 2 ถ้วยตวงใส่ลงหม้อ
    – จากนั้นให้เติมน้ำเปล่าสะอาดลงไป แล้วนำไปต้มให้เดือดด้วยความร้อนปานกลาง
    – ต้มจนเนื้อบลูเบอรี่นิ่ม ประมาณ 15 นาที
    – หลังจากนั้นก็ปิดไฟแล้วยกหม้อบลูเบอรี่ลงมาพักไว้ให้คลายความร้อน
    – เตรียมเครื่องปั่นอาหาร แล้วทยอยตักบลูเบอรี่ลงไปปั่นให้ละเอียด โดยใส่เนื้อบลูเบอรี่ลงไปทีละน้อย หรือประมาณครึ่งนึงของโถปั่น
    – เมื่อได้เนื้อบลูเบอรี่ที่ปั่นละเอียดแล้ว ให้เทใส่ลงในหม้อ
    – แล้วเติมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรครึ่งตามลงไป
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วนำไปต้มให้เดือด ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – พอน้ำที่ต้มเดือดได้ที่แล้ว ก็พักน้ำบลูเบอรี่ที่ต้มเสร็จแล้วเอาไว้ก่อน แล้วหยดกลิ่นบลูเบอรี่ลงไป คนให้เข้ากัน
    – เมื่อน้ำบลูเบอรี่เย็นตัวลงแล้ว ให้กรองบนผ้าขาวบางเพื่อเอาส่วนที่เป็นกากของบลูเบอรี่ออกไป
    – เท่านี้ก็จะได้น้ำบลูเบอรี่ที่หอมหวาน พร้อมดื่มกับน้ำแข็งเย็นๆ แล้วครับ

    สูตรน้ำบลูเบอรี่ปั่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำบลูเบอรี่ปั่น

    – บลูเบอรี่แช่แข็ง 1 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาดต้มสุกแล้ว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำบลูเบอรี่สำเร็จรูป ครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น
    – น้ำแข็งป่น

    ส่วนผสมน้ำเชื่อม

    – น้ำตาลทรายขาว 10 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำบลูเบอรี่ปั่น

    – ในขั้นตอนแรกให้เราเตรียมทำส่วนผสมของน้ำเชื่อมไว้ก่อนครับ
    – เริ่มจากเทน้ำเปล่าสะอาดลงในหม้อ แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปตามอัตราส่วน
    – จากนั้นก็ยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง แล้วต้มให้น้ำตาลทรายละลายจนหมดประมาณ 20 นาที
    – เมื่อน้ำตาลทรายละลายจนหมดแล้ว ก็ยกน้ำเชื่อมลงมาพักไว้ให้เย็นตัวลงก่อน แล้วค่อยนำไปทำน้ำปั่นครับ
    – เตรียมเครื่องปั่นน้ำผลไม้ แล้วเทน้ำแข็งป่นลงไปประมาณครึ่งตัวโถปั่น
    – แล้วตามด้วยใส่น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – เติมตามเปล่าสะอาดที่ต้มสุกจนเย็นตัวลงแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ
    – ตามด้วยเกลือป่นเล็กน้อย และผลบลูเบอรี่แช่แข็ง 3-4 ช้อนโต๊ะ ซึ่งเพิ่มปริมาณได้อีกเล็กน้อย ตามความชื่นชอบ
    – และเติมน้ำบลูเบอรี่สำเร็จรูปลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะ
    – กดปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน โดยต้องปั่นให้เนื้อบลูเบอรี่เนียนละเอียด
    – เมื่อปั่นน้ำบลูเบอรี่เสร็จแล้ว ก็เทใส่ลงในแก้วรูปทรงสวยงามแล้วตกแต่งด้วยใบมิ้นท์เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความสวยงามครับ

    การขายน้ำบลูเบอรี่ปั่น

  • สูตรวิธีทำน้ำกีวี่ปั่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำกีวี่ปั่น

    น้ำกีวี่ปั่น
     

    สูตรน้ำกีวี่ปั่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำกีวี่ปั่น

    – ผลกีวี่ 3 ผล
    – น้ำเชื่อม 4 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็งบด ½ แก้ว
    – น้ำหวานกลิ่นกีวี่ 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำกีวี่ปั่น

    – นำกีวี่มาคว้านด้วยช้อน เพื่อเอาแต่เนื้อเขียวๆหรือจะปอกเปลือกก็ได้เช่นกัน จากนั้นนำมาหั่นเป็นแว่นๆ ให้ได้ตามที่ต้องการ
    – เตรียมทุบน้ำแข็งให้ละเอียด ใส่ลงในเครื่องปั่น แล้วตามด้วยเนื้อกีวี่ จากนั้นทำการปั่นให้ละเอียด
    – ใส่น้ำเชื่อม และน้ำหวานกลิ่นกีวี่ลงไป พร้อมกับปั่นให้ส่วนผสมเข้ากันอีกรอบ
    – ชิมรสชาติให้ได้ตามที่ต้องการ แล้วเทใส่แก้ว
    – จะได้น้ำกีวี่ปั่นที่แสนอร่อย สามารถทำทานได้ในวันหยุด

    สูตรน้ำกีวี่ปั่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำกีวี่ปั่น

    – เนื้อกีวี 2 ลูก
    – น้ำเชื่อม 4 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็งบด 1 แก้ว
    – ไซรัปกลิ่นกีวี 1ช้อนชา
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำกีวี่ปั่น

    – ปอกเปลือกกีวี่แล้วหั่นให้เป็นชิ้นๆ เตรียมสำหรับการปั่น
    – นำน้ำแข็งมาทุบให้ละเอียด แล้วเทใส่เครื่องปั่น พร้อมด้วยเนื้อกีวี่ น้ำเชื่อม เกลือป่นพร้อมด้วยไซรัปกลิ่นกีวี่เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ
    – ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนได้ที่
    – เทน้ำกีวี่ปั่นที่ได้ลงในแก้ว ตกแต่งขอบแก้วด้วยเนื้อกีวี่หั่นแว่นๆ
    – ได้น้ำกีวี่ปั่นที่แสนอร่ย พร้อมด้วยเนื้อกีวี่ 100% ที่หาทานที่ไหนไม่ได้แล้ว

    สูตรน้ำกีวี่ปั่น สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำกีวี่ปั่น

    – กีวี 3 ผล
    – น้ำเชื่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งเกล็ด 1 แก้ว
    – น้ำแอปเปิ้ลเขียว 1 ฝา
    – น้ำกีวี 1 ฝา

    วิธีการทำน้ำกีวี่ปั่น

    – หั่นลูกกีวี่ให้ได้ตามที่ต้องการ แยกไว้เป็นกีวีสำหรับปั่นและกีวีหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆสำหรับผสมในแก้ว
    – เตรียมน้ำแข็งเกล็ดที่ทุบจนละเอียดแล้วมาเทลงในเครื่องปั่น ตามน้ำเนื้อกีวี่ที่แบ่งไว้ น้ำเชื่อม น้ำแอปเปิ้ล น้ำกีวี่และเกลือป่น ส่วนผสมทั้งหมด สามารถใส่ได้ตามที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องตามสูตรมากเกินไป
    – ปั่นส่วนผสมที่เทลงไปให้เข้ากัน การปั่นไม่ควรปั่นนานเกินไป แต่ควรค่อยกดเครื่องปั่นทีละนิด เพื่อคอยดูว่าเนื้อกีวี่ละเอียดเกินไปหรือไม่ เพราะถ้าละเอียดเกินไปจะทำให้ไม่อร่อยเวลารับประทาน
    – ชิมรสชาติให้ได้ตามที่ต้องการ หากขาดส่วนผสมใดอีก ก็สามารถเทลงไปเพิ่มได้ แล้วทำการปั่นต่อจนได้ที
    – ก่อนเทส่วนผสมลงแก้ว นำเนื้อกีวี่ที่หั่นเป็นลูกเต๋ามาวางไว้ก้นแก้ว แล้วเทน้ำกีวี่ลงไป
    – ตกแต่งน้ำกีวี่ให้สวยงามด้วยเนื้อกีวี่และของตกแต่งอื่นๆตามใจชอบ
    – พร้อมสำหรับเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มผลไม้สดปั่น ที่สามารถทำเองได้แบบง่าย ไว้ดื่มในช่วงหน้าร้อน

     

    การขายน้ำกีวี่ปั่น

  • สูตรวิธีทำน้ำสตอเบอรี่ปั่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำสตอเบอรี่ปั่น

    น้ำสตอเบอรี่ปั่น
     

    สูตรน้ำสตอเบอรี่ปั่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำสตอเบอรี่ปั่น

    – สตอเบอรี่แช่เข็ง 2 ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาดต้มสุก 10 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรครึ่ง
    – เนื้อสตอเบอรี่สดหั่นชิ้นเล็ก ครึ่งถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำสตอเบอรี่ปั่น

    – นำสตอเบอรี่แช่แข็งใส่ลงในหม้อ แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาดลงไปประมาณ 10 ช้อนโต๊ะ
    – ยกหม้อขึ้นตั้งไฟอ่อน ค่อยๆ ต้มสตอเบอรี่ เพื่อละลายความเย็นออกไปให้หมดประมาณ 15 นาที
    – หรือจะนำสตอเบอรี่ใส่ในภาชนะที่เข้าไมโครเวฟได้ แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป ใส่ในไมโครเวฟประมาณ 7 นาที เพื่อให้สตอเบอรี่ละลายความเย็นออกมา
    – เมื่อสตอเบอรี่ละลายความเย็นแล้ว ก็พักไว้ให้ส่วนผสมคลายความร้อนประมาณ 20 นาที
    – จากนั้นนำสตอเบอรี่ใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร แล้วกดปั่นให้ละเอียด
    – เทส่วนผสมที่ปั่นลงในหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายขาว คนให้เข้ากัน
    – จากนั้นเติมเกลือป่นและน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรครึ่งลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง
    – ยกหม้อขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง แล้วต้มส่วนผสมทั้งหมดให้เดือด โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – พอส่วนผสมเดือดได้ที่ ก็ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา พักให้ส่วนผสมเย็นตัวลงอีก 30 นาที
    – ก่อนจัดเสิร์ฟให้เติมน้ำมะนาวคั้นสด และเนื้อสตอเบอรี่สดหั่นชิ้นเล็กๆ ลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
    – ตักน้ำแข็งใส่ลงในแก้วให้เต็ม แล้วตักน้ำสตอเบอรี่ตามลงไป โดยตักให้เนื้อสตอเบอรี่อยู่ด้านบนแก้วเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความสวยงาม ชวนรับประทาน

    สูตรน้ำสตอเบอรี่ปั่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำสตอเบอรี่ปั่น

    -สตอเบอรี่แช่แข็ง 1 ถ้วยตวง
    -น้ำสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำสตอเบอรี่เข้มข้น ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำมะนาวคั้นสด
    -น้ำแข็งป่น

    ส่วนผสมน้ำเชื่อม

    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งลิตร
    – น้ำตาลทรายขาวครึ่งถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำสตอเบอรี่ปั่น

    – นำสตอเบอรี่แช่แข็งใส่ลงในหม้อ แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาด 10 ช้อนโต๊ะ
    – จากนั้นก็เติมน้ำตาลทรายลงไป ยกขึ้นตั้งไฟร้อนปานกลาง ต้มให้สตอเบอรี่ละลายความเย็นออกมา ประมาณ 15 นาที
    – เมื่อสตอเบอรี่เดือดได้ที่แล้ว ให้พักทิ้งไว้ รอจนเย็นตัวลง
    – เตรียมทำส่วนผสมน้ำเชื่อม ด้วยการเทน้ำเปล่าสะอาดลงในหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายกับเกลือป่น
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน และยกหม้อขึ้นตั้งไฟ ต้มให้น้ำตาลทรายละลาย ประมาณ 30 นาที รอจนได้น้ำเชื่อมที่หวาน เข้มข้น
    – หลังจากนั้นก็ปิดไฟ แล้วยกส่วนผสมน้ำเชื่อมลงมาพักไว้ให้คลายความร้อน
    – และเราก็จะมาเตรียมพร้อมสำหรับปั่นน้ำสตอเบอรี่เข้มข้นกัน
    – เริ่มจากใส่น้ำแข็งป่นลงในโถปั่น ประมาณครึ่งโถปั่น ตามด้วยตักเนื้อสตอเบอรี่ที่ละลายไว้ลงไป 3 ช้อนโต๊ะ
    – ตามด้วยน้ำสตอเบอรี่เข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ
    – จากนั้นก็เติมน้ำเชื่อมที่ทำเตรียมไว้ลงไปอีก 5 ช้อนโต๊ะ
    – เติมน้ำมะนาวคั้นสดลงไปเล็กน้อย กดปั่นให้ส่วนผสมทั้งหมดละเอียด จนได้เนื้อเนียนเข้ากัน
    – เมื่อปั่นน้ำสตอเบอรี่เสร็จแล้ว ก็เทลงแก้ว แล้วตกแต่งด้วยเยลลี่หรือใบมิ้นท์เพื่อเพิ่มความสวยงาม
    – และถ้าหากใช้เนื้อสตอเบอรี่ไม่หมด ให้ตักใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดให้แน่นเก็บใส่ช่องฟรีชในตู้เย็นไว้ เพื่อใช้ทำน้ำสตอเบอรี่ปั่นในรอบต่อไป

    การขายน้ำสตอเบอรี่ปั่น

  • สูตรวิธีทำน้ำลูกพรุน พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลูกพรุน

    สูตรน้ำลูกพรุน สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -ลูกพรุนแห้งแกะเมล็ด ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่น 1 ช้อนชา
    -น้ำเปล่าสะอาด 2 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    -เลือกเนื้อลูกพรุนแห้งคุณภาพดี โดยเลือกใช้แบบที่แกะเมล็ดแล้วจำนวนครึ่งกิโลกรัม
    -จากนั้นก็เทน้ำเปล่าสะอาดลงในหม้อ 2 ถ้วยตวง
    -ตามด้วยใส่น้ำตาลทรายขาวและเกลือป่นลงไป
    -นำน้ำในหม้อยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลางแล้วต้มให้เดือด
    -ระหว่างที่น้ำกำลังเดือดนั้น ให้ใส่ลูกพรุนแห้งลงไป แล้วต้มจนเนื้อลูกพรุนนิ่ม โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    -เมื่อลูกพรุนเริ่มมีเนื้อนิ่มได้ที่แล้ว ให้ปิดไฟแล้วยกหม้อน้ำลูกพรุนลงมาพักไว้ให้เย็นตัวลงก่อน
    -พอน้ำลูกพรุนเย็นสนิทแล้ว ให้นำไปกรองบนผ้าขาวบาง 1-2 รอบ เพื่อแยกกากลูกพรุนกับน้ำออกจากกัน
    -นำน้ำลูกพรุนที่กรองเสร็จแล้ว เทใส่แก้วแล้วนำไปแช่เย็นจึงค่อยรับประทาน หรือจะตักน้ำแข็งป่นใส่แก้ว แล้วเติมน้ำลูกพรุนลงไป ก็จะรับประทานได้ทันที

    สูตรน้ำลูกพรุน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำลูกพรุน+น้ำผึ้งและมะนาว

    -ลูกพรุนแห้ง ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่น 1 ช้อนชา
    -น้ำเปล่าสะอาด 2 ถ้วยตวง
    -น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้เติมน้ำเปล่าสะอาดใส่ลงในหม้อ แล้วยกขึ้นต้มให้น้ำเดือดจัด
    -ใส่ลูกพรุนแห้งลงไปต้มประมาณ 30 นาที ให้เนื้อนิ่ม
    -จากนั้นก็ค่อยตักเลือกเฉพาะเนื้อลูกพรุน นำมาใส่ลงในเครื่องปั่นผลไม้
    -กดปั่นเนื้อลูกพรุนให้ละเอียด แล้วเทใส่ลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดอยู่ตามเดิม
    -เติมน้ำตาลทรายขาว เกลือป่น แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ต้มต่อไปจนกว่าน้ำตาลทรายจะละลาย
    -เมื่อน้ำตาลทรายละลายจนหมดแล้ว ก็ปิดไฟแล้วยกหม้อลงมาพักไว้ให้คลายความร้อน ประมาณ 30 นาที
    -พอน้ำลูกพรุนเริ่มเย็นตัวลงแล้ว ให้นำผ้าขาวบางมารองไว้บนหม้ออีกใบ แล้วเทน้ำลูกพรุนกรองเอาเศษกากเล็กๆ ออกให้หมด ประมาณ 1-2 รอบ
    -จากนั้นก็ค่อยเติมน้ำผึ้งและน้ำมะนาวคั้นสดใส่ลงไปในหม้อ แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง
    -ตักน้ำลูกพรุนใส่แก้วหรือขวด แล้วนำไปแช่เย็นก่อนรับประทาน
    -หรือจะจัดเสิร์ฟโดยตักน้ำใส่แก้ว แล้วเติมน้ำลูกพรุนลงไป
    -โดยน้ำลูกพรุนสูตรใส่น้ำผึ้งและมะนาว จะช่วยเพิ่มรสชาติของลูกพรุนให้อร่อยยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก และต้องการทำน้ำดื่มสุขภาพไว้รับประทาน ทั้งนี้สามารถปรับลดปริมาณน้ำตาลและน้ำผึ้งลงได้

  • สูตรวิธีทำน้ำแตงกวา พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำแตงกวา

    สูตรน้ำแตงกวา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำแตงกวา

    – แตงกวาขนาดกลาง 1 ลูก
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – น้ำผึ้ง 500 มิลลิลตร
    – ใบสะระแหน่ 3 ใบ

    วิธีการทำน้ำแตงกวา

    – เตรียมแตงกวาขนาดพอดี ล้างดินโคลนที่ติดอยู่ให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกให้เหลือเปลือกอยู่นิดหน่อย เพื่อเพิ่มสีสันให้แต่น้ำแตงกวา
    – หั่นแตงกวาตามแนวขวางออกเป็น 2 ซีก แล้วคว้านเอาส่วนตรงกลางที่มีเมล็ดออกให้หมด
    – แช่แตงกวาในเหยือกพร้อมกับเทน้ำและน้ำแข็งลงในแตงกวา แล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง
    – เมื่อแช่ในตู้เย็นครบ 1 ชั่วโมง จึงนำน้ำผึ้งมาใส่ในเหยือกที่มีแตงกวาเพื่อเพิ่มรสชาติ
    – เทใส่แก้ว ตกแต่งให้สวยงามด้วยใบสะระแหน่
    – ได้น้ำแตงกวาผสมน้ำผึ้งที่รสชาติหวานหอม ได้กลิ่นของแตงกวาสดอย่างดี

    สูตรน้ำแตงกวา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำแตงกวา

    – แตงกวา 1 ลูก
    – น้ำเย็น 1 แก้ว
    – น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็งก้อน 4 ก้อน

    วิธีการทำน้ำแตงกวา

    – นำแตงกวามาล้างให้สะอาดเพื่อเอาดินออก จากนั้นทำการปอกเปลือกออกให้หมดจนเป็นเนื้อสีขาวๆ
    – หั่นเป็นแว่นๆแล้วเอาเมล็ดออกหรือจะไม่เอาออกก็ได้ตามความชอบ หั่นแล้วพักไว้สักครู่
    – เตรียมตั้งไฟเติมน้ำลงบนหม้อ รอน้ำเดือด นำน้ำทรายเทลงไป พร้อมแตงกวา ต้มสัก 10 นาที จึงยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น
    – เมื่อแตงกวาเย็นตัว จึงนำไปปั่นในเครื่องปั่น พร้อมกับกากจนได้น้ำแตงกวาเข้มข้น
    – สามารถเติมส่วนผสมอื่นๆเพิ่มได้ตามความต้องการ
    – นำน้ำแตงกวาเข้มข้นพร้อมกากมากรองในผ้าขาวบาง เพื่อเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำ
    – ใส่น้ำแข็งก้อนลงในแก้วแล้วตามด้วยน้ำแตงกวาเข้มข้นที่กรองกากเรียบร้อยแล้ว
    – เสร็จแล้วจะได้น้ำแตงกวาเข้มข้นที่หวานอร่อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารจากผลไม้

    สูตรน้ำแตงกวา สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำแตงกวา

    – แตงกวา 4 ผล
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
    – น้ำต้มสุก1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำผึ้ง 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นหยิบมือ

    วิธีการทำน้ำแตงกวา

    – ล้างแตงกวาให้สะอาด ปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นๆยาวๆ
    – ใส่โถปั่น เติมน้ำต้มสุกลงไป พร้อมน้ำเชื่อมลงไปตามด้วยน้ำผึ้ง เพื่อกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ กับน้ำแข็งทุบละเอียด เติมเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ
    – ปั่นแตงกวาและส่วนผสมอื่นๆให้เข้ากันจนเนื้อละเอียด
    – สามารถเติมน้ำแข็งและส่วนผสมอื่นๆเพิ่มเติมได้ หากต้องการ
    – ปั่นส่วนผสมของแตงกวาจนเสร็จ จะได้น้ำแตงกวาพร้อมเนื้อแตงกวาที่หอมอร่อย
    – เป็นน้ำแตงกวาที่มีเนื้อแตงกวาปั่นกับน้ำแข็งรสชาตินุ่มลิ้น หอมหวานชื่นใจ

  • วิธีทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างให้ประสบความสำเร็จ

    การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้ ที่การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายนั้น ย่อมมีคู่แข่งทางการตลาดมากขึ้น แต่อยู่ที่ว่าผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน และหากทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง ที่สามารถสร้างกำไรได้มากทีเดียว แต่ธุรกิจนี้ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ในระยะยาว ซึ่งการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แต่หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจโดยนำ 10 เทคนิคนี้ไปใช้ การลงทุนครั้งนี้ย่อมจะเห็นความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างแน่นอน

    1. วางงบประมาณการเงิน

    การทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างมีต้นทุนสูงนั้นเป็นเรื่องจริง จึงควรมีการวางแผนเรื่องงบประมาณลงทุนให้ดี ว่ามีกำลังในการดำเนินธุรกิจนี้ให้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเป็นเพียงขนาดย่อม เพราะการทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่กว้าง สินค้ามากมาย ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ซ่อมแซมเล็กๆ จนไปถึงการก่อสร้างระดับตึก อาคาร ใหญ่โต ซึ่งต้องมีระบบการเงินหมุนเวียนที่ดีและมีเงินทุนเพื่อใช้ในระยะยาว

    2. ทำเลดี สถานที่ตั้งเหมาะสม

    การทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างต้องเริ่มจากการหาสถานที่ตั้งก่อน เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก ทำเลที่ดีต้องเป็นที่สามารถมองเห็นร้านได้อย่างชัดเจน การคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย มีที่จอดรถรับ-ส่งสินค้าได้ง่าย มีพื้นที่เพื่อจัดทำคลังสินค้าได้ และควรสำรวจตลาดก่อนว่าในแหล่งที่ตั้งนั้น จะเป็นลูกค้าประเภทไหน สินค้าใดที่เหมาะสม เพื่อจะได้มีสินค้าและบริการได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย

    3. มีความรู้ในตัวสินค้าและมีทักษะการขาย

    การทำธุรกิจที่ดีนั้นผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้าและบริการด้วย มีเพียงใจรักหรือเพียงแค่อยากลงทุนเพื่อหวังผลกำไรเท่านั้นไม่พอ เพราะการมีความรู้ในตัวสินค้าย่อมส่งผลดีในการบริหารจัดการสินค้าได้ดี สามารถสั่งซื้อและบริหารสินค้าได้อย่างถูกต้อง เพราะธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย และมีปริมาณมาก ต้องมีการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าอยู่เสมอ

    4. บริหารแรงงานคน

    การจัดการเรื่องแรงงานคนเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างเป็นไปด้วยดี ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกพนักงานที่มีใจรักในงานบริการ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้า ฝึกให้มีความเชี่ยวชาญในการบริการ และจะต้องมีทีมงานที่มีทักษะในการขนส่ง เพื่อที่จะสามารถให้ข้อมูลและแนะนำลูกค้าได้ดี เพื่อที่บริการลูกค้าอย่างครบวงจร

    5. บริหารร้านค้าขายวัสดุก่อสร้าง

    การบริหารร้านค้าประกอบไปด้วยการจัดการกับสินค้าและสถานที่ภายในร้านจนถึงคลังสินค้า ทำให้เป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสั่งซื้อ รับของ การจัดเก็บ และการบริหารสินค้าคงคลังให้มีสินค้าหลากหลาย เพียงพอและตรงกับความต้องการของลูกค้า การจัดเรียงร้านให้สะดวกเป็นหมวดหมู่ จัดเรียงเป็นระเบียบ มีการเบิกจ่ายเป็นระบบ การที่ร้านค้าสะอาดและมีระบบที่ดีย่อมส่งผลต่อการซื้อของลูกค้าเสมอ

    6. บริหารยอดขาย จัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย

    การดำเนินธุรกิจต้องหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นเสมอ โดยการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายหรือโปรโมชั่นพิเศษเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความสนใจที่จะเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างที่ร้านเรา และที่สำคัญต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมให้อยู่กับเราไปนานๆ โดยการจัดทำข้อเสนอที่ดีให้กับลูกค้าให้เกิดความต้องการซื้อในปริมาณมากขึ้นและเลือกที่จะใช้บริการของเราต่อไปเรื่อยๆ

    7. ราคาขาย ราคาพิเศษสำหรับลูกค้า

    สินค้าที่มีคุณภาพสูงย่อมมีราคาที่สูงกว่าที่มีคุณภาพด้อยกว่า การทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างต้องมีสินค้าหลากหลาย และต่างราคา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า การตั้งราคาขาย ต้องเป็นมาตรฐาน แจ้งราคาให้ชัดเจน ไม่ค้ากำไรเกินควรเพราะลูกค้าจะสามารถเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อที่ๆ ราคาต่ำกว่าเสมอ และควรให้ราคาพิเศษหรือให้เครดิตลูกค้าประจำเพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้า

    8. การบริการที่ดี และการบริการหลังการขาย

    สินค้าจะมีมากเพียงใด ราคาจะถูกมากแค่ไหน หากขาดการบริการที่ดี ลูกค้าย่อมห่างไกล ไม่มีใครอยากใช้บริการของเราแน่ ฉะนั้นการบริการที่ดี ขายสินค้าด้วยความจริงใจ มีความซื่อสัตย์ มีบริการหลังการขาย ลูกค้าก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนร้านค้า เกิดการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ที่เรียกได้ว่าลูกค้าจะเกิดความภักดีต่อสินค้าและร้านค้าขายวัสดุก่อสร้างของเราแน่นอน

    9. การบริหารต้นทุน เจรจาขอลดราคากับผู้ผลิต

    หากเราสามารถควบคุมต้นทุนในการซื้อสินค้าสำหรับขายวัสดุก่อสร้าง ด้วยการเจรจากับผู้ผลิตสินค้าโดยตรงเพื่อขอลดราคาในการซื้อ ยิ่งลดต้นทุนได้เท่าไรย่อมเกิดกำไรมากยิ่งขึ้น สามารถเจรจาซื้อด้วยเครดิตหรือสินค้าบางประเภทมีราคาสูง ไม่จำเป็นที่จะต้องสต็อกสินค้าไว้จำนวนมาก

    10. วิเคราะห์ตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่าย

    ต้องการให้ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างเจริญเติบโต และมั่นคง ต้องหาช่องทางในการออกสู่ตลาดให้เป็นที่รู้จัก โดยการวิเคราะห์ตลาด สร้างความแตกต่างให้เหนือคู่แข่ง อาจจะทำการผลิตสินค้าเองเพิ่ม หรือการนำเข้าสินค้าที่ดีจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้เป็นอีกทางเลือกของลูกค้า การประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักและการขายออนไลน์ซึ่งเหมาะมากในยุคปัจจุบัน

    ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างสามารถสร้างให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จได้อย่างดีแล้ว ยังสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้มากขึ้นได้ ด้วยกันขยายธุรกิจนี้ อย่างเช่น สร้างอาคารเพื่อขายหรือให้เช่า หรือจะตั้งบริษัทเป็นผู้รับเหมาสร้างบ้านสร้างอาคาร เป็นต้น ซึ่งสามารถทำได้ทั้งสิ้น และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อเป็นโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มช่องทางการขยายตลาดให้กว้างขึ้นอย่างครบวงจร

  • สูตรวิธีการทำน้ำแก้วมังกร พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำแก้วมังกร

    สูตรน้ำแก้วมังกร สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำแก้วมังกร

    – เนื้อแก้วมังกร 1 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 2 ถ้วยตวง
    – เกลือป่นเล็กน้อย
    – น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำแก้วมังกร

    – ปอกแก้วมังกรออก เอาแต่ส่วนที่เป็นเนื้อขาวๆ จากนั้นหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆแล้วพักไว้
    – เตรียมสวนผสมอื่นๆ สำหรับปั่น โดยการนำเนื้อแก้วมังกรหั่นเทลงไปในโถพร้อมด้วยน้ำเชื่อม น้ำต้มสุกและเกลือป่นเล็กน้อย
    – ทำการปั่นจนเนื้อแก้วมังกรผสมกับน้ำเชื่อมจนเข้ากันดี จึงเทใส่แก้ว
    – รับประทานได้เลยหลังจากทำการปั่นเสร็จ หรือหากต้องการดื่มแบบเย็นๆ สามารถนำไปแช่ตู้เย็นก่อนได้

    สูตรน้ำแก้วมังกร สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำแก้วมังกร

    – เนื้อแก้วมังกร 200 กรัม
    – เนื้อแอปเปิ้ล 200 กรัม
    – มะนาว 1ถ้วย
    – น้ำผึ้ง 1 ถ้วย
    – น้ำต้มสุก ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำแก้วมังกร

    – นำแก้วมังกรมาปอกเปลือก พร้อมด้วยแอปเปิ้ล กะปริมาณของแก้วมังกรและแอปเปิ้ลให้เท่าๆกัน
    – หั่นแก้วมังกรและแอปเปิ้ลเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ เพื่อง่ายต่อการปั่นและให้ได้เนื้อที่ละเอียด
    – นำเนื้อแก้วมังกรและแอปเปิ้ลใส่ลงไปในเครื่องปั่นหรือเครื่องสกัดเย็น แล้วตามด้วยน้ำมะนาวลงไป เพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำผึ้ง
    – ปั่นส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากัน หรือหากใช้เครื่องสกัดเย็น ก็ทำการสกัดจนเนื้อแก้วมังกรเข้ากัน แล้วเติมน้ำต้มสุกลงไปเล็กน้อย
    – ชิมรสชาติ ให้ได้ที่แก้วเทน้ำแก้วมังกรใส่แก้ว
    – สามารถทำดื่มได้ในทันที แช่ตู้เย็นเก็บไว้ก็ได้เช่นกัน เก็บไว้ทานได้หลายวัน

    สูตรน้ำแก้วมังกร สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำแก้วมังกร

    – เนื้อแก้วมังกร 2 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 2 ถ้วยตวง
    – น้ำหวานกลิ่นสละสีแดง 1 ถ้วย
    – นมข้นหวาน 2 ถ้วยตวง
    – น้ำแข็ง ½ แก้ว
    – นมสด 1 ขวด
    – ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่ง

    วิธีการทำน้ำแก้วมังกร

    – หั่นเนื้อแก้วมังกรให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ
    – นำเนื้อแก้วมังกรที่ได้ใส่ลงไปในโถปั่น ตามด้วยน้ำเชื่อม น้ำแข็ง นมสดและน้ำหวานกลิ่นสละตามจำนวนของผู้รับประทาน
    – ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน สามารถเพิ่มเติมน้ำแข็ง รสชาติความหวานหรือสีแดงจากน้ำหวานได้ ตามต้องการ
    – ปั่นอีกหนึ่งครั้งหลังจากเพิ่มเติมส่วนผสม แล้วทำการชิมรสชาติ
    – ได้เป็นน้ำแก้วมังกรปั่นสีชมพู พร้อมด้วยกลิ่นหอมของน้ำหวานและความหวานจากน้ำเชื่อม
    – เทใส่แก้วแล้วตกแต่งด้วยใบสะระแหน่เพื่อความสวยงาม
    – น้ำแก้วมังกรปั่นสีชมพู เหมาะกับการเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย

  • สูตรวิธีทำน้ำเชอรี่ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำเชอรี่

    สูตรน้ำเชอรี่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำเชอรี่

    – เชอรี่สด 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 10 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำเชอรี่

    – นำผลเชอรี่สด 1 กิโลกรัมแช่ในน้ำเปล่าสะอาดทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นล้างให้สะอาดอีก 1-2 รอบ แล้วพักไว้บนกระชอน ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย
    – เมื่อพักผลเชอรี่ทิ้งไว้จนสะเด็ดน้ำดีแล้ว ให้เด็ดก้านออกให้หมด แล้วใช้มีดแกะเมล็ดด้านในออก
    – นำเนื้อเชอรี่ที่แกะได้ใส่ลงในหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทราย เกลือป่นและน้ำเปล่าสะอาดลงไป
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง
    – ต้มน้ำเชอรี่ประมาณ 40 นาที ให้เนื้อเชอรี่นิ่ม จากนั้นก็ปิดไฟแล้วยกหม้อลงมาพักให้คลายความร้อนประมาณ 30 นาที
    – นำผ้าขาวบางมาวางบนกระชอนตาถี่บนหม้ออีกใบ แล้วเทน้ำเชอรี่ลงไปกรองเอาแต่น้ำ
    – จากนั้นก็บีบกากเนื้อเชอรี่ให้หมดน้ำ แล้วนำกากทิ้งไป
    – สำหรับการรับประทานน้ำเชอรี่นั้นจะตักรับประทานพร้อมน้ำแข็ง หรือจะกรอกใส่ขวดแล้วแช่เย็นก็ได้ตามความชื่นชอบเลยครับ

    สูตรน้ำเชอรี่ สูตรที่ 2 (น้ำเชอรี่คั้นสด)

    ส่วนผสมน้ำเชอรี่คั้นสด

    – ผลเชอรี่ 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง
    – น้าผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวคั้นสด
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำเชอรี่คั้นสด

    – สำหรับน้ำเชอรี่สูตรนี้จะเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก และอยากทำน้ำผลไม้ไว้รับประทานเองนะครับ โดยจะใส่น้ำตาลที่น้อยลงกว่าปริมาณปกติ
    – เริ่มจากล้างผลเชอรี่ให้สะอาดแล้วดึงก้านออกให้หมด
    – จากนั้นก็ใช้มีดแกะเมล็ดออกให้หมดเลือกเอาแต่เนื้อ และเมื่อแกะเมล็ดออกจนหมดก็พักเนื้อใส่ถ้วยรอไว้ก่อนครับ
    – ต่อมาก็ต้มน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำตาลทรายขาวกับน้ำให้เข้ากันแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ต้มให้น้ำตาลทรายละลาย
    – พักน้ำเชื่อมไว้ให้คลายความร้อนลงก่อนแล้วเตรียมเครื่องปั่นน้ำผลไม้
    – ใส่เนื้อเชอรี่ลงในเครื่องปั่นอาหาร แล้วเติมน้ำเชื่อมลงไปประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ
    – ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ
    – เติมเกลือป่นลงไปเล็กน้อยประมาณหยิบมือ ระวังอย่าให้มีรสชาติเค็มมากเกินไป
    – จากนั้นก็กดปั่นส่วนผสมทุกอย่างให้ละเอียด จนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เทน้ำเชอรี่ที่ปั่นเสร็จแล้วใส่ขวดแก้ว และนำไปแช่เย็นก่อนรับประทาน
    – โดยน้ำเชอรี่สูตรนี้สามารถนำไปรับประทานเป็นน้ำผลไม้ในมื้อเย็นเพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือรับประทานหลังออกกำลังกายได้ครับ จะช่วยเพิ่มความสดชื่นและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

  • สูตรวิธีทำน้ำข้าวโพด พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำข้าวโพด

    สูตรน้ำข้าวโพด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำข้าวโพด

    – ข้าวโพด 2 ฝัก
    – น้ำนมข้าวโพด 1 ขวด
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – เกลือป่นเล็กน้อย
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำข้าวโพด

    – ปอกข้าวโพดที่อยู่ในฝักออกมาเป็นเมล็ดๆ เพื่อเตรียมสำหรับนำไปนึ่งให้สุก
    – นำน้ำข้าวโพดสำเร็จรูปที่เตรียมไว้ มาต้มให้พอเดือด แล้วใส่น้ำตาลทรายเพิ่มไปอีกนิดหน่อย เพื่อปรับรสชาติ
    – น้ำข้าวโพดที่นึ่งจนสุกแล้วมาสับให้ละเอียด แล้วนำลงไปต้มพร้อมกับน้ำข้าวโพดสำเร็จรูป
    – ต้มให้ส่วนผสมเดือดจนได้ที่ รอให้ส่วนผสมเย็นแล้วจึงนำไปใส่ในภาชนะบรรจุ
    – แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น เพื่อเพิ่มความอร่อยให้แก่น้ำข้าวโพด
    – เทใส่แก้ว เพื่อดื่มเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ

    สูตรน้ำข้าวโพด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำข้าวโพด

    – ข้าวโพด 10 ฝัก
    – น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 4 ลิตร
    – ใบเตย 1 มัดใหญ่ๆ

    วิธีการทำน้ำข้าวโพด

    – นำข้าวโพดดิบมาผ่านให้เมล็ดหลุดออกจากฝัก แล้วพักทิ้งไว้ เพื่อเตรียมต้มน้ำ โดยต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่เมล็ดข้าวโพดลงไปต้มพร้อมใบเตย ปรุงด้วยน้ำตาลทรายเพิ่มความหวาน
    – เมื่อข้าวโพดเดือดแล้ว นำข้าวโพดที่ได้ลงในเครื่องปั่น ปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำไปคั้นเอาแต่น้ำ ทิ้งกากออก
    – นำส่วนที่เป็นน้ำมาต้มอีกรอบโดยใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อย ต้มให้เดือด
    – พักน้ำข้าวโพดที่ต้มจนเดือดไว้ให้เย็น
    – เมื่อน้ำข้าวโพดเย็นแล้ว นำไปแช่ตู้เย็น 30 นาทีจนเย็นได้ที่
    – นำมาเทใส่แก้วพร้อมสำหรับการเสิร์ฟเป็นเครื่องดื่มแสนอร่อย

    สูตรน้ำข้าวโพด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำข้าวโพด

    – ข้าวโพดฝัก 3 ฝัก
    – น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง
    – น้ำเปล่า 400 มิลลิลิตร
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำข้าวโพด

    – ต้มข้าวโพดทั้งฝักให้สุก แล้วนำข้าวโพดที่สักมาฝานเอาแต่เนื้อ แล้วนำไปต้มกับน้ำตาลทรายจนได้ที่
    – จากนั้นนำเนื้อข้าวโพดต้มกับน้ำตาลทรายพักไว้ให้เย็น แล้วนำไปใส่เครื่องปั่น ปั่นให้เนื้อข้าวโพดเหลวเป็นน้ำ
    – ปั่นเสร็จจนละเอียดก็ทำการเติมน้ำต้มสุกและน้ำตาลทรายลงเล็กน้อย แล้วปั่นต่อให้ละเอียด เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ชิมรสชาติ
    – เมื่อได้ที่แล้ว นำน้ำข้าวโพดที่ปั่นได้มาเทใส่แก้วหรือขวดแล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนเย็น
    – เมื่อเย็นแล้ว นำมาเทใส่แก้วพร้อมสำหรับรับประทาน
    – น้ำข้าวโพดปั่นที่ให้ความรู้สึกอิ่มท้องเวลาทาน บวกกับความหอมหวานของข้าวโพด แถมเนื้อที่สามารถเคี้ยวได้อีก ทำให้น้ำข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจ เหมาะแก่การลองทำไปทำยามว่าง

error: Content is protected !!