Author: admin

  • วิธีปลูกมะขามป้อม พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามป้อม

    มะขามป้อม หรือมะข้ามป้อมอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ Phyllanthaceaeg เป็นผลไม้มากไปด้วยสรรพคุณทางสมุนไพร ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงยิ่งกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ ถึง 12 เท่า และมากกว่าน้ำส้มถึง 20 เท่า ดังนั้นได้เวลาเปลี่ยนทัศนคติต่อมะขามป้อมกันได้แล้วนะครับ

    ลักษณะโดยทั่วไปของมะขามป้อม

    มะขามป้อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไปถึงขนาดกลาง เป็นพืชใบเลี้ยงเดียวคล้ายๆ กับใบมะขามทั่วๆ ไปนั่นละครับ มีสีเขียวอ่อน มีแขนงไม่ชัดเจน ลำต้นมีผิวเรียบ เปลือกในเป็นสีชมพู
    ดอก มีขนาดเล็ก ที่แยกเพศ ซึ้งดอกเพศผู้กับดอกเพศเมียจะอยู่ในกิ่งเดียวกัน เพื่อง่ายและมีโอกาสที่จะเกิดผล จะออกดอกแน่นและดกที่สุดบริเวณปลายกิ่ง สีขาวหรือขาวนวล
    ผล หากเป็นผลอ่อนจะเป็นสีเขียวอ่อนใสๆ มีริ้วยาวแนวยาวสังเกตได้ 6 เส้น อย่างเห็นได้ชัดเจน มีรสชาติที่หลายคนขม ฝาด และหวานรวมๆ กันไป

    วิธีการปลูกมะขามป้อม

    มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้เก่า ดูแลยากและไม่ค่อยจะมีข้อมูลเชิงวิการให้เกษตรกรรุ่นหลังสักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครนิยมปลูกกันเนื่องจากมะขามป้อมออกดอกเพียงแค่ปีละครั้ง หากปีนั้นดูแลรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือขาดการเอาใจใส่ปีนั้นก็จะไม่ได้เงิน ที่สำคัญมะขามป้อมพันธุ์ไทยจะติดผลได้ไม่ดีเท่ากับพันธุ์อินเดีย ที่ในปีแรกอาจติดเพียงเล็กน้อยแต่จะค่อยๆดก หรือติดมากในช่วงปีถัดๆ ไป

    ขั้นตอนการดูแลรักษา

    1.การเตรียมต้นกล้า จะต้องเป็นต้นพันธ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้เนื่องจากใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างนานกว่าเห็นผล ว่าเป็นแบบไหน ติดลูกเป็นอย่างไร การเจริญเติบโตได้ดีมากน้อยเพียงไหน เพราะไม่อย่างนั้นทำให้เราเสียเวลาในการปลูก เสียเงิน และเสียความรู้สึกได้ค่า
    2.การเตรียมดิน ลักษณะดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะขามป้อม คือดินร่วนซุย ชั้นดินมีความลึก 50-70 เซนติเมตร ความกว้างของปากหลุมอยู่ที่ 50×50 เซนติเมตร เมื่อขุดออกมาแล้วนำดินไปผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก แล้วกลบไว้ในหลุมเช่นเดิม เว้นพอให้ตุ้มของที่ชำต้นลงไปได้ก็พอ
    3.ระยะปลูก ในการเลือกกิ่งพันธุเพื่อนำมาปลูกนั้นอยู่ที่เกษตรกรเป็นคนเลือกว่าต้องการกิ่งพันธุ์ หรือต้นกล้าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นต้นที่ได้จากการทาบกิ่ง ต่อกิ่ง หรือติดตา อายุให้ผล หรือติดผลจะเร็วขึ้น เพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้นเองครับ เมื่อให้ผลแล้ว เวลาที่เกษตรกรเลี้ยงผล จะมีพุ่มขนาดเล็ก ระยะที่เหมาะสมในการปลูกประมาณ 3×6 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ประมาณ 88 ต้น สามารถให้ผลได้ 7-8 ปีให้เกษตรกรทำการตัดต้นมะขามป้อมออก 1 ต้นเหลือระยะห่างอยู่ที่ 6×6 เมตร เหลือเพียงแค่ไร่ละ 44 ต้นเท่านั้น

    การดูแลรักษาต้นมะข้ามป้อมในระยะแรกปลูก

    ระยะแรกปลูกเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสนใจและดูแลมากเป็นพิเศษดังนี้

    1.การให้น้ำในช่วงเดือนแรกให้วันเว้นวัน เมื่อเข้าเดือนที่ 2 ให้สองวันเว้นวัน แต่ทั้งนี้จะต้องดูความชื้นของหน้าดินเป็นหลัก
    2.ในการให้ปุ๋ยในปีแรกจะต้องให้ไนโตรเจนเป็นหลักเพื่อเร่งการเจริญเติบโต สูตรที่เหมาะสมสำหรับมะขามป้อมในระยะนี้ 25-7-7 โดยการให้ปุ๋ยเมื่อต้นกล้าลงดินได้ 2 อาทิตย์ แล้วเว้นวรรค 3 อาทิตย์ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนชาจนถึงอายุครบ 6 เดือน
    3.ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นมะขามป้อม ให้สลับกับ16-16-16 เป็นระยะเวลา 3 อาทิตย์ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ จนอายุมะขามป้อมครบ 2 ปีครึ่ง หรือเห็นว่าลำต้นมีความแข็งแรงดีพอ
    4.ปุ๋ยระยะที่ 3 คือสูตรสร้างอาหาร และสร้างตาดอก คือสูตร 8-24-24 ครั้งละ 200-300 กรัม หลังจากที่มีการใส่ปุ๋ยจะต้องรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลาย เมื่อปุ๋ยละลายควรงดน้ำ 10-15 วันเมื่อเห็นว่าใบเหลืองและมีการร่วงหล่นให้เริ่มลดน้ำทีละน้อย จะเห็นตาดอกแทงออกมา และมีการออกดอก 20-25 วัน ดอกก็จะบานและมีผลเล็กๆดอกมาให้เห็น
    5.เมื่อมีลูกเล็กๆออกมาจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอๆ และต้องกลับมาให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 เพื่อเลี้ยงลูกจนกว่าจะสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้

    โรคและศัตรูพืช

    เนื่องจากมะขามป้อมเป็นผลไม้ป่าที่สามารถต้านทานโรคได้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาปลูกมีการให้น้ำให้ปุ๋ยเป็นอย่างดี อาจก่อให้เกิดการบอบบางและอาจมีเชื้อราบางชนิดเข้ามาทำลายได้ เกษตรกรสามารถทำการป้องกันด้วยการฉีดยาป้องกันเชื้อราในช่วงฤดูฝน ด้วยตัวยา คาเบ็นดาซิ แอนทราโคล ตามอัตราส่วนข้างบรรจุภัณฑ์กำหนดไว้

    ส่วนในเรื่องศัตรูพืชอาจมีบ้างเล็กน้อย ในส่วนของด้วงปีกแข็งมากัดกินยอดอ่อน หรือหนอนกลางคืนที่คอยเจาะลำต้น หรือกิ่งไม้ ในช่วงเวลาที่ติดผล เกษตรกรสามารถกำจัดได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมี อาจเป็นการสกัดจากสมุนไพร หรือน้ำส้มควันไม้ ในการคุมและฆ่า
    ในการปลูกมะขามป้อมก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นผลไม้ป่า ที่มีความทนทาน ดังนั้นนอกจากการรดน้ำและใส่ปุ๋ยแล้ว เกษตรกรอาจมีการสังเกตอาการ หรือดูความผิดปกติเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ

  • วิธีปลูกมะขามหวาน พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามหวาน

    มะขามหวานมีแหล่งกำเนิดมาจากแอฟริกาใต้เขตร้อน มีการนำมาปลูกในประเทศอินเดีย ต่อมามีการแพร่กระจายไปทั่วเอเชียและเมืองในเขตร้อนอื่นๆ ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะขามหวานและมะขามเปี้ยวที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ พบมากที่สุดทางตอนเหนือของประเทศโดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ รองลงมาในภาคอีสาน และประปรายไปทั่วทั้งประเทศ คาดว่าในอนาคตวันข้างหน้ามะขามหวานจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้เข้ามาสู่ประเทศไม่น้อย

    ลักษณะทั่วไปของมะขามหวาน

    มะขามหวานเป็นไม่ยืนต้น ขนาดใหญ่ อายุยืนรากลึก ลักษณะของพุ่มเป็นทรงกลมแน่น กิ่งแน่นเหนียวหักโค่นได้ยาก ที่สำคัญต้นมะขามหวานจะค่อยๆสลัดใบในช่วงฤดูร้อนและแตกใบใหม่ขึ้นมาแทน จะออกดอกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเริ่มติดฝักช่วงปลายพฤษภาคม เฝ้าดูอีกประมาณ 6-7 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วจ้า ประมาณปลายธันวาคม-มีนาคม จะเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะขามหวานนั้นๆ ด้วย รวมไปถึงปริมาณฝน หรือความชื้น

    ลักษณะทั่วไปของมะขามหวาน

    ใบ มะขามหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ที่เรียงสลับกันยาวประมาณ 10-16 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยใบเล็กขนาด 1-2.5 เซนติเมตร เรียงตัวติดก้านใบใหญ่ตรงข้าม

    ดอกเป็นช่อ ความยาวอยู่ที่ 5-16 เซนติเมตร ในหนึ่งช่อประกอบไปด้วยดอกเล็ก 10-15 ดอก เป็นเพสสมบูรณ์กล่าวคือมีทั้งเพศผู้แล้เพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์และติดผลได้ด้วยตัวเอง สำหรับดอกไหนที่ไม่ติดผลก็จะร่วงหล่นลงไปภายใน 2-3 วัน
    ผล หรือที่เราเรียกกันว่าฝัก เป็นฝักเดี่ยวยาว มีหลานเมล็ดประมาณ 1-10 เมล็ด ฝักอ่อนจะมีสีเขียวและสะเก็ด จะค่อยๆกลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ขึ้น รวมถึงการมีเปลือกที่แยกตัวออกจากเนื้ออย่างเห็นได้ชัดเจน สำหรับฟักของมะขามหวานมีหลายลักษณะดังนี้

    1.ฝักดิ่งตรง
    2.ฝักดาบ
    3.ฝักฆ้องโค้ง
    4.ฝักดูก

    สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกมะขามหวาน

    เนื่องจากมะขามหวานเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ทุกสถานที่ ทนแล้ง เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยกว่าพืชชนิดอื่น ไม่ค่อยชอบสถานที่ที่มีน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตามสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมในการปลูกมะขามหวานจะต้องเป็นดินที่ค่อนข้างเหนียว มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างกลางๆ หรือค่อนข้างที่จะไปทางด่างเล็กน้อย แต่ควรมีน้ำให้เล็กน้อย สำหรับประเทศไทยสามารถปลูกได้ทุกภาค หากมีการดูแลตามสมควรก็จะให้ผลได้ดีทีเดียว

    การปลูกมะขามหวาน

    1.มะขามหวานแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลุกที่เรามี ตลอดจนการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกดังนี้
    1.1หากเป็นพื้นที่ทีมีดินและน้ำดี ระยะห่างอยู่ที่ 7×7 เมตร ใช้ต้นที่ 32 ต้น หากเป็นระยะ 8×8 เมตรต้นพันธุ์ที่ใช้จะอยู่ที่ 25 ต้น และ 10×10 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 16 ต้น
    1.2ถ้าเป็นพื้นที่ที่ดินไม่ดี ระยะที่ปลูก 5×5เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 64 ต้น 6×5 ใช้ต้นพันธุ์ 53 หรือจะเป็น 7×7 เมตรและ 8×8 เมตร ก็ได้
    2.การเตรียมดิน ก่อนที่จะมีการปลูกเกษตรกรจะต้องกำจัดศัตรูที่มาแย่งสารอาหาร บดบังแสงแดด หรือเป็นอันตรายสำหรับต้นกล้าออกให้หมดเสียก่อน ขนาดความกว้างของหลุมอยู่ที่ 50x50x50 เซนติเมตร หากเป็นดินดีสามารถลดขนาดความกว้างลง แต่ถ้าเป็นดินผสมลูกรังให้เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นทำการผสมดินที่ขุดออกมา 1 ส่วนกับแกลบดิบ หรือเปลือกถั่วลิสงประมาณ 2 ส่วนและปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน เติมกระดูกป่น หรือปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม ถ้าที่เป็นที่ที่มีสภาพเป็นกรดให้เพิ่มเติมปูนขาวประมาณ 0.5 กิโลกรัมเข้าไปด้วย
    3.ถึงเวลาแล้วที่จะต้องน้ำต้นกล้ามะขามลงปลูกแล้วอัดดินให้แน่นโดยที่ขอบปากดินจากกระถางอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อยค่อยนำดินมาพูนรอบๆ โคนต้น ใช้ไม้ปักหลักเพื่อยึดให้แน่น ทำการคลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าแห้ง เพื่อป้องกันเหล่าวัชพืชที่ขึ้นมาแซมและรักษาความชื้นของหน้าดิน ช่วงเวลาในการปลูกควรปลูกต้นๆฤดูฝน หรือหากเป็นฤดูอื่นๆ จะต้องรดน้ำเล็กน้อย

    การดูแลรักษา

    เนื่องจากมะขามหวานเป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถให้ผลได้หลังจากปลูกเพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนเรื่องการบำรุงและการดูแลดังนี้

    1.ในช่วง1-2 ปีแรกต้นมะขามหวานยังอ่อนอยู่จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด มีการรดน้ำอาทิตย์ 2-3 ครั้งในช่วงฤดูแล้ง หรือในช่วงที่ฝนไม่ตก หลังปลูกได้ 2-3 เดือนให้เกษตรกรใช้มีดกรีดถุงพลาสติกที่เกิดจากการทาบกิ่งออก เพราะไม่อย่างนั้นลำต้นส่วนนี้จะไม่โต หรืออาจมีการหักที่รอยต่อได้
    2.เกษตรกรจะต้องหมั่นพรวนดิน กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอก และคลุมด้วยหญ้าแห้งทุกครั้งเพื่อรักษาความชื้น ในการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี กระดูกป่น หรือปุ๋ยฟอสเฟต จะต้องดูตามขนาดของพุ่ม และความสมบูรณ์ของดิน
    3.ปุ๋ยเคมีจะต้องใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเพื่อลำต้นจะได้สมบูรณ์และแข็งแรงก่อนการออกดอก โดยจะให้ใส่สูตร 30-20-10 ไปก่อนแล้วค่อยตามด้วย 15-15-15 ให้ใส่ตามทางเดินรอบๆ โคน ตามแนวของพุ่ม

    นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดแต่งกิ่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่แสงแดดจะได้ส่องมายังโคนต้น สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มความสะดวกในการเก็บเกี่ยว ได้อีกด้วย

  • วิธีปลูกมะขามเปรี้ยว พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามเปรี้ยว

    วันนี้เราลองมาทำความรู้จักเกี่ยวกับมะขามเปรี้ยวกันดีกว่านะคะ มะขามเปรี้ยวจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้จำนวนไม่น้อยจากการนำมะขามมาแปรรูป เช่นมะขามแช่อิ่ม ได้มากถึงกิโลละ 120-140 บาทเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นมะขามเปียก หรือมะขามฝักขายราคาถือว่าดีไม่น้อย

    ลักษณะโดยทั่วไป

    เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาลอ่อนๆ ทนทานและมีความเหนียว ยากต่อการหักและโค่นล้ม สำหรับการขยายพันธุ์เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมติดตา ต่อกิ่ง และทาบกิ่ง เนื่องจากติดผลเร็ว และลดการกลายพันธุ์ โดยคนไทยให้ความเชื่อว่าเป็นผลไม้มงคล นิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของบ้านเพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ผีร้ายไม่ให้เข้ามาในบ้าน อีกทั้งชื่อมะขามยังให้ความเชื่อต่ออีกว่าเป็นที่เกรงขามจากผู้อื่น ผู้ใต้บังคับบัญชา

    ผล หรือที่เรียกว่าฝัก มีได้นั้นมีรูปร่างทั้งกลม และแบนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของมันเอง เมล็ดจะอยู่ด้านในฝัก มีร่องกลางสามารถผ่าออกได้ 2 ซีก โดยเปลือกของเมล็ดจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลอมดำ ถัดจากเปลือกด้านในจะเห็นเนื้อเมล็ดที่เป็นสีขาว ตรงกลางเป็นขั้วเมล็ดมียอดอ่อน และส่วนนี้นี่ล่ะค่ะจะใช้เพาะปลูกเพื่อการขยายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่นิยม เนื่องจากช้า และสามารถกลายพันธุ์ได้

    พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

    มะขามเปรี้ยวเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่โดยเฉพาะพื้นดินลูกรัง ดินเหนียว ดินร่วน หรือดินทราย แต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีจะเป็นดินร่วนปนทราย เนื่องจากสามารถระบายน้ำได้ดี มะขามเปรี้ยวเป็นพืชทนน้ำ ที่เติบโตง่าย ต้นไม่สูงมาก พุ่มและกิ่งจะขยายออกทางด้านข้าง สามารถทนความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเลยคือสามารถออกดอกและติดได้เป็นจำนวนมาก

    วิธีการปลูกมะขามเปรี้ยว

    1.การปลูกมะขามเปรี้ยวที่ไร่แนะนำให้ปลูกแบบมีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 10×10 เมตร หรือ 5×5 วา เนื่องจากมะขามมีพุ่มขนาดใหญ่ จำเป็นที่จะต้องเว้นระยะห่างไว้เยอะกว่าการปลูกผลไม้ชนิดอื่น 1ไร่จะปลูกได้ประมาณ 16 ต้น โดยอายุของต้นมะขามสามารถอยู่ได้ในระยะยาวเป็น100 ปี ถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมากเกินไปทำให้แดดส่องมายังต้นมะขามน้อย มะขามก็จะไม่โตและไม่ติดฝัก เนื่องจากมะขามเป็นพืชที่ชอบแดดและต้องการน้ำน้อยนั่นเอง
    2.การเตรียมหลุมปลูก หากเป็นดินแข็งและแน่นทำขุด 50x50x50 เซนติเมตร หากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง หรือน้ำน้อย ให้นำเศษฟาง เศษหญ้า ขี้วัว หรือกาบมะพร้าว มารองก้นหลุมแล้วนำดินที่ขุดมากลบลงไปเช่นเดิม จะนั้นขุดให้มีขนาดหลุมเท่ากับกระถาม หรือถุงเพาะชำ นำต้นมะขาม ใส่ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้ผ้าทาบ 1 อาทิตย์ หลังจากปลูกให้กรีดผ้าทาบออก นำดินมากลบโนต้นให้พูน ในช่วงนี้จะต้องหาไม้ค้ำด้วย เพราะต้นยังไม่ฝังราก อาจมีการล้ม หรือลมพัดกิ่งหักได้

    การดูแลรักษา

    ในช่วง 2-3 ปีแรกให้ดูแลเหมือนผลไม้ทั่วๆ ไป คือรดน้ำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง หรือไม่ก็รดเฉพาะช่วงที่แล้งจัด หรือฝนไม่ตก เมื่อเข้าสู่ปลายปีที่ 2 ย่างปีที่ 3 หากเกษตรกรเห็นว่าต้นมะขามเปรี้ยวมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ มีความอุดมสมบูรณ์ และต้องการให้ติดผล ให้หยุดรดน้ำ และหยุดให้ปุ๋ยในช่วงหน้าร้อนไปก่อน ให้ใบร่วงหล่นให้หมด หากยิ่งร้อนมากเท่าไหร่ใบยิ่งร่วมลงมากเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมา ต้นมะข้ามก็จะผลิใบและออกดอกออกมา ช่วงนี้นี่ล่ะค่ะที่ทำให้ดอกติดผล

    ภายหลังจากที่ดอกติดผลแล้ว จะต้องทำการบำรุงอย่างเต็มที่ ด้วยการรดน้ำใส่ปุ๋ย เด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้างหากมีจำนวนที่เยอะเกินไป เพราะมันจะคอยไปแย่งสารอาหารจากลำต้น ทำให้ต้นมะขามโทรม และเจริญเติบโตช้าเข้าไปอีก งวดแรกของการติดฝัก ต้นอาจให้ผลผลิตได้น้อยและไม่เต็มที่ แต่พอเข้าสู่ปีที่สอง หรือสาม จะให้ผลผลิตได้เต็มร้อยเนื่องจากต้นมีการปรับสภาพได้แล้วค่ะ ต้นมะขามเปรี้ยวสามารถให้ผลิตแก่เกษตรกรไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดหากมีการบำรุงและดูแลที่ดี

    การใส่ปุ๋ยมะขามเปรี้ยว

    ปุ๋ยจัดว่าสำคัญมากๆ ต่อการเจริญเติบโตของต้นมะขามเปรี้ยว ก่อนที่มะขามจะติดฝักจะต้องมีการให้ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ที่บำรุงลำต้น ให้มีความเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ช่วงระยะเวลาที่ต้นมะขามติดฝักให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 2-3 ครั้งบวกกับการรดน้ำอย่างทั่วถึง จะช่วยให้ฝักใหญ่ และมีน้ำหนักมาก เมื่อพ้นช่วงเก็บเกี่ยวไป ให้ทำการตกแต่งกิ่งและพุ่ม เอากิ่งที่แห้งเสีย หรือไม่สมบูรณ์ออกไป เพื่อที่จะได้บำรุงลำต้นให้กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์และพร้อมต่อการติดฝักในปีถัดไป

    การปลูกมะขามเปรี้ยว แม้ว่าจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย และสามารถเติบโตเองได้ตามธรรมชาติ แต่หากเราต้องการให้ออกดอกติดผลมากๆ และสามารถให้ผลผลิตแก่เราได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน แนะนำให้ใส่ใจและดูรักษาสักเล็กน้อย อาจมีการใส่ปุ๋ยปีละ 2-3ครั้ง หากเห็นน้ำน้อย หรือแห้งแล้งมากๆ ควรที่จะให้น้ำบ้างเล็กน้อย อย่าให้มากจนเกินไปนะคะ เพราะมะขามเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดๆ แต่ชอบน้ำปริมาณน้อยๆ

  • สูตรวิธีทำน้ำมะตูม พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะตูม

    สูตรน้ำมะตูม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะตูม

    – มะตูมแห้ง 5 ชิ้น
    – น้ำ 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม

    วิธีการทำน้ำมะตูม

    – การทำน้ำมะตูมเริ่มจากให้นำมะตูมแห้งไปย่างไฟหรือคั่วในกระทะ ให้ใช้ไฟอ่อน ระวังอย่าให้แรงขนเกินไป คั่วหรือย่างจนมีกลิ่นหอม แล้วพักไว้
    – จากนั้นให้ตั้งไป แล้วนำหม้อใส่น้ำลงไปแล้วเอามะตูมที่ย่างไฟแล้วลงไปต้มให้ใช้ไฟกลางจนน้ำเดือด สังเกตดูว่าสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนไป อาจจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
    – ต่อไปเราก็จะเติมรสชาติให้กับน้ำมะตูม ด้วยการใส่น้ำตาลทรายแดง แล้วคนจนน้ำตาลทรายแดงละลาย จากนั้นให้เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำมีสีที่เข้ม แล้วยกลงจากเตา
    – เพื่อให้น้ำมะตูมที่ใสไม่มีกาก เราจะใช้ผ้าขาวกรองเพื่อจะแยกกากออก จากนั้นพักไว้จนเย็น
    – เมื่อจะดื่มก็สามารถเทใส่แก้วใส่น้ำแข็ง ดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะตูม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะตูม

    – มะตูมแห้ง
    – ใบเตย
    – น้ำตาลกรวด
    – น้ำตาลทราย

    วิธีการทำน้ำมะตูม

    – นำใบเตยไปล้างให้สะอาด แล้หั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นก็นำใบเตยไปปั่นให้พอหยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วจึงนำใบเตยไปคั้นกับน้ำสะอาด ด้วยการขยำใบเตยจนได้น้ำสีเขียว แล้วจึงเอาไปกรองกับผ้าขาวบางเพื่อจะแยกกากใบเตยออก
    – จากนั้นนำน้ำใบเตยที่ได้ไปตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง แล้วเอามะตูมแห้ง ใส่ลงไป ต้มจนเดือด จากนั้นใส่น้ำกรวดลงไป จะให้รสชาติที่นุ่มนวลขึ้น จากนั้นให้ ใส่น้ำตาลทรายจะช่วยเพิ่มรสหวานแหลม จากนั้นให้ปิดฝาแล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 20 – 25 นาที แล้วปิดไฟ ยกลงทิ้งไว้สักพักให้เย็น
    – สามารถกรอกใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ นำมาดื่มคลายร้อนได้ หรือจะใส่แก้วเติมน้ำแข็งก็ได้

  • สูตรวิธีทำน้ำฝรั่ง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำฝรั่ง

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่งแก่จัด 1 ลูก
    – น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุก 200 มล.
    – เกลือป่นเสริมไอโอดีน ½ ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่ง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    – ปั่นฝรั่งและน้ำต้มสุก ในเครื่องปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอาแต่น้ำ
    – เมื่อได้น้ำฝรั่งแล้ว เติมน้ำเชื่อมและเกลือ คนผสมให้เข้ากัน
    – แช่ในตูเย็นให้เย็นก่อนนำมาดื่มครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่งแก่จัด 3 ขีด
    – น้ำมะนาว ¼ ถ้วย
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่งให้สะอาด ผ่าฝรั่ง คว้านเม็ดฝรั่งออก แล้วหั่นเนื้อฝรั่งป็นชิ้นเล็กๆ
    – นำฝรั่งที่หั่นแล้วส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่ง 3 ขีด
    – นมเปรี้ยวรสธรรมชาติ 150 ซีซี หรือยาคูลล์ 2 ขวด
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ½ ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่งให้สะอาด ผ่าฝรั่งออกแล้วคว้านเม็ดออก หั่นเนื้อฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ
    – ใส่ฝรั่งและส่วนผสมในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เมื่อปั่นแล้วเทใส่แก้วยกเสิร์ฟครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่ง 3 ขีด
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่ง แล้วคว้านเม็ดออก
    – หั่นฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ปั่นได้ง่าย
    – ใส่ฝรั่ง ลงในเครื่องปั่น แล้วใส่ส่วนผสมทุกอย่างตามลงไป ทำการปั่นรวมกันทั้งหมด เสร็จแล้วเทใส่แก้วดื่มได้ครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำใบบัวบก พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำใบบัวบก

    สูตรน้ำใบบัวบก

    ส่วนผสมน้ำใบบัวบก

    – ใบบัวบก 600 กรัม
    – น้ำ 6 ถ้วย
    – ใบเตย มัดเป็นปม 2-3 ใบ
    – น้ำเชื่อม 1 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งชนิดก้อน
    – กลีบบัวบก สำหรับตกแต่ง

    วิธีการทำน้ำใบบัวบก

    – เตรียมใบบัวบก แล้วนำไปล้างให้สะอาด จากนั้นใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำออกจนหมด แล้วหั่นเป็นท่อนสั้น พักไว้
    – ตั้งไฟปานกลาง ต้มน้ำสะอาดกับใบเตยจนเดือด เมื่อเดือดแล้วก็ปิดไฟ ทิ้งสักพักให้น้ำอุ่น
    – ค่อยๆ ใส่ใบบัวบกลงในเครื่องปั่น แล้วเทน้ำต้มสุกที่อุ่นแล้วลงไป 1 ถ้วย จากนั้นก็ปั่นจนละเอียดเป็นน้ำ อาจจะแบ่งใบบัวบกที่เตรียมไว้เป็น 6 ส่วน ใส่ทีละส่วน แล้วปั่นพอละเอียดก็ใส่ส่วนต่อไป ทำซ้ำจนหมด จากนั้นก็ยกลงมากรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออก ให้เหลือแต่เฉพาะน้ำ พักไว้
    – ปรุงรสน้ำใบบัวบก ไม่ให้เฝื่อนเกินไป ด้วยการใส่น้ำเชื่อมลงในน้ำใบบัวบก แล้วคนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
    – จะดื่มทันทีด้วยการใส่น้ำแข็งก็ได้ หรือ จะแช่เย็นแล้วนำมาดื่มภายหลังก็ได้เช่นกัน

  • วิธีเปิดร้านขายสินค้า 20 บาทให้ประสบความสำเร็จ

     

    เคยมั้ยครับเวลาไปเดินตามตลาดต่างๆ จะเห็นร้านขายของ 20 บาทกันพรึ่บ ยิ่งตอนนี้มีเยอะแยะมากมาย ด้วยความที่ซื้ออะไรก็ขายแค่ 20 บาท สิ่งนี้เองที่ดึงดูดคนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดได้เข้าไปดูไปซื้อสินค้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีแบบจิปาถะมาก ของใช้ในบ้านกระจุกกระจิกมีเกือบทุกอย่าง ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดี สามารถทำเงินได้เรื่อยๆ ถ้าท่านกำลังหาลู่ทางทำธุรกิจขายสินค้า 20 บาทอยู่แล้วล่ะครับ ผมก็จะขอแนะนำเทคนิควิธีการต่างๆ ไว้ในบทความนี้ครับ

    ความรู้ในการทำธุรกิจ

    การทำธุรกิจต้องมีความรู้ในการทำธุรกิจ อย่างน้อย ต้องรู้เรื่องการทำธุรกิจเบื้องต้น ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เรียนทางด้านบริหารธุรกิจมา แต่เดี๋ยวนี้ตามร้านหนังสือก็มีหนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เยอะแยะมากมายให้อ่าน รวมทั้งใน internet ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการการทำธุรกิจให้ได้อ่านเช่นกัน การทำธุรกิจในปัจจุบันนี้ง่ายกว่าในสมัยก่อน เพราะสื่อที่ให้ความรู้เยอะ มีหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก็หลายเล่ม รวมไปถึงคนที่ออกมาเขียนว่าทำไมถึงทำธุรกิจเจ๊งก็หลายเล่ม เราต้องศึกษาไว้หลายๆ ด้าน หลายๆ มุม ศึกษาให้รู้เรื่องธุรกิจอย่างทะลุปุโปร่งยิ่งดี

    เงินลงทุน

    แน่นอนว่าจะเปิดร้านทำธุรกิจ ต้องมีเงินลงทุน เงินลงทุนแรกเริ่มตีไว้เลย 2 แสนบาทถ้วน สำหรับร้านขนาดเล็ก 1 ร้าน เงินจำนวนนี้เป็นทั้งเงินลงทุน และเงินทุนสำรองไว้ในก้อนเดียวกัน แบ่งสรรปันส่วนให้เรียบร้อย อาจจะเป็นเงินลงทุน 1 แสน เงินทุนหมุนเวียน 5 หมื่น เอาไว้ซื้อสินค้าหมุนเวียนไว้ในสต็อค และเงินทุนสำรอง 5 หมื่น เอาไว้เวลาหมุนไม่ทัน เงินทุนสำรองจะไม่ใช้เด็ดขาด จนกว่าจะถึงเวลาที่เงินหมุนไม่ทันจริงๆ ถึงจะเอาเงินก้อนนี้มาใช้ เรื่องเงินสำคัญมากในธุรกิจ เจ้าของร้านต้องมีวินัยทางการเงินด้วยนะครับ แต่ถ้าเป็นร้านขนาดกลาง หรือร้านขนาดใหญ่ เงินลงทุนก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับงบประมาณของเจ้าของร้านด้วยครับ

    ทำเล

    ทำเลจะต้องอยู่ในสถานที่มีคนเดินไปเดินมาพลุกพล่าน เช่น ตลาด หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หน้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือในห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าเป็นในห้างสรระสินค้าค่าเช่าจะค่อนข้างแพง อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย ร้านที่อยู่ในห้างผมก็ขอยกตัวอย่าง ร้าน Bear Store ร้านนี้ขายทุกอย่าง 20 บาท ก็ลองศึกษาสเกลธุรกิจของเค้าดูว่าทำอย่างไรถึงเปิดบนห้าง ทั้งๆ ที่ค่าเชาแพง แต่ผมดูแล้วเค้าเน้นขายให้ได้มากๆ ครับ เน้นปริมาณเยอะๆ เข้าไว้ เรื่องทำเลถ้าเป็นที่ตลาด หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หน้าโรงงานอุตสาหกรรม ค่าเช่าอาจจะถูกกว่าในห้าง แต่ยอดขายจะใกล้หรือไม่ใกล้ในห้าง ก็ขึ้นอยู่กับการตลาดแล้วหล่ะครับ

    ขายแค่ 20 บาทจะได้กำไรหรือ

    ก็ต้องขอตอบว่า ได้กำไรครับ แต่ได้น้อยครับ เฉลี่ยทุนจะอยู่ที่ 10 กว่าบาท กว่าเท่าไหร่ แล้วแต่ประเภทของสินค้า การขายสินค้าราคาแบบนี้ ต้องเน้นปริมาณครับ สมมติว่าขายได้กำไรชิ้นละ 5 บาท เราจะต้องขาย 100 ชิ้น ถึงจะได้กำไรวันละ 500 บาท ถ้า 200 ชิ้นก็ได้กำไร 1000 บาท สเกลธุรกิจจะเป็นประมาณนี้

    ซื้อสินค้าจากที่ไหนกัน

    ถ้าในกรุงเทพ ก็ต้องเป็นตลาดสำเพ็งหล่ะครับ แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ไปเลือกดูสินค้าได้เลยครับ ถ้าจะให้ดี สินค้าที่เหมาะสมจะนำมาขายราคาทุนต้องไม่เกิน 15 บาทนะครับ เกินกว่านี้เดี๋ยวกำไรจะน้อยครับ ถ้าจะถามว่าสินค้าในสำเพ็งส่วนใหญ่นำมาจากไหน ส่วนใหญ่นั้นนำเข้ามาจากจีนครับ ต้นทุนจะอยู่ที่ชิ้นละ 10 บาท เห็นอย่างนี้แล้ว เราก็คงอยากนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายแล้วใช่มั้ยครับ เพราะราคาถูกกว่ากันเห็นๆ แต่การนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก บางทีต้องไปเข้าคอร์สศึกษาวิธีนำเข้าสินค้าจากจีนกันเลยหล่ะครับ แต่ถ้าทำได้ เราก็จะได้ของที่ถูกกว่าสำเพ็งครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีร้านค้าออนไลน์หลายร้านที่ขายส่งสินค้าราคาถูกให้ถึงบ้านโดยที่ไม่ต้องเป็นแฟรนไชส์ เช่น นพรัตน์ 20, Big B Wholesale, Sampeng Express, Dealtique, Happyshop20, 888-shopping

    แฟรนไชส์ 20 บาท ดีมั้ย

    แฟรนไชส์ 20 บาทก็ดีครับ เค้ามีทุกอย่างให้เราพร้อม ไม่ต้องไปขนของจากแหล่งค้าส่งมา เค้ามีสินค้ามาส่งถึงร้านเราเลย ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์คือ เค้าทำระบบต่างๆ ไว้หมดแล้ว ทำให้การทำธุรกิจมีความติดขัดน้อย จะยากก็ตอนเริ่มทำใหม่ๆ อาจจะมีติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าอยู่ตัวแล้วก็กินยาวครับธุรกิจนี้ ตัวอย่างแฟรนไชส์ 20 บาท ในปัจจุบันนี้ก็คือ OK 20, เอ-โกะ, D จัง ทุกอย่าง 20 บาท, Bear Store

    บันทึกรายรับจ่าย

    ในการทำธุรกิจ การบันทึกรายรับจ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การทำธุรกิจหน้าร้าน เพราะเราจะได้รู้ถึงยอดขายในแต่ละวัน หักลบกับต้นทุนแล้วได้กำไรมั้ย รวมทั้งการทำสถิติสินค้าเอาไว้ ว่าสินค้าใดขายดี เอามาไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็หมด หรือสินค้าใดขายไม่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการทำธุรกิจให้ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นต่อไป

    สินค้าอะไรขายดี

    กลุ่มสินค้าที่ขายได้ขายดีตลอดทุกเทศกาล คือ ปากกา ดินสอ สมุดเขียนหนังสือ แม๊ก กระจกแบบพกพา ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน กล่องใส่กระดาษทิชชู่ ไฟแช็ค แก้วน้ำพลาสติก ไม้ปัดขนไก่ พรมเช็ดเท้า ถุงขยะ ถังกะละมังต่างๆ ของพวกนี้ต้องมีสำรองมาเติมไว้อย่าให้หมด เพราะขายได้เรื่อยๆ

    การตลาดสำคัญมั้ย

    ถ้าร้านของเราอยู่ในทำเลที่ดี มีคนเดินไปเดินพลุกพล่าน เช่น ในตลาด นั่นถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะไม่นานร้านของเราก็จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากลูกค้าขาประจำที่มาซื้อของที่ตลาด และแวะมาซื้อร้านเรา สำหรับธุรกิจประเภทนี้ ถ้าทำเลดี การตลาดแทบไม่ต้องเลย ของดีอยู่ที่ไหนก็ดี แต่ถ้าเราขายแล้ว ยอดขายของร้านเราตกไปจากเดือนก่อนๆ ก็จำเป็นต้องงัดกลยุทธ์การตลาดมาใช้ อาจจะจ้าง พริตตี้ หรือ MC มาโฆษณาร้านเราให้กับผู้คนที่เดินสัญจรไปมา หรือในร้านอาจจะมีแถมสินค้า 1 ชิ้นทุกวัน สำหรับท่านที่ซื้อสินค้าครบ 500 บาท อย่างนี้เป็นต้น

    สรุป

    การทำธุรกิจขายสินค้า 20 บาท ก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะราคาจำกัดอยู่แค่ 20 บาท ทำให้ลูกค้าไม่ลังเลรีรอที่จะซื้อ และจากความหลากหลายของสินค้า แน่นอนว่าส่วนใหญ่ไม่ซื้อชิ้นเดียว จะซื้อหลายชิ้น ติดไม้ติดมือกลับบ้าน เรียกว่าถ้าเปิดร้านในทำเลที่ดี ก็ขายได้เรื่อยๆ กินยาวๆ จนกว่าจะมีคู่แข่งขายสินค้า 20 บาทมาเปิดใกล้ๆ กัน เพราะเห็นว่าขายดี เพื่อขอแย่งชิ้นเค้กทางการตลาด อันนี้ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ทางแก้คือต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย ให้เอาชนะร้านที่มาเปิดใหม่ให้ได้

    ธุรกิจนี้น่าสนใจ ทำเงินได้ระยะยาว ผมก็ขออวยพรให้ท่านที่ทำธุรกิจขายสินค้า 20 บาท ประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำองุ่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำองุ่น

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 4 ถ้วย (องุ่นสีอะไรก็ได้)
    – น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุก 2 แก้ว
    – เกลือ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่นให้สะอาด แล้วผ่าครึ่งองุ่น แกะเมล็ดออก
    – ใส่องุ่นและน้ำในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำองุ่น
    – ใส่เกลือและน้ำเชื่อมผสมในน้ำองุ่น คนให้เข้ากัน แล้วแช่ในตู้เย็น เมื่อเย็นจึงดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่นดำ หรือองุ่นแดงแบบไร้เมล็ด 500 กรัม
    – น้ำ 1/2 ถ้วย
    – น้ำมะนาว 1/2 ลูก
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น แล้วผ่าครึ่งแกะเมล็ดออก
    – ใส่น้ำและองุ่น ในเครื่องปั่น แล้วปั่น เมื่อปั่นองุ่นละเอียดดีแล้ว ให้กรอกแยกกากออกเพื่อเอาแต่น้ำองุ่น
    – เมื่อจะดื่ม ตักน้ำองุ่นใส่แก้วครึ่งแก้ว บีบมะนาวแล้วชง
    – ตักน้ำแข็งใส่ในแก้วน้ำองุ่นที่บีบมะนาว คนให้เข้ากันดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 3 ขีด
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 50 ml.
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น ผ่าครึ่ง เอาเมล็ดออก
    – ใส่ส่วนผสมทุกอย่างในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้ว เสร็จขั้นตอนการทำแล้วครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 3 ขีด
    – นมสดรสจืด 100 มล.
    – น้ำเชื่อม 100 มล.
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น แล้วผ่าเพื่อแกะเมล็ด
    – ใส่ส่วนผสมในเครื่องปั่นแล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วดื่มแก้ร้อนหรือเป็นเครื่องดื่มยามว่างได้อย่างดีเลยครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำบ๊วย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำบ๊วย

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วย 1 ลูก
    – น้ำบ๊วย 3 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 1 แก้ว
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ใส่น้ำตาลลงในแก้ว แล้ว ตักบ๊วยและน้ำบ๊วยใส่แก้ว ใช้ช้อนบี้ลูกบ๊วยให้แตก
    – ใส่น้ำร้อน ชงให้น้ำตาลละลาย
    – ใส่น้ำแข็งแล้วเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – ลูกบ๊วย 1 เม็ด
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 100 ซีซี
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักน้ำตาลทรายใส่แก้ว ใส่ลูกบ๊วย 1 เม็ดบี้ให้แตก แล้วค่อยใส่น้ำบ๊วยตามลงไป
    – ใส่น้ำร้อน ชงให้น้ำตาลละลาย แล้วชงให้เข้ากัน
    – ใส่น้ำแข็ง เสิร์ฟได้ครับ หรือจะปั่นเป็นบ๊วยปั่นก็สามารถทำสูตรนี้ได้เลยครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วยดอง 5 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวสด 2 ลูก
    – น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งบด 2 ถ้วย
    – เกลือเล็กน้อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – บี้เม็ดบ๊วยในแกวให้เม็ดบ๊วยแตก แล้วใส่น้ำบ๊วย น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเกลือลงไป ชงให้เข้ากัน
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว แล้วรินน้ำบ๊วยมะนาวโซดา ลงไป จัดเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วยดอง 3 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวสด 2 ลูก
    – น้ำหวาน เฮลบลูบอย เขียวหรือแดงก็ได้ 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งบด 2 ถ้วย
    – เกลือเล็กน้อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักเม็ดบ๊วยใส่แก้วแล้วบี้ และเทน้ำบ๊วย น้ำตาล น้ำมะนาว น้ำหวาน เกลือ ใส่ตามลงไป ชงให้เข้ากัน
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำบ๊วยแดงหรือเขียว มะนาวโซดา ใส่ในน้ำแข็งยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วย 3 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/5 ช้อนชา
    – สไปรส์
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักเม็ดบ๊วยใส่แก้วแล้วบี้ให้แตก
    – ใส่น้ำบ๊วย เกลือ น้ำสไปร์ ตามชอบ ชงให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำแข็ง ดื่มได้เลยครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำตำลึง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำตำลึง

    สูตรน้ำตำลึง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำตำลึง

    – เครื่องปั่น 1 เครื่อง
    – ตำลึง 50 กรัม
    – น้ำมะนาว 3 ลูก
    – น้ำผึ้ง หรือ น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำต้มสุก 1 ลิตร ต้องรอให้เย็นก่อน
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำตำลึง

    – ขั้นตอนแรกจะเริ่มจากการทำความสะอาดใบตำลึงก่อน ให้เลือกใบตำลึงที่ไม่แก่มาก เด็ดออกจากเถาให้เรียบร้อย มาทำความสะอาดโดยการล้างน้ำสะอาด สะอาด แล้วใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ
    – ตั้งไฟปานกลางต้มน้ำให้เดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็นแล้วก็เทน้ำที่เย็นแล้วลงไปในเครื่องปั่นนำใบตำลึงที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไปในเครื่องปั่น ปิดฝาเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด พักไว้
    – ต่อไปเราจะกรองเอากากออก ให้ใช้ผ้าขาวบางเพื่อกรองน้ำตำลึง ให้ได้แต่น้ำ แยกกากทิ้งไป
    – เสร็จแล้วให้ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำผึ้งใส่ลงไป หรือน้ำเชื่อม และใส่เกลือลงไปนิดหน่อย จากนั้นคนให้เข้ากัน
    – สามารถนำไปแช่เย็นเพื่อให้เย็น แล้วค่อยนำมาดื่ม หรือจะใส่น้ำแข็งแล้วดื่มทันทีก็ได้

error: Content is protected !!