Author: admin

  • วิธีปลูกส้มเช้ง พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเช้ง

    ส้มเช้ง หรือเรียกอีกชื้อหนึ่งว่าส้มตรา เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีนที่เชื่อกันว่าเป็นผลไม้มงคล นิยมใช้ในเทศกาลตรุษจีน สารทจีน ไหว้พระจันทร์ และงานมงคลสมรส มีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว จัดอยู่ในกลุ่มส้มเกลี้ยง

    ลักษณะทั่วไปของส้มเช้ง

    เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทรงพุ่มเล็กแต่แน่นทึบ กิ่งแก่มีสีเขียวเข้ม ส่วนใบมีลักษณะกลมรี ปลายแหลมและโคนกว้าง ดอกมีขนาดเล็กมีสีขาว ผลกลมสูง มีเว้าที่ฐานเล็กน้อย ปลายผลเป็นร่อง สำหรับผิวของส้มเช้งจะไม่เหมือนส้มชนิดอื่นคือขรุขระทั้งผล เปลือกหนา และมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วผิว ผลแก่จะมีสีเขียวเข้ม สังเกตหากเป็นสีเขียวอมเหลือสามารถรับประทานได้แล้ว

    คุณประโยชน์ของส้มเช้ง

    เนื่องจากในผลส้มเช้งได้มากไปด้วยวิตามินซี และสารอาหารต่างๆ ที่เข้าไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล สมานแผล บำรุงสมอง และช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีความแข็งแรง กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ถ้าทานส้มเช้งเป็นประจำจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วยจ้า
    สารอาหารที่ได้ในส้มเช้ง

    ในการทานส้มเช้งสามารถทานได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งวัยเด็ก แต่ต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนนะครับ วิธีการทานให้คั้นเป็นน้ำผสมกับน้ำต้มปริมาณครึ่งต่อครึ่งเพื่อลดการระคายเคือง และทำให้เด็กไม่ติดหวาน สำหรับสารอาหารที่พบในส้มเช้งผลสด 100 กรัมประกอบไปด้วย
    – เบต้าแคโรทีน 82 ไมโครกรัม
    – วิตามินซี 50 มิลลิกรัม
    ซึ่งส้มเช้งหนึ่งผลมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 140 กรัม แสดงว่าในผลส้มเช้งประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีอย่างละ 115 ไมโคกรัม และ 70 มิลลิกรัม ถือว่าให้สารอาหารค่อนข้างสูง บวกกับกากใย น้ำตาล และโพเทสเซียมที่สำคัญกับร่างกาย

    ทำไมไม่ค่อยเห็นส้มเช้งในท้องตลาด

    เมื่อพูดถึงส้มเช้ง เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว ซึ่งปกติเมื่อก่อนส้มเช้งมักจะน้ำมาวางขายใกล้ๆ กับส้มเขียวหวาน ด้วยความที่ส้มเช้งมีรสชาติหวานอมเปรียว ไม่อร่อยเท่าส้มเขียวหวาน และวิธีการปอกเปลือกที่ยากกว่าจะได้ทานสักลูกต้องใช้เวลาที่นานกว่า ทำให้กระแสความนิยมลดน้อยลง ส้มเช้งกลายเป็นผลไม้ที่ถูกลืม ยิ่งปัจจุบันนี้ผลไม้ตระกูลส้ม ลูกเล็กๆ ในประเทศจีนเข้ามาตีตลาด ยิ่งทำให้อัตราการปลูกส้มเช้งลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

    วิธีการปลูกส้มเช้ง

    ในการขยายพันธุ์ส้มเช้ง จะสามารถขยายได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เกษตรกรควรให้ความสำคัญในจุดนี้เป็นส่วนใหญ่ จะต้องคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่อได้กิ่งพันธุ์ของส้มเช้งมาแล้วดำเนินการปลูกด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
    1. ในการปลูกส้มเช้ง ควรปลูกให้มีรากลอยขึ้นมา หากรากจมดินหรือใช้ดินกลบ จะทำให้เกิดปัญหาต้นส้มให้ผลผลิตเพียงแค่ปีเดียว และการควบคุมการออกดอกและติดผลก็เป็นไปได้ยากอีกด้วย
    2. เมื่อส้มเช้งมีอายุประมาณ 1-2 ปี เกษตรกรสามารถใช้ดินกลบ หรือพอกโคนส้มเช้งได้ แต่ทั้งนี้ควรเว้นรากบางส่วนออกมาพ้นดิน เพื่อการหายใจ
    วิธีการปลูกส้มเช้งแบบรากลอย มีส่วนช่วยให้ส้มมีการปรับตัวได้ดี ในสภาวะต่างๆ เช่นหากเป็นพืชที่ดินแฉะ รากที่อยู่บนพื้นดินก็จะสามารถระเหยน้ำได้นั่นเอง

    การดูแลรักษาส้มเช้ง

    1. เนื่องจากส้มเช้งเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือไม่มากหรือน้อยจนไป ในช่วงฤดูร้อนจะต้องมีการดูแล และรดน้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าปริมาณน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้ต้นส้มเช้งตายทั้งยืน ส่วนฤดูหนาว เนื่องจากมีน้ำค้างเยอะให้รดน้ำในช่วงเข้า หรือช่วงบ่ายแทน เพื่อที่น้ำจะได้ไม่แฉะจนเกินไป
    2. ในช่วงที่ส้มออกดอก เกษตรกรไม่ควรรดน้ำให้แฉะจนเกินไป เวลารดน้ำจะต้องปล่อยให้น้ำซึมเข้าไปในผืนดินให้หมดก่อนแล้วค่อยรดน้ำซ้ำอีกรอบ หากน้ำแฉะจนเกินไปจะทำให้ดอกที่ออกร่วงหล่นลงได้
    3. ในการให้ปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยเสริมจะให้ 3 ช่วง คือ หน้าร้อนให้ใส่ปุ๋ยในช่วงกลางเดือนเมษายน และหน้าหนาวให้ปุ๋ย 2 ระยะคือช่วงที่ส้มเช้งกำลังออกดอก และติดผล สำหรับช่วง 3 ปีแรก ต้นส้มยังไม่ออกดอกให้ใส่ปุ๋ย 4 ครั้งคือให้ทุกๆ 3 เดือน ในเดือนต่อมา ค่อยเพิ่มขึ้นตามลำดับ

    การติดผลของส้มเช้ง

    ดอกของส้มเช้ง เป็นดอกที่สมบูรณ์เพศสามารถผสมกันเองได้ในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกก็ได้ แต่เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจะต้องสมบูรณ์ทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นผลที่ได้จะไม่สมบูรณ์ ไม่โต และมีรูปทรงที่บิดเบี้ยว

    1. อายุดอกตั้งแต่ออก จนกระทั่งบาน ใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน ตั้งแต่บานจนกระทั้งเก็บเกี่ยวประมาณ 9-10 เดือน ในช่วงนี้เกษตรกรควรให้ฮอร์โมนน้ำดำ และแคลเซียมโบรอน เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง หลังจากติดผล
    2. เมื่อติดผลแล้วต้องการให้ผลส้มเช้งสวย ผิวดี ให้ทำการห่อด้วยถุงพลาสติก ตังแต่ผลขนาดเท่ามะนาว
    3. การตกแต่งกิ่ง กิ่งด้านล่างควรตัดออกทิ้งไป เพื่อป้องกันไม่ให้พุ่มทึบมากเกินไป เพราะอย่างไรเสียกิ่งไม้เหล่านั้นก็ไม่ติดผลอยู่แล้ว ทั้งนี้จะต้องหมั่นตัดตกแต่งกิ่งออกเพื่อให้โปร่งอยู่เสมอ

    เห็นมั้ยล่ะครับว่าส้มเช้งไม่ได้ปลูกยากอย่างที่คิด แต่เกษตรกรจะต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด หมั่นสังเกต เพียงเท่านี้ก็สามารถให้ผลผลิตได้ไม่น้อยแล้วล่ะครับ

  • วิธีปลูกส้มจุก พร้อมคำแนะนำในการขายส้มจุก

    ส้มจุก เป็นผลไม้ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยรสชาติที่หอมหวานทำให้หลายคนนิยมรับประทาน ปัจจุบันมีส้มจุกวางขายทุกฤดูกาล สามารถรับประทานได้ทุกคนทุกวัย ทั้งที่เป็นผลสดและคันเป็นน้ำ แนะนำให้รับประทานเป็นผลสดจะดีกว่า เพราะมีกากใยมากกว่าแบบคั้นจะช่วยเรื่องระบบขับถ่าย แต่สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปหรือผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในการเคี้ยวหากรับประทานแบบคั้นจะง่ายกว่านะครับ

    ส้มจุก มีความหวานที่พอดี เหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่กำลังลดความอ้วน หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็สามารถทานได้เช่นกัน โดยไม่ต้องเป็นกังวลเลยว่าปริมาณน้ำตาลจากความหวานจะมากจนเกินไป หรือจะส่งผลอันตรายแก่ร่างกาย

    คุณประโยชน์สำหรับส้มจุก

    1. ส้มจุก ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย หากเป็นน้ำส้มคั้นเย็นๆ เหมาะอย่างมากในการดื่มหลัง หรือก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื่น รู้สึกกระปี่กระเป่าได้ เหมาะสำหรับผู้ที่เสียเหงื่อ
    2. ในส้มจุก เต็มไปด้วยสารที่ต่อต้านและชะลอความแก่ ให้แก่ผู้ที่กำลังดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
    3. ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่น ผิวเด้งตึงอยู่ตลอดเวลา
    4. บำรุงสายตา ป้องกันการเป็นโรคต่อกระจกในวัยผู้ใหญ่
    5. สำหรับผู้ที่รับประทานส้มจุกเป็นประจำ สามารถหลีกเลี่ยงอากาเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้สุขภาพของฟัน และเหงือกมีความแข็งแรง เนื่องจากในส้มจุกล้วนเต็มไปด้วยวิตามินซี

    ลักษณะโดยทั่วไปของส้มจุก

    ส้มจุกจัดอยู่ในพืชตระกูลเดียวกับส้มโชกุนและส้มเขียวหวานทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีความสูงเพียงแค่ 5-7 เมตรเท่านั้น แต่มีอายุที่ยืนยาว มีเปลือกล่อน ขั้วและผลออกมาจากกิ่งต้นคล้ายๆกับจุก จึงเป็นที่มาของชื่อส้มจุกนั่นเอง

    ระยะเวลาในการปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ ปีที่ 3 โดยใช่เวลาเพียงแค่ 20 วันในการออกดอกจนกระทั่งดอกบาน และสามารถเก็บผลผลิตได้ในเดือนที่ 8 รู้หรือไม่ว่าส้มจุกจะเริ่มให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ เมื่อย่างก้าวปีที่ 5 ไปเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี สามารถให้ผลผลิตที่มากได้เรื่อยไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด หากมีการดูแลและการจัดการที่ดีพอ

    ผู้ที่นำส้มจุกเข้ามาปลูกเป็นรายแรก คือเกษตรกร อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประมาณปี พ.ศ. 2444 ต่อมามีการขยายพันธุ์ไปทั่วทั้งอำเภอ และแหล่งอื่นๆ

    วิธีการขยายพันธุ์

    ในการขยายพันธุ์ส้มจุก สามารถทำได้หลายวิธีการไม่ว่าจะเป็นการเพาะเมล็ด ติดตา และตอนกิ่ง แล้วแต่ความถนัดของเกษตรกรนั้นๆ ที่นิยมกันมากที่สุดคือ การตอนกิ่งจากต้นที่มีความแข้งแรงมากที่สุด มาติดตาบนต้นที่เกิดจาการเพาะเมล็ด เพื่อป้องกันโรค และการเจริญเติบโตที่ไม่มีประสิทธิภาพตามมาในภายหลัง รวมถึงการกลายพันธุ์ของพันธุ์ส้มจุกอีกด้วย

    ขั้นตอนในการปลูก

    1. การเตรียมดิน ก่อนที่จะมีการปลูกส้มจุกจะต้องมีการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของดิน วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง และทำการปรับดินให้มีความเหมาะสม เนื่องจากส้มจุดจะสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญดินจะต้องมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม
    2. ทำการยกร่องเพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ว่าพื้นที่เหล่านั้นจะเป็นที่ลุ่ม หรือที่ดอน
    3. ขุดหลุมเพื่อเตรียมการลงต้นส้มจุก ความกว้างอยู่ที่ 50×50 เซนติเมตร จัดว่าพอเหมาะอย่างยิ่ง โดยให้มีระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 5-6 เมตร และระหว่างต้นอยู่ที่ 4-5 เมตรก็พอแล้วจ้า
    4. ต่อมาให้นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม จากนั้นให้นำต้นกล้าส้มจุกลงปลูกเหมือนกับวิธีการปลูกส้มทั่วๆ ไป
    5. ในการรดน้ำจะต้องให้ในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากลักษณะของพื้นที่เพาะปลูก ดินวิธีเพราะปลูก ลักษณะภูมิประเทศ เงินทุน และแหล่งน้ำด้วย
    วิธีการให้ปุ๋ยต้นส้มจุก

    นับตั้งแต่เริ่มปลูก เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยทุกๆ 2-3 เดือน โดยสามารถเริ่มต้นจากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมีสูตร12-24-12 เดือน ครั้งต่อไปสามารถเปลี่ยนเป็น 9-24-24

    ระยะก่อนการเก็บเกี่ยว1 เดือน ช่วงนี้สามารถให้อาหารทางใบ ด้วยการฉีดพ่นเสริม สูตร 13-13-21 หรือ 0-0-50 เพื่อเสริมความพร้อมและความแข็งแรง และการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของผล

    หลังจากเก็บเกี่ยว หรือในช่วงตัดตกแต่งกิ่ง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องบำรุงอย่างเต็มที่ เพื่อความแข็งแรงของลำต้น และเตรียมความพร้อมในการผลิดอกติดผลในครั้งต่อไป ให้เลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15
    การตัดตกแต่งกิ่ง

    ต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่าการตัดตกแต่งกิ่งนั้นจะต้องทำตั้งแต่ระยะแรกที่ปลูก เพื่อให้ลำต้นของส้มจุกได้ทรงตามที่ต้องการ และเพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต หลักจากเก็บเกี่ยวผลผลิตออกแล้ว ก็ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย จะต้องตัด ตกแต่งกิ่งแห้ง กิ่งที่ได้รับความเสียหาย และกิ่งที่เป็นโรคออกไป เป็นการบำรุงลำต้นให้มีความแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับการติดผลในครั้งต่อไป วิธีการนี้นำมาซื้อผลผลิตตามที่ต้องการ ตัวผลมีความอุดมสมบูรณ์และคุณภาพสูงตามไปด้วย

    ทุกวันนี้กระแสความนิยมการเลือกทานส้มจุกกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากหาทานง่าย และมีให้ทานทุกฤดูกาล ทานง่าย สามารถแปรรูปทานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการทานแบบผลสด คั้นทานเป็นน้ำ เชื่อม เป็นต้น

  • วิธีปลูกส้มเกลี้ยง พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเกลี้ยง

    ส้มเกลี้ยงจัดว่าเป็นผลไม้น้ำอร่อย มีแหล่งกำเนิดในทางตอนใต้ของประเทศจีน ต่อมาถูกกระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยเชื่อกันว่าเข้ามาปลูกยังประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงธนบุรี โดยส่วนมากแล้วจะปลูกบริเวณในย่านฝั่งธนบุรี ก่อนจะกลายพันธุ์ ไปยังภาคเหนือและภาคต่างๆในประเทศไทย จนปัจจุบัน

    ส้มเกลี้ยงนิยมปลูกเพื่อเก็บผลผ่าคั้นเอาน้ำมาผสมใส่น้ำเชื่อม ตามด้วยน้ำแข็ง ดื่มเพื่อคลายความกระหาย หรือแปรรูปเป็นได้ทั้งของหวาน อาหาร และสมุนไพรและเก็บผลขายนับว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ส้มเกลี้ยงใช้ดื่มเพื่อลดอาการไข้ เจ็บคอ เปลือกสามารถนำไปทาบริเวณข้อศอก หรือหัวเข้า แก้ปัญหาคล้ำดำได้อีกด้วย สารพัดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง

    ลักษณะทั่วไปของส้มเกลี้ยง

    ส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นค่อนข้างทึบ แผ่กว้าง มีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง มีการแตกกิ่งได้อย่างรวดเร็ว มีหนามขนาดใหญ่ หากเป็นต้นที่เกิดจากเมล็ดจะยิ่งมีหนามมากกว่าและยาวเรียวกว่า สำหรับต้นส้มเกลี้ยงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความสูงจากน้ำทะเลไม่มากนัก

    ใบส้มเกลี้ยง มีลักษณะใบอ่อนเป็นเหลี่ยม มีหนามบริเวณซอกใบ ปลายใบแหลมมน บางครั้งตื้นเล็กน้อย กว้างประมาณ 1-2 นิ้วฟุต และยาวประมาณ 2-3 นิ้วฟุต ด้านหน้าของใบมีสีเขียวอ่อน ส่วนด้านหลังเป็นสีเขียวเข้ม

    ดอกส้มเกลี้ยง จะออกเป็นช่อตามซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ประมาณ 10-20 ดอก ไฮไลท์ของการปลูกส้มเกลี้ยงก็ตอนดอกบานนี่ล่ะค่ะ ดอกจะส่งกลิ่นหอมไปทั้งสวนเลย จะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และจะบานได้เต็มที่ในช่วงเดือนเมษายน- พฤษภาคม ระยะเวลาในการออกดอกจนถึงระยะดอกบาน 30 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนที่ 8

    ผลส้มเกลี้ยงให้นึกถึงทรงกลม หรือทรงแป้น ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อมีสีเหลืองแกมเขียวสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนจะอร่อยและเป็นที่นิยมกันเป็นส่วนมากปัจจุบันนี้

    สารพัดประโยชน์ต้องยกให้ส้มเกลี้ยง จะเป็นเรื่องไหนกันบ้างนั้นจะต้องตามไปดู

    – ช่วยบำรุงร่ายกาย ทั้งช่วยให้ร่างกายเจริญอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือกและไขมันในเลือดได้ เนื่องจากในส้มเกลี้ยงประกอบไปด้วยสาร pectin ช่วยในการดูดซึมน้ำตาลทางเดินอาหารจึงลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
    – เปลือกส้ม ใช้ลดอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย และใจสั่นได้เป็นอย่างดี
    – หากทานส้มเกลี้ยงเป็นประจำทุกวัน ทำให้คุณห่างไกลจากอาการลักปิดลักเปิด รักษาโรคอาการเกลื้อนและคัน

    การขยายพันธุ์ของส้มเกลี้ยง

    สามารถทำการขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือการเพาะด้วยเมล็ด และการขยายพันธุ์จากส่วนอื่นๆ ของต้นเดิม เช่น การติดตา ใช้กิ่ง โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น ติดตา ตอนกิ่ง ปักชำ และการต่อกิ่ง เป็นต้น

    วิธีที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุดในการขยายพันธุ์คือ การติดตา ตอนกิ่ง และปักชำ เนื่องจากให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด แผ่พุ่มที่กว้างกว่า สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้มากกว่านั่นเอง

    การปลูกส้มเกลี้ยง

    นิยมปลูกผสมกับผลไม้ชนิดอื่นเช่นลำไย มะนาว หรือส้มโอเป็นต้น เป็นการปลูกที่ไม่เป็นระเบียบ หรือปลูกในพื้นที่ว่าง กล่าวคือไหนว่าก็ปลูกเสียตรงนั้น หรืออาจปลูกแทนที่พืชเดิมที่ตายไป โดยการ

    1. ขุดหลุมให้มีความลึกประมาณ 50×50 เซนติเมตร
    2. ใช้หญ้าแห้งหรือใบไม้แห้งรองก้นหลุม
    3. จากนั้นให้ทำการลงต้นส้มเกลี้ยง กลบดินแล้วตามด้วยหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้งคลุมทับอีกชั้นหนึ่งบริเวณรอบๆ ต้นส้มเกลี้ยง หรืออีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรมักทำกันคือการน้ำหม้อดินเผ่า หรือโอ่งเล็กใส่น้ำ นำผ้ามาพาดระหว่างน้ำในโอ่งมายังพื้นดินบริเวณรอบโคนต้น เพื่อความชุ่มชื่นตลอดเวลา

    การดูแลรักษาต้นส้มเกลี้ยง

    การให้น้ำ เนื่องจากส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณหนึ่ง ดังนั้นจึงมีปัญหาค่อนข้างมากในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเกษตรกรจะต้องดูแลและทำการวางแผนในจุดนี้มากเป็นพิเศษอาจมีการขุดบ่อ หรือเจาะน้ำใต้ดินมาสำรองไว้ในช่วงหน้าร้อน

    ส่วนเรื่องการใส่ปุ๋ยหรือการกำจัดศัตรูพืชนั้นมีน้อยมากเนื่องจากมีการปลูกพืชหลักๆ อยู่แล้ว ส้มเกลี้ยงจะได้อาหารจากพืชหลักเหล่านั้นด้วย จะมีก็แต่การบำรุงในช่วงการติดดอก และใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเล็กน้อยเท่านั้น

    ในการตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรมักเสียดายในด้านร่มเงาจึงไม่ค่อยมีการตัดตกแต่งสักเท่าไหร่ จะใช้วิธีการตอนกิ่ง บนกิ่งที่มีความแข็งแรงเสียมากกว่าแล้วค่อยตัดออกไปปลูกยังอีกที่หนึ่ง
    วิธีการเก็บเกี่ยว

    ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้จากส้มเกลี้ยงจะใช้วิธีการเก็บทีละลูก โดยการใช้บันใดพาดเพื่อทำการเก็บเกี่ยว กรณีที่ต้นส้มเกลี้ยงอายุมากกว่า 10 ปี ทำให้มีพุ่มที่สูงไม่สามารถขึ้นไปเก็บเกี่ยวได้ เกษตรกรใช้กรรไกรตัดแทน

    ส้มเกลี้ยงแม้ว่าจะไม่ได้ปลูกเป็นผลไม้หลัก แต่เมื่อเทียบผลผลิตที่ได้รับแล้ว ถือว่าไม่น้อยหน้าใครเลย สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหารายได้อื่นๆ เพิ่มเติมลองปลูกส้มเกลี้ยงดูนะคะ ไม่ต้องดูแลมากนัก ง่ายต่อการปลูกและเก็บเกี่ยวกว่าส้มอื่นๆ อีกด้วย

  • วิธีปลูกส้มแก้ว พร้อมคำแนะนำในการขายส้มแก้ว

    ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวสมุทรสงคราม โดยเฉพาะอัมพวา และอำเภอบางคนที แต่เดิมส้มแก้วมีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ประเทศไทยพบมากในจังหวัดสมุทรสงคราม ส้มแก้วเป็นส้มที่ใหญ่อันดับสองรองลงมาจากส้มโอ
    ลักษณะโดยทั่วไป

    ผลส้มแก้วมีลักษณะกลมแป้นบริเวณเปลือกเรียบมีต่อมไขมันทั่วบริเวณเปลือกแกะง่าย เป็นไม้ยืนต้น ใบเรียบ นิยมนำมารับประทานแบบคั้นน้ำ เนื่องจากสีของส้มแก้วเป็นสีเหลืองทองทำให้ชาวไทยเชื้อสายจีน เชื่อกันว่าเป็นผลไม้มงคล จึงมักเห็นพวกเข้าเหล่านั้นนำขึ้นหิ้ง หรือเป็นของเซ่นไหว้ในเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะตรุษจีน หรือสารทจีน เป็นต้น

    สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกส้มแก้ว

    เป็นดินเหนียวปนดินร่วน จะทำให้ต้นส้มแก้วสามารถเจริญเติบโตได้ดี สมุทรสงคราม จึงเป็นแหล่งปลูกส้มแก้วมากที่สุด เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดพาตะกอนของน้ำเหนือมาทับถมในพื้นที่ ประกอบกับแหล่งน้ำที่จืดสนิท ทำให้เกิดเป็นอินทรียวัตถุที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที เป็นต้นกำเนินต้นส้มแก้วแห่งแรก และแห่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทยจนปัจจุบัน

    ด้วยเหตุนี้ทำให้ส้มแก้วที่ได้จากที่นี่มีผลโต คุณภาพดี และมีน้ำหนักที่ดีกว่าการนำต้นส้มแก้วไปปลูกยังจังหวัดอื่นๆ สภาพโดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นจี่ หรือส้มโอ

    วิธีการปลูกส้มแก้ว

    เนื่องจากส้มแก้วเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีพุ่มที่เล็กจนถึงปานกลาง ไม่ค่อยชอบแสงแดดเท่าไหร่นัก เกษตรกรจึงนิยมปลูกผสมร่วมกับไม้ผลชนิดอื่น เพื่ออาศัยร่มเงาจากไม้ผลชนิดอื่นในการเจริญเติบโต มีลูกดก หากได้รับการดูแลสามารถสร้างผลผลิตให้เกษตรได้ดีไม่แพ้ไม้ผลอื่นๆ ในสวน

    1.ก่อนการปลูกจะมีการจัดเตรียมหน้าดิน โดยการขุดหลุม ลึกประมาณ 1 ศอก ตากแดดให้ดินแห้ง ที่สำคัญเป็นการฆ่าเพลี้ย และโรคต่างๆ ที่มากับดินด้วยแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง
    2.จากนั้นให้น้ำกิ่งพันธุ์ส้มแก้วลงปลูก ในหลุมที่เตรียมไว้ ( กิ่งพันธุ์นี้ได้มาจากการตอนกิ่ง ปักชำ หรือการต่อกิ่ง แต่เกษตรกรนิยมใช้กิ่งที่ได้จากการตอนมากกว่า เพราะมันจะไม่กลายพันธุ์ เติบโตง่าย ที่สำคัญให้ผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว)
    3.คอยดูแล ให้น้ำและใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทุกเดือน เดือนละครั้ง ครั้งละ 1กิโลกรัม
    4.เมื่ออายุต้นส้มแก้วเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิตจะออกดอก รออีกประมาณ 4 เดือน เกษตรกรจะนำใบตองแห้งมาหุ้มผลส้มแก้วเพื่อป้องกันแมลงมากัดกิน ทิ้งไว้ 1 ปี ผลส้มแก้วก็จะสุกเต็มที่พร้อมต่อการเก็บเกี่ยว

    การดูแลรักษาส้มแก้ว

    1.ส้มแก้วเป็นไม้ผลที่ต้องการแสงแดดเพียงแค่ 50% เท่านั้นดังนั้นในการเลือกพื้นที่ปลูกจะมีลักษณะคล้ายกับปลูกส้มเช้ง คือปลูกผสมผสานกับไม่ผลอื่นๆ บนพื้นที่ดินร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ ที่สำคัญพื้นที่เหล่านั้นจะต้องระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำที่ท่วมขังค้างนาน ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อระบบรากและต้นส้มแก้วตายในที่สุด
    2.ส้มแก้วมีระบบรากที่ตื้น หากินบนพื้นผิวดิน ดังนั้นเกษตรกรไม่ควรที่จะทำการตกแต่งรากแต่อย่างไร ทำได้เพียงแค่พูนดินเพื่อหล่อรากให้ขึ้นมาข้างบน วิธีการนี้จะช่วยให้ต้นส้มแก้วแตกรากใหม่ได้ดี
    3.เมื่อปลูกได้ประมาณ 2-3 ปีจะเริ่มติดผล แต่สามารถให้ผลได้อย่างเต็มที่ก็ประมาณ 5-7 ปีหลัง โดยจะออกผลเพียงแค่ปีละ 1 รุ่นเท่านั้น ช่วงเวลาในการออกดอก พ.ย. – ธ.ค ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวคือ ต.ค.- พ.ย. ในปีถัดมา
    4.ช่วงที่กำลังให้ผล จะต้องยืดระยะเวลาการแก่ของผลออกไปด้วยการให้แคลเซียม ไนเตรท จี.เกรดทางใบ 2-3 รอบ ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ เพราะมันจะไม่ไปส่งผลต่อคุณภาพของตัวส้มแก้วแต่อย่างไร
    5.หากต้นส้มแก้วต้นไหนที่ได้รับการดูแล และได้รับสารอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ติดกันหลายๆ ปี จะส่งผลให้ส้มแก้วมีผลผลิตได้ตลอดปี หรือทุกครั้งที่มีการแตกยอดอ่อน
    6.พื้นที่ปลูกส้มแก้วเป็นสวนยกร่อง จะทำให้ส้มแก้วได้รับไนโตรเจนน้ำตลอดเวลา ผลที่ได้ออกมานั้นคือจะมีรสชาติที่เปรี้ยว วิธีการแก้คือก่อนการเก็บเกี่ยว 15-20 วันให้งดน้ำอย่างเด็ดขาด แล้วทำการบำรุงเร่งหวานทั้งรากและใบ ส่วนพื้นที่ราบแห้งจะสามารถควบคุมน้ำได้ดี จะทำให้รสชาติของส้มแก้วที่หวานและอร่อย

    จะเห็นได้เลยว่าการปลูกส้มแก้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลรักษา ป้องกันหนอนและผีเสื้อกลางคืนเป็นเรื่องที่ยาก เกษตรจะต้องดูและอย่างใกล้ชิด เพราะแมลงเหล่านี้จะทำการเจาะผิวส้มแก้วแล้วเข้าไปวางไข่เป็นหนอนฝีดาษ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

    ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดสูง ควรค่าแก่การอนุรักษ์สายพันธุ์ ไม่ต้องออกไปหาตลาดที่ไหน ฤดูการเก็บเกี่ยวก็จะมีเหล่าพ่อค้า แม่ค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงในสวน แต่ปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ปลูกส้มแก้วมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน สวนกระแสความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากส้มแก้วเป็นไม้ผลที่ค่อนข้างดูแลยาก ต้นทุนในการผลิตสูง และใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าส้มอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุหลักในการถอดใจของเกษตรกร

  • วิธีปลูกส้มเขียวหวาน พร้อมคำแนะนำในการขายส้มเขียวหวาน

    ส้มเขียวหวานมีลักษณะกลมมน ผิวเรียบ เนื้อภายในเป็นสีส้มอมทอง ฉ่ำน้ำ ให้คุณค่าทางยาและโภชนาการสูง นิยมรับประทานสดหรือคั้นเป็นน้ำผลไม้ที่ได้ความนิยมอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับผลไม้ที่มากไปด้วยสรรพคุณอย่างส้มเขียวหวานให้ลึกซึ้งกันดีกว่าครับ

    สภาพแวดล้อมในการปลูกส้มเขียวหวาน

    ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวที่มีการปรับปรุงสภาพให้เหมาะสมสามารถเพาะปลูกส้มเขียวหวานให้เจริญเติบโตได้ดี โดยปกติส้มเขียวหวานจะปลูกได้ดีในดินที่ระบายน้ำได้ดีจึงควรมีแหล่งน้ำอย่างเพียงพอแต่ไม่ชอบบริเวณที่มีน้ำขัง ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า ดังนั้นดินควรมีสภาพความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.7-6.9

    การเตรียมพื้นที่ในการปลูก

    • การปลูกส้มเขียวหวานบนพื้นที่ลุ่ม นิยมปลูกแบบยกร่อง โดยแปลงดินหลังร่องมีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้างประมาณ 1.50 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ด้านล่างของร่องน้ำกว้างประมาณ 0.7 เมตร ความยาวไม่จำกัดแนวแปลงว่าอยู่เหนือ-ใต้ เมื่อทำการปรับพื้นที่เสร็จแล้วให้ตากดินไว้จนแห้งประมาณ 1-2 เดือน
    • การปลูกส้มเขียวหวานบนพื้นที่ดอน ไม่จำเป็นต้องปลูกแบบยกร่อง แต่ก่อนการปลูกต้องเตรียมปรับพื้นที่หน้าดินให้เรียบและไถกลบให้ลึกเพื่อให้ได้ดินที่ร่วนซุยสัก 2 ครั้งโดยเว้นระยะปลูกประมาณ 5.5-6 x 5.5-6 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกส้มเขียวหวานได้ประมาณ 45-50 ต้น

    วิธีการปลูกส้มเขียวหวาน

    1. ส้มเขียวหวานควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
    2. ควรขุดหลุมในการปลูกให้มีความกว้าง ยาว ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
    3. ผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายดีแล้วและปุ๋ยร็อคฟอสเฟส คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบลงในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
    4. ยกถุงต้นกล้าส้มเขียวหวานลงใส่หลุมโดยให้ดินในถุงอยู่สูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย
    5. ใช้มีดกรีดจากก้นถุงมาถึงข้างบนถุง โดยอย่าให้ดินแตกออกจากกัน
    6. กลบดินที่เหลือลงหลุมและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
    7. ทำสัญลักษ์ เช่น นำไม้มาปักไว้หรือหาเชือกผูกไว้เพื่อป้องกันลมโชก
    8. ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมบริเวณโคนต้นไว้
    9. หมั่นรดน้ำให้ชุ่มตลอด พรางแสงแดดโดยการทำร่มเงาให้

    การให้น้ำ

    การให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดูแลรักษา เพราะฉะนั้นการให้น้ำจึงจำเป็นอย่างมาก เมื่อขาดน้ำก็จะทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโต และอาจมีโรคและแมลงต่างๆ ช่วงระยะแรกปลูกควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เมื่อส้มเริ่มปรับสภาพและเจริญเติบโตขึ้นก็สามารถเว้นวันต่อวันได้ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและสภาพทั่วๆไป เมื่อมีการติดผลก็ให้น้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงระยะที่ผลเริ่มแก่ เมื่อผลเริ่มเป็นสีก็ลดปริมาณน้ำลงเพื่อช่วยทำให้ผลส้มแก่เร็วขึ้น สามารถให้น้ำได้หลายทางขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น ทางสายยาง สปิงเกอร์ เรือรดน้ำ เป็นต้น

    การค้ำ/ตัดต่อกิ่ง

    เมื่อส้มเขียวหวานเริ่มติดผลควรทำการค้ำกิ่ง เพื่อป้องกันการฉีกขาดหรือหัก ยิ่งเมื่อเกิดลมพายุจะมีความเสี่ยงต่อการฉีกหักมากขึ้น เนื่องมาจากผลที่ติดมีน้ำหนักมากขึ้นต่อแรงเหวี่ยงสูงมาก นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับผลให้สูงขึ้นจากพื้นดินเพื่อลดความเสียหายอันเนื่องมาจากโรคและแมลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีตัดแต่งกิ่งได้ โดยใช้ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง เลื่อย มีด โดยตัดแต่งกิ่งแขนงที่รกทึบด้านล่างและกลางต้น เพื่อให้แสงแดดส่องถึงโคนต้นได้

    โรคและแมลง

    โรคและแมลงเป็นศัตรูต่อการเจริญเติบโตของส้มเขียวหวาน ปริมาณและผลผลิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญโตและเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นส้มเขียวหวาน โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ โรครากเน่าโคนเน่า เพลี้ยหนอนชอนใบ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรมีการกำจัดวัชพืชอยู่สม่ำเสมอไม่ควรปล่อยให้วัชพืชขึ้นรกตามแปลง โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายข้างตัดต้นวัชพืชแทนการใช้สารเคมีเพราะต้นส้มเขียวหวานมีรากที่ตื้นจึงอาจได้รับอันตรายจากสารเคมีได้ง่ายครับ

    การเก็บเกี่ยวผลผลิต

    ผลส้มเขียวหวานสามารถเก็บผลผลิตได้เมื่อต้นส้มเขียวหวานมีอายุได้ประมาณ 8-10 เดือนนับจากเกิดดอก สามารถเก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรคมๆตัดที่ก้านผล ไม่ควรดึงเพราะจะทำให้ขั้วแยกจากส่วนเนื้อและนำมาสู่การเกิดโรคผลเน่าภายหลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้ว

    จะเห็นได้เลยว่าการปลูกส้มเขียวหวานไม่ว่าจะไว้ทาน หรือออกขายไม่ใช่เรื่องยากอีกเลย เพียงปฏิบัติคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ มีหลักการ ที่สำคัญคือจะต้องให้ความสนใจ และดูแลอย่างใกล้ชิด คอยประคบประหงม รู้จักสังเกตถึงความผิดปกติและความเปลี่ยนแปลง เพียงเท่านี้ก็จะได้ชื่นชมผลผลิตทีน่าภาคภูมิใจแล้วครับ

  • วิธีปลูกมะเขือเทศ พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือเทศ

    มะเขือเทศเป็นพืชชนิดที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุเพียงแค่ 1 ปี ลักษณะของลำต้นจะตั้งตรงขึ้น มีขนอ่อนปกคลุม ประกอบไปด้วยใบประกอบที่อกสลับกันไปมา ส่วนในย่อยจะมีขนาดที่ไม่เท่ากัน บางใบมีลักษณะบางกลมและมีขนาดใหญ่ สวนบางใบนั้นมีรูปร่างเล็กรียาว ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นรอยหยักลึก คล้ายกับฟันเลื่อย มีขนอ่อนปกคลุม

    ดอกของมะเขือเทศจะออกเป็นช่อ บ้างก็ออกเป็นดอกเดียวอยู่บริเวณซอกใบ มีสีเหลือง ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงประมาณ 5-6 กลีบ สำหรับผลของมะเขือเทศนั้นเป็นผลเดี่ยวซึ่งรีรูปร่าง ขนาดและสีที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 3-10 เซนติเมตร ผลจะประกอบไปด้วยผลกลม แบน และรี ผิวนอกจากมันแวว ผลดิบจะมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา ส่วนผลสุกประกอบไปด้วย แดง ส้ม เหลือง เนื้อภายในจะฉ่ำและมีรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยว ซึ่งปกติแล้วเราจะเห็นมะเขือเทศที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากมะเขือเทศนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

    ในการปลูกมะเขือเทศ ไม่แนะนำให้มีกาปลูกซ้ำกับพื้นที่เดิม หรือเคยปลูกพืชตระกูลเดียวกัน อาทิเช่น มะเขือ พริก หรือแม้กระทั่งยาสูบมาก่อน เนื่องจากจะทำให้เกิดการสะสมและเป็นเป็นของโรคต่างๆ เช่นโรคโคนเน่า อยู่ในดินอาจทำให้มะเขือเทศเกิดโรคเหล่านั้นและตายได้ในที่สุด

    สภาพดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมะเขือเทศ

    สำหรับดินที่เหมาะสมแก่การปลูกมะเขือเทศมากที่สุดนั้นควรจะเป็นดินร่วมที่ปะปนกับดินทรายเล็กน้อย และที่สำคัญต้องประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุ ที่มีการระบายน้ำได้ค่อนข้างดี ด้านของความเป็นกรดเป็นด่างของดินควรอยู่ในปริมาณ 4.5-6.8 เพราะหากแตกต่างจากนี้มากจนเกินไป อาจทำให้ต้นมะเขือเทศขาดสารอาหาร หรือสะสมสารอาหารในปริมาณที่มากจนเกินไป และอาจก่อให้เป็นพิษต่อต้นพืชได้ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการทราบว่าดินเป็นกรด หรือเป็นด่างอยู่ในปริมาณที่เท่าไหร่นั้นสามารถเก็บตัวอย่างดินส่งไปตรวจสอบได้ที่กรมที่ดิน ซึ่งทางกรมที่ดินเองจะให้คำปรึกษาและแนวทางในการแก้ไขต่อไป

    การเตรียมดินสำหรับการปลูกต้นมะเขือเทศ

    การปลูกมะเขือเทศนั้นจะต้องพิถีพิถันเรื่องการเตรียมดินเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการการระขายน้ำได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญในที่นี้ต้องมีการกำจัดวัชพืชอกไปให้หมด เนื่องจากวัชพืชจะเข้ามาแย่งสารอหาร น้ำและแสงแดง ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงมาทำร้านต้นมะเขือเทศได้อีกด้วย สำหรับการเตรียมดินที่ดีตั้งแต่ต้นนั้นจะช่วยให้วัชพืชงอกช้าขึ้น

    การเตรียมดินด้วยการไถพรวนหน้าดินให้มีความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร โดยการใช้ผาน 4 และผาน 7 ทำการไถย่อยดินให้มีความละเอียดประมาณ 2 ครั้ง ปล่อยให้ดินตากแดดประมาณ 3-4 อาทิตย์ ในช่วงนี้หากสภาพดินเป็นดินเปรี้ยวแก้ด้วยการใช้ปูนขาวปรับสภาพดิน 100-300 กิโลกรัม มาโรยและไถกลบอีกรอบหนึ่ง โดยจะต้องใส่ปูนขาวก่อนที่จะลงต้นกล้า ประมาณ 2-3 อาทิตย์

    การเพาะต้นกล้า สามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

    1.กระบะเพาะต้นกล้า วิธีการนี้สามารถเพาะต้นกล้ามะเขือเทศออกมาได้ดี และสวยเนื่องจากเพาะในปริมาณที่ไม่มาก และมีการดูแลอย่างทั่วถึง สามารถใช้ดินมาอบ หรือตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน โดนดินทีนำมานั้นจะต้องเป็นดินในส่วนทีไม่เคยเกิดโรค กระบะที่ใช้การเพาะปลูกจะต้องมีขนาด 45-60 เซนิเมตร ส่วนด้านลึกต้องไม่เกิน 10 เซนติเมตร โดยการใส่ดินที่ร่วนแล้ว 3 ส่วน ตามด้วยปุ๋ยคอกและดินทรายอย่างละ 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับหน้าดินให้เสมอกัน โรยเมล็ดมะเขือเทศเป็นแถวแนวยาว แล้วกลบด้วยทรายบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นกล้าได้ประมาณ 15 วันจะเป็นใบจริงขึ้นมาประมาณ 2-3 ใบ ให้เกษตรกรย้ายลงเพาะในถุงเพาะชำขนาด 4-6 นิ้ว เมื่อต้นกล้ามีความสูง 30 เซนติเมตรก็สามารถนำลงแปลงปลูกได้เลยครับ
    2.แปลงเพาะ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการต้นกล้าจำนวนมาก โดยวิธีการเช่นเดียวกับการเพาะชำในกระบะนั่นล่ะครับ เพียงเปลี่ยนจากกระบะมาเป็นแปลงที่ค่อนข้างจะดูแลยาก และไม่ค่อยทั่วถึง ทำให้ได้ต้นมะเขือเทศออกมาไม่สวยเท่ากับการเพาะในกระบะ โดยการเตรียมแปลงกว้าง 1 เมตร ในด้านของความยาวแล้วแต่พื้นที่เพาะชำเลย ระยะห่างระหว่างแปลงจะอยู่ที่ 50 เซนติเมตรผสมกับปุ๋ยคอกและทรายอัตราส่วนเท่ากันเลยครับคือ 3:1 วิธีการเพาะเมล็ดให้ทำการเรียงเมล็ดลงบนแปลงเพาะชะเป็นแถว โดยแต่ละเมล็ดห่างกัน 10 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้าประมาณ 25-30 วัน หรือสังเกตเห็นใบจริงประมาณ 2-3 คู่ก็สามารถย้ายลงสู่แปลงปลูกได้เลย
    3.ถาดเพาะกล้า เป็นวิธีการที่สะดวก ซึ่งพัฒนามาจากการเพาะกล้าในกระบะ โดยการเตรียมเมล็ดมะเขือเทศเพาะลงในถาด อายุต้นกล้าประมาณ 20 วันก็สามารถนำลงเพาะปลูกลงแปลงได้แล้ว

    วิธีการปลูกมะเขือเทศ

    1.เกษตรกรจะต้องดำเนินการไถและปรับหน้าดินให้เสมอกัน แล้วยกสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร
    2.เพื่อป้องกันวัชพืช และรักษาความชื้นในแปลง ให้คลุมด้วยพลาสติกทึบแสง แล้วเจาะรูเฉพาะที่ต้องการปลูกต้นกล้าลงไป
    3.ในการปลูกมะเขือเทศต้องมีระยะห่างระหว่างแถว 70 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร
    4.จากนั้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 1 กระป๋องนม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 20 กรัมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วค่อยย้ายต้นกล้ามาปลูกหลุมละ 2 ต้น กลบดินให้เสมอกันอย่าให้เป็นแอ่งในช่วงหน้าฝน และฤดูร้อนกลบดินให้ต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย
    5.หลังจากย้ายต้นกล้าลงแปลงแล้วให้รดน้ำเช้า – เย็น จนกว่าที่ต้นกล้าจะสามารถตั้งตัวได้ แล้วค่อยลดเป็นช่วงตอนเย็นวันละครั้งก็เพียงพอแล้ว

  • วิธีปลูกมะเขือยาว พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือยาว

    มะเขือยาวเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเติบโตได้ทุกสภาพของดิน แต่ที่สำคัญคือเกษตรกรจะต้องดูและและให้สารอาหารที่เพียงพอ เนื่องจากมะเขือยาวเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารมากที่สุด มากกว่ามะเขืออื่นๆ ก็ว่าได้ สำหรับมะเขือยาวนั้นสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งมีอายุที่ค่อนข้างยาวนานหากมีการดูแล และได้รับการบำรุงที่ดีสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 2 ปี ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอยู่ที่ 5.5-6.5 จะเห็นได้เลยว่ามีการปลูกทั่วทุกภาคของประเทศไทย

    การปลูกมะเขือยาว

    1.ปลูกในกระถาง สำหรับการปลูกในกระถามสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ในการปลูกน้อย แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกกระถามที่มีก้นลึก เนื่องจากมะเขือยาวเป็นมีรากค่อนข้างลึก ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำดังนั้นกระถามที่นำมาปลูกจะต้องมีการระบายน้ำได้ดี ในตอนนี้สำหรับบ้านเรานั้นมีการปลูกมะเขือยาวอยู่ 2 สายพันธุ์ได้แก่ มะเขือยาวสีเขียวและสีม่วง
    2.การปลูกมะเขือยาวลงบนแปลง พื้นที่ 1 ไร่จะได้ผลผลิตมากถึง 500 กิโลกรัม จะเห็นได้เลยว่าหากมีหารกปลูกมะเขือยาวลงบนไร่จะต้องมีการให้ปุ๋ยและอาหารในปริมาณที่มากและเพียงพอต่อความต้องการของต้นมะเขือยาว

    มะเขือยาวสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ดังนี้

    1.ให้เกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์มะเขือยาวที่ต้องการนำมาปลูก มาทำการแช่ในน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย สาหร่ายผงในปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำ20ลิตร กับ เชื้อราไตรโครเดอร์มานปริมาณ 200 CC และสารจับใบ 2 CC ทิ้งไว้1คืน เพื่อช่วยให้มีการออกรากและปริมาณการรอด เจริญเติบได้ดีขึ้น รวมไปถึงการช่วยให้มะเขือยาวมีความต้านทานโรคมากขึ้นกว่าเดิม
    2. ก่อนที่จะมีการย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูกนั้น จะต้องดูแลและรักษาตนกล้าไห้มีความแข็งแรงก่อน โดยวิธการเพาะดังนี้ โดยนำขลุยมะพร้าว หรือพีทมอส ใส่ในถาดหลุม ตามด้วยเมล็ดพันที่เกษตรกรได้ทำการแช่ไว้ในข้อที่ผ่านมา จากนั้นให้ทำการฝังเมล็ดมะเขือยาว เกลี่ยกลบด้วย ขลุยมะพร้าว วิธีการรดน้ำเกษตรกรสามารถใช้หัวสเปรย์ละเอียดให้ละอองน้ำเพื่อให้วัสดุเพาะชื้นทิ้งไว้ประมาณ 7-14 วันก็สามารถย้ายลงมาเพาะในถุงพลาสติกเพาชำ เป็นเวลา 14-15 วันก็นำลงสู่แปลงปลูกได้เลย สำหรับต้นกล้าที่เล็กหรืออ่อนแอเกษตรกรไม่ควรนำไปปลูก ถอนทิ้งได้เลย

    การเตรียมดินเพาะปลูก

    1. การเตรียมดินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการจัดเตรียมดินให้มีสภาพพร้อมก่อนที่จะนำต้นกล้าลงมาเพาะปลูก สำหรับพื้นที่ปลูกลาดเอียง จะต้องมีการปรับหน้าดินให้เหมาะสมสำหรับการปลูก ด้วยวิธีการควรขุดหรือทำการไถดิน ลึกประมาณ 15 ซม. จากนั้นพักตากดินเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจมากับหน้าดินเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนการปลูกให้ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่5 ตารางเมตรรวมไปถึงการย่อยให้ดินมีความละเอียดก่อนการปลูกด้วย
    2. สำหรับพื้นที่เขตน้ำฝน ทั้งนี้จะต้องมีการเลือกสถานที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีเนื่องจากต้นมะเขือยาวเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ หากได้รับน้ำในปริมาณมากจนเกิดไปอาจนำไปสู่โรครากเน่าได้ ปลูกแถวห่างกัน 2 เมตร แถวห่างกัน 1 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 1×1 เมตร เมื่อมีการเตรียมแปลงเพาะปลูกเสร็จ ให้ทำการผสมปุ๋ยคอกลงในดินปริมาณ 1200-3000 ที่สำคัญเกษตรกรต้องทำการยกร่องแปลงให้เสมอกันด้วยนะครับ เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณโคนต้น

    วิธีการปลูกมะเขือยาว

    1.เมื่อได้มีการจัดเตรียมความพร้อมในการปลูกทุกอย่างแล้ว ก่อนที่จะมีการนำต้นกล้าลงสู่แปลงปลูกนั้นแนะนำให้เกษตรกรทำการรดน้ำให้มีความชื้น จากนั้นขุดหลุม 30×30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมกับฮิวมิในอัตราส่วนตามบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยเคมี24-7-7 ในปริมาณ 1 ช้อนชารองก้นหลุมมะเขือยาว จากนั้นทำการตอกหลักไม้ไผ่รวก ลงไปในกลางหลุม
    2. หลังจากที่ได้จักเตรียมหลุมพร้อมแล้วได้เวลาของการน้ำต้นกล้าที่อยู่ในถาดมาทำการปลูกลงในหลุม แล้วทำการกลบหน้าดินที่มีสวนผสมของปุ๋ยหมัก โดยที่ดิน 2 ส่วนและปุยหมัก 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    3.ในขณะนี้ต้นกล้ายังอ่อนมีโอกาสที่จะหักหรือล้มได้ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องดำเนินการผูกต้นกล้ามะเขือยาวกับหลัก จากนั้นให้รดน้ำวันละ 2 ครั้งเมื่อต้นกล้าแข็งแรงแล้วลดเหลือวันละ 1 ครั้ง ช่วงฤดูฝนอาจรดเฉพาะวันที่ฝนไม่ตกก็เพียงพอแล้ว

    ก็อย่างที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั่นล่ะครับ เนื่องจากมะเขือยาวเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารปริมาณที่มากก ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการเพิ่มสารอาหารอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาความสมดุล และช่วยให้มะเขือเทสมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ด้วยการใช้ปุ๋ยคอก โรยบริเวณรอบๆ โคนต้น ทุก 3 เดือน ด้วยอัตรา1กระป๋องต่อต้น และจำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณ 1ช้อนโต๊ะต่อต้น ให้เลือกสูตรปุ๋ยเคมีที่ประกอบไปด้วย N: P: Kหรือ 5: 7: 4 ในการใช้ครั้งแรกสำหรับมะเขือยาวเกษตรกรจะสามารถให้ปุ๋ยเคมีได้ก็ต่อเมื่อ มะเขือยาวมีลำต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร

  • ขายอะไรดีออนไลน์ แนะนำ 10 ประเภทสินค้าที่ขายดีในโลกออนไลน์

    อาหารเสริม

    อาหารเสริมเป็นสิ่งที่ขายได้ตลอดทั้งปี กี่ปีๆ ผ่านไป คนก็ยังกินอาหารเสริมกันอยู่ ประเภทของอาหารเสริมมีอะไรบ้างก็อย่างเช่น

    – อาหารเสริมประเภทบำรุงสุขภาพ สำหรับประเภทนี้สามารถตรวจสอบได้จากสรรพคุณที่โฆษณาว่าเป็นอาหารเสริมสำหรับบำรุงร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดี แข็งแรง
    – อาหารเสริมประเภทป้องกันและรักษาโรค อาหารเสริมประเภทนี้จะมีโฆษณาว่าเมื่อผู้บริโภครับประทาน หรือใช้ภายนอกแล้วจะช่วยป้องกันโรคหรือรักษาโรคต่างๆได้
    – อาหารเสริมประเภทควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก โดยอาหารเสริมประเภทนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือผู้เป็นโรคอ้วน ซึ่งอาหารประเภทนี้จะช่วยทำให้เมื่อผู้บริโภครับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ไม่รู้สึกหิว ทานอาหารได้น้อยลง หรือช่วยในการสลายไขมันส่วนเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันใหม่
    – อาหารเสริมประเภทเพิ่มพลัง ให้พลังาน ซึ่งอาหารเสริมเพื่อสุขภาพประเภทนี้จะมีสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดต่างๆ
    – ผลิตภัณฑ์ที่เสริมหรือเติมสารอาหาร (fortifiaction) บางชนิดให้มากขึ้น เช่น ใยอาหาร (dietary fiber) แคลเซียม เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้คนบางกลุ่มที่ได้รับสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

    เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ

    ในหมวดหมู่นี้ ก็จะเหมาะกับคุณผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ อันนี้ก็ขายได้ทั้งปีครับ ของกระจุกกระจิกชิ้นละ 100 บาทนี่ขายดีมากครับ เป็นราคาที่ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ในหมวดเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ถ้าไม่เป็น brand name จะขายดีมากครับ แต่ถ้าเป็น brand name ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อทางออนไลน์ครับ จะเดินไปซื้อที่ shop กันเสียส่วนใหญ่ อย่างว่าหล่ะครับสินค้า brand name ของปลอมขายกันในออนไลน์เยอะจริงๆ ครับ
    – เสื้อผ้า จะเป็นเสื้อรวมไปถึงกางเกง และเดรส หรืออื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วจะขายกันเป็น free size ตัวละ 100-200 บาท แต่ก็มีบางร้านที่ขายแบบให้เลือกไซต์ตั้งแต่ไซต์ S-XL
    – รองเท้า อันนี้ต้องระบุขนาดไว้ให้ชัดเจนนะครับ ว่าขนาดเท่าไหร่ เสื้อผ้าใหญ่ไป ยังพอใส่ได้ แต่รองเท้าใหญ่ไป เวลาเดินจะเดินลำบาก มีเปลี่ยนคืนแน่นอนครับ
    – กระเป๋า ก็แนะนำว่าอย่าขายของก็อปนะครับ ให้ขายเป็น brand ของเราดีกว่า แต่เน้นราคาไม่สูงครับ รูปทรงอาจจะคล้ายกับ brand name แต่ขอให้มีจุดที่แตกต่างกันนะครับ
    – เครื่องประดับ ก็จะเป็นพวกตุ้มหู คู่ละ 50 บาทขายดีมาก คุณผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกซื้อกันอย่างเพลินเลยทีเดียว

    สำหรับเสื้อผ้า และรองเท้า เป็นการขายที่วัดใจมากครับ เพราะบางทีลูกค้าซื้อออนไลน์ไปแล้วใส่ไม่ได้ เล็กเกินไป หรือใหญ่เกินไป ก็มีให้เห็นอยู่มาก อาจจะมีการคืนสินค้าขอเปลี่ยนขนาด ซึ่งในจุดนี้พ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้า และรองเท้า ก้ต้องเผื่อใจไว้ด้วยครับ แต่อย่างว่าบางทีมันขายดีจริงๆ ครับ บางคนก็ยอมรับในจุดนี้ได้ และยินดีที่จะเปลี่ยนสินค้าให้ผู้ซื้อครับ

    เครื่องสำอาง

    สำหรับเครื่องสำอาง แน่นอนว่าถ้าเราเป็นเจ้าของแบรนด์ และกดราคาขายให้ต่ำลงมากๆ อาจจะทำให้คนซื้อหน้าพังได้ ในหมวดเครื่องสำอาง ไม่ควรกดราคาต่ำ แต่ควรจะใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมาใช้ในการผลิตนะครับ บางคนขี้เกียจผลิตเอง ก็ไปรับยี่ห้อดังๆ มาขายเอากำไรต่อ อย่างนี้ก็ได้ครับ เพราะตอนนี้ยี่ห้อดังๆ ก็ขายเครื่องสำอางกันไม่แพง อยู่ในระดับหลักร้อยที่สามารถซื้อได้ครับ

    ครีมบำรุงผิว

    ครีมบำรุงผิว อันนี้ก็เช่นกัน อาจจะกดราคาลงไม่ได้ ถ้าคุณไปจ้างโรงงานรับผลิต ถ้าเค้าทำขายคุณในราคาที่ถูกมากๆ คุณก็ต้องพิจารณาถึงส่วนผสมอะไรต่างๆ ที่อยู่ในครีมบำรุงผิวว่ามันมีอะไรบ้าง ใช้แล้วเหมือนไม่ได้ใช้หรือเปล่า ก็ต้องดูให้ดีๆ ทุกวันนี้ครีมบำรุงผิวมีเกลื่อนตลาด เราก็ต้องดูจะผลิตเอง ทำการตลาดเอง หรือจะไปรับยี่ห้อดังๆ มาขายต่อ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน บางคนชอบทางปั้นแบรนด์ขึ้นมาขายเอง ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลา บางคนก็เอายี่ห้อดังๆ มาขายเลย เพราะต้องการเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จุดมุ่งหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็ว่ากันไปครับ

    งานแฮนด์เมด

    งานแฮนด์เมด จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคืองานแฮนด์เมดที่มีอยู่ทั่วๆ ไป เช่น นาฬิกาแฮนด์เมดลายต่างๆ โคมไฟกะลามะพร้าวแฮนด์เมด และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เค้าทำออกมากันเยอะๆ สินค้าเหล่านี้ใส่ราคาสูงมากไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีคนซื้อ ประเภทที่สองคืองานแฮนด์เมดที่มีชิ้นเดียวในโลก อาจจะเป็นภาพวาดที่มีรูปคุณ นาฬิกาที่มีรูปคุณ อะไรต่างๆ ที่มีคุณเข้าไปเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้จะเรียกราคาได้สูงขึ้น เคยไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเวลาเราออกมาจากสถานที่นั้น เราจะเห็นรูปเราอยู่บนจาน เค้าจะวางไว้ตรงบริเวณทางเข้าทางออก เวลาเราเห็นรูปเราอยู่บนจาน ก็จะรู้สึกเซอร์ไพรส์นิดนึง ไปถ่ายมาตอนไหนเนี่ย ราคาใบละร้อย ถามว่าซื้อมั้ย ที่ผมเห็นส่วนใหญ่ก็ซื้อนะ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งๆ ที่จานเล็กๆ ต้นทุนใบละ 5-10 บาทเท่านั้นเองครับ

    สินค้า Otop

    เคยได้ยินสโลแกนที่ว่า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์มั้ยครับ นั่นแหล่ะครับสโลแกนของสินค้า Otop ถ้าจะถามว่าสินค้า Otop คืออะไร สินค้า Otop ก็คือสินค้าพื้นเมืองของชาวบ้านตำบลนั้นๆ ผมจะขอยกตัวอย่างนะครับ

    – กาแฟเขาทะลุ กาแฟชื่อดังของจังหวัดชุมพร
    – เสื้อผ้าหม้อห้อม ของจังหวัดแพร่
    – กล้วยตาก Organic ของจังหวัดพิษณุโลก
    – ผ้าขิดไหม ของจังหวัดหนองบัวลำภู

    เหล่านี้เป็นต้นนะครับ จริงๆ ยังมีอีกมาก ถ้าจะไล่ไปทุกจังหวัด ต้องมีเขียนเพิ่มอีกบทความครับ เอาเท่านี้ก่อนนะครับ สินค้า Otop เป็นสินค้าที่เราเอามาลงขายออนไลน์ได้เรื่อยๆ นะครับ มีคนซื้อครับ แม้จะไม่หวือหวาเหมือนสินค้าตามกระแส

    สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค

    สินค้าพวกนี้ขายได้เรื่อยๆ และถ้ายิงโฆษณาเยอะๆ หน่อย ก็นั่งนับตังค์เลย สินค้าไอทีมีอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค เม้าส์ ลำโพงคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นเอกสาร Tablet Ipad ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป วิทยุ โทรทัศน์ และพวกอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย

    โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสาร

    โทรศัพท์มือถือ ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับยุคนี้ เราพกโทรศัพท์มือถือติดตัวกันตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอนบางคนก็ต้องไว้ข้างๆ ตัวเผื่อใครโทรมาตอนกลางคืน ส่วนโทรศัพท์มือถือยี่ห้อที่ดังๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่นำเอามาขาย แน่นอนก็คือ Iphone กับ Samsung สองยี่ห้อนี้กินส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์มือถือไว้พอสมควร ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่ดัง ก็ใช่ว่าจะขายไม่ดีนะ บางคนรวยเงียบๆ จากการขายมือถือยี่ห้อไม่ดังก็มี เพราะส่วนใหญ่จ้องจะไปขายยี่ห้อดังๆ กันหมด ก็ต้องศึกษาตลาดให้ดีๆ ขายโทรศัพท์มือถือยังขายได้อีกนาน ตลาดนี้มีแต่จะบูมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสินค้าที่อยู่ในหมวดอุปกรณ์สื่อสาร ก็อย่างเช่น ที่ช้าตแบต powerbank หูฟัง ลําโพงบลูทูธ เป็นต้น

    ของใช้ในบ้าน

  • วิธีปลูกมะเขือเปราะ พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือเปราะ

    มะเขือเปราะ หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ามะเขือเสวย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่มีขนสั้นๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งใบและลำต้น ลักษณะของผลที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีลักษณะเป็นผลกลมแป้น สีสันของผลจะมีความแตกต่างไปตามสายพันธุ์ตัวอย่างเช่น พันธุ์ไวโอเลตคิง ประกอบไปด้วยสีม่วงอมขาว หรือจะเป็นมะเขือเปราะคางกบ จะเป็นผลที่มีสีเขียวเข้มลายขาว ลักษณะของผลจะกลมรี สำหรับมะเขือเปราะที่เรามักนิยมกินกันนั้นเป็นพันธุ์ เจ้าพระยา เป็นพันธุ์ดังเดิม ลักษณะเป็นสีเขียวอ่อนมีริ้วๆ สีขาว มีเนื้อที่กรอบ รสชาติ หวานปนขมเล็กน้อยสามารถนำไปประกอบอาหาร หรือเป็นเครื่องเคียงทานคู่กับน้ำพริกอร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะ

    มะเขือเปราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายรายได้ดี สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องดูแล หรือทะนุถนอมอะไรมากนัก สามารถเติบโตได้ในดินทุกชนิด สามารถปลูกได้ตลอดที่ ด้วยวิธีการการเพาะต้นกล้า โดยการคัดเลือกเมล็ดจากผลที่สุกจัด สำหรับการเพาะปลูก

    วิธีการเพาะเมล็ด

    1.การเตรียมดินละเอียดให้ผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 2 : 1 จากนั้นน้ำดินที่ผสมดังกล่าวมาใส่ในภาชนะ หรือถาดที่ใช้สำหรับเพาะต้นกล้า อย่าให้หน้าดินบางจนเกินไปนะคะ
    2.จากนั้นให้ใช้ไม้ขนาดเล็ก หรืออาจใช้ไม่จิ้มฟันเลยก็ใช้กดลงไปในดินที่เราได้จัดเตรียมในข้างต้น ขนาดของความลึกอยู่ที่ 0.5 เซนติเมตร
    3.จากนั้นเกษตรกรนำเมล็ดหยอดลงไปในหลุม หลุมละ 1-2 เมล็ด
    4.สุดท้ายด้วยการกลบหน้าเมล็ดที่ได้ทำการหยอดด้วยดิน ถัดไปจากภาชนะให้นำปูนขาวโรยไว้รอบๆ ภาชนะที่เราได้ทำการเพาะปลูก
    5.ประมาณ 7-10 วันจะเห็นได้เลยว่าเมล็ดของต้นกล้าจะเริ่มงอกให้ทำการรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกระทั่งต้นกล้ามะเขือเปราะมีอายุ 25-30 วันค่อยย้ายลงเพาะในกระถาง เพื่อที่จะได้นำลงแปลงปลูกต่อไป ในการย้ายลงกระถางจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากอย่าให้รากขาด หรือต้นช้ำเกินไปนะคะ เพราะมันอาจตายได้

    การปลูกมะเขือเปราะ

    การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก เป็นเรื่องที่เกษตรกรจะต้องคำนึง พื้นที่สำหรับการปลูกมะเขือเปราะจะต้องมีการไถพรวนหน้าดินถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อจะได้พลิกหน้าดิน และตากดินไว้ก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะได้ฆ่าเชื้อโรคไปในตัวและแสงแดดจะเข้าทำลายเชื้อจุลลินทรีย์ต่างๆ ที่คอยทำร้ายต้นกล้าตอนลงดิน จากนั้นค่อยดำเนินการไถพรวนดินอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้ล่ะค่ะ เกษตรกรสามารถโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินควบคู่ไปด้วยเลย ด้วยอัตราส่วนของปูนขาว 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่

    จากนั้นค่อยยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร จากนั้นทำการหว่านปุ๋ยคอกอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะนำต้นกล้ามาลง ตามด้วยรดน้ำ แต่ทั้งนี้ไม่ควรรดน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไปนะคะ เนื่องจากความชื้นอาจทำให้รากของต้นมะเขือเปราะเน่าและเป็นโรคตายได้ในที่สุด

    การเตรียมหลุมปลูก

    ในการเว้นระยะระหว่างปลูก เนื่องจากมะเขือเปราะเป็นพืชที่มีขนาดพุ่มเล็กๆ ดังนั้นสามารถปลูกได้ในระยะใกล้ๆ ให้เว้นช่วงระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 100 เซนติเมตรและระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 50-70 เมตรก็เพียงพอแล้ว

    ช่วงเวลาในการย้ายต้นกล้ามาปลูก

    เกษตรกรจะต้องดำเนินการในช่วงที่แดดกำลังร่ม และไม่มีลม เนื่องจากต้นกล้าจะได้ไม่ต้องเหี่ยวเฉา หรือโดนลมที่อาจทำให้ลำต้นหักได้ อย่างลืมว่ามะเขือเปราะในช่วงนี้จะลำต้นที่เปราะบางเสี่ยงต่อการหักได้ เวลาที่เหมาะสมในการย้ายต้นกล้ามาลงแปลงประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น ก่อนที่จะนำต้นกล้าลงหลุมแนะนำให้มีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 กำมือ จากนั้นค่อยย้ายต้นกล้ามะเขือเปราะที่มีอายุ 30 วันลงหลุม กลบด้วยดินให้พูนโคนหลุม

    การให้ปุ๋ย

    สำหรับการบำรุงลำต้นมะเขือเปราะนั้น เราจะไม่เน้นการให้ปุ๋ยเคมีมากนัก ส่วนใหญ่แล้วเน้นไปทางด้านปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักเสียมากกว่าในช่วงเวลาที่ทำการเตรียมแปลงในการเพาะปลุก แต่อย่างไรก็ตามอาจมีบ้างที่ใช้ปุ๋ยเคมีในการแซม เพื่อป้องกันต้นมะเขือเปราะขาดธาตุอาหาร และเพื่อได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ โดยเกษตรกรมักจะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตหลังจากที่ลำต้นลงดินไปได้ 3 สัปดาห์ ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แล้วจะใส่อีกรอบในช่วงเวลาที่ต้นมะเขืออกดอก โดยใช้สูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตราส่วนที่ใช้ 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ วิธีการหว่านให้หว่านบริเวณโคนต้นให้ทั่วระหว่างร่องแปลง ต้นละ 1 กำมือโดยประมาณ

    การเก็บเกี่ยว

    มะเขือเปราะสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 45 วันจะมีผลขนาดเท่ากับลูกมะนาว หรือขนาดใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาทเล็กน้อย ในการเก็บเกี่ยว 1 เดือนสามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 8 ครั้ง และหากมีการดูแลที่ดี มีการบำรุงอย่างต่อเนื่องอาจมีการเก็บเกี่ยวได้มากถึง 10-12 เดือนต่อการปลุก 1 ครั้ง

  • วิธีปลูกมะเขือม่วง พร้อมคำแนะนำในการขายมะเขือม่วง

    มะเขือม่วง มีลักษณะที่ยาวกลม มีทั้งผลสีเขียว ม่วง และขาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ตามแต่ละสายพันธ์ แต่ที่พบมากที่สุดในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมะเขือยาวสีเขียว ซึ่งมะเขือยาวสีม่วงเองก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กันนะครับ อาจจะน้อยกว่ามะเขือม่วงเล็กน้อย คนไทยนิยมนำไปประกอบเป็นอาหารที่เลิศรสได้หลายๆ อย่าง มีสรรพคุณค่อนข้างมาก วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับมะเขือม่วง การปลูกและการดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวออกมาสู่ท้องตลาดกันดีกว่าครับ

    มะเขือม่วง นั้นเป็นพืชข้ามปี ที่สามารถปลูกได้ทุกพื้นดิน สามารถเติบโตได้ทุกสภาพของดิน แต่มันเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีค่าความเป็นกรด ด่าง อยู่ที่ 5.5-6.5 โดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้เลยว่ามีการเพาะปลูกแทบทุกภาคของประเทศไทย มะเขือม่วงมีแนวโน้มทีจะเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการดูแลและอัตราการปลูก หรือการรอดง่าย มีผลผลิตที่ดก เกียได้นาน ทุกวันนี้บ้านเราได้มีการพัฒนาส่งออกมะเขือม่วงกันแล้วนั่นเอง

    การขยายพันธุ์มะเขือม่วง

    สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นวิธีการที่ง่าย ได้ผลเร็ว สามารถนำไปลงปลูกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีวิธีการเพาะดังต่อไปนี้
    1.ขั้นตอนแรกเลย คือให้เกษตรกรทำการขุดดินให้มีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือเอาง่ายๆ คือ 1 หน้าจอบที่เราใช้ขุดไปนั่นเองครับ
    2.ให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ลงในแปลง จะนั้นทำการคลุกเคล้าหน้าดินให้ผสมกันกัน
    3.จากนั้นทำการย่อยหน้าดิน แล้วยกหน้าดินให้มีขนาดตามความต้องการ ดำเนินการปรับหน้าดินให้เรียบ เพื่อจะได้หว่านเมล็ด
    4.วิธีการหว่านเมล็ด เกษตรกรจะต้องใช้วิธีการหว่านแบบทั่วทั้งแปลง แล้วตามกลบด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก
    5. จากนั้นให้รดน้ำให้ชุ่ม ใช้เวลาประมาณ25-30 วันจะมีต้นกล้าที่งอก ในช่วงนี้ยังไม่สามารถนำลงแปลงปลูกได้นะครับ ต้องรอจนกว่าต้นกล้าแตกใบจริงประมาณ 2-3 ใบก่อนแล้วค่อยนำลงแปลง

    ขั้นตอนในการปลูกมะเขือม่วง

    การเตรียมแปลงปลูก

    1.ขั้นแรกเลย เกษตรกรจะต้องดำเนินการเตรียมแปลงปลูกด้วยการไถดะ ให้หน้าดินมีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ตากน้าดินไว้ประมาณ 7-10 วัน
    2.เมื่อครบเวลาในการตากหน้าดินแล้วขั้นตอนต่อไปคือการย่อยหน้าดินให้ละเอียด จากนั้นทำการหวานปุ๋ยหมัก หรือจะใช้เป็นปุ๋ยคอกก็ได้ครับ อัตราส่วนประมาณ 2000 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่
    3. ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ทำการคลุกเคล้าลงในแปลงดิน ก่อนที่จะยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 120 เซนติเมตร เพื่อที่ต้นกล้าจะได้รับสารอาหารจากทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปรือปุ๋ยเคมีได้อย่างเต็มที่ จะส่งผลให้ต้นกล้ามีความเจริญเติบโต และแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว
    4.ในการเพาะปลุก หรือการนำต้นกล้าปลูกลงดิน เกษตรกรจะต้องเว้นระยะห่างระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 90-100 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพุ่มของมะเขือยาวมีขนาดเล็ก ให้พื้นที่ในการปลูกแต่ละต้นไม่มากนัก ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่า 1 ไร่สามารถปลูกได้จำนวนหลายต้น
    5.ในการคัดเลือกต้นกล้า หรือต้นพันธุ์มะเขือม่วงมาปลุกนั้นควรเลือกต้นกล้าที่มีอายุมากกว่า 35 วันมาทำการเพาะปลูก และจะต้องดูที่ใบจริงของต้นกล้าให้มีประมาณ 2-3 ใบ มาปลูกลงหลุมที่กำหนด กลบดินให้พูนต้น จากนั้นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่พอดี ไม่ต้องมากจนเกินไป เนื่องจากการได้รับน้ำในปริมาณมากจะส่งผลให้เป็นโรครากเน่าได้เช่นกัน
    6.ฤดูการเป็นผล หากเห็นว่าออกดอกและติดผลแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผลมะเขือม่วงสัมผัสกับดินแนะนำให้เกษตรกรหาไม้มาค้ำไว้

    การดูแลรักษามะเขือม่วง

    1.หลังจากการปลูกประมาณ 2-3 อาทิตย์แรกนั้นให้ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในอัตราส่วน 1 ต้น ต่อ 1 ช้อนชาทุกๆ 15-20 วัน แต่ต้องระวังอย่าให้ชิดกับโคนต้นมากจนเกินไป ให้มีระยะห่างอยู่ที่ 5-10 เซนติเมตร ในกรณีที่เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปนะครับ ให้ใส่เพียงบางครั้งในปริมาณน้อยๆ
    2.ในการให้น้ำจะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น หากเป็นช่วงฤดูฝน แนะนำให้มีการรดน้ำเพียงแค่วันที่ฝนไม่ตกเท่านั้น และควรงดให้น้ำในช่วงที่ต้นมะเขือม่วงกำลังออกดอก และมาให้น้ำต่อในช่วงที่ติดผลไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะทำให้ดอกรวงนั่นเองครับ
    3.การพรวนดินและการกำจัดวัชพืช เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากวัชพืชเหล่านั้นคอยแย่งอาหาร ทำให้ต้นกล้าได้รับสารอาหารที่ไม่เต็มที่ เกษตรกรจะต้องรับจัดการให้เร็วที่สุด

    โรคที่ต้องพึงระวัง

    1.โรคผลแห้งเน่าสีดำ หรือปลายผลสีดำ เป็นโรคที่น่ากลัวเกษตรกรสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีการใช้ปูนขาวในการรองก้นหลุมประมาณ 1-2 ช้อนแกง หรือไม่สารถฉีดพ่นธาตุแคลเซียมช่วงระยะติดผลไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว
    2.โรคใบจุด สามารถป้องกัน หรือแก้ไขได้ด้วยวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือที่หาง่ายๆ คือกำมะถันชนิดผลละลายน้ำฉีดในช่วงเช้ามืดที่มีอากาศเย็น หรือตอนเช้า เพียงเท่านี้ก็ปลอดภัยหายห่วงแล้วล่ะจ้า

  • วิธีปลูกมะขามเทศ พร้อมคำแนะนำในการขายมะขามเทศ

    มะขามเทศเป็นพืชท้องถิ่นที่มีหลักฐานได้กล่าวไว้ว่า เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของแม็กซิโก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ต่อมามีการขยายและแพร่กระจายไปยังอเมริกาเหนือ ฟิลิปปินส์ ตลอดทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ลักษณะเป็นไม่ยืนต้นขนาดใหญ่ มีหนามขึ้นบริเวณลำต้น ใบบางลักษณะเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ลักษณะดอกเป็นช่อขนาดเล็ก มีสีขาม จุดเด่นสามารถแยกได้ชัดเจนเลยสำหรับเกสรตัวผู้เนื่องจากเป็นพู่ออกมาผลเป็นฝักโค้ง รูปร่างเป็นปล้องๆ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่จะมีสีชมพูอมแดง ส่วนในเรื่องรสชาติมีรสชาติที่หวาน บางต้นหวานอมฝาด หากทิ้งไว้นานจะมีเนื้อนุ่มและหวานเพิ่มยิ่งขึ้น แต่อย่านานเกินไปนะครับ เพราะจะมีกลิ่นเหล้าออกมา แต่ละปล้องจะมีเมล็ดสีดำอยู่ปล้องละ 1 เม็ดเท่านั้น

    ข้อดีของการปลูกมะขาเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่มีความทนทาน ไม่ว่าจะแล้ง ฝน หรือหนาว สามารถเจริญเติบโตได้เกือบทุกสภาพดิน แต่ในกรณีที่ปลูกไว้สำหรับขายส่งสิ่งที่จะต้องคำนึงเลยคือแหล่งน้ำ และตลาดในการรองรับเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพราะหากต้องการให้ฝักสวย ใหญ่ ได้มาตรฐานจะต้องมีการให้น้ำอย่างเพียงพอ เมื่อเก็บออกมาแล้วจะต้องมีที่ระบาย หรือการขนส่งจะต้องสะดวก มะขามเทศไม่เหมือนกับมะขามชนิดอื่น มันไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่อย่างนั้นอาจจะเน่าเสีย และเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก

    การขยายพันธุ์มะเขือเทศ

    สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง หรือจะเป็นการเสียบยอด แต่ที่เกษตรกรนิยมกันมากที่สุดคือการตอนกิ่ง เนื่องจากสามารถนำไปลงแปลงปลูกได้เร็ว ระยะเวลาในการติดผลสั้น ที่สำคัญมีลำต้นที่ไม่สูงมากนั่นเองครับ วิธีการตอนกิ่งมะขามเทศมีดังต่อไปนี้

    1.ทำการควั่นกิ่ง เลือกเอาตรงบริเวณใต้ตา ห่างจากตา ประมาณ 1 นิ้ว โดยการใช้มีดคมลอกเปลือกนอกออก ให้รอยควั่นกว้างประมาณ 1 นิ้ว
    2.ต่อด้วยการใช้ขลุยมะพร้าวแช่น้ำหมาดๆ พอกไปที่บริเวณรอยแผล จากนั้นตามด้วยพลาสติกหุ้ม
    3.ใช้เชือก อาจเลือกเป็นเชือกฟางก็ได้ผูกหัวและท้ายมัดให้แน่น ทิ้งไว้ โดยไม่ต้องรดน้ำ 20-25 วัน ค่อยสังเกตว่ามีรากงอกออกมาหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วหากเป็นกิ่งเล็กใช้เวลาเพียงแค่ 20 วันก็สามารถตัดไปลงถุงชำได้แล้ว หากเป็นกิ่งที่ค่อนข้างใหญ่อาจใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น
    4.ในการลงถุงชำจะต้องระมัดระวังอย่างให้แผลที่ตัดช้ำ ระยะเวลาที่อยู่ในถุงชำประมาณ 20 วันก็สามารถนำไปลงแปลงปลูกได้แล้ว ในการตอนกิ่งแนะนำให้ตอนช่วงฤดูฝน และจะต้องเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ต้นแม้มีผลดกและปราศจากโรค

    การปลูกและการดูแลรักษา

    ในการปลูกมะขามเทศไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากเป็นพืชที่สารถเจริญเติบโตได้ง่าย ทนทาน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพพื้นดินแบบไหน ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นหากปลูกเพื่อการขาย จะต้องเลือกสถานที่ที่มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ วิธีการปลูกมีดังต่อไปนี้

    การเตรียมดิน

    ในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก เริ่มแรกด้วยการขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร พักดินตากแดดไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นค่อยน้ำดินที่ขุดมาผสมกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 บุ้งกี๋

    การปลูก

    การปลูกมะขามเทศสามารถดำเนินการปลูกได้ทั้งในรูปแบบยกร่อง พื้นทีราบแบบยกร่อง หรือจะเป็นพื้นที่ราบ โดยระยะห่างในการปลูกแบบยกร่องอยู่ที่ 8-10 x 8-10 เมตร ซึ่งปกติแล้ว 1 ไร่ปลูกได้ประมาณ 16-20 ต้นไม่มากและไม่น้อยไปกว่านี้ สำหรับพื้นที่จะต้องเว้นระยะห่างต่อต้นอยู่ที่ 10-12 x 10-12 เมตร 1 ไร่ประกอบไปด้วยต้นมะขามเทศ 10-16 ต้น

    การดูแลรักษาหลังการเพาะปลูก

    1.การให้น้ำ เกษตรกรจะต้องระมัดระวังและต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตนกล้าเพิ่งลงแปลง ต้นเล็ก หรือต้นโต
    2.สิ่งที่เกษตรกรควรทราบคือจะต้องงดน้ำก่อนออกดอก มะขามเทศไม่ได้แตกต่างจากผลไม่ชนิดอื่น ดังนั้นก่อนออกดอกจะต้องพักลำต้นเพื่อที่จะได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกและติดผล
    3.เมื่อติดผลแล้ว สามารถให้น้ำได้ตามปกติ แต่ทั้งนี้จะต้องระวังหากได้รับน้ำในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ฝักแก่ไม่สวย และแตก เนื้อไม่แน่น

    การให้ปุ๋ยมะขามเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้

    1.หลังจากที่มีการเก็บผลผลิต และมีการตัดตกแต่งกิ่งนั้น จะต้องมีการบำรุงต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกดอกและติดผลในครั้งต่อไป ให้เกษตรกรบำรุงลำต้นด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และปุ๋ยสูตร 16-16-16
    2.ก่อนออกดอกเพื่อป้องกันดอกร่วงหล่น ให้ตามด้วยปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยธาตุไนโตรเจน ปริมาณที่ต่ำ เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24
    3.ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และ 16-16-16 ช่วงที่ฝักกำลังเริ่มแก่และใกล้ที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้วนั้นจะช่วยให้ฝักแน่นและมีรสชาติที่หวานขึ้น

    คำแนะนำสำหรับการไล่แมลง เร่งดอก หรือทำให้ผลมีรสชาติที่หวานนั้นสามารถใช้น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรได้หมักขึ้นมาเอง เพื่อที่จะได้ปลอดภัยจากสารเคมี และเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะเข้ามาแชร์ปะสบการณ์ดีๆ หรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้นะครับ

  • วิธีทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจจุบันนี้มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเกิดขึ้นมากมาย เพราะปัจจุบันมีการก่อสร้างไปทั่วทุกหนแห่งของเมืองไทย ทำให้หลายคนเล็งเห็นเม็ดเงินถึงการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่การที่จะทำการตลาดหรือหาลูกค้าให้ได้นั้น จะต้องผ่านด่านและอุปสรรคหลายอย่างเลยทีเดียว เพราะการทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ เพราะกว่าจะได้แต่ละงานโดยอาจจะต้องมีการประมูล รวมถึงการเช็คราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่มีการขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา เพราะบางครั้งที่รับงาน ราคาวัสดุอาจจะต่ำ แต่หลังจากรับงานไป ราคาเหล็กหรืออุปกรณ์ตัวอื่นๆ กลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขาดทุนก็มี นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของคุณมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าได้

    จากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

    หลายคนที่กว่าจะฝ่าด่านมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อาจะมีการเดินทางผ่านไปยังจุดของความสำเร็จ และจุดของความล้มเหลว ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้น อาจจะเคยเป็นลูกจ้างมาก่อน ซึ่งการเป็นลูกจ้างจะทำให้ทราบถึงปัญหาต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ในการทำงาน และการบริหารงานที่อาจจะอาศัยครูพักลักจำจากเจ้าของกิจการที่ตนเคยเป็นลูกจ้างมาก่อน ทำให้ได้มีโอกาสเห็นทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว รวมถึงปัญหาต่างๆ เช่นกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องคนงาน หรือการขึ้นลงของราคาวัสดุอุปกรณ์ ทำให้ผู้ที่ก้าวจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะมีประสบการณ์ดังกล่าว และสามารถนำมาประยุกต์ใช้และแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้

    เป้าหมายหลักของการเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

    การที่คุณจะประสบความสำเร็จ ในการเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หรืออาจล้มเหลวก็พยายามอย่าไปกังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ผันตัวเองจากลูกจ้างหรือพนักงานไปสู่การเป็นผู้รับเหมาหรือเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยมมีเป้าหมายหลักคือ เงิน ที่จะได้มากกว่า การเป็นพนักงานรับค่าแรงวันไปวันๆ ประกอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นลูกจ้างงานรับเหมาไม่ใช่เพียงการทำงานเพื่อแลกเงินอย่างเดียว แต่หากยังมีความเสี่ยงต่างๆ อย่างการถูกโกง หรือการตกงานไม่มีงานให้ทำ เมื่องานหมด รวมถึงปัญหาเพื่อนร่วมงาน และปัญหาการเงินที่หาได้มาก็ใช้จ่ายไปแบบไม่มีเงินเก็บ ซึ่งทำให้เป็นอีกหนึ่งหนทางและเป็นแรงผลักดันทำให้ลูกจ้างหลายๆ คนที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซะเอง

    การปฏิบัติตนให้ถูกต้องกับอาชีพธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

    การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ มีเพียงวิธีเดียวคือ การปฏิบัติตัวเองให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานะปัจจุบัน ซึ่งการที่เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หรือเถ้าแก่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใหญ่ หรือเล็ก ต่างก็สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จและความล้มเหลวได้เช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆการเลิกกิจการถือเป็นความล้มเหลวในงาน และสำหรับคนที่ไม่ยอมแพ้ ก็ทำให้เห็นสัจธรรมเพราะความล้มเหลว อาจมีการพัฒนาจิตใจทั้งตนเองและยังทำให้เห็น การคดโกง การเอารัดเอาเปรียบ หรือการส่งเสริมการทุจริต ซึ่งหากเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ไม่ศึกษาข้อมูลหรือยังดื้อดึงที่จะทำต่อ แม้จะมองเห็นปัญหาข้างหน้า ก็อาจทำให้เกิดสิ่งที่เป็นปัญหาตามมาอีกมากมาย

    ความสามารถในการจัดการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

    การปฏิบัติตัวเองให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับสถานะปัจจุบัน คือการใช้ความสามารถในการจัดการงานทุกด้าน เพื่อไม่ให้เกิดการติดขัด ซึ่งเจ้าของกิจการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะต้องมีความรู้จริงในงานที่ทำ และสามารถจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี รวมถึงการจัดการกำลังคนหรือทีมงาน ให้อยู่ในระบบระเบียบที่ตั้งเอาไว้ และเชื่อฟังคำสั่ง โดยไม่ทำที่นอกเหนือจากงาน ซึ่งเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะต้องจัดการบริหารงานรวมถึงทำเรื่องการตลาด ที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้รับเหมาอื่นๆ ,ร้านค้าวัสดุอุปกรณ์ หรือแม้แต่บริษัทที่รับงาน ที่จะต้องสัมพันธ์กันทุกส่วนอย่างลงตัว

    ปัญหาของผู้ทำงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

    โชคดีไปหากคุณมาจากลูกจ้าง แล้วผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมารวมถึงความสามารถ จะทำให้คุณได้รู้และเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยสามารถแก้ไขได้ การรู้จริงในงานที่ทำจะเป็นสิ่งที่การันตีและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้ามากกว่า คนที่ไม่เป็นอะไรหรือไม่รู้อะไร แต่มาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะคิดว่ารายได้ดี เพราะหากคุณไม่รู้เรื่องทางด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก็จะทำให้การดำเนินงานลำบาก คุยกับข้าวของงานลำบาก และการคุมงานก็ยาก เพราะคุณไม่อาจแก้ปัญหาให้ลูกทีมได้ เพราะขาดความรู้ ขาดหลักการทำงานที่ถูกต้อง

    ความไม่รู้จริงของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาจนำไปสู่ความล้มเหลว

    ความไม่รู้จริงเรื่องงานหรือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ต้องกระทำ จะนำไปสู่ความล้มเหลว ซึ่งก็หมายถึงการขาดทุนอาจจะมากมายมหาศาล การไม่ได้ทำงานต่อ และมันอาจจะสร้างความปวดใจให้กับทั้งสองฝ่าย เพราะหากการพลาดในเรื่องของการทำงาน ก็จะทำให้คุณถูกปรับและสั่งให้หยุด ทำให้ขาดรายได้ ส่วนของที่สั่งมาแล้ว ก็ไม่ได้ใช้งาน ส่วนเจ้าของโครงการก็บอบช้ำพอๆกัน เพราะต้องไปเสียเวลาในการหาผู้รับเหมาเจ้าใหม่ ทำให้เสียเวลาในการดำเนินการก่อสร้างออกไปอีกหลายวัน ซึ่งหากคุณอยากจะทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจริงๆ จะต้องมีความรู้จริงในเรื่องงานที่ต้องทำและมีความรับผิดชอบต่อความผิดพลาด

    สรุป

    เทคนิคการสร้างตลาดง่ายๆของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง คือ การสร้างความประทับใจ ให้กับลูกค้า การยอมแก้ไขเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น คือการเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมาเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า คุณจะไม่สามารถเติบโตได้เลยหากขาดความรับผิดชอบต่องาน หรือห่วงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง

error: Content is protected !!