Category: การงาน

  • เครียดเพราะตกงานทำอย่างไร

    มีรุ่นน้องผมคนหนึ่งตกงานมานานแล้ว และได้มาปรึกษาผม ในทำนองว่า ผมตกงานมาปีกว่าแล้วรู้สึกเครียดมาก อายุก็มากขึ้นเรื่อยๆ ทางบ้านก็กดดัน เพื่อนๆ เค้าได้ดีไปหลายคนแล้ว สุขภาพจิตผมแย่มากครับ วันๆ แทบไม่พูดกับใครเลย ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ว่าจะทำอย่างไรดี

    ผมจึงให้ความคิดเห็นเค้าไปว่า

    อย่าคิดมาก และอย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปเฉยๆ นะครับ ให้มองดูคนที่ตกงานนานกว่าเรา คุณอาจจะสมัครงานไปด้วย และในช่วยเย็นๆ ของทุกวันก็ไปเรียนอาชีพเสริมพิเศษจากโรงเรียนสารพัดช่างเพื่อฝึกงานด้านอาชีพ อาจจะทำขนมขาย เรียนช่างซ่อม หรือไม่ก็ลองไปเรียนนวดแผนไทยที่วัดโพธิ์หรืออะไรอื่นๆ ลองให้เวลากับตัวเองในการคิด และวางแผน คนเราท้อได้ แต่อย่าท้อนาน

    และขอให้คุณจงมีความพยายามต่อไป บางช่วงชีวิตเราอาจไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าตลอดไป และอย่าเลือกงานจงถือคตินี้ครับ อย่าหางานที่เหมาะสมแก่ตัวเอง จงทำตัวให้เหมาะสมแก่งาน ขอให้ถือคตินี้ไว้แล้วคำว่าตกงานจะไม่เกิดขึ้นแก่คุณแน่นอน หรือลองไปฝึกใจด้วยการปฏิบัติธรรมสักพัก แล้วทุกอย่างมันก็จะดีเอง ขออวยพรขอให้คุณได้งานเร็วๆ

    และผมเสริมเพิ่มเติมกับท่านผู้อ่านว่า มีคำกล่าวที่ว่า เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตก็คือเวลางาน เพราะงานเป็นการปฏิบัติอย่างสำเร็จของกระบวนการความสร้างสรรค์ส่วนบุคคล ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่รู้สึกแย่เอามากๆ เลย ที่เราตกงาน แต่อยากให้คุณค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร และจะทำอะไรให้กับตัวเองได้บ้าง งานอะไรก็ได้นะ ที่ทำแล้วสบายใจทำไปก่อนก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่หนักมากแต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็โอเคนะ งานของเราจะทำให้เรามีความสุขเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่สนุกกับงาน เพราะเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจและรู้จักตัวเองดีพอ

    ผมคิดว่าถ้าคุณถามตัวเองดีๆ ว่า ถ้าจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตแล้วหล่ะก็ คุณอยากทำอะไร อะไรเป็นสิ่งที่กระบวนการความคิดสร้างสรรค์คุณบรรเจิด ผมคิดว่า คุณจะไม่รอช้าเลยสักนิดเดียวที่จะไขว่คว้างานนั้นมาให้เร็วที่สุด ขอให้ค้นตัวเองให้เจอ และเริ่มงานให้ได้นะครับ ไม่มีอะไรที่เรารักแล้วทำไม่ได้

  • เคล็ดไม่ลับ เทคนิคการทำงานเป็นทีม

    การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่าหนึ่งคน ซึ่งสมาชิกทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน ในการที่จะลงมือทำอะไรร่วมกันแล้วให้เกิดการยอมรับ โดยการร่วมมือของๆ ทุกคนที่อยู่ในทีม ซึ่งนอกจากการเลือกบุคคลมาร่วมงานกัน เพื่อสร้างเป็นทีมแล้ว จะต้องมีการยอมรับ การเสนอความเห็นร่วมกันรวมถึงมีการวางแผนการทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งการทำงานเป็นทีมถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากในทุกๆองค์กร เพราะการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ ของการบริหารงานเพื่อทำให้เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นของเฉพาะกลุ่มหรือองค์กร

    บทบาทของการทำงานเป็นทีม

    เพราะการสร้างทีมขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในงานที่ทำ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับความสำเร็จของบริษัทหรือองค์กร ที่อาจจะต้องพึ่งพาการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดความสำเร็จได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานเป็นทีมถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน และต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะทำงานให้สำเร็จได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้วิชาความรู้ และความสามารถในการประสานความสัมพันธ์กับผู้อื่น หากทั้งสองประการนี้ดำเนินคู่กันไปจะทำให้การทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็นไปในทิศทางเดียวกันและดีขึ้น

    หลักการทำงานเป็นทีม

    การทำงานเป็นทีมร่วมกัน จำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกายใจ และความคิด รวมถึงความเห็นที่เป็นอิสระ และปราศจากอคติ อย่างถูกต้องมีเหตุมีผล จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือโดยครบถ้วน ซึ่งการทำงานเป็นทีมเวิร์กได้นั้น ถือเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กร และมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่าการทำงานคนเดียว เพราะการที่จะทำให้องค์กรหรือบริษัทก้าวไปสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม จะต้องอาศัยกระบวนการและเทคนิคของการทำงานเป็นทีมหรือหากเป็นทีมเวิร์ก จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อาศัยเทคนิคง่าย ๆ ก็จะทำให้การทำงานเป็นทีม สำเร็จได้โดยไม่ยากเย็น

    ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก

    ควรทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก เข้าใจและเป้าหมายอย่างชัดเจน และมีการเปิดเผยจริงใจ ซึ่งจะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหา การทานเป็นทีมจะทำให้เกิดการสนับสนุนไว้วางใจ ยอมรับ และรับฟังกัน มีการทบทวนการปฏิบัติงานและตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่นรวมถึงแสดงความเข้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน และสามารถร่วมกลุ่มกันได้เป็นอย่างดี

    สร้างเป้าหมายหลักเพื่อการทำงานเป็นทีม

    ยังมีอีกหลายๆ สิ่งที่จะทำให้การทำงานเป็นทีมเวิร์กประสบความสำเร็จ และการสร้างจุดมุ่งหมายให้กับการทำงาน เพื่อให้ เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งเมื่อสมาชิกในกลุ่มเข้าใจทิศทางของการทำงานอย่างถูกต้องครบถ้วนเหมือนกันแล้ว ก็จะทำให้มีการทำงานร่วมกันที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนสามารถรู้ทิศทาง ตลอดจนรู้หน้าที่ของตัวเองว่าเราจะต้องทำงานอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ทีมก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง การทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมายจะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกร่วม และจะนำไปสู่ความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมอีกด้วย

    เพิ่มความรู้สึกร่วมของการทำงานเป็นทีม

    การจะทำงานแบบทีมเวิร์กเพื่อให้มีจุดแข็งนั้น สมาชิกในทีมต้องไม่ละเลยที่จะสร้างให้เกิดความรู้สึกร่วมกัน และทำให้มีแรงบันดาลใจในการทำงานร่วมกัน มีการเสนอแนวความคิดซึ่งไม่ใช่เอาแต่ต้องเฝ้ารอคำสั่งอย่างไร้ทิศทาง หรือปล่อยเวลาให้หมดไปวัน ๆ เพราะการทำงานเป็นทีม ที่จะทำให้เกิดการบรรลุเป้าหมายเพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ต้องไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวที่จะออกคำสั่งหรือดำเนินการ แต่สมาขิกในกลุ่มทุกคน ซึ่งอยู่ในทีมจะต้องมีความรู้สึกร่วมกันในการรับผิดชอบ โดยสร้างภาวะผู้นำให้กับทุก ๆ คนในทีม และที่สำคัญต้องให้ทีมรับรู้และเข้าใจตรงกันว่าจุดมุ่งหมายร่วมกันนั้นคือ อะไร เพื่อจะได้เกิดความรู้สึกร่วม เข้าใจในการทำงาน และช่วยกันออกความคิดเห็นให้ไปในแนวทางเดียวกัน

    ความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมเวิร์ก

    แม้ในกลุ่มจะมีผู้นำ สมาชิกทุกคนจะต้องเชื่อฟังก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น ไม่ใช่ว่ารอแต่คำสั่งจากหัวหน้ากลุ่มเพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้ที่มีภาวะเป็นผู้นำหรือหัวหน้ากลุ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่าคน ๆ นั้นจะต้องการทำให้ตัวให้โดดเด่นเหนือกว่าใครในการทำงาน หากแต่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะแสดงความคิดเห็น และดึงความสามารถที่ตนเองมีออกมาช่วยทำให้ทีมได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่เกิดความรู้สึกคัดค้านขึ้นภายในใจ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับการทำงานเป็นทีม ซึ่งภาวะผู้นำจะช่วยให้สมาชิกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในทีม ทำให้ทุกคนได้ทำงานได้ตรงตามหน้าที่ของตัวเอง โดยที่ไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าเป็นตัวถ่วงหรือทำให้การทำงานล่าช้า และทุกคนในทีมสามารถมีความภาวะเป็นผู้นำได้ ซึ่งมาจากการฝึกฝนตนเองเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะทำงานโดยรู้ถึงหน้าที่ของตน ไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ ซึ่งระบบนี้นำไปใช้ให้การทำงานให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สรุป

    เทคนิคของการทำงานเป็นทีมอีกกวิธีหนึ่งที่จะทำให้สำเร็จของการทำงาน แบบทีมเวิร์ก สมาชิกในกลุ่มจะต้องรู้จักปลดปล่อยพลังในการทำงานให้ออกมามากที่สุด เพื่อให้เกิดไฟในการทำงานและการมีศักยภาพที่เต็มเปี่ยมซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้ตรงประเด็นหรือเป้าหมายที่ทีมได้วางไว้ โดยไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและไม่เกี่ยงกับการทำงาน แต่จะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความแข็งแกร่งและก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น

  • การเตรียมตัวสัมภาษณ์งานที่คุณควรอ่านก่อนไป

    ในบทความนี้จะเป็นการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานที่คุณควรอ่านก่อนไปสัมภาษณ์งาน ว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะการเตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ เอาหล่ะครับ มาเริ่มเตรียมตัวเข้ารับการสัมภาษณ์กันเลย

    สัมภาษณ์เพื่ออะไร

    ถ้ามองในแง่ผู้จ้างงาน การสัมภาษณ์นั้น ก็เพื่อที่จะคัดเลือกบุคคลที่ เหมาะสมที่สุดเข้าทำงาน โดยพิจารณา บุคลิกภาพ ทัศนคติ ท่วงทำนอง การเจรจา ของผู้สมัครงานว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งหาข้อเท็จจริงและข้อมูลเพิ่มเติม (นอกเหนือจากใบสมัคร จดหมายสมัครงาน หรือใบประวัติย่อ)

    ถ้ามองในแง่ของผู้สมัครงาน โอกาสที่จะได้รับเชิญ หรือเรียกตัวไปรับการสัมภาษณ์ ก็คือโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากใบสมัครที่ได้ส่งไป แน่นอนที่สุด การสัมภาษณ์ก็คือ ปราการด่านสำคัญ ที่จะชี้นำอนาคตว่า ตนเองจะได้งานหรือไม่ ซึ่งมักจะเป็นขั้นตอนการสมัครงานที่ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ๆ กลัวกัน เพราะไม่ทราบว่าจะเตรียมตัวอย่างไร ต้องทำอย่างไร จะเตรียมคำตอบอะไรบ้าง คนที่สอบได้ที่หนึ่ง หรือเกียรตินิยม อาจจะตอบคำถามผิดๆ ถูกๆ เมื่อต้องรับการสัมภาษณ์ บางคนคะแนนข้อเขียนดีมาก คะแนนทดสอบดี แต่คะแนนสัมภาษณ์กลับต่ำมาก การสัมภาษณ์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการจ้างงาน

    อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครงานบางคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก มีประสบการณ์ในตำแหน่งที่สมัคร มักอยากจะให้เรียกตัวไปสัมภาษณ์ เพราะผู้สมัครงานเหล่านี้มั่นใจว่า หากได้พูดคุยหรือเล่าประสบการณ์ ของตนเองแล้วผู้ที่สัมภาษณ์จะสนใจ และจะเป็นช่วงโอกาสสำคัญ ในการที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้รับสมัคร

    กำหนดเวลานัดสัมภาษณ์

    ปกติถ้าในใบสมัครระบุวันสัมภาษณ์ไว้ การสัมภาษณ์ก็มักจะตรงตามนั้น แต่ถ้าไม่มีกำหนดไว้ การสัมภาษณ์จะต้องมีการนัดล่วงหน้า แต่จะกี่วันนั้นก็แล้วแต่ฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นๆ จะเป็นผู้กำหนดเอง

    ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ๆ จำนวนไม่น้อย มักจะตื่นเต้นที่ได้รับการนัดหมาย จากบริษัทที่ตนเองไปสมัครงานไว้ และอย่างจะไปรับการสัมภาษณ์ทั้งๆ ที่กลัวว่า จะไม่ได้งานทำ แต่ก็อยากจะไป เข้าทำนอง “กล้าๆ กลัวๆ ” จะได้รู้เรื่องไปเลยว่า จะได้หรือไม่ได้ บางครั้งก็คิดเลยไปกว่านั้นว่า บริษัทเขาคงสนใจเราแน่ไม่อย่างนั้น จะเรียกเราไปสัมภาษณ์ทำไม บางคนคิดเลยเถิดไปว่า จะเรียกเงินเดือนเท่าไหรดี จะเริ่มต้นทำงานวันไหน

    พูดกันง่ายๆ ว่า หลายคนวาดวิมานในความฝันเสียเลิศเลอ และบางคนก็พาลตื่นเต้นจนนอนไม่หลับก็มี ข้อแนะนำในการเตรียมตัวไปรับการสัมภาษณ์ก็คือ “จงนอนให้เต็มอิ่ม” เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

    สถานที่ในการสัมภาษณ์

    ตามปกติจะมีสถานที่สัมภาษณ์ 2 แห่งคือ

    – แบบที่ 1 เป็นห้องที่จัดไว้เพื่อสัมภาษณ์โดยตรง มักจะจัดเป็นรูปครึ่งวงกลม หรือหน้ากระดาน แล้วให้ผู้สัมภาษณ์อยู่ที่อีกโต๊ะหนึ่งที่ห่างออกไป หรืออยู่โต๊ะเดียวกันก็ได้
    – แบบที่สอง จะใช้ห้องทำงานของผู้สัมภาษณ์เป็นที่สัมภาษณ์ ซึ่งผู้เข้าสัมภาษณ์จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก็คืออย่าไปหยิบ หรือจับต้องสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะผู้สัมภาษณ์เด็ดขาด เพราะจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รู้จักกาละเทศะ และไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น

    ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

    แน่นอนที่สุด ก่อนไปสัมภาษณ์ควรจะศึกษาให้รู้ก่อนว่า บริษัทที่เราจะไปรับการสัมภาษณ์นั้น ชื่ออะไร สะกดภาษาไทย ภาษาอังกฤษยังไง ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้จัดการ หรือกรรมการผู้จัดการบ้าง เป็นต้น และอย่าลืมนำเอาหลักฐานประวัติต่างๆ ของเราไป

    การแต่งกาย

    ผู้ถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์มากมาย ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะแต่งกายอย่างไรไปสัมภาษณ์ คำตอบก็คือแต่งให้สุภาพ สะอาด เรียบร้อย ให้เกียรติเจ้าของสถานที่ ถ้าใส่เสื้อแขนยาวไม่ควรพับแขนเสื้อขึ้น สำหรับผู้ชายจะใส่เนคไทหรือไม่ใสก็ได้แล้วแต่สะดวก หรือแล้วแต่ลักษณะของงานที่คุณไปสมัคร

    บางคนที่เพิ่งจบหรือกำลังจะจบการศึกษา มักจะถามว่า ควรจะใส่เครื่องแบบสถาบันไปสัมภาษณ์ไหม คำถามนี้ก็ต้องดูว่า คุณจบการศึกษาหรือยัง ถ้ายังไม่จบดี แต่งกายชุดสถาบันก็ใช้ได้ แต่ถ้าจบการศึกษามาแล้ว ควรแต่งชุดธรรมดาจะดีกว่า แต่ถ้ารู้ว่าผู้สัมภาษณ์ จบจากสถาบันเดียวกันกับเรา ก็ลองแต่เครื่องแบบไป เผื่อจะได้คะแนนพิเศษบ้าง (อันนี้แล้วแต่จะพิจารณา)

    การแต่งกายเรียบร้อย อย่าเข้าใจสับสนกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เพราะถ้าคุณแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ๆ ผู้สัมภาษณ์อาจจะไม่รับคุณเลยก็ได้ เพราะดูคุณจะเป็นผู้ดีตีนแดง หรือฟุ่มเฟือยเกินไป

    ต้องทำตัวอย่างไรเมื่อเดินเข้าไปสัมภาษณ์

    เมื่อได้รับการขานชื่อให้เข้าไปในห้องสัมภาษณ์แล้ว การปรากฎตัวเป็นสิ่งสำคัญ เข้าทำนอง “ฟอร์มดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” ขอให้ปรากฎตัวอย่างมั่นใจ สง่า นอบน้อม อย่าทำเป็นตัวงอเป็นกุ้ง หรือหงอไปเลย สบตาผู้สัมภาษณ์ ทักทายผู้สัมภาษณ์ด้วยการไหว้ หากผู้สัมภาษณ์มีหลายคน ให้ยกมือไหว้ทีละคน

    เมื่อไหว้เสร็จแล้ว ให้รอสักครู่ จนกว่าผู้สัมภาษณ์จะเชิญให้นั่ง จึงค่อยนั่ง อย่านั่งก่อนโดยเขาไม่ได้เชิญ ท่านั่งที่สุภาพ น่าจะเป็นการนั่งตัวตรง เอามือประสานกัน หรือวางมือบนหน้าขาก็ได้ อย่ากอดอก หรือนั่งไขว่ห้าง หรือเอามือวางบนโต๊ะ อย่าเอานิ้วกรีดโต๊ะ เคาะเก้าอี้ เขย่าขา โยกตัว หรือโยกเก้าอี้ ถ้ามีแฟ้ม เอกสาร หรือกระเป๋า ควรวางบนตัก

    เริ่มต้นสัมภาษณ์กันอย่างไร

    ผู้สัมภาษณ์มักจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โดยอาจจะถามถึงการรอคอย การเดินทางมารับการสัมภาษณ์ ส่วนมากจะเป็นเรื่องสัพเพเหระ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความตื่นเต้น ของผู้รับการสัมภาษณ์ และเป็นการสร้างความคุ้นเคยกัน บางทีผู้สัมภาษณ์ อาจจะเชิญชวนให้สูบบุหรี่ หรือยกน้ำดื่มมาให้

    มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรสูบบุหรี่ในขณะรับการสัมภาษณ์ เพราะจะทำให้ดูไม่สุภาพ หากจะดื่มน้ำ หรือน้ำชา กาแฟ ที่ผู้สัมภาษณ์จัดให้ ควรจะต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำหกเลอะเทอะ หรือสำลัก (เพราะความตื่นเต้น)

    เขาประเมินผู้เข้ารับการสัมภาษณ์โดยใช้เกณฑ์ไหน

    เมื่อผู้สัมภาษณ์ได้สัมภาษณ์ผู้สมัครงานเสร็จแล้ว จะทำการประเมินโดยอาจจะใช้แบบฟอร์มแยกเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น การปรากฎตัว การตอบคำถาม ความกระตือรือร้น ความเป็นผู้นำ ประวัติครอบครัว ประวัติการศึกษา ทัศนคติต่อบริษัท พร้อมกับที่มีข้อสรุปสั้นๆ ต่อท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นจึงจะรวมคะแนนออกมา บางบริษัทอาจจะไม่มีการให้คะแนนเป็นข้อๆ แต่ให้ผู้สัมภาษณ์ ระบุจุดที่ประทับใจ จุดเด่นหรือจุดด้อยของผู้สมัคร ในใบสมัครหรือเอกสารแนบใบสมัครแล้วให้ระบุว่า ควรจะรับหรือปฏิเสธ รอดูผลเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่น หรือเหมาะสมกับตำแหน่งงานอื่น

    อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครบางคนที่มีคะแนนสัมภาษณ์สูง ๆ อาจจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงาน เพราะบางตำแหน่งงานไม่ต้องการคนที่มีศักยภาพในการทำงานสูง เพราะเกรงไปว่าหากรับเข้าทำงานแล้ว อาจจะทำได้ไม่นาน จะลาออกไปทำงานอื่น ผู้สัมภาษณ์บางบริษัทอาจใช้ประสบการณ์ หรือความรู้สึกส่วนตัว ในกรรับผู้สมัครเข้าทำงาน บางคนอาจพิจารณาจากโหงวเฮ้ง ของผู้สมัครก็มี บางคนเห็นหน้าผู้สมัครก็ไม่ชอบใจตั้งแต่ต้นก็มี แต่ก็มีบางบริษัทที่ใช้ผู้สมัครคนอื่นๆ เป็นตัวละคร กล่าวคือสัมภาษณ์ผู้สมัครหลายๆ คนพอเป็นพิธี แต่ลงท้าย ก็รับพรรคพวกของตนเองเข้าทำงาน

    เลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือจะเลื่อนนัดอย่างไรดี

    เลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือจะเลื่อนนัดอย่างไรดี การที่จะเลื่อนนัดสัมภาษณ์ นั้นจะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ เพราะบริษัทที่นัดสัมภาษณ์ มักจะได้จัดลำดับการนัดคนสัมภาษณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น เพิ่งได้รับจดหมายเย็นนี้แล้วให้ไปสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้ หรือเจ็บป่วยอยู่ ก็ควรที่จะขอเลื่อนนัด พร้อมบอกเหตุผลความจำเป็น หรือถ้ามีหลักฐานก็แจ้งผู้สัมภาษณ์ด้วย

    การขอเลื่อนนัดวิธีที่ดีที่สุดคือการโทรศัพท์ไป เพราะจะได้มีโอกาสได้พูดคุย สอบถามจากผู้สัมภาษณ์ว่า เราจะขอเลื่อนนัดได้หรือไม่ หรือเลื่อนแล้วพร้อมจะไปสัมภาษณ์เมื่อไหร่ ถ้ามีหลักฐานประกอบการอ้างความจำเป็น เช่นใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานการรับจดหมาย ก็ควรส่งทางโทรสารไปให้ หรือแจ้งฝ่ายบุคคลว่าจะนำไปแสดงในวันที่ไปสัมภาษณ์ใหม่

  • เทคนิคการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

    เพื่อไม่ให้เกิดอาการคล้ายๆนักมวยเมาหมัด หรือขากรรไกรค้างเฉียบพลัน เมื่อกรรมการระดมยิงคำถามอย่างเมามัน

    อย่าฟุ้งในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็นหรือทำ
    สมมุติว่า กรรมการสอบสัมภาษณ์ให้คุณบรรยายถึงลักษณะ อันโดดเด่นของตัวคุณเองละก้อ อย่าเชียวนะคะ อย่าไปนึกถึงกิจกรรมอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น บอกว่า ” ดิฉันเป็นนักกีฬามวยปล้ำตัวยง ของสมาคมนักมายปล้ำหญิงแห่งประเทศไทย” หรืออะไรทำนองนั้น หากคุณไม่ได้กำลังสมัครเป็นสมาชิกของข่ายมวยใดๆ แต่คุณควรบรรยายถึงบุคลิกภาพอันโดดเด่น เป็นประโยชน์ต่องานของคุณ อาทิเช่น “ดิฉันเป็นคนสนุกสนานกับการทำงาน คล่องแคล่ว เข้ากับผู้ร่วมงานได้ดี และปรับตัวได้ง่าย” อะไรทำนองนี้ดีกว่าค่ะ

    วางตัวดีๆสำคัญที่สุด
    หลายครั้งที่กรรมการ ต้องการทดสอบว่าคุณเป็นคนคุยโวโอ้อวดเพียงใด เขาอาจบอกให้คุณจัดระดับความสามารถของตัวเอง ว่าอยู่ในระดับใดของท็อปเทน แน่นอนค่ะ แม้ว่าคุณอยากจะโม้เสียเต็มประดาว่าความสามารถของฉันน่ะ มันหลุดสเกลไปแล้ว แต่ต่อหน้ากรรมการ คุณจำเป็นจะต้องเจี๋ยมเจี้ยม เพื่อกรรมการจะได้ไม่คิดว่าคุณขี้โม้ ทางที่ดี ควรแสดงให้กรรมการเห็นว่า คุณเป็นผู้มีความพยายามและมาดมั่น บอกกรรมการไปเลยค่ะว่า คุณจะทำงานให้ดีที่สุด เป้าหมายของคุณคือต้องการพัฒนาความสามารถของคุณให้เป็นที่หนึ่งโดยเร็ว และนำเอาความสามารถนี้มาใช้ในการทำงาน ท่องไว้ในใจค่ะว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเดินแตะฝุ่นอีก

    อย่าลืมพกความตั้งใจและมั่นใจเกินร้อยมาด้วย
    กรรมการสอบสัมภาษณ์บางคน ตีหน้าตายเพื่อหลอกล่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตายใจ แถมพกมาด้วยคำถามซื่อๆแต่กินใจว่า นอกจากสมัครที่นี่แล้ว คุณยังไปสมัครที่อื่นด้วยหรือเปล่า? ไม่ต้องตกใจค่ะ หากคุณสมัครที่อื่นด้วย ก็ตอบกรรมการไปตามจริงเถอะค่ะ เพราะในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ คงไม่มีกรรมการคนไหนเชื่อหรอกว่าคุณจะไม่หว่านใบสมัครไปที่ไหนเลย แล้วด้วยไหวพริบปฏิภาณอันชาญฉลาดของคุณ ให้คุณบอกกรรมการถึงความตั้งใจในการมาสมัครงานที่นี่ และบรรยายสรรพคุณว่าตัวเองจะทำประโยชน์อะไรให้แก่บริษัทได้บ้าง หากตำแหน่งใหม่ที่คุณจะไปสมัคร เป็นตำแหน่งที่คุณเคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็เป็นทีที่อ้อยจะเข้าปากช้างแล้วละค่ะ บอกไปเลยว่าคุณเคยทำตำแหน่งนั้นๆมาก่อน ทักษะต่างๆที่คุณมีติดตัวสามารถช่วยให้งานของบริษัทลุล่วงไปได้ด้วยดี และสำหรับตัวคุณเอง ก็จะพัฒนาตัวเองให้มีความก้าวหน้าไปพร้อมๆกับงาน อีกสัก 3-5 ปี บริษัทคงรู้จักคุณมากขึ้น และคุณก็จะมองเห็นหนทางในการพัฒนาทั้งตัวเอง และงานมากขึ้น

    เคล็ดลับสำหรับคุณแม่บ้านที่อยากกลับเข้าทำงาน
    ถึงตรงนี้ สาวๆหลายคนคงโล่งใจไปได้บ้างนะคะ แต่แหม ! หากคุณเป็นคุณแม่ลูกติดที่ยังไฟแรง และสามีเพิ่งจะปล่อยออกจากบ้าน หลังจากให้คุณดูแลลูกมานานพอสมควร การกลับเข้าทำงาน และต้องผ่านกระบวนการสัมภาษณ์อีกครั้ง คงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยใช่ไหมคะ? แน่นอนค่ะ เมื่อคุณก้าวเข้าห้องสัมภาษณ์ และพบกรรมการนั่งเรียงหน้ากันสลอน คล้ายๆจะพร้อมใจกันจับผิด ให้ใจคุณตุ้มๆต่อมๆ ว่านี่มันนรกชังหรือสวรรค์แกล้งกันแน่ จริงค่ะ การที่คุณห่างหายจากวงการไปนาน ย่อมเป็นที่ข้องใจของกรรมการเป็นธรรมดา กรรมการอาจอยากรู้อยากเห็น ว่าคุณคิดอย่างไรถึงกลับมาทำงานอีก และจะมีปัญหาในการต้องกลับไปดูแลลูกหรือไม่? เจอแบบนี้ หวังว่าคุณคงจะไม่ตื่นตระหนกตกใจว่า ตายแล้ว! เขารู้แล้วเหรอว่าเราไม่ใช่สาวโสด ….. ตั้งสติให้ดีค่ะ แล้วตอบไปเลยว่า คุณรออย่างใจจดใจจ่อที่จะกลับเข้ามาทำงาน และคุณเชื่อว่าความกระตือรือร้นในการกลับมาครั้งใหม่นี้ จะทำให้คุณตั้งใจทำงานได้มากกว่าคนอื่น ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เช่นคุณ (เพราะคุณเก็บกด)

    คราวนี้ ไม่ว่าปากแบบไหน ก็ชนะใจกรรมการได้ แม้ว่ากรรมการจะวางมาดเข้มเพียงใด ก็คงต้องยอมจำนนกับความมั่นใจอันไร้ขอบเขตของคุณ และใจอ่อน (หลวมตัว) รับคุณเข้าทำงานโดยที่คุณไม่ต้องพึ่งหลวงพ่อวัดใดๆ ให้ท่านรำคาญใจเล่น ตน..จึงเป็นที่พึ่งแห่งตน จริงๆนะ …….. จะบอกให้

  • คุณสมบัติ 45 ประการที่ทำให้คุณมีสิทธิ์ตกสัมภาษณ์งาน

    นี่คือคุณสมบัติ 45 ประการที่จะทำให้คุณมีสิทธิ์ตกสัมภาษณ์งานได้ มีอะไรเรามาดูกันเลย

    1.ขาดความสำรวม หลุกหลิก ไม่มีสัมมาคารวะ
    2.วางท่าเกินไป มีท่าที่เหยียดหยามผู้อื่น
    3.มีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากเกินไป
    4.โต้แย้งในทุกๆ เรื่อง ไม่ยอมรับเหตุผลผู้อื่น
    5.เป็นคนยอมรับมากเกินไป เห็นคล้อยตามในทุกเรื่อง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
    6.เล่าเรื่องราวของตนเองไม่ได้ หรือเล่ากระท่อนประแท่นไม่ปะติดปะต่อ
    7.ชอบพูดคำสบถ ภาษาแสลง
    8.ไม่มีแผนงานชีวิตของตนเอง
    9.ไม่กล้าตัดสินใจ จิตใจโลเล
    10.เป็นคนเฉื่อยชา ประเภทอะไรก็ได้
    11.ไม่มีความคิดริเริ่ม
    12.ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
    13.คะแนนการเรียนอ่อนมาก
    14.มุ่งเรื่องเงินเดือน
    15.อยากทำงานตำแหน่งสูงๆ ชอบทำงานสบาย
    16.ปกปิดเรื่องราวบางอย่าง
    17.ไม่สนใจเรื่องราวใดๆ รอบตัว
    18.ไม่มีไหวพริบ
    19.ขาดความเป็นผู้ใหญ่
    20.โมโหฉุนเฉียวง่าย
    21.มองโลกในแง่ร้าย
    22.ดูเป็นคนห่อเหี่ยว ไม่มีชีวิตชีวา
    23.ไม่รู้จักกาละเทศะ
    24.ไม่สบตาผู้สัมภาษณ์เลย
    25.ชีวิตครอบครัวไม่มีความสุข
    26.ไม่ถูกกับบิดา มารดา ญาติพี่น้อง
    27.กรอกใบสมัครเลอะเทอะ
    28.แต่งกายไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม
    29.มารับการสัมภาษณ์เล่นๆ หรือมาตามคำชวนของเพื่อน
    30.ต้องการทำงานเพียงช่วงสั้นๆ
    31.เส้นตื้น ขำในทุกๆ เรื่อง
    32.ตอบคำถามเรื่องวิชาการที่เรียนมาไม่ได้
    33.อวดรู้จักคนใหญ่ๆ โตๆ
    34.ใช้เวลาส่วนมากดูภาพยนต์ เที่ยว
    35.ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับงานเลย ถามแต่เงินเดือน กับวันหยุด
    36.ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น ไม่ชัดเจน
    37.ขาดคุณธรรม
    38.เป็นคนฟุ่มเฟือย
    39.ไม่รู้จักบริษัทเลย
    40.เน้นแต่ทฤษฎี ไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์
    41.มีความเห็นรุนแรง
    42.สนใจทำงานบริษัทใหญ่ๆ
    43.ตีนไม่ติดดิน หยิบโหย่ง
    44.ไม่สนใจในการร่วมทำกิจกรม
    45.ดูถูกเจ้านายคนก่อนๆ

    ฉะนั้นเมื่อเวลาเราไปสัมภาษณ์งานให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้นะครับ เราจะได้ไม่ตกสัมภาษณ์งาน และมีสิทธิ์ได้เข้าไปทำงานครับ

  • 10 วิธีเอาชนะความล้มเหลว

    10 วิธีเอาชนะความล้มเหลว

    1.จงอย่าเก็บเอาความความล้มเหลวไว้กับตัวเองตลอดไป

    อย่าคิดว่าเมื่อล้มเหลวครั้งหนึ่ง ก็หมดอาลับตายอยากในชีวิต จงลุกขึ้นสู้ฝ่าฟันต่อไป และเอาประสบการณ์พ่ายแพ้ดังกล่าว มาเป็นเครื่องเตือนใจในการต่อสู่ต่อไปของตัวเอง

    2.เมื่อนึกถึงความล้มเหลว จงระลึกถึงภาพที่เรารอดมาได้ยามคับคัน

    จงนึกถึงว่า เมื่อครั้งเวลามีอุปสรรค เรายังสามารถเอาตัวรอดมาได้ มันจะช่วยให้จิตใจกล้าแข็งขึ้น สร้างความมั่นใจให้สามารถพิชิตความพ่ายแพ้ได้เป็นอย่างดี

    3.พยายามสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเอง

    ปล่อยอารมณ์ให้สบาย คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ ไม่ย่อท้อ หรือท้อถอยจากความล้มเหลวที่ประสบมาในอดีต

    4.พยายามหาเพื่อนสนิทสักคนให้เขามีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึกร่วมกับเรา

    เมื่อเวลาพ่ายแพ้ หรือผิดหวังอะไรในชีวิต จะได้ระบายสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจออกไป ไม่มัวหมองหรือมีความกลัดกลุ้มอยู่แต่ในจิตใจของเราเพียงคนเดียว

    5.หาคติเตือนใจดีๆ ติดไว้ที่ห้องนอน โต๊ะทำงาน หรือพกใส่กระเป๋าไว้

    เพราะสิ่งเหล่านี้จะคอยเตือนใจ ให้เรามีความเข้มแข็ง และสามารถลุกขึ้นต่อสู้อุปสรรคได้ เช่น “ชีวิตต้องสู้ เมื่อเป็นคนอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป”

    6.อย่าเพิ่มภาระให้กับตัวเอง

    จากการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ดื่มเหล่า หรือเที่ยวเตร่ในยามที่คุณรู้สึกผิดหวัง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดของคุณได้ในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น แถมชีวิตก็จะก้าวไปสู่ทางที่ย่ำแย่ลงทุกวัน

    7.พยายามหาหนังสือดีๆ มีสาระ และคุณประโยชน์ไว้อ่าน

    หนังสือจะช่วยทำให้ความเศร้า ความผิดหวัง หรือความกังวลของคุณลดลง ทั้งยังทำให้เรารู้สึกไม่อ้างว้าง ไม่เหงาหรือเปล่าเปลี่ยว โลกของเราอยู่ในหนังสือเท่านั้น เราไม่ต้องพบกับความเลวร้าย สกปรกของโลก หรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

    8.พยายามขจัดความว้าวุ่น ด้วยการรับประทานอาหารที่ชอบ โปรดปราน

    มันจะทำให้จิตใจคุณดีขึ้น แต่ระวังเรื่องไขมัน และคลอเรสเตอรอลด้วยหล่ะ เดี๋ยวไม่เช่นนั้นก็จะเพิ่มภาระความกังวลในเรื่องน้ำหนักเข้าให้อีก

    9.หาเวลาวิสาสะ พบปะเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องบ้าง

    เพราะความรัก ความเอาใจใส่ที่เราจะได้รับจากพวกเขานั้น มีส่วนช่วยให้จิตใจเราเข้มแข็งขึ้น รู้สึกอบอุ่นและรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เผชิญกับโลกตามลำพังคนเดียว

    10.อ่านเรื่องเกี่ยวกับการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนอื่น

    จากความลำบากของบุคคลต่างๆ ในสังคม ทั้งจากบุคคลในประเทศหรือต่างประเทศ จะทำให้เราคิดได้ว่า “เขาเองก็ประสบอุปสรรคมามากมาย แต่เขาก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม แล้วทำไมเราถึงจะต้องยอมแพ้ง่ายๆ เล่า”

  • 10 คำแนะนำ การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์

    สำหรับท่านที่จะให้สัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ ควรอ่านคำแนะนำ 10 ประการในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไว้ดังนี้

    1. ให้เขียนหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ในจดหมายแนะนำตัวและจดหมายสมัครงาน

    เป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุด ผู้สมัครหลายคนมักจะลืมหรือมองข้ามสิ่งนี้ไป ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการถูกเลือกไปอย่างน่าเสียดาย หากเป็นไปได้ ผู้สมัครควรระบุหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อได้สะดวก

    2. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านควรตระหนักอยู่เสมอ ถ้าท่านส่งใบสมัครงานหรือเพิ่งจะส่งจดหมายแนะนำตัวไปท่านจะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ คงไม่แปลกที่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์อาจหยุดชะงัก เนื่องจากผู้สมัครจำชื่อบริษัทที่ได้สมัครไปไม่ได้ ท่านควรเก็บราบละเอียดของการสมัครงานทั้งหมดไว้ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ ผู้ติดต่อและสำเนาในสมัครงาน

    3. ท่านต้องอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะให้สัมภาษณ์

    หากท่านได้รับโทรศัพท์จากบริษัทที่ได้สมัครไว้ ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ท่านอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะให้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่อาจทำให้การสัมภาษณ์ของท่านล้มเหลว จะเป็นการดีหากแจ้งกับผู้สัมภาษณ์ว่าท่านจะโทรกลับไปอีกครั้งเมื่ออยู่ในที่ที่เป็นส่วนตัวหรือที่ที่เหมาะแก่การให้สัมภาษณ์

    4. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นการประเมินความสนใจ

    การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ทางบริษัทใช้ในการประเมินความสนใจของผู้สมัครตำแหน่งดังกล่าวและคิดว่าความรู้ ความชำนาญ คุณสมบัติและประสบการณ์ของท่านเหมาะสมกับงานนั้นๆ อย่างไรบ้าง

    5. พูดให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด

    ความประทับใจแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ผู้สัมภาษณ์ไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น การแต่งกาย กิริยาท่าทาง การแสดงออกและการสบตาซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญที่สุด การที่จะดึงดูดความสนใจของผู้สัมภาษณ์และแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนฉลาดและเหมาะสมกับงานอย่างแท้จริง ท่านควรจะพูดให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ควรปล่อยให้การสัมภาษณ์หยุดชะงักด้วยการเงียบ ซึ่งทำให้เกิดความอึดอัดแก่ผู้ร่วมสนทนา หากท่านต้องการเวลาสำหรับคิดคำตอบ ควรบอกให้ผู้สัมภาษณ์ทราบว่าท่านกำลังใช้ความคิด

    6. ควรตอบคำถามอย่างฉะฉาน

    เนื่องจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ไม่สามารถสื่อสีหน้า หรือท่าทางของผู้สมัครได้ ท่านควรสื่อบุคลิกของท่านผ่านทางโทรศัพท์ให้ได้มากที่สุด ควรปรับน้ำเสียงและความดังของเสียงให้เหมาะสม ไม่ควรพูดจากำกวม ไม่ควรพูดแบบถามคำตอบคำและเลือกที่เล่าแต่เรื่องของตัวเอง ผู้สัมภาษณ์จะเป็นผู้ที่จะถามคำถามเพื่อที่จะรู้จักท่านให้มากที่สุด ดังนั้นอย่าทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึก เหนื่อยหรือเบื่อด้วยการกระทำดังกล่าว ทุกคำพูดจะต้องตรงประเด็น ไม่ควรพูดนอกเรื่อง หลักการพูดที่ดีคือควรเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังในเวลาเดียวกัน

    7. ประเมินความสามารถและทักษะในการใช้โทรศัพท์ของท่าน

    การใช้โทรศัพท์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับงานส่วนใหญ่ ผู้สัมภาษณ์จะประเมินความสามารถและทักษะในการใช้โทรศัพท์ของท่าน หากเปรียบว่าการหลีกเลี่ยงการสบตา และท่าทาง ที่ลุ่มลาม ทำให้ท่านไม่ประสบความสำเร็จในการสอบสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ก็เหมือนกับการเตรียมตัวที่ไม่พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อาจทำให้ท่านพลาดโอกาสในงานนั้นๆ ได้เช่นเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงการไอ หายใจแรงๆ หรือถอนหายใจ ควรจัดเรียงคำพูดในการตอบคำถามให้ดีที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการพูดพึมพำหรือหัวเราะ แสดงให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกมั่นใจว่า ท่านสามารถเป็นตัวแทนบริษัทในการติดต่อกับลูกค้า หรือตัวแทนต่างๆ ทางโทรศัพท์ได้

    8. ต้องเป็นตัวของตัวเอง

    ในการสัมภาษณ์ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตาม ต้องเป็นตัวของตัวเอง ผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับ คนที่พูดโทรศัพท์แบบเป็นตัวของตัวเอง หากท่านทำตัวตามสบาย ท่านจะสามารถแสดงความเป็นตัวเอง และความกระตือรือร้นของท่านออกมาได้ ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับการที่จะผ่านไปสู่การคัดเลือกในขั้นต่อไป

    9. ควรรู้สึกผ่อนคลาย

    ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ควรรู้สึกผ่อนคลายกับการถามคำถามของผู้สัมภาษณ์เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ควรตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินเดือน การฝึกงาน วันหยุด หรือวันเริ่มงาน ผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ถือว่า การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ คือการสัมภาษณ์รอบแรก ควรเก็บรายละเอียดในการสนทนาไว้เพื่อเตรียมตัวสำหรับ การพบปะกันในการสัมภาษณ์ครั้งต่อไป

    10. สอบถามความคืบหน้าการสัมภาษณ์งาน

    หลังการสอบสัมภาษณ์ หากท่านไม่ได้รับข่าวคืบหน้าจากทางบริษัทภายใน 1-2 อาทิตย์ สามารถโทรศัพท์ไปยังบริษัทเพื่อสอบถามความคืบหน้า หากท่านได้รับการคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์ครั้งต่อไป ควรเขียนรายละเอียดต่างๆ ไว้และพูดถึงมันอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ หรือความเคลือบแคลง อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

  • 9 ข้อควรรู้ จรรยาบรรณของพนักงานขาย

    จรรยาบรรณของพนักงานขาย
     

    พนักงานขายเป็นอาชีพที่มาแรงมากในขณะนี้ เพราะสินค้าจะต้องมีตัวช่วยในการส่งเสริมการขาย ซึ่งสินค้ากับพนักงานขายถือเป็นสิ่งคู่กัน หรือเรียกได้ว่าขาดกันไม่ได้ หน้าที่ของพนักงานขาย คือ การขายสินค้าโดยมีเป้าหมายในการขายให้สามารถขายได้มากที่สุด หรืออาจจะมียอดขายที่ทางบริษัทได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งข้อนี้อาจทำให้พนักงานขายบางคนคำนึงถึงยอดขายมากกว่าจรรยาบรรณของพนักงานขายที่ดีไป ดังนั้นคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาสู่อาชีพพนักงานขายควรรู้จรรยาบรรณของพนักงานขาย โดยมี 9 ข้อควรรู้ดังต่อไปนี้

    1. มีวาจาที่สุภาพ

    พนักงานขายควรมีวาจาที่สุภาพ พูดจาไพเราะน่าฟัง ใช้คำพูดในแง่บวกน่าฟัง เพราะพนักงานขายจะต้องสื่อสารกับลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้า ดังนั้นการพูดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อพนักงานขายไม่ว่าจะขายสินค้าประเภทใดก็ตาม และอีกสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือจรรยาบรรณของพนักงานขายในเรื่องการพูด คือการพูดนั้นสามารถนำมาซึ่งยอดขาย หากพนักงานขายใช้คำพูดที่ดีไพเราะน่าฟัง และนำเสนอน่าฟัง แต่หากพูดไม่ดีก็นำมาซึ่งความไม่ประทับใจของลูกค้าได้เช่นกัน

    2. ไม่หลอกลวงลูกค้า

    จรรยาบรรณของพนักงานขายที่ดี คือ การไม่หลอกลวงลูกค้าอย่างเด็ดขาด โดยพนักงานขายหลายท่านที่คำนึงถึงแต่ยอดขาย มักหลงลืมจรรยาบรรณในข้อนี้ไป ดังนั้นจึงไม่ควรหลอกลวงลูกค้าด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การไม่พูดความจริงเกี่ยวกับสินค้าที่ขาย เช่น ทำมาจากวัสดุชั้นดีที่แข็งแรง แต่ความจริงเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพสูงนัก หรือวิธีอื่นๆ ที่ไม่กล่าวความจริงให้ลูกค้าทราบ

    3. ไม่โฆษณาเกินจริง

    การโฆษณาเกินจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และการโฆษณาสินค้าตามความเป็นจริงเป็นจรรยาบรรณของพนักงานขายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งการโฆษณานั้นจะสร้างความเชื่อให้กับลูกค้าว่าสินค้านั้นมีคุณภาพตามที่พนักงานขายให้ข้อมูลกับลูกค้า ลูกค้าจะให้ความเชื่อถือกับพนักงานขายมากที่สุด เพราะพนักงานขายจะต้องเป็นคนที่ทราบข้อดี และข้อเสียของสินค้านั้นๆ มากที่สุด ดังนั้นคุณควรจะให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้าที่เป็นความจริงมากกว่าการโฆษณาเกินจริง

    4.มีความจริงใจ

    พนักงานขายที่ดี และมีจรรยาบรรณควรมีความจริงใจในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้ม และคำทักทายที่จริงใจ ให้ความสำคัญกับลูกค้าราวกับว่าเป็นคนพิเศษ และมีความจริงใจในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ความจริงใจเป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมให้พนักงานขายกับลูกค้าใกล้กันมากขึ้น ซึ่งความสนิทใจของลูกค้าจะทำให้เกิดการขายสินค้าได้ ดังนั้นพนักงานขายควรมีความจริงใจในการขายสินค้า

    5.มีความซื่อสัตย์

    ความซื่อสัตย์ของพนักงานขายช่วยทำให้คุณได้ใจลูกค้า และได้ยอดขายในการขายสินค้าด้วย ความซื่อสัตย์ในที่นี้คือความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้าของคุณ เหมือนกับการให้ความจริงใจ แต่ความซื่อสัตย์ คือ ความซื่อสัตย์ในคำพูดของคุณในฐานะพนักงานขาย ต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดทุกคำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการซื้อสินค้าของคุณทุกชิ้น และที่สำคัญความซื่อสัตย์ยังนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือในสินค้า และพนักงานขายด้วย

    6. เสนอขายสินค้าดี มีคุณภาพ

    ใครๆ ก็ชอบของดี ดังนั้นพนักงานขายที่ดี และมีจรรยาบรรณควรจะเสนอขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูง เพราะของดี มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าของคุณ และติดตามซื้อสินค้าของคุณซ้ำ ของดี คือ ของที่มีคุณภาพ และราคาเป็นที่น่าพึงพอใจ ไม่ถูก หรือแพงจนเกินไป และมีระบบการใช้งานที่ง่าย หรืออื่นๆ ตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ของที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง หรือราคาสูงเสมอไป แต่ของดีที่พนักงานขายควรแนะนำให้กับลูกค้าทุกคนคือของที่มีคุณภาพ และตรงกับการนำไปใช้งานของลูกค้าด้วย

    7. มีการบริการที่ดี

    พนักงานขายที่มีจรรยาบรรณควรมีบริการที่ดีตั้งแต่เริ่มการขาย และหลังการขาย หลังจากที่ลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว บริการที่ดีคือการให้ความสนใจกับลูกค้าทุกคนเท่ากัน และติดตามสอบถามความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการให้บริการหลังการขาย ด้วยการแนะนำการใช้งานที่ถูกต้อง หรือมีสินค้าใหม่ หรือมีโปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อนำเสนอขายสินค้าต่อๆ ไป

    8. ฟังความต้องการลูกค้า

    พนักงานขายที่ยึดถือจรรยาบรรณควรรับฟังความต้องการของลูกค้าก่อน โดยการสอบถามความต้องการของลูกค้า เพื่อพนักงานขายจะได้เสนอขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน พนักงานขายควรทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนเพื่อจะได้เสนอขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าคนนั้นๆ

    9. แก้ไขปัญหา

    การช่วยในการแก้ไขปัญหาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าที่พนักงานขายได้เสนอขายให้กับลูกค้า ในขั้นตอนการแก้ปัญหาของสินค้าถือว่าเป็นบริการหลังการขายอย่างหนึ่ง ซึ่งพนักงานขายจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสินค้าที่มีข้อบกพร่องด้วย เพราะการขายสินค้าถือเป็นความรับผิดชอบหนึ่งของพนักงานขาย ดังนั้นเมื่อลูกค้าประสบปัญหา พนักงานขายที่ดีมีจรรยาบรรณจะต้องให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาจนลูกค้าเกิดความพึงพอใจ

    สรุป

    การจะทำอาชีพใดก็ตามจะต้องมีจรรยาบรรณในอาชีพ และโดยเฉพาะอาชีพพนักงานขาย ต้องมีจรรยาบรรณในอาชีพอย่างสูงมาก เพราะพนักงานต้องขายสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งสินค้านั้นจะต้องสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด และขายของดี มีคุณภาพ และผลพลอยได้ของการขายของดี มีคุณภาพ อีกอย่างก็คือการกลับมาซื้อสินค้าซ้ำนั่นเอง

  • 10 เคล็ดลับสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน

    ะำหะการทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ เมื่อเรียบจบ หรือเมื่อถึงเวลาอันสมควร ไม่ว่าจะทำงานในส่วนราชการ เอกชน หรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ซึ่งในการทำงานนั้นก็ต้องมีเพื่อนร่วมงาน หลายคนมีปัญหาที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นที่เรียกว่าเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานจึงเป็นเรื่องที่ควรทราบ และควรปฏิบัติ ซึ่งมนุษยสัมพันธ์ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงาน โดยแต่ละคนก็จะมีนิสัยส่วนตัว หรือพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเมื่อจะเริ่มทำงานควรรู้จักวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานทั้งกับเจ้านาย และเพื่อนร่วมงาน วันนี้ก็ขอนำเสนอ 10 เคล็ดลับสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานครับ

    1. การทักทาย

    การทักทายไม่ว่าจะด้วยการยิ้มทักทาย หรือการกล่าวสวัสดี โดยคุณเริ่มบทสนทนาก่อน และเข้าหาเพื่อนร่วมงานก่อนเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ซึ่งการทักทายนอกจากจะเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์แล้วยังเป็นการสร้างมิตรภาพที่ดี และแสดงถึงความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงานของคุณด้วย โดยการทักทายนั้นควรคำนึงถึงวัยวุฒิด้วย หากเพื่อร่วมงานของคุณมีอายุที่มากกว่า ควรจะใช้คำทักทาย และการแสดงออกที่สุภาพ เพื่อเป็นการแสดงถึงความเคารพในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าคุณ

    2. มีความจริงใจ

    ความจริงใจเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ โดยคุณสามารถแสดงความจริงใจในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงานได้โดยพูดคุยอย่างเปิดเผย โดยคุยเรื่องทั่วๆ ไป ข่าวสารบ้านเมือง ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว หรือความคิดเห็นทางการเมือง แต่ควรเลือกคุยในเรื่องที่ช่วยเพิ่มความสนิทกันมากขึ้น หรือเลือกที่จะช่วยเพื่อนร่วมงานไปรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกันเพื่อแสดงความจริงใจ และเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอีกวิธีหนึ่ง

    3. ไม่นินทา

    การนินทาไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะทำลายการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครชอบการว่าร้าย การนินทาลับหลังอย่างแน่นอน เพราะการนินทานำมาซึ่งความน้อยใจ เสียใจ หรือเสียความรู้สึกได้ และยิ่งในสถานที่ทำงานที่มีคนมากก็ยิ่งมีการนินทามาก ดังที่มีคนกล่าวว่ามากคนก็มากความ คุณควรให้ความสำคัญกับการสร้างมนุษยสัมพันธ์เพื่อสร้างเพื่อนมากกว่าการสร้างศัตรู โดยพยายามไม่นินทาเพื่อนร่วมงานทั้งต่อหน้า และลับหลัง

    4. ให้ความร่วมมือ

    เมื่อมีการทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน คุณควรให้ความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานในทุกๆ ด้าน หากเพื่อนร่วมงานของคุณต้องการความร่วมมือ หรือคุณต้องการความร่วมมือ ก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไม่มีการปฏิเสธ ซึ่งการให้ความร่วมมือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ในที่ทำงานระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงาน

    5. กล่าวคำชม

    ไม่ว่าใครก็ชื่นชอบคำชื่นชมยินดีกันทั้งสิ้น การกล่าวคำชมเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้คุณกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะทำให้เพื่อนรู้สึกว่าได้กำลังใจในการทำงาน คำชมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม การกล่าวคำชมจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่ทำงานมีกำลังใจในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น

    6. ให้คำปรึกษา

    เมื่อเพื่อนร่วมงานมีปัญหาด้านการทำงาน คุณควรให้ความช่วยเหลือด้วยการให้คำปรึกษา เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาให้กับเพื่อนร่วมงานอย่างเต็มที่ โดยค่อยๆ ดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน แสดงถึงความเป็นเพื่อนคู่คิด การสร้างมนุษยสัมพันธ์ด้วยการให้คำปรึกษา จะทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความเห็นอกเห็นใจในความความช่วยเหลือจากคุณ

    7. รับฟังความคิดเห็น

    การทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการรับฟังความคิดเห็นในทุกๆ ด้าน และคุณจะต้องไม่เป็นศูนย์กลางของความคิด และสิ่งสำคัญไม่ควรทำคือ ไม่รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติในการทำงานของกันและกัน การรับฟังความคิดเห็นจะช่วยทำให้คุณได้ไอเดีย วิธีการคิดในแง่มุมต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    8. มีความรับผิดชอบ

    คุณต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ และคนทำงานที่ทำงานจริงด้วยความรับผิดชอบต่องาน และหน้าที่ของตนเอง ไม่ผลักภาระหน้าที่ให้กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งการมีความรับผิดชอบคือการสร้งมนุษยสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในตำแหน่ง หรือหน้าที่ของคุณให้มีน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกดี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกลับมาให้กับคุณ

    9. ให้ความช่วยเหลือ

    เมื่อมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าข้ออื่นๆ ก็คือ การให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เพื่อนร่วมงานต้องการรับความช่วยเหลือ คุณควรยื่นมือเข้าไปเพื่อช่วยเหลือในทันที เพื่อให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความมีน้ำใจของคุณ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานมีมากขึ้น

    10. ไม่ทำตัวเด่น

    คุณไม่ควรทำตัวเด่น หรือทำตัวเหนือกว่าเพื่อนร่วมงาน แต่ควรทำตัวเสมอกับเพื่อนมากกว่า เพราะคุณกับเพื่อนร่วมงานก็ถือเป็นคนที่อยู่ในสถานะคนทำงานเช่นเดียวกัน ควรให้ความช่วยเหลือกัน ให้คำปรึกษา ช่วยกันทำงานให้องค์กรก้าวหน้าไปด้วยกัน มากกว่าการทำตัวเด่น หรือทำตัวโอ้อวด เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่ดีกับตัวคุณอย่างแน่นอน

    สรุป

    การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีช่วยเพิ่มความสบายใจให้กับทั้งคุณ และเพื่อนร่วมงาน และโดยเฉพาะงานที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ยิ่งจะต้องเพิ่มการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

  • วิธีการทำอาชีพอิสระให้ประสบความสำเร็จ

    ในความเป็นจริงแล้ว อาชีพอิสระนั้น เป็นอาชีพแรกของโลก เพราะเป็นอาชีพที่เริ่มมาจากตัวของคนทำ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวจนทำให้เกิดอาชีพขึ้นมา ก่อนที่รวมกลุ่มกันจนกลายเป็นองค์กร เริ่มมีผู้นำ และมีผู้ตามในตามหลัง

    ช่วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยวิกฤต หรือไม่วิกฤต อาชีพอิสระก็ยังมาแรงไม่เคยตกไปจากความนิยมของคนที่รักงานอิสระ ทีต้องการไข่คว้าหาความสำเร็จด้วยมือของตนเอง โดยที่ไม่ต้องมานั่งเป็นลูกน้องใครให้เขาบงการชีวิต

    ความมีอิสระของอาชีพอิสระ

    เมื่อเราคิดที่จะประกอบอาชีพอิสระแล้วนั้น เราจะต้องมองไปข้างหน้าว่า เราจะเป็นยังไงเมื่อได้ทำ เราจะอยู่ยังไงเมื่อไม่มีอาชีพประจำแล้ว บางครั้งถ้ามองกันตามความเป็นจริง มันคือการเอาตัวรอดให้ได้ อยู่ให้ได้ด้วยความสามารถที่เรามี เพราะจะไม่มีเจ้านายมาคอยส่งเงินเดือนให้ทุกสิ้นเดือน แม้ว่าประสิทธิภาพการทำงานของเราบางครั้งจะทำไม่ได้อย่างที่เค้าหวังก็เถอะ แต่ก็ยังถือว่าได้เงินทุกเดือน

    แต่ถ้ามองในแง่ดี การประกอบอาชีพอิสระจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นอิสระเสรี ตื่นสายก็ได้ ทำงานเวลาไหนก็ได้ เพราะเราเป็นคนควบคุมเอง อาจจะทำงานตอนเที่ยง หกโมงเย็นก็เลิก ตอนกลางคืนก็พักผ่อน อ่านหนังสือ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นไปได้

    จริงๆ แล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงอย่างที่สังคมกำหนด แต่เราสามารถที่จะกำหนดได้เองด้วยตัวเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตในกรอบที่คนอื่นสร้างไว้ ทุกอย่างเราสามารถดีไซน์ขึ้นมาเอง อย่าลืมว่าชีวิตนี้เป็นของเรา เราจะประสบความสำเร็จก็เพาะตัวเรา เราจะล้มเหลวก็เพราะตัวเรา ฉะนั้นเมื่อมีชีวิตที่เป็นอิสระแล้ว ใช้ความอิสระนั้นให้คุ้มค่า ความสุขจริงๆ อาจจะไม่ใช่มีเงินทองก้อนโต แต่กลับไม่มีเวลาใช้ แต่ความสุขจริงๆ เป็นการมีเวลาที่จะทำอะไรต่าง ๆ ได้ดังใจ หรือตามที่ตัวเองปรารถนาต่างหาก

    ข้อดี และข้อเสียของอาชีพอิสะ

    ซึ่งแน่นอนว่าทุกๆ คน ย่อมอยากทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือต้องการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อก้าวให้ถึงความสำเร็จในชีวิต มีผู้คนมากมายที่ไม่ต้องการที่จะทำงานประจำ เป็นลูกน้องใคร ดังนั้นอาชีพอิสระจึงเหมาะกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งอาชีพอิสระก็มีข้อดี และข้อเสีย อยู่ในในตัว ดังต่อไปนี้ คือ

    1.ทำอาชีพอิสระที่ตัวเองใฝ่ฝัน หรือตัวเองรัก

    ข้อดี คือ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองใฝ่ฝัน ที่ตัวเองมุ่งมั่นเอาไว้ จะทำให้ได้ใช้ความสามารถ และความชอบที่ตัวเองมีให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

    ข้อเสีย คือ อาจจะเสี่ยงต่อความล้มเหลว เสี่ยงต่อการไม่ได้รับความนิยมจากการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะเป็นอาชีพอิสระก็ตาม หรือเป็นอาชีพอิสระที่ไม่ตอบรับความต้องการของตลาด ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในแง่ทางธุรกิจ

    2.ทำอาชีพอิสระที่ต้องเลี้ยงชีพ แต่ตนเองไม่ได้รัก

    ข้อดี คือ ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมาก เพราะเป็นการทำอาชีพอิสระที่รองรับความต้องการของตลาด ประมาณว่า ทำแล้วมีคนซื้อ มีคนมาขอรับบริการแน่ ๆ และมีความเป็นได้ในการสร้างความเติบโตในอาชีพอิสระอาชีพนี้มากขึ้น ทั้งความนิยม และทางด้านตัวเงิน

    ข้อเสีย คือ คุณอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งตัวเองรัก หรือถนัด เป็นการทนทำไปเพื่อหาเลี้ยงตนเอง และครอบครัว แต่มันได้เงิน ซึ่งคุณอาจจะอยู่กับอาชีพอิสระนี้ไม่ได้นาน และล้มเหลวเอาได้เช่นกัน

    นี่คือข้อดี และข้อเสียของการประกอบอาชีพอิสระครับ ซึ่งแนวทาง และการแนะแนวอาชีะอิสระที่ถูกต้องในสองลักษณะ จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีการชี้แจง และวางแนวทางให้ถูกต้องเพื่อก้าวเดินไปบนเส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นคง เพื่อที่ทุกๆ คนจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต

    เช็คความพร้อมก่อนทำอาชีพอิสระ

    อาชีพอิสระนี้เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีอิสระเสรี แต่ก็ต้องอาศัยความอดทน ความขยันหมั่นเพียร เพราะถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ไม่ได้เงินกลับมา

    ถ้าตอนนี้คุณได้ทำงานประจำอยู่ แต่เบื่องานประจำเหลือทน ให้คุณลองคิดดูก่อนว่าคุณแบกรับความเสี่ยงได้หรือเปล่า เวลาคุณได้เงินมา นั่นคือเป็นเรื่องที่ดี แต่เวลาที่คุณไม่มีคนมาจ้าง นั่นก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่คุณต้องขวนขวายให้มากขึ้น ดังนั้นเรามาลองเช็คความพร้อมก่อนออกจากงานประจำ มาทำอาชีพอิสระ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้ใช่

    – เงินเดือนที่ได้รับแต่ละเดือนมันน้อยเกินไป ไม่เท่ากับความสามารถที่เรามี สู้ออกมาทำเองน่าจะได้เยอะกว่า
    – งานที่ทำอยู่ ดูๆ แล้วคงไม่ก้าวไปไหน ทำแล้วเหมือนพายเรือในอ่าง
    – เจ้านายขี้งก ไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้ หรือขึ้นให้น้อยมาก
    – ทำงานคนเดียวได้ ไม่เหงา
    – จิตใตของคุณต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ จนไม่อยากให้งานประจำเงินเดือนคงที่มารั้งคุณไว้
    – เบื่อที่จะทำงานให้บริษัท ได้ค่าคอมมิชชั่นมาก็เข้าบริษัท เราได้เงินแค่ส่วนหนึ่งไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าออกมาทำเอง เราก็อาจจะคิดค่าบริการต่างๆ น้อยกว่า แต่เราจะได้รับค่าตอบแทนนั้นเต็มจำนวน

    ถ้าคุณคิดว่าใช่ในข้อใดข้อหนึ่ง นั่นแสดงว่าขาของคุณได้ก้าวออกมาแล้วข้างหนึ่ง สำหรับการที่จะก้าวไปข้างหน้า เหลืออีกข้างหนึ่งที่ยังคงทำงานประจำอยู่ เหลือเวลาที่จะก้าวขาอีกข้างออกมา ที่พร้อมจะยืนด้วยขาทั้งสองข้างด้วยตัวเอง ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของคุณว่าจะเลิกเส้นทางไหนที่จะเหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด

    จากนั้นนำจุดแข็ง และจุดอ่อนของตัวเอง และโอกาสทางธุรกิจ มาประเมินว่าควรทำอะไร แล้วเลือกขนาดของการลงทุน เพราะบางคนต้องการทำแค่ธุรกิจเล็กๆ เช่น รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำผลไม้

    แต่บางท่าน ต้องการทำธุรกิจใหญ่ขึ้นมาอีกนิด มีพื้นที่หลักแหล่งแน่นอนเพื่อขายหนังสือ ขายอุปกรณ์กีฬา หรือทำเป็นสำนักงานขายตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งจะลงทุนคนเดียว หรือมีหุ้นส่วน บางคนกลัวการลงทุนคนเดียว กลัวรวยคนเดียว จึงอยากมีหุ้นส่วนร่วมด้วย จะได้หารต้นทุน แล้วไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมาก แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ควรดูๆ อยู่เฉยๆ หาลู่ทาง และศึกษาเรียนรู้ไปก่อน เพราะต้องเดินก้าวแรกให้ได้ก่อน ถึงจะก้าวขึ้นต่อๆ ไปได้

    ประกอบอาชีพอิสระอะไรดี

    แต่ทั้งนี้มักจะเกิดคำถามขึ้นในใจของคนที่ต้องการจะประกอบอาชีพอิสระว่า จะประกอบอาชีพอิสระอะไรดี คำตอบนั้น ก็คือลองพิจารณาอาชีพที่คุณสนใจ หรือทำในสิ่งที่คุณรัก และในอีกทางก็คือ พิจารณาอาชีพอิสระที่ตลาดต้องการ ซึ่งมีทางเสี่ยงน้อยที่สุด ดังนั้นหากต้องการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้มุ่งหมายว่า เพื่อตอบสนองในความรัก และความสนใจของตนเอง ควรนึกให้ออก และพิจารณาให้รอบคอบว่า

    – ตนเองต้องการจะทำอะไร
    – ตัวเองชอบอะไร
    – ถ้าไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา จะเผชิญกับวิกฤษทางการเงินหนักกว่าเดิมหรือไม่
    – ธุรกิจมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน
    – ดูจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเองก่อน แล้วก็มองหาโอกาสทางธุรกิจ

    ปัจจัยหลัก 4 ประการของการประกอบอาชีพอิสระ

    ปัจจัยของการเริ่มต้นประกอบอาชีพอิสระ คือ จะทำอาชีพอะไร ต้องศึกษาหาความรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร และควรคำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญ ก่อนเริ่มการประกอบอาชีพอิสระ

    ปัจจัยแรก คือ ทุน

    ทุน คือ สิ่งที่จะเป้นปัจจัยพื้นฐานของการประกอบอาชีพอิสระ โดยจะต้องวางแผนแนวทางการดำเนินธุรกิจไว้ลว่วงหน้าเพื่อให้ทราบว่าจะต้องใช้เงินทุนประมาณเท่าไหร่ แล้วพิจารณาว่า มีเงินทุนเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอจะหาแหล่งเงินทุนจากที่ใด

    อาจได้จากการรวมหุ้นลงทุนกันในหมู่ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูง หรือได้จากการกู้ยืมจากหน่วยราชการ หรือสถาบันการเงินต่างๆ อย่างไรก็ตามในระยะแรกไม่ควรลงทุนมากเกินไป เนื่องจากยังไม่ทราบความต้องการของตลาดที่แท้จริง ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และคนตกงานยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก

    ปัจจัยที่สอง คือ ความรู้

    ความรู้ในสายงานอาชีพที่จะมาประกอบอาชีพ เราจำเป็นจะต้องศึกษา และฝึกฝนขวนขวายหาความรู้ และยิ่งในปัจจุบันมีเปิดให้เรียนจากสถาบันที่ให้ความรู้ด้านอาชีพ ซึ่งมีทั้งของรัฐบาล และของเอกชน หรือสมัครเรียนกับชมรมต่าง ๆ หรือทำงานเป็นลูกจ้างคนอื่น หรือทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้มีความรู้ เกิดทักษะ มีความชำนาญ และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพอิสระนั้นๆ

    ปัจจัยที่สาม คือ การจัดการ

    เป้นความสามารถในการบริหารงานของแต่ละบุคคล ในการจัดการเกี่ยวกับอาชีพของตัวเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนการทำงานในเรื่องคน เรื่องเงิน เครื่องมือ เครื่องใช้ และกระบวนการในการทำงานต่างๆ

    ปัจจัยที่สี่ คือ การตลาด

    ซึ่งเป้นปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง เพราะหากสินค้า และบริการที่ผลิตขึ้นไม่เป็นที่ติดหูติดตาของผู้บริโภค ก็ถือว่ากระบวนการทั้งระบบไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถแปรสินค้า และบริการเหล่านั้นให้เป้นตัวเงินได้ ดังนั้นการวางแผนการตลาด ซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง จึงควรได้รับการสนใจในการพัฒนาเทคนิคด้านต่าง ๆ ให้ทันสมัย เพื่อให้เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย

    คุณสมบัติ 10 ประการของผู้ประกอบอาชีพอิสระ

    1. ต้องกล้าเสี่ยง

    อาชีพอิสระเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัว จึงต้องมีการลงทุน ในขณะที่ตัวเองเป็นลูกจ้าง ไม่ต้องลงทุนอะไร ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ดังนั้นก่อนที่จะตกลงใจประกอบอาชีพอิสระใด ต้องพิจารณา วิเคราะห์ และไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อน

    2. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์

    การประกอบอาชีพอิสระนั้นมิได้ยึดติดกับรูปแบบใด ๆ เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเป้นนายของตัวเอง ฉะนั้นในการปรับปรุงสินค้า หรือบริการ สามารถจะทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรในการดำเนินธุรกิจ

    3. ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

    ธุรกิจแต่ละประเภทต้องการการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ในสภาวการณ์ที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจบางประเภทสามารถสวนกระแสเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องมีความมั่นใจ เพื่อจะได้นำพาธุรกิจของตนให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ได้

    4. ต้องมีความอดทน ไม่ท้อถอย

    การประกอบอาชีพอิสระ ย่อมมีทั้งกำไร และขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มประกอบการใหม่ จะต้องประสบปัญหาและอุปสรรคบ้าง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องพร้อมที่จะรับข้อผิดพลาด และนำมาแก้ไขตนเองด้วยความอดทน และไม่ย่อท้อ

    5. ต้องมีวินัยในตัวเอง

    การที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการจำเป็นจะต้องมีวินัย มีกฎระเบียบการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดวินัยการประกอบอาชีพก็อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ การเป็นผู้มีวินัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบอาชีะทุกประเภท เพราะวินัยจะเป็นสิ่งที่คอยกำหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้

    6.ต้องมีทัศคติที่ดีต่ออาชีพ

    ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่นั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรักในงานที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้นๆ เสมอ

    7. ต้องมีความรู้ในการประกอบอาชีพอิสระ

    ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรับรู้ข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสารจะทำให้สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผลที่ได้ก็คือ กำไรที่เพิ่มมากขึ้น

    8. ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    การประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์อันดีเพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บุคคลรอบข้าง หรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษยสัมพันธ์อันดี จะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างดี

    9. ต้องมีความซื่อสัตย์

    ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความซื่อสัตย์ และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้า หรือบริการ และกลับมาใช้บริการอีกเป็นกัวใจสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจ และต่อตนเองในที่สุด

    10. ต้องมีความรู้พื้นฐานในการเริ่มทำธุรกิจ

    การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เราควรรู้จักสิ่งที่จะทำ อย่างน้อยให้รู้ว่าสิ่งนั้นทำจากอะไร ซื้อวัตถุดิบจากไหน ตลาดอยู่แหล่งใด เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลในการสร้างธุรกิจ

    สรุป

    อาชีพอิสระนี้ทำเงินให้เราได้จริง แต่ต้องขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ เพาะถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครนำเงินมาให้เราแบบตอนเราทำงานกินเงินเดือน รายได้ขึ้นอยู่กับตัวเราแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลามีงานเข้ามาเราก็ได้รับเงินแบบเต็มที่ เวลาไม่มีงานเข้ามา เราก็ต้องขวนขวายให้เต็มที่

    ขอให้เพื่อนๆ ทุกท่านมีความสุขกับการเป็นเจ้านายตัวเอง และร่ำรวยจากอาชีพอิสระกันทุกคนนะครับ

error: Content is protected !!