Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา พร้อมคำแนะนำในการขายขนมไข่นกกระทา

    ขนมไข่นกกระทา

     

    สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่นกกระทา

    – มันเทศขนาดกลาง 2 หัว
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งท้าวยายม่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาดสำหรับแช่และล้างมันเทศ
    – น้ำมันพืช 1 ลิตร

    วิธีการทำขนมไข่นกกระทา

    – ในขั้นตอนแรก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกมันเทศที่มีคุณภาพ โดยที่เปลือกผิวด้านนอกต้องสวยงาม ไม่มีรอยแมลงกัดผิวมัน เนื้อแน่น และเลือกให้ได้หัวมันขนาดกลาง จำนวน 2 หัว
    – จากนั้นนำมันเทศไปแช่น้ำสะอาดนาน 10 นาที เพื่อให้คราบดินที่ติดมา ล้างแล้วหลุดออกได้โดยง่าย
    – หลังจากนั้นก็ทำการปอกเปลือกมันเทศให้เกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน
    – นำมันที่หั่นแล้วมาล้างออกให้หมดยางอีกครั้ง แล้วพักไว้ในกระชอน รอให้เนื้อมันเทศสะเด็ดน้ำ
    – ตั้งชุดหม้อนึ่ง ด้วยไฟแรง แล้วรอจนกระทั่งน้ำในหม้อนึ่งเดือดพล่าน
    – และนำมันเทศที่หั่น แล้วพักไว้นั้น มาใส่ภาชนะสำหรับนึ่ง แล้ววางบนลังถึง
    – ยกลังถึงตั้งบนชุดนึ่ง ซึ่งจะทำการนึ่งมันเทศให้สุกโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    – เมื่อครบ 20 นาที ให้ปิดไฟ แล้วยกลังถึงลงมาพักไว้เล็กน้อย
    – รีบนำไม้บด ช้อน หรือส้อม ค่อยๆ กดให้เนื้อมันที่นึ่งนั้น มีความละเอียด จนเนื้อมันเนียนเข้ากันทั้งหมด
    – พักให้เนื้อมันเทศคลายความร้อนลงประมาณ 10 นาที
    – แล้วหลังจากนั้น ให้นำส่วนผสมที่เหลือเติมใส่ในภาชนะที่มีมันเทศบดละเอียดอยู่ เติมน้ำตาลทรายขาว แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี แป้งท้าวยายม่อม ผงฟู และเกลือป่น นวดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน จนได้แป้งก้อนใหญ่ที่เป็นเนื้อเดียวกัน
    – ทั้งนี้จะต้องมีการทดสอบด้วยว่า แป้งไข่นกกระทาของเรานั้น เนื้อเนียนเข้ากันพอที่จะปั้นเป็นลูกกลมๆ ได้หรือยัง ให้ลองเอาแป้งที่นวดและผสมเสร็จแล้ว หยิบแป้งออกมาเล็กน้อย แล้วปั้นให้ได้ลักษณะกลมๆ เหมือนลูกชิ้นขนาดเล็ก ถ้าเนื้อแป้งไม่แตกตัวออกจากกัน ก็ถือว่าทำการนวดแป้งสำเร็จ
    – นำแป้งก้อนใหญ่ออกมานวดคลึง แล้วปั้นแป้งให้เป็นเส้นยาวๆ แบบขนมปาท่องโก๋ แล้วเอาอุปกรณ์ตัดช่วยแบ่งให้แป้งที่จะปั้นมีขนาดลูกเท่าๆ กัน
    – ปั้นแป้งให้ได้ตามขนาด เป็นรูปวงกลม เหมือนกับไข่นกกระทา และเมื่อปั้นเสร็จแต่ละลูก ให้นำเรียงใส่ถาดไว้ก่อน เพื่อรอขั้นตอนการทอด
    – เมื่อปั้นแป้งไข่นกกระทาจนได้จำนวนมากแล้ว ต่อไปจะเป็นการทอด โดยใช้กระทะเทฟลอน หรือกระทะทองเหลือง ที่ทนต่อความร้อนได้ดีมาทำการทอดไข่นกกระทา
    – นำกระทะตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วเทน้ำมันพืชลงในกระทะ รอจนน้ำมันเริ่มร้อน ให้ลดความแรงของไฟลง เหลือแค่ความร้อนเล็กน้อย
    – จากนั้นนำไข่นกกระทาที่ปั้นไว้ ทยอยใส่ทอดในกระทะตามความเหมาะสม กำหนดจำนวนขนมและน้ำมันให้พอดีกัน
    – ทอดด้านละ 3 นาที ตัวขนมจะค่อยๆ ฟู พองตัวขึ้น ก็กลับอีกด้านให้โดนความร้อน จนสุกพองอีก 3 นาที
    – ใช้ด้ามตักที่เป็นตะแกรงกรองน้ำมันในตัว ตักไข่นกกระทาในกระทะขึ้นมา แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
    – วางลงบนกระดาษซับความมันอีกครั้ง แล้วรอจนตัวไข่นกกระทาหายร้อน จึงจะรับประทานได้

    สูตรวิธีทำขนมไข่นกกระทา สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่นกกระทา (มันญี่ปุ่น)

    – มันญี่ปุ่น 3 หัว
    – แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วยตวง
    – แป้งสาลีอเนกประสงค์ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    – แป้งท้าวยายม่อม 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – น้ำสะอาดสำหรับแช่และล้างมันญี่ปุ่น
    – น้ำมันพืช 1 ลิตร

    วิธีการทำขนมไข่นกกระทา

    – เลือกมันญี่ปุ่นจำนวน 3 หัว แล้วนำมาแช่น้ำสะอาด ประมาณ 10 นาที ล้างเปลือกด้านนอกให้สะอาด
    – ปอกเปลือกมันญี่ปุ่นออกให้หมด แล้วล้างน้ำให้สะอาด
    – จากนั้นหั่นมันให้เนื้อขนาดชิ้นที่เท่ากัน แล้วล้างให้สะอาดจนหมดยางอีกครั้ง
    – ตั้งชุดหม้อนึ่งด้วยไฟแรง รอให้น้ำเดือดจัด
    – นำมันญี่ปุ่นเรียงใส่ถาด แล้วยกวางในลังถึง รอจนน้ำในหม้อนึ่งเดือด ก็ยกขึ้นตั้งไฟแรงนาน 20 นาที จนเนื้อมันสุก
    – เมื่อเนื้อมันสุกได้ที่ ให้ตักออกจากถาด แล้วใส่ภาชนะ เช่น หม้อ หรือถ้วยชาม
    – ใช้ทัพพีค่อยๆ กดเนื้อมันญี่ปุ่นให้เละ จนเนื้อเนียนละเอียด ถ้ากดเนื้อมันตอนนี้ยังร้อนๆ จะบดง่าย
    – แล้วพักเนื้อมันให้เย็นตัวลงก่อน ประมาณ 10 นาที
    – ตวงส่วนผสมแป้งต่างๆ ให้ได้ตามสูตร แล้วเทลงไปผสมในเนื้อมัน เริ่มจากเทแป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี แป้งท้าวยายม่อม น้ำตาลทราย ผงฟู และเกลือป่น
    – นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนเนื้อแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
    – จากนั้นแบ่งแป้ง แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ ลักษณะเหมือนไข่นกกระทา ให้เท่ากันทุกลูก
    – พักแป้งที่ปั้นแล้ว เรียงไว้ในถาด จนได้ปริมาณมากๆ จึงค่อยเตรียมการทอด
    – ใช้กระทะเทฟลอนตั้งไฟร้อนปานกลาง แล้วเทน้ำมันพืช 1 ลิตรลงไป รอให้น้ำมันเดือด
    – นำไข่นกกระทาที่ปั้นลงไปทอด รอบละประมาณ 20 ลูก จากนั้นปรับไฟให้อ่อนลง แล้วทอดด้านละประมาณ 3 นาที จึงค่อยตักพลิกอีกด้าน แล้วทอดอีก 3 นาที รวมเป็น 6 นาที
    – สังเกตว่าเนื้อแป้งเริ่มพองฟู ให้ตักขึ้นมาพักไว้บนกระชอนกรอง หรือตะแกรงถี่ รอจนไข่นกกระทาสะเด็ดน้ำมัน
    – แล้ววางไข่นกกระทาลงบนกระดาษซับมัน พักขนมไว้ให้เย็นตัวลง แล้วจึงค่อยรับประทาน

    การขายขนมไข่นกกระทา

  • สูตรวิธีทำเค้กมอคค่า

    สำหรับวันนี้เรามีสูตรวิธีการทำ “มอคค่าเค้ก” ที่มีรสชาติหวานนุ่มลิ้นและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟ มาฝากกันครับ

    ส่วนผสมเค้กมอคค่า

    – แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 400 กรัม
    – ผงฟู 1 ช้อนชา
    – วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – เนยสดชนิดเค็ม 450 กรัม
    – น้ำตาลทราย 450 กรัม
    – ช็อกโกแลตแข็งละลาย 80 กรัม
    – ไข่ไก่ 9 ฟอง
    – กาแฟชนิดผงสำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำสำหรับละลายกาแฟ 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำหอมกลิ่นกาแฟ 1 ช้อนชา
    – นมข้นจืด 50 กรัม
    – อัลมอนด์สไลซ์อบกรอบสำหรับโรยหน้า
    – มารซิแพนปั้นเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับแต่ง
    – พิมพ์ทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว จำนวน 2 พิมพ์ (ทาเนยขาว รองกระดาษ และทาเนยขาวทับ)

    วิธีการทำเค้กมอคค่า

    – ร่อนแป้งสาลีสาหรับทำเค้กกับผงฟู วานิลลาชนิดผงและ เกลือป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
    – ตีผสมเนยสดชนิดเค็มกับน้ำตาลทรายจนขึ้นฟู ใส่ช็อกโกแลตแข็งละลาย ตีผสมจนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่ครั้งละฟอง ตามด้วยกาแฟชนิดผงสำเร็จรูปที่ ละลายน้ำ และน้ำหอมกลิ่นกาแฟ ลดความเร็วต่ำใส่แป้งที่ร่อนไว้ ตามด้วยนมข้นจืด ตีผสมจนเขากันดี
    – เทส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 330 องศา ฟาเรนไฮท์ใช้เฉพาะไฟล่างนาน 40-45 นาที หรือจนกระทั่งสุก นำออก จากเตา พักไว้จนเย็นสนิท
    – สไลซ์เค้กออกเป็น 3 ชิ้น สอดไส้เค้กและปาดเค้กให้เรียบด้วยบัตเตอร์ ครีมกาแฟ โรยหน้าด้วยอัลมอนด์และแต่งด้วยมาร์ซิแพนรูปเมล็ด กาแฟให้สวยงาม

  • สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวเม่าคลุก

    สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – ข้าวเม่าข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    – ใบเตย 4-5 ใบ
    – มะพร้าวขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้าข้าวเม่า)
    – งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร

    วิธีการทำข้าวเม่าคลุก

    – เลือกซื้อข้าวเม่าข้าวเหนียวสำเร็จรูป แล้วตวงให้ได้ตามสูตร
    – เทข้าวเม่าลงในภาชนะ เช่น กระด้ง ถาด หรือจานใบใหญ่ เลือกเอาเศษเปลือกข้าว หรือก้อนกรวดเล็กๆ ออกให้หมด
    – แล้วเทข้าวเม่าที่คัดเลือกแล้ว พักไว้ในอ่างผสม เตรียมทำน้ำเชื่อมคลุกข้าวเม่า
    – เทน้ำ 1 ลิตร ลงในหม้อเชื่อม ตามด้วยน้ำตาลทราย แล้วยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง
    – จากนั้นให้นำใบเตย 4-5 ใบ มัดรวมกัน แล้วใส่ลงไปต้มจนเปื่อย จึงค่อยตักออก
    – เมื่อน้ำเชื่อมเริ่มมีความเข้มข้นและส่งกลิ่นหอม ให้ปิดไฟ แล้วพักให้ส่วนผสมคลายความร้อนสักเล็กน้อย ประมาณ 3 นาที
    -ค่อยๆ ตักน้ำเชื่อมในหม้อ ลงไปคลุกกับข้าวเม่า โดยตักทีละน้อย ประมาณ 1 ทัพพี แล้วใช้ช้อนคลุกให้เข้ากับเนื้อข้าวเม่าอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เม็ดข้าวแตก
    – ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อยๆ จนข้าวเม่าเริ่มสุกพอง มีสีเขียวอ่อนๆ สวยงาม
    – เมื่อคลุกจนหมดน้ำเชื่อมแล้ว ให้พักข้าวเม่าไว้ประมาณ 30 นาที โดยเอาฝาปิดภาชนะไว้ด้วย
    -ระหว่างที่ทำการพักข้าวเม่าไว้ เราจะมาเตรียมส่วนผสมสำหรับการคลุก โดยจะนำงาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงครก ตำพอละเอียด แต่ไม่ต้องละเอียดมาก
    – แล้วนำงาที่ตำแล้ว มาผสมกับน้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน
    – แยกมะพร้าวทั้งสองชนิดใส่ถ้วยไว้ แล้วนำเกลือป่นแบ่งครึ่งลงไปคลุกกับมะพร้าวแต่ละชนิดให้เข้ากัน
    – เมื่อครบเวลา 30 นาที ก็นำข้าวเม่าที่พักไว้มาตักเสิร์ฟได้
    – โดยตักข้าวเม่าลงจานใบเล็ก 2 ทัพที แล้วคลุกด้วยมะพร้าวขูดฝอยให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายกับงาคั่วตำละเอียดที่ผสมไว้
    – ตามด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย โรยหน้าให้สวยงาม เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้วครับ ซึ่งปกติแล้วจะรับประทานข้าวเม่าคลุกอย่างเดียวก็ได้ หรือจะจัดกล้วยไข่ 1-2 ลูก เสิร์ฟคู่ด้วยก็ได้เช่นกันครับ เพราะเป็นของที่ทานคู่กันแล้วเสริมความอร่อยให้ทวีคูณขึ้นไปอีก ต้องลองทำและทานดูนะครับ

    สูตรวิธีทำข้าวเม่าคลุก สูตรที่ 2 (สูตรใส่น้ำใบเตยเข้มข้น)

    ส่วนผสม

    – ข้าวเม่าข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
    – น้ำใบเตยคั้นสด ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งลิตร
    – มะพร้าวขูดฝอย ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึกขูดเส้นยาว ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้าข้าวเม่า)
    – งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา

    วิธีการทำข้าวเม่าคลุก

    – ขั้นตอนแรกจะเป็นการเลือกข้าวเม่ามาใช้ทำขนม โดยจะใช้ข้าวเม่าข้าวเหนียว ซึ่งมีขายสำเร็จรูปตามร้านค้า หรือร้านอุปกรณ์ขนมไทย จำนวน 2 ถ้วยตวง
    – จากนั้นนำข้าวเม่าที่ตวงไว้ เทใส่ถาด เพื่อคัดแยกเศษเปลือกข้าว หรือเศษกรวดเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดมากับข้าวออกไปให้หมด
    – เมื่อได้ข้าวเม่าที่สะอาดแล้ว ให้เทพักใส่ถ้วยผสมรอไว้ก่อน
    – ทำการคั้นน้ำใบเตยสดสำหรับผสม โดยใช้ใบเตยสด ล้างให้สะอาดจำนวน 6 ใบ หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน แล้วใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร
    – ตามด้วยเติมน้ำสะอาดต้มสุก ประมาณครึ่งถ้วยตวง กดปั่นให้ปั่นเตยแหลกละเอียด จนได้น้ำใบเตยสีเขียวเข้มข้น
    – นำมาขาวบางมากรองเอาแต่น้ำ แล้วเอากากใบเตยทิ้งไป
    – ต่อมาเตรียมทำส่วนผสมน้ำเชื่อม ไว้คลุกกับข้าวเม่า
    – ตั้งหม้อขนาดเล็กกะทัดรัด เปิดไฟที่ความร้อนปานกลาง
    – แล้วใส่น้ำเปล่าสะอาดครึ่งถ้วยตวง ตามด้วยน้ำตาลทราย และน้ำใบเตยคั้นสด ต้มจนเดือด แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
    – เมื่อส่วนผสมเดือดได้ที่ ให้ปิดไฟ แล้วยกลงจากเตา พักไว้ให้น้ำเชื่อมคลายความร้อนลงประมาณ 3 นาที
    – จากนั้นจึงค่อยตักน้ำเชื่อมประมาณ 1 ทัพที แล้วเทลงมาในภาชนะที่มีข้าวเม่า ใช้ช้อนคลุกข้าวเม่ากับตัวน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    – ตักน้ำเชื่อม สลับกับคลุกข้าวเม่าไปมาให้เข้ากันอย่างเบามือ จนน้ำเชื่อมหมด และตัวข้าวเม่าเริ่มสุกพอง ถือเป็นอันใช้ได้แล้วครับ
    – พักให้ส่วนผสมของน้ำเชื่อมและตัวข้าวเม่าเข้ากันประมาณ 30 นาที โดยจะใช้ผ้าขาวบางปิดคลุมหน้าภาชนะไว้ หรือจะใช้ฝาปิดอบส่วนผสมไว้เลยก็ได้ แล้วหลังจากครบเวลาที่กำหนด เราจะตักข้าวเม่าออกมาคลุกกัน
    – เมื่อครบเวลาแล้ว ให้ตักข้าวเม่าออกมาประมาณ 2 ทัพพีลงในชามคลุก
    – นำมะพร้าวขูดฝอย และมะพร้าวทึนทึก คลุกกับเกลือป่นให้เข้ากัน
    – และนำงาขาวไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน จนเริ่มมีกลิ่นหอม ก็ตักลงแล้วพักไว้ในถ้วย ก่อนจะนำไปใส่ครก ตำเบาๆ ให้ละเอียด แต่ไม่ต้องถึงกับป่นละเอียดมาก
    – แล้วตักงาที่ตำแล้ว มาผสมกับน้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – นำมะพร้าวขูดฝอยตักในประมาณที่พอเหมาะ ลงไปคลุกเคล้ากับข้าวเม่า ให้เข้ากัน
    – แล้วจัดเสิร์ฟในจานเล็กๆ โรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายกับงา และมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย
    – จากนั้นให้นำกล้วยไข่ 1-2 ลูก ปอกเปลือก แล้วหั่นตามแนวขวาง ให้ได้ชิ้นที่พอดีคำ เสิร์ฟเคียงกับข้าวเม่า เท่านี้ก็พร้อมรับประทานแล้วล่ะครับ กับข้าวเม่าสูตรเข้มข้น ที่หอมกลิ่นน้ำใบเตยสด จนอดใจไม่ไหว ต้องขอทานอีกจานเลยล่ะครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำขิง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำขิง

    น้ำขิง
     

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิง 3 ขีด
    – น้ำสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาล เกลือ มะนาว ปริมาณตามต้องการ

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงมาหั่นให้ชิ้นเล็กลง แต่ไม่ต้องปั่นจนละเอียด หั่นเป็นชิ้นที่เล็กลงพอ จากนั้นล้างให้สะอาด ทุบให้แตกเล็กน้อยเพื่อให้มีน้ำมันหอมระเหยของขิงออกมา
    – ต้มน้ำสะอาด ใส่ขิงลงไป แล้วต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที
    – ก่อนรับประทานสามารถเติมน้ำตาล เกลือ หรือมะนาว แต่งรสชาติตามที่ต้องการได้ เพื่อให้ทานง่ายขึ้น

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงสด 15 กรัม
    – น้ำเชื่อม 15 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า 240 กรัม

    วิธีทำ น้ำขิง

    – เริ่มจากนำขิงมาปลอกแล้วล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ในหม้อที่ใส่น้ำไว้ นำหม้อขึ้นตั้งไฟ จนกระทั้งเดือด แล้วยกลง
    – กรองเอาขิงออก แล้วใส่น้ำเชื่อม ชิมรสตามที่ต้องการ เก็บไว้ดื่นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงสด 100 กรัม
    – น้ำอุ่น 200 มิลลิลิตร
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงสดมาชงในน้ำอุ่น ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาก เพราะความจริงแล้วน้ำที่มีอุณหภูมิสูงๆ จะทำลายคุณประโยชน์ของขิงไป
    – เมื่อได้น้ำขิงแล้ว ให้เติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากันดี แล้วสามารถดื่มได้เลย โดยควรดื่มทุกวันวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิง 200 กรัม
    – น้ำมะนาว 200 กรัม
    – น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 50 กรัม
    – น้ำสะอาด 450 มิลิลิตร

    วิธีการทำน้ำขิง

    – นำขิงมาปลอกเปลือก แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นสับให้ละเอียด
    – ต้มน้ำด้วยความร้อนต่ำประมาณ 5 นาที เมื่อน้ำเดือดแล้ว ยกลงมาตั้งพักไว้ให้เย็นลง ประมาณ 20 นาที
    – เทน้ำขิงที่พักให้เย็นแล้วใส่ในภาชนะที่จะใช้ชง จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวและน้ำผึ้งบริสุทธิ์ตามปริมาณที่กำหนด หรือจะชิมปรุงรสตามที่ต้องการก็ได้ คนให้เข้ากันดี เสิร์ฟได้เลย

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงฝานเป็นชิ้นบางๆ 1 แง่ง
    – ลำไยอบแห้ง 50 กรัม
    – เม็ดบัว 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 5 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย ¾ ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขิง

    – เริ่มต้นด้วยการนำขิงมาล้างให้สะอาด ปลอกเปลือกและฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วพักไว้
    – นำเม็ดบัวและลำไยอบแห้ง แช่น้ำไว้ เพื่อล้างเอาสิ่งสกปรกออก แล้วนำขึ้นมาสะเด็ดนำพักไว้
    – เทน้ำลงในหม้อแล้วต้นให้เดือด แล้วเบาไฟ จากนั้นใส่ขิงที่เราฝานไว้และเม็ดบัวลงไป ต้มต่อไปอีกประมาณ 25-30 นาที จากนั้นใส่ลำไยอบแห้งลงไป ต้มต่อไปอีก 10 นาที
    – จากนั้นให้ใส่น้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ลงไป คนให้น้ำตาลละลายดี แล้วยกลงจากเตาพักไว้ให้เย็น
    – กรองใส่ขวดไว้ เวลาเสิร์ฟตักใส่น้ำแข็ง กินเย็นๆ ชื่นใจมาก

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 6

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงแก่ 1 หัว
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำใบเตย 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 3 ลิตร

    วิธีการทำน้ำขิง

    – เริ่มต้นด้วยการทำน้ำใบเตยเข้มข้นก่อน ด้วยการนำใบเตย 1 กำใหญ่ มาล้างให้สะอาด แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่น โดยปั่นพร้อมๆ กับน้ำประมาณ 1 ถ้วย หากไม่มีเครื่องปันให้ซอยใบเตยให้ละเอียด แล้วคั้นเพื่อเอาน้ำ ซึ่งเมื่อได้น้ำใบเตยมาแล้วให้กรองให้สะอาดด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง
    – นำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟให้เดือด จากนั้นใส่ขิงแก่ที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ก่อนใส่ขิงควรทุบเล็กน้อยเพื่อให้ขิงออกรสได้ดีขึ้น ต้มให้เดือดจัดเพื่อให้รสขิงออกมา
    – เมื่อเดือดแล้วให้เติมน้ำใบเตยที่เราเตรียมไว้ลงไป ต้มต่อไปสักครู่อย่าให้นานมากเพราะจะทำให้สีเขียวของใบเตยไปหมด แล้วเติมน้ำตาลลงไป คนเล็กน้อยพอน้ำตาลละลาย แล้วชิมรสตามชอบใจ

    สูตรน้ำขิง สูตรที่ 7

    ส่วนผสมน้ำขิง

    – ขิงขูดละเอียด 4 ออนซ์
    – น้ำมะนาว 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำ 1 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำขิง

    – การทำน้ำขิงสูตรนี้เริ่มที่การทำน้ำเชื่อม โดยการตั้งน้ำและน้ำตาลทราย ใช้ไฟปานกลาง คนไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำตาลจะละลายกลายเป็นน้ำเชื่อม ใช้เวลาประมาณ 2 นาที แล้วยกลงจากเตา
    – นำขิงที่ขูดแล้วใส่ลงในน้ำเชื่อมร้อนๆ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ดูให้ขิงกับน้ำเชื่อมเข้ากันดี
    – เมื่อครบเวลาตามที่กำหนด ให้เติมมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่ กรองเอาเฉพาะน้ำ เป็นอันว่าเสร็จ
    – จัดเสิร์ฟโดยการเทน้ำขิงมะนาวใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง กะให้น้ำขิงประมาณ 2/3 ของแก้ว ก็ได้เครื่องดื่มสดชื่นและมีประโยชน์แล้ว.

    การขายน้ำขิง
     

    การขายน้ำขิง

    สำหรับการขายน้ำขิงนะครับ ก็ไม่ยากนะครับ น้ำขิงอยู่ในหมวดหมู่ของน้ำผลไม้ทั้งหลาย ถ้าเราจะเปิดร้านขายน้ำขิงอย่างเดียว คนก็คงจะมาซื้อน้อยนะครับ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นเปิดร้านขายน้ำผลไม้ แล้วมีน้ำขิงเป็นหนึ่งในน้ำผลไม้ที่ขาย อย่างนี้ก็พอจะมองหาผลกำไรได้มากขึ้นครับ

    น้ำขิงที่เราจะขายจะขายก็ให้ทำแล้วบรรจุใส่ขวดพลาสติกไว้ ผมแนะนำให้ใช้ขวดปริมาตร 500 ซีซี นะครับ เพราะขวดขนาดนี้ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป ส่วนราคาขายอันนี้แล้วแต่ท่านนะครับ ว่าจะลงน้ำขิงไว้ในขวดเข้มข้นขนาดไหน ผมตีให้ว่าขวด 500 ซีซี ให้ขายหน้าร้านในราคา 20 บาท ขายส่ง 15 บาท แสดงว่าต้นทุนจะอยู่ที่ราวๆ 10 บาท อย่าให้เกินนี้

    ส่วนเงินทุนตั้งต้น และเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนสำรอง ในการเปิดร้านขายน้ำผลไม้ แน่นอนว่าคุณต้องมีเงินก้อน เป็นเงินเย็นอย่างน้อยๆ ก็สัก 1 แสนบาทขึ้นไป ผมไม่อยากให้ใช้เงินร้อน เพราะการทำธุรกิจทุกอย่างมีความเสี่ยง โอกาสที่จะขายได้ และขายไม่ได้มีเท่าๆ กัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการทำมาค้าขายที่ผ่านๆ มาของคุณด้วย

    ส่วนทำเลในการเปิดร้านขายน้ำผลไม้ ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องอยู่ในทำเลชุมชน ที่มีคนเดินกันพลุกพล่าน ถ้าบ้านใครอยู่แถบชุมชนก็ถือว่าโชคดีไป ตั้งขายหน้าบ้านได้เลย แต่ถ้าบ้านไม่อยู่ในแถบชุมชนหล่ะ จะทำอย่างไร ก็ไม่ยากครับ ไปเปิดร้านขายที่ตลาดใกล้ๆ บ้านเลยครับ ขอเช่าล็อคนึง เพื่อเปิดร้านขายน้ำผลไม้ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สร้างไปครับ ได้กำไรมาก็เก็บออมเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินไว้บ้างนะครับ

    สรุปว่าการขายน้ำขิง ก็ไม่ยากนะครับ ฝึกวิธีทำน้ำขิงเป็น ก็ไปฝึกทำน้ำผลไม้อย่างอื่นต่อ สร้างทักษะความชำนาญไว้ให้มากๆ เพื่อร้านน้ำผลไม้ของคุณครับ

    สำหรับท่านใด ที่เข้ามาอ่านเพื่อทำน้ำขิงไว้ทานเอง ก็ลองนำสูตรเหล่านี้ไปทำดูนะครับ ฝึกฝนบ่อยๆ สักวันคุณก็จะชำนาญในการทำน้ำขิงครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำฟักทอง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำฟักทอง

    น้ำฟักทอง
     

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทองครึ่งผล
    – น้ำตาลทราย 300 กรัม
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – นำฟักทองมาปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆเล็กๆ ให้ง่ายต่อการต้ม หั่นแล้วล้างให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เตรียมน้ำต้มฟักทอง โดยใช้ไฟแรง ต้มจนน้ำเดือด ใส่ฟักทองลงไป ต้มจนเปื่อย โดยปิดฝาหม้อทิ้งไว้
    – คอยดูเรื่อยๆ ว่าฟักทองเปื่อยดีหรือยัง หากเปื่อยแล้วก็ทำการใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วต้มต่อจนน้ำตาลทรายละลายเข้ากับเนื้อฟักทอง
    – ฟักทองเดือดได้ที่แล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อกรองเอาแต่น้ำ โดยการใช้ผ้าขาวบางห่อฟักทองและบีบเอาแต่น้ำ
    – จากนั้นนำน้ำฟักทองที่ได้ มาต้มอีกรอบ ใส่น้ำตาลเพิ่มได้อีกหากต้องการรสชาติที่หวาน
    – เมื่อน้ำฟักทองเดือดดีแล้ว กรอกใส่ขวดแล้วพักให้เย็น ก่อนนำเข้าตู้เย็น
    – เวลารับประทาน สามารถรับประทานได้เลยทันที รสชาติของฟักทองจะให้ความหวานที่เป็นธรรมชาติ

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทอง 1 ซีก
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – น้ำฟักทองที่เตรียมมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปนึ่ง เมื่อนึ่งสุกแล้ว นำเกลือป่นมาโรยเพื่อเพิ่มรสชาติ
    – นำฟักทองที่นึ่งมาคั้นให้ได้น้ำที่ข้นๆ จากนั้นนำน้ำเปล่ามาตั้งบนไฟ ต้มให้เดือดแล้วใส่น้ำฟักทองคั้นลงไป ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาลทราย ต้มให้เดือดแล้วพักไว้
    – นำมากรองอีกรอบเพื่อให้ได้น้ำฟักทองที่ไม่มีกาก โดยการใช้ผ้าขาวบาง
    – นำไปต้มอีกรอบจนเดือด ทิ้งไว้ให้เย็น
    – กรอกน้ำฟักทองที่ได้ใส่ขวด แล้วแช่ตู้เย็น เพื่อไว้สำหรับดื่ม

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – ฟักทองนึ่ง 1 ชิ้น
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าต้มสุก 1 ลิตร

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – นำฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นไปนึ่งให้เนื้อนิ่มๆ จากนั้นทำการคั้นให้เนื้อฟักทองเละ
    – นำเนื้อฟักทองที่ได้ใส่ลงในเครื่องปั่นพร้อมน้ำตาลทรายและน้ำต้มสุกอุ่นๆ
    – ปั่นส่วนผสมให้ได้เนื้อที่ละเอียด ระหว่างที่ปั่นสามารถชิมรสชาติและเติมส่วนผสมลงไปได้ตามชอบ
    – ปั่นให้ได้ที่แล้วเทใส่แก้วหรือใส่ลงขวด แล้วแช่ตู้เย็น
    – เวลาดื่มจะให้ความรู้สึกถึงเนื้อของฟักทองนึ่งที่เข้ากับน้ำต้มและน้ำตาล จะให้รสชาติและเนื้อฟักทองที่สามารถเคี้ยวได้
    – เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับการทานคู่กับอาหารเช้าหรือทานต้องท้องว่างก็ได้

    สูตรน้ำฟักทอง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำฟักทอง

    – เนื้อฟักทอง 1 กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฟักทอง

    – ปอกเปลือกฟักทองแล้วหั่นเป็นชิ้น ต้มให้สุก ตักขึ้นใส่กระชอนพักไว้ให้เย็น
    – ผสมฟักทอง กับน้ำเปล่า ปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด
    – ต้มน้ำฟักทองด้วยไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น พอเดือดยกลง พร้อมเสิร์ฟ (ถ้าต้องการรับประทานแบบเย็น ให้เพิ่มน้ำตาลได้อีกนิดหน่อย)

    การขายน้ำฟักทอง

  • สูตรวิธีทำขนมโก๋ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโก๋

    ขนมโก๋
     

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋ 100 กรัม
    – น้ำตาลไอซิ่ง 250 กรัม
    – เนยขาว 70 กรัม
    – กลิ่นผสมอาหาร กลิ่นนมแมว 1/4 ช้อนชา
    – น้ำร้อน 150 กรัม
    – พิมพ์หรือแบบ สำหรับกดขนม

    วิธีการทำขนมโก๋

    – นำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วไฟอ่อน ระวังอย่าให้ไหม้ จนแป้งข้าวเหนียวสุกดี จากนั้นให้พักไว้
    – ต่อมาเราจะนำแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุก ซึ่งเราจะเรียกว่าแป้งขนมโก๋ ให้นำแป้งขนมโก๋ผสมกับน้ำตาล แล้วนำไปร่อนด้วยกระจาดที่มีรูขนาดเล็ก เพื่อแยกสิ่งสกปรกที่เจือปนออก ให้ได้แป้งขนมโก๋ที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรก
    – จากนั้นให้นำเอาส่วนผสมแป้งน้ำตาลที่ร่อนเรียบร้อยไปใส่อ่างเครื่องตี แล้วใส่เนยขาวและน้ำร้อนลงไปจากนั้นก็ทำการ ตีจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ถ้าไม่มีเครื่องตี อาจจะใช้ไม้พายกวนหรือคนให้เข้ากันก็ได้
    – ต่อจากนั้นหลังจากเมื่อตีหรือกวน จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว จึงจะนำส่วนผสมไปกดใส่แบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดขนมเข้าแบบหรือพิมพ์ให้แน่นจนขึ้นรูปเหมือนพิมพ์ จนแป้งขนมโก๋หมด
    – เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจัดขนมใส่จานพร้อมรับประทานได้ทันที เพราะ การนำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วจนสุก จะทำให้พร้อมรับประทาน แม้จะไม่ได้อบก็ตาม สามารถรับประทานเป็นของว่างในวันสบายๆ หรือจะใส่โหลหรือภาชนะมิดชิด เก็บไว้ทานภายหลังก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งข้าวเหนียว 1/4 ถ้วย
    – แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ
    – ไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
    – น้ำอุ่นประมาณ 1/2 ถ้วย 1-2 ช้อนโต๊ะ
    – กะทิ 1-2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้)
    – ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด สำหรับใส่ไส้
    – สีผสมอาหาร เล็กน้อย
    – แป้งนวล(แป้งข้าวเหนียวคั่ว) สำหรับนวด

    วิธีการทำขนมโก๋

    – เริ่มแรกเราจะร่อนแป้งทั้งสามชนิด ทั้งแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี และผสมกับน้ำตาลคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จากนั้นให้พักไว้ในอ่างผสม
    – ต่อมาเราจะนำแป้งที่ผสมไว้ทำให้เป็นรูตรงกลางแล้วให้ใส่น้ำอุ่นลงไป แล้วให้ตามด้วยกะทิหรือจะไม่ใส่ได้ จกนั้นเราจะคนจนส่วนผสมทั้งหมดจนละลายเข้ากันดี แล้วจึงใส่สีผสมอาหารลงไป
    – จากนั้นเราจะค่อยๆนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในภาชนะที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ แล้วให้คนทุกๆ 1 นาที ประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วให้นำแป้งออกมานวดกับแป้งนวลคือแป้งข้าวเหนียวที่คั่วแล้ว ให้นวดจนแป้งทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน
    – จากนั้นให้ค่อยๆบิดแป้งออก ให้แผ่ออกเป็นวงกลมแล้วใส่ไส้ผลไม้ที่เตรียมไว้ ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด แล้วปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆไม่เห็นไส้ แล้วนำไปกดใส่ในพิมพ์
    – เมื่อเคาะขนมออกจากพิมพ์แล้ว ก็สามารถนำไปรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้รับประทานวันหลังก็ได้

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋สำเร็จรูป (แป้งข้าวเหนียว)
    – น้ำตาล
    – ไส้ขนม (ฟัก,งา,น้ำตาล) ไส้หวาน/ไส้เค็ม เพิ่มเกลือ
    – สูตรแป้ง 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาล 1.1 กิโลกรัม
    – ไส้ขนม : ฟัก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาล 1.5 กิโลกรัม
    – เกลือ 1 ช้อนชา

    วิธีการทำขนมโก๋

    – ขั้นตอนแรกให้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นให้ตวงแป้งขนมโก๋และน้ำตาลตามสูตร เตรียมไว้
    – จากนั้นให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงนำมานวดใช้เวลานวดประมาณ 30 นาที เวลานวดควรจะนวดให้ทั่ว ลงน้ำหนักมือให้สม่ำเสมอ นวดจนกระทั่งแป้งขนมนิ่ม
    – หลังจากนั้นให้นำแป้งที่นวดจนนิ่มแล้วมาใส่ในแป้นพิมพ์ กดแป้งลงแป้นพิมพ์จนแน่นดี แล้วจึงเคาะออกมาวางไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง
    – การรับประทานขนมโก๋นั้น สามารถรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานภายหลังก็ได้ มักจะรับประทานเป็นอาหารว่างคู่กับน้ำชาร้อน

    สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมโก๋

    – แป้งขนมโก๋ 500 กรัม
    – น้ำตาลทราย 400 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมโก๋

    – ขั้นตอนแรก เราจะทำน้ำเชื่อมก่อน โดยให้นำน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าไปตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟแรง แล้วไปต้มจนกระทั่งเดือดจัดอุณหภูมิ 115-118 องศาเซลเซียส
    – เสร็จแล้วยกลงพักไว้ ระหว่างต้มน้ำเชื่อม ต้องระวังไม่ให้น้ำเชื่อมข้นจนเกินไปอาจจะทำให้เนื้อขนมจะหยาบ และสามารถเติมสีหรือกลิ่นต่างๆลงในน้ำเชื่อมได้ตามต้องการ เพื่อความสวยงาม
    – หลังจากนั้นให้คนน้ำเชื่อมให้เป็นผลึกเล็กๆ คล้ายนมข้นหวาน
    – ต่อมาเราจะนำแป้งขนมโก๋ซึ่งจะเป็นแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุกซึ่งอาจจะใช้แป้งขนมโก๋สำเร็จรูปหรือจะคั่วเองก็ได้ โดยให้ทำแป้งขนมโก๋ให้เป็นหลุมจากนั้นค่อยๆเทน้ำเชื่อมลง ผสมแป้งขนมโก๋กับน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
    – จากนั้นก็ใช้ตระแกรงหยาบ ร่อนแป้งขนมโก๋ให้เป็นผงละเอียด ซึ่งการร่อนแป้งจะช่วยให้เนื้อขนมเนียนขึ้น แล้วให้ตักแป้งใส่พิมพ์รูปปลาหรือรูปพิมพ์อื่น ๆ ที่เตรียมไว้ แล้วให้กดให้แน่น โดยการกดควรจะกดอย่างเร็ว ๆ เพราะไม่อย่างนั้นขนมจะจับตัวเป็นก้อน
    – จากนั้นก็แกะขนมโก๋ออกจากพิมพ์ นำมาจัดใส่จานพร้อมรับประทาน โดยขนมที่ได้ จะมีเนื้อขนมที่ละเอียด นุ่มนวล น่ารับประทาน หรือจะเก็บใส่โหล ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานวันหลังก็ได้

     

    การขายขนมโก๋

  • สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ พร้อมคำแนะนำในการขายขนมถั่วแปบ

    ขนมถั่วแปบ
     

    สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมถั่วแปบ

    – ถั่วเขียวซีกเลาะเปลือก 500 กรัม
    – มะพร้าวขูดฝอยนึ่งสุก
    – แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
    – น้ำเดือดสำหรับผสมแป้ง
    – สีผสมอาหาร 2-3 สี หากอยากได้สีธรรมชาติ ให้ใช้ใบเตย, ดอกอัญชัน, ฟักทอง
    – งาขาวและงาดำคั่วพอหอม
    – น้ำตายทรายละเอียด
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำขนมถั่วแปบ

    – เริ่มต้นที่การทำไส้ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ด้วยการนำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง จากนั้นนำไปใส่ในซึ้ง นึ่งให้สุก พักทิ้งไว้ก่อน แล้วให้นึ่งมะพร้าวขูดต่อได้เลย
    – เมื่อทั้งถั่วเขียวและมะพร้าวขูดเย็นแล้ว ใส่เกลือป่นเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
    – จากนั้นหันมาทำ น้ำตาลที่เอาไว้โรย ด้วยการผสม งาขาวคั่ว งาดำคั่ว น้ำตาล และเกลือเล็กน้อย เข้าด้วยกัน พักเตรียมเอาไว้
    – ขั้นตอนต่อไปคือการนวดแป้ง ด้วยการแบ่งแป้งเป็นส่วนๆ ตามจำนวนสีที่เราต้องการ เทสีลงบนแป้ง จากนั้นเทน้ำเดือดใส่ ใช้ทัพพีคนผสมๆ กัน เมื่อแป้งเริ่มอุ่นให้ใช้มือนวดแป้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เมื่อได้แป้งเป็นสีๆ ตามที่เราต้องการแล้ว ให้ปั้นแป้งเป็นรูปทรงรีๆ แล้วกดให้แบน วางคลุมผ้าขาวบางที่ชุบน้ำบิดหมากๆ เอาไว้ การปั้นแป้งควรจะแผ่ให้แป้งบางสักหน่อย เพราะขนมถั่วแปบที่ดี ต้องมีแป้งที่ค่อนข้างบาง และตัวไส้ที่เยอะ
    – ตั้งน้ำในหม้อให้เดือด แล้วใส่แป้งลงไป เมื่อแป้งสุกจะลอยตัวขึ้นมา ให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ และรอให้พอจะหายร้อน
    – เมื่อแป้งหายร้อนให้นำไส้ถั่วเขียวที่เรานึ่งแล้วมาใส่แล้วห่อให้มิด จากนั้นคลุกด้านนอกขนมด้วย ถั่วเขียวนึ่งที่ผสมกับมะพร้าวขูดที่เราเตรียมไว้ในข้อที่ 2
    – วางเรียงใส่จาน ก่อนกินต้องโรยน้ำตาลที่เราทำไว้ในข้อ 3 ด้วย

    สูตรวิธีทำขนมถั่วแปบ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมถั่วแปบ

    – แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
    – ถั่วเขียวซีก 300 กรัม
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ลูก
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – งาขาว+งาดำ ½ ถ้วยตวง
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – กะทิ 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมถั่วแปบ

    – นำถั่วซีกเขียวมาแช่น้ำ 1 คืน ซึ่งในช่วงกลางวันสามารถวางถั่วซีกเขียวแช่ไว้ในอุณหภูมิห้องได้ แต่เมื่อถึงตอนมืดควรเอาเข้าตู้เย็นทั้งๆ ที่แช่เลย เช้าวันรุ่งขึ้นก็นำถั่วเขียวที่เราแช่ไว้มาล้างน้ำใหม่ให้สะอาด แล้วนำมานึ่งในซึ้ง อย่าลืมรองซึ้งด้วยผ้าขาวบางก่อนจะนึ่ง โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 20 นาที แล้วพักไว้ให้เย็น
    – นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดให้เป็นเส้นยาว หากต้องเก็บขนมไว้นาน ควรนำมะพร้าวไปนึ่งก่อน แต่ถ้ารับประทานเลย ไม่จำเป็นต้องนึ่ง เพราะมะพร้าวสดๆ จะให้ความหอมที่มากกว่า แต่ต้องโรยเกลือเล็กน้อยด้วย
    – แบ่งมะพร้าวและถั่วเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นไส้ ให้ผสมถั่วเยอะกว่ามะพร้าว ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ไว้คลุกตัวถั่วแปบด้านนอก ให้มะพร้าวมากกว่าถั่ว ในส่วนที่ 2 นี้ ควรใส่ถาดรอไว้ได้เลย จะได้คลุกง่าย
    – ได้เวลามาทำแป้ง เริ่มจากเทแป้งข้าวเจ้า ลงในอ่างผสม แล้วค่อยๆ เทน้ำ หรือจะใช้กะทิก็ได้ ลงไป แล้วใช้มือนวดไปเรื่อยๆ จากนั้นใส่สีผสมอาหารหรือน้ำใบเตยลงไป นวดต่อไปให้แป้งเนียนนุ่ม ซึ่งสามารถเลือกสีได้ตามชอบใจ
    – เมื่อแป้งเนียบเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ แล้วบีบให้แบน ขนาดความใหญ่ประมาณ 2 นิ้ว
    – ตักน้ำใสหม้อต้มให้เดือด ระหว่างรอน้ำเดือดให้ นำงาขาว งาดำ บุบพอแตก และน้ำตาล มาผสมให้เข้ากัน เพื่อเอาไว้โรยหน้าขนม
    – เมื่อน้ำเดือดดีแล้ว ให้ใส่ใบเตยลงไป เพื่อเพิ่มความหอม แล้วค่อยๆ ทยอยเอาแป้งลงต้ม เมื่อแป้งสุกจะรอขึ้นมา ให้เราใช้ทัพพีตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ ควรสลัดน้ำให้หลุดออกจากตัวแป้งให้หมด เพราะน้ำที่ติดอยู่จะทำให้แป้งแฉะไม่อร่อย
    – ควรทิ้งแป้งให้อุ่นสักหน่อยก่อน เพราะช่วงที่แป้งร้อนจะเหนียว จับยาก นำแป้งที่ได้ไปคลุกกับมะพร้าวและถั่วที่เราเตรียมใส่ถาดไว้ ให้ด้านนึงติดมะพร้าวกับถั่ว พลิกอีกด้านแล้วพยายามแผ่แผ่นแป้งออก ตักถั่วใส่ตรงกลางแผ่นแป้ง แล้วพับให้พอดี
    – นำมาเรียงให้สวยงาม แล้วเสิร์ฟพร้อมน้ำตาลผสมงาที่เราเตรียมไว้
    – เคล็ดลับในการนวดแป้ง ให้ค่อยใส่น้ำไปที่ละน้อย แล้วค่อยๆ นวดจนแป้งนุ่ม อาจใส่น้ำมากหรือน้อยกว่าที่สูตรกำหนด เพราะต้องดูตามอุณหภูมิห้องที่ทำเป็นปัจจัยด้วย และในการใส่สีผสมอาหารลงไปในขนม ควรใส่แค่ 2-3 หยดพอ เพราะขนมถั่วแปบ ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีอ่อน หากสีเข้มเกินไปจะไม่น่ารับประทาน

    การขายขนมถั่วแปบ

  • สูตรวิธีทำน้ำอ้อย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำอ้อย

    น้ำอ้อยหวานๆ สุดแสนจะอร่อย ถ้าใครได้ดื่มแล้วรับรองจะติดใจในความหวาน ซึ่งกลุ่มที่นิยมดื่มน้ำอ้อยในประเทศไทยก็มีจำนวนไม่น้อย ซึ่งตัวผมเองก็ชอบดื่มน้ำอ้อยเหมือยกัน แต่จะว่าไปแถวบ้านมันหาน้ำอ้อยมาลำบาก คือไม่มีใครนำมาขายเลย จะได้ดื่มทีก็ต้องไปตลาดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ซึ่งก็ทำรสชาดออกมาได้ไม่ผิดหวังเลยสักเจ้าเดียว อาจจะบางเจ้าที่ใส่ให้หวานไปนิด แต่โดยรวมก็ถือว่าใช้ได้

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – อ้อย ตามจำนวนต้องการ

    วิธีการทำน้ำอ้อย

    – ตัดอ้อย ส่วนหัว และ ท้าย เพื่อทิ้งใบและราก
    – ตัดเป็นท่อนๆ แล้วปลอกเปลือกอ้อย นำไปล้างให้สะอาด
    – ใส่อ้อย ในเครื่องคั้นน้ำอ้อย เพื่อคั้นน้ำใส่ในภาชนะสะอาด
    – เสร็จแล้วนำไปแช่ตู้เย็น เก็บไว้ 1-2 วัน เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นน้ำอ้อยจะเริ่มเป็นเมือกและเสียง่ายครับ แต่ถ้าดื่มสดจะดีที่สุดครับ สามารถใส่น้ำแข็งดื่มได้ทันทีนะครับ

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – อ้อย 1 ต้น
    – น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด

    วิธีทำ

    – ผสมน้ำผึ้งและน้ำอุ่น ชงให้เข้ากันพักทิ้งไว้ให้เย็น
    – นำอ้อยมาตัดเป็นท่อน 3-4 ท่อน ใส่ในเครื่องรีดน้ำอ้อย เพื่อคั้นเอาน้ำ
    – ผสมน้ำผึ้งที่ชงน้ำอุ่นแล้วมาชงผสมในน้ำอ้อยอีกครั้ง
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว เทน้ำอ้อยผสมน้ำผึ้งลงไป ยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำอ้อย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำอ้อย

    – น้ำอ้อย 200 มล.
    – น้ำแข็ง 200 มล.
    – น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – วุ้นมะพร้าว

    วิธีการทำน้ำอ้อย

    – ใส่น้ำอ้อย น้ำแข็ง น้ำผึ้ง ในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    – เสร็จแล้ว ใส่วุ้นมะพร้าว แล้วใช้ช้อนคน
    – เมื่อเสร็จแล้ว เทใส่แก้ว ยกเสิร์ฟได้ครับ

    การขายน้ำอ้อย

    การขายน้ำอ้อยนี้ เป็นการการทำมาหากินที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากนัก กำไรจะอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง อ้อยที่จะนำมาทำเป็นน้ำอ้อยนี้ ขอบอกเคล็ดลับเลยว่าต้องใช้อ้อยพันธุ์ สุพรรณ 50 เท่านั้นนะครับ เพราะอะไร เพราะเป็นพันธุ์อ้อยที่ให้น้ำมาก และรสชาดของน้ำอ้อยก็มีรสหวานได้ใจ ไม่มีรสออกเปรี้ยวเหมือนอ้อยพันธุ์อื่นๆ และอ้อยพันธุ์นี้ต้องซื้อที่จังหวัดสุพรรณเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วนอกจากจังหวัดสุพรรณไม่ค่อยมีคนปลูกเท่าไรนัก ผมเองก็ไม่ทราบว่าจังหวัดอื่นๆ จะมีขายหรือเปล่านะ ใน 1 มัดอ้อย จะมีอ้อยอยู่ 10 ลำ เมื่อนำมาบรรจุใส่ขวดแล้ว ขวดเล็กขายกันอยู่ขวดละ 10 บาท และขวดใหญ่จะขายกันอยู่ในราคา 20 บาท

    เอาหล่ะครับเมื่อมีอ้อย ก็ต้องมีเครื่องคั้นน้ำอ้อย เครื่องคั้นน้ำอ้อยนี้สามารถซื้อได้ตามตลาดทั่วไป ราคาจะอยู่ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น ถ้าเป็นเครื่องคั้นน้ำอ้อยไฟฟ้าราคาจะสูงกว่าแบบธรรมดา สำหรับเครื่องคั้นน้ำอ้อยน่าจะหาซื้อได้อย่างไม่ยากจนเกินไปนัก

    การตลาดขายน้ำอ้อย

    การขายน้ำอ้อยนั้น ผมคิดว่า ธุรกิจนี้ยังมีที่ว่างอยู่ในตลาดอีกมาก คู่แข่งไม่น่าจะเยอะเท่าไหร่ แบบว่ามาเปิดร้านน้ำอ้อยรวมๆ กันในที่แห่งเดียว คงจะไม่มี ผมยังไม่เคยเห็นการแข่งขันร้านน้ำอ้อยกันสูงถึงขนาดนั้นเลยครับ และผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะชอบดื่มน้ำอ้อย เพราะเวลาดื่มน้ำอ้อยแล้ว ผมรู้สึกว่า น้ำอ้อยนี้สามารถดับความร้อนจากภูมิอากาศประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น และยังไงน้ำก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มนุษย์ทุกคนต้องดื่มอยู่แล้ว เพียงแค่คุณหาที่ตั้งที่มีคนเดินไปเดินมา หรือจะเป็นหน้าโรงเรียน หน้าหมู่บ้าน หรือหน้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้ก็ยิ่งดี ที่ใดมีคนที่นั่นมีเงิน ทฤษฎีนี้ต้องจดเอาไว้เลยครับ

    ส่วนรายได้ต่อวันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าในวันนึงมีคนมาซื้อเท่าไหร่ ในประเทศไทยโยเฉพาะฤดูร้อนนั้น จะขายน้ำอ้อยได้มากกว่าฤดูหนาวมากกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว แต่ในกรุงเทพมหานครนั้น น่าจะขายได้ทั้งปี เพราะหน้าหนาวมีระยะเวลาที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับหน้าร้อน แต่อย่างภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ในหน้าหนาวคงจะขายได้น้อย เพราะว่าในแถบนั้นอากาศหนาว ที่หนาวจริงๆ

    สรุป

    ผมเองก็คิดว่าอาชีพขายน้ำอ้อยก็น่าจะทำให้คุณได้มีรายได้ที่ดี ถึงแม้อาจจะไม่ได้มาก แต่ก็ถือว่าได้เป็นนายตัวเอง ได้ทำอาชีพส่วนตัว บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณต้องการอยู่ก็ได้ คือ อิสระในการทำอาชีพ ที่ม่ต้องมีเจ้านายมากวนใจ หรือคุณอาจจะตั้งเป้าหมายไว้จนถึงการเปิดบริษัทขายน้ำอ้อยแบบเดลิเวอรี่ ไปส่งตามบ้าน หรือตามตลาดต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณต้องตัดสินใจ และลองทำดู เพราะหมอดูไม่สามารถบอกคุณได้จริงๆ ว่าคุณต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วรวย มีแต่ตัวคุณต้องทดลองทดสอบ ไม่เกรงกลัวโชคชะตา ไม่ยอมแพ้อุปสรรคขัดขวางในชีวิต ถ้าคุณทำได้อย่างนี้คุณขายอะไร คุณประสบความสำเร็จครับ ลองดูนะครับ

  • สูตรวิธีทำขนมไข่ พร้อมคำแนะนำในการทำขนมไข่

    ขนมไข่

     

    สูตรและวิธีทำขนมไข่ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมไข่ (กรอบนอกนุ่มใน)

    – แป้งเค้ก 3 ถ้วยตวง
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – ไข่เป็ด 2 ฟอง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนชา
    – มาการีน 2 ช้อนโต๊ะ
    – ลูกเกด ปริมาณตามความชื่นชอบ

    วิธีการทำขนมไข่

    – ตวงส่วนผสมแป้งเค้กให้ได้ตามสัดส่วน ทำการร่อนแป้งเค้กและผงฟูเข้าด้วยกัน 2 รอบ จนได้แป้งเนื้อเนียนละเอียด จากนั้นพักไว้ในอ่างผสม
    – ตอกไข่ไก่และไข่เป็ดลงไปในโถผสมอาหาร เตรียมเครื่องตีหัวตระกร้อ
    – ตีไข่โดยใช้ความแรงสปีดสูงสุด แล้วค่อยๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปจนหมด
    – ตามด้วยน้ำมะนาวและกลิ่นวนิลา
    – ตีส่วนผสมไข่ทั้งสองชนิดให้ขึ้นฟู ประมาณ 10 นาที จนส่วนผสมตั้งยอด ถือเป็นอันใช้ได้
    – จากนั้นจึงตักแป้งและผงฟูที่ร่อนพักไว้ ทยอยใส่ลงไปในเนื้อไข่ทีละน้อย แล้วใช้ไม้พายตะล่อมส่วนผสมให้เข้ากัน
    – ทำเช่นนี้ไปจนกว่าแป้งเค้กและผงฟูจะหมด และคนส่วนผสมขนมไข่ให้เข้ากันอีกครั้ง
    – เปิดและวอร์มเตาอบทิ้งไว้ก่อน ด้วยความร้อนเล็กน้อย
    – นำผ้าขาวบางชิ้นเล็กๆ ชุบมาการีนเล็กน้อย ทาบางๆ ที่พิมพ์ขนมไข่
    – หยอดลูกเกดลงไป 4-5 เม็ดในพิมพ์ขนมหนึ่งชิ้น
    – ต่อมาก็ตักขนมไข่หยอดลงไปในพิมพ์ ทำเช่นนี้จนขนมเต็มทุกพิมพ์
    – เคาะพิมพ์ขนมเล็กน้อย ให้ส่วนผสมไม่ล้นออกมา
    – นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ทั้งไฟบนและล่าง อบขนมนาน 20 นาที
    – สังเกตว่าขนมไข่เริ่มขึ้นฟู พองตัวขึ้น และมีสีเหลืองนวล ส่งกลิ่นหอม
    – ให้ปิดเตาอบ แล้วนำพิมพ์ขนมออกจากเตา พักไว้ให้ขนมเย็นตัวลง
    – ใช้ไม้จิ้มฟัน แซะขนมอย่างเบามือเพื่อเอาออกจากพิมพ์
    – จากนั้นก็จัดเสิร์ฟขนมไข่ได้ทันที หรือจะเก็บใส่ถุงพลาสติก แล้วรัดในยางให้แน่น เก็บไว้ทานคู่กับชา กาแฟ หรือเป็นขนมกินเล่นยามว่างก็ได้เหมือนกันนะครับ สำหรับขนมไข่สูตรนี้จะมีเนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนจากลูกเกด เป็นไส้ชนิดอื่นได้ตามใจชอบเลยครับ

    สูตรและวิธีทำขนมไข่ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมไข่ (สูตรแยม 3 รส)

    – แป้งเค้ก 3 ถ้วยตวง
    – ผงฟู 2 ช้อนชา
    – ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 2 ฟอง
    – ไข่เป็ดเบอร์ 0 จำนวน 2 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
    – น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนชา
    – มาการีน 2 ช้อนโต๊ะ
    – แยมรสสตอเบอรี่
    – แยมรสส้ม
    – แยมรสบลูเบอรี่

    วิธีการทำขนมไข่

    – ในขั้นตอนแรกให้ผสมแป้งเค้กกับผงฟูเข้าตามสัดส่วนเข้าด้วยกัน แล้วทำการร่อนแป้งจำนวน 2 รอบ จนได้แป้งเนื้อเนียนละเอียด จากนั้นให้พักไว้ในภาชนะที่ใช้ผสม
    – เตรียมโถผสมอาหารและหัวตระกร้อสำหรับใช้ตีไข่
    – จากนั้นก็ตอกไข่ไก่ 2 ฟอง และไข่เป็ด 2 ฟองลงในโถผสม ตามด้วยเติมน้ำตาลทราย เติมน้ำมะนาวคั้นสดและกลิ่นวนิลาตามลงไป
    – ตีไข่ทั้งสองชนิดและส่วนผสมต่างๆ ด้วยความเร็วสูงสุด ตีนานประมาณ 10 นาที หรือตีจนส่วนผสมเริ่มมีเนื้อเนียน และให้เนื้อไข่ขึ้นฟูตั้งยอด
    – โดยต้องตีส่วนผสมไข่จนกว่าน้ำตาลทรายจะละลายจนหมด
    – ต่อมาให้นำแป้งเค้กและผงฟูที่ร่อนไว้ ทยอยผสมลงไปในไข่ที่ตีไว้ ใช้ไม้พายตะล่อมให้เข้ากัน ผสมไปมาอย่างเบามือ
    – ตักแป้งผสมลงไปในเนื้อไข่จนหมด คนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันอีกรอบ แล้วพักรอไว้ก่อน
    – เลือกใช้เตาอบไฟฟ้าขนาดเล็ก สำหรับอบขนมชิ้นเล็ก
    – เสียบปลั๊ก แล้วกดเปิดไฟวอร์มเตารอเอาไว้ก่อนนะครับ
    – และนำผ้าขาวบางชุบมาการีนเล็กน้อย แล้วทาลงในพิมพ์ขนมเตาอบบางๆ
    – จากนั้นก็นำส่วนผสมขนมไข่ตักหยอดลงไปประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ
    – หยอดแยมรสต่างๆ ลงไปประมาณครึ่งช้อนชา แล้วหลังจากนั้นก็หยอดขนมไข่ตามลงไปอีกประมาณครึ่งช้อนโต๊ะครับ
    – ปิดฝาเครื่องอบ แล้วอบขนมประมาณ 5-8 นาที รอจนขนมสุก มีสีเหลืองนวล
    – ในขั้นตอนการอบ แนะนำว่าอย่าเปิดฝาเตาอบบ่อยนะครับ เพราะจะทำให้ขนมสุกช้า และเนื้อขนมจะสุกไม่สม่ำเสมอกัน ให้อบแบบหนึ่งรอบ เปิดฝาหนึ่งครั้ง แล้วตักขนมออก
    – ใช้ไม้จิ้มฟัน หรือช้อนส้อมแซะขนมไข่ออกจากพิมพ์อย่างเบามือ
    – นำผ้าชุบมาการีนบางๆ แล้วเช็ดพิมพ์ขนมอีกครั้ง และทำการหยอดขนมแบบเดิมไปเรื่อยๆ จนตัวขนมหมด
    – โดยหยอดสลับแยมรสชาติต่างๆ หรือจะผสมแยมทั้งสามชนิดลงไปพร้อมกันก็ได้ครับ
    – เมื่อแซะขนมไข่ออกจากพิมพ์แล้ว ให้วางขนมไข่พักไว้บนตะแกรง รอให้ขนมเย็นตัวลงแล้วค่อยรับประทาน
    – สำหรับขั้นตอนการจัดเสิร์ฟ ให้เสิร์ฟพร้อมกับชา กาแฟ โกโก้ร้อน จะช่วยเพิ่มความอร่อยในการรับประทานขนมไข่มากยิ่งขึ้น
    – ทั้งนี้สูตรขนมไข่แบบใส่แยมรสชาติต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยนำผลไม้แห้งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นสตอเบอรี่แห้ง อินทผลัมแห้ง กีวี่แห้ง ลูกพลับแห้ง แล้วนำมาใส่ไส้ขนมไข่แทนแยม หรือจะดัดแปลงไส้เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ที่เหมาะสมได้ตามใจชอบครับ

    การขายขนมไข่

  • สูตรวิธีทำน้ำโอเลี้ยง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำโอเลี้ยง

    สูตรน้ำโอเลี้ยง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำโอเลี้ยงร้อน

    – ผงกาแฟโบราณ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำน้ำโอเลี้ยงร้อน

    – เตรียมหม้อชงโอเลี้ยง และกรวยผ้าขาวบางสำหรับใช้กรองกากกาแฟโบราณ
    – จากนั้นเติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรลงในหม้อ ต้มจนเดือดจัด
    – เทผงกาแฟทั้งหมดลงในกรวยผ้าขาวบาง แล้วนำไปวางในหม้อชง
    – เติมน้ำร้อนจัดตามลงไป ประมาณ ¾ ของหม้อชง
    – แล้วใช้ช้อนคนผงกาแฟในกรวยผ้าขาวบาง
    – แช่ผงกาแฟทิ้งไว้ในน้ำร้อนประมาณ 10 นาที
    – หลังจากนั้นก็ยกกรวยผ้าขาวบางขึ้น แล้วเติมน้ำตาลทรายลงในหม้อชง คนให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายละลาย
    – เทน้ำโอเลี้ยงที่ได้ใส่แก้ว โดยใช้วิธีการเทผ่านกรวยผ้าขาวบาง เพื่อกรองกากกาแฟที่อาจจะหลงเหลือในน้ำออกไปให้หมด
    – และสำหรับโอเลี้ยงร้อน ควรรับประทานในขณะที่เครื่องดื่มกำลังอุ่น เพื่อคงรสชาติที่หอมและอร่อย
    – หากชอบรับประทานแบบเย็น ให้ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วก่อน แล้วจึงค่อยเติมน้ำโอเลี้ยงลงไป

    สูตรน้ำโอเลี้ยง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมโอเลี้ยง

    – ผงกาแฟโบราณ ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ
    – ผงครีมเทียม 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นรสจืด (สำหรับราดหน้า)
    – น้ำแข็งป่น

    วิธีการทำโอเลี้ยง

    – ขั้นตอนแรกให้นำผงกาแฟโบราณเทใส่ลงในกรวยผ้าขาวบาง แล้ววางลงไปในหม้อชงชา
    – เติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตร ใส่ลงในกาน้ำร้อน แล้วต้มให้เดือดจัด
    – นำน้ำร้อนเทเติมลงไปในหม้อชงชาประมาณ ¾ ของหม้อ แล้วใช้ช้อนคนส่วนผสมผงกาแฟให้ได้น้ำสีดำเข้มข้นออกมา
    – แล้วแช่ผงกาแฟทิ้งไว้ก่อนประมาณ 30 นาที
    – จากนั้นยกกรวยผ้าขาวที่มีผงกาแฟโบราณขึ้นมา แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป
    – ตามด้วยครีมเทียมและนมข้นหวาน คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    – ตักน้ำแข็งป่นใส่แก้วรอเตรียมไว้ แล้วเติมน้ำโอเลี้ยงที่ชงไว้ใส่ลงไป โดยใช้กรวยผ้าขาวบางอันใหม่ กรองน้ำโอเลี้ยงอีกครั้ง ก่อนจะเทเติมลงไปในน้ำแข็ง เพื่อกรองเอาเศษผงกาแฟที่อาจจะหลงเหลืออยู่ออกไปให้หมด
    – และขั้นตอนสุดท้าย ก็เติมนมข้นรสจืดราดหน้าน้ำโอเลี้ยงเล็กน้อย
    – โดยโอเลี้ยงยกล้อจะมีลักษณะคล้ายกับกาแฟเย็น แต่รสชาติจะเข้มข้นมากกว่า หากไม่ชอบดื่มโอเลี้ยงที่มีรสเข้มจนเกินไป สามารถลดจำนวนผงกาแฟที่ชง แล้วเพิ่มผงโกโก้ใส่เข้าไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ไข่มุกต้มลงไป เพื่อเพิ่มความอร่อยและใช้วิธีการตีฟองนมตกแต่งแทนการราดนมข้นรสจืดได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำน้ำอัญชัน พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำอัญชัน

    น้ำอัญชัน

     

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันแห้ง 20 ดอก
    – น้ำกรอง 1 ลิตร
    – น้ำตาลทราย 100 กรัม
    – ใบเตย หั่นท่อน 1 ใบ
    – น้ำเปล่า

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันที่เราจะนำมาใช้สำหรับทำน้ำอัญชันนั้น จะใช้ดอกอัญชันแห้ง โดยจะเก็บจากต้น นำมาตากแดด 2 – 3 แดดก่อนให้แห้ง
    – เมื่อได้ดอกอัญชันแห้งแล้ว จะตั้งไฟต้มน้ำใช้ไฟปานกลางจนเดือด จากนั้นเมื่อเดือดแล้ว ให้ใส่ใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ตามด้วยดอกอัญชันแห้ง ปิดฝาต้มต่อไปใช้วเลาประมาณ 5 นาที
    – จากนั้นให้ใส่น้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลทรายละลาย แล้วยกลง นำน้ำที่ต้มมากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อจะแยกกากออก
    – เมื่อน้ำอัญชันที่ได้เย็นลงแล้วสามารถใส่ขวดปิดฝา นำไปแช่ในตู้เย็น แล้วนำมาดื่มได้ เวลาดื่มอาจจะเติมน้ำแข็ง เติมโซดาเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ผงอัญชัน 4 ช้อนชา
    – น้ำร้อน ¾ แก้ว
    – น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ (ทรายแดง) 1 ช้อนโต๊ะ
    – นมข้นหวาน 2 ออนซ์
    – นมข้นจืด 2 ออนซ์

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – เตรียมน้ำร้อนไว้ รินใส่แก้วประมาณ ¾ ของแก้ว จากนั้นให้นำอัญชันผง 4 ช้อนชา มาผสมคนให้เข้ากันแล้วพักไว้
    – ต่อไปเราก็มาเตรียมแก้วขนาด 10 ออนซ์ แล้วให้ใส่น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วให้ใส่น้ำอัญชันที่เตรียมไว้ นมข้นหวาน 2 ออนซ์ จากนั้นก็คนให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลายดี
    – จากนั้นก็นำน้ำแข็งมาใส่แก้วสักครึ่งแก้ว แล้วใส่น้ำอัญชันนมสดลงไป จากนั้นก็โรยหน้าด้วยนมข้นจืด 2 ออนซ์ สามารถตกแต่งด้วยวิปครีม ก็พร้อมดื่ม หวานชื่นใจ ดับร้อน

    น้ำอัญชัน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำอัญชัน

    – ดอกอัญชันสด 100 กรัม
    – น้ำ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำอัญชัน

    – นำดอกอัญชันสดมาล้างน้ำ ระหว่างล้างให้ระวังอย่าให้ดอกอัญชันช้ำ ล้างเบา ๆ จากนั้นก็ตั้งไฟต้มน้ำให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ ใส่ดอกอัญชันลงไปต้ม แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ก็ยกลงได้ แล้วนำมากรองน้ำอัญชันด้วยผ้าขาวบาง แยกากออกให้เหลือแต่น้ำ
    – จากนั้นก็นำน้ำดอกอัญชันกับน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง และน้ำมะนาวมาผสมกัน แล้วคนให้เข้ากัน ชิมรสได้ตามชอบ แล้วก็เทใส่แก้ว ตามด้วยน้ำแข็ง พร้อมดื่มเพื่อดับกระหาย คลายร้อน

    การขายน้ำอัญชัน

  • สูตรวิธีทำน้ำมะนาว พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะนาว

    น้ำมะนาว

     

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาวคั้นสด 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – ชาผง ½ ช้อนชา
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วย
    – น้ำแข็งเกล็ด 1 แก้ว แก้วทรงสูง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เราจะเริ่มด้วยการเตรียมน้ำเชื่อมไว้ก่อน ด้วยการนำน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำเปล่า ผสมเข้าด้วยกัน ตั้งไฟต้มส่วนผสมให้พอเดือดประมาณ 1-2 นาที แล้วพักไว้ให้เย็น
    – นำชาผงมาชงกับน้ำร้อนให้พอละลาย พักไว้
    – จากนั้นให้นำมะนาวสดล้างสะอาด ผ่าครึ่งลูก เอาเม็ดออก บีบเอาแต่น้ำ แล้วนำมาผสมกับน้ำเชื่อมที่ทำไว้แล้ว จากนั้นก็มาผสมด้วย คนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วก็ เทลงในแก้วที่มีน้ำแข็ง คนอีกครั้งให้เข้ากัน ก็สามารถดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาว
    – น้ำผึ้ง
    – น้ำแข็ง
    – มะนาวฝานเป็นชิ้นบางและใบสะระแหน่ สำหรับแต่ง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เตรียมมะนาวสด ฝานแล้วเอาเม็ดออก บีบน้ำมะนาวสด แยกใส่ถ้วย จากนั้นก็นำผ้าขาวบางมากรองเอากากออก
    – จากนั้นก็นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำผึ้งคนให้เข้ากัน แล้วก็เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง สามารถแต่งแก้วด้วยมะนาวฝาน และใบสะระแหน่ พร้อมดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – น้ำมะนาวคั้นสด ½ ถ้วย
    – ชาเขียว 4 ซอง
    – เปลือกมะนาวขูด
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
    – น้ำเปล่า 4 ถ้วย

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – ต้มน้ำตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่น้ำตาล เปลือกมะนาวขูด แล้วต้มจนเดือด คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นก็ปิดไฟ พักไว้
    – ต่อมาเราจะเอาชาเขียวมาใส่น้ำร้อน คนจนละลาย เราก็จะได้น้ำชาเขียว จากนั้นก็รอให้น้ำชาเขียวเย็น เพื่อที่จะใช้ผ้าขาวบางมากรองให้ได้น้ำชาเขียวที่ใสไม่มีกาก
    – จากนั้นก็ผสมน้ำมะนาวสดที่คั้นไว้ กับน้ำชา และน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่มได้

    สูตรน้ำมะนาว สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำมะนาว

    – ขิงขูดละเอียด 3/4 ถ้วย (หรือประมาณ 4 ออนซ์)
    – น้ำมะนาว 1 ถ้วย
    – น้ำ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำมะนาว

    – เราจะมาทำน้ำเชื่อมกันก่อน ด้วยการต้มน้ำให้เดือดใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลทราย ระหว่างต้มก็คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 นาที จากนั้นก็ ปิดไฟแล้วยกลง
    – จากนั้นให้ใส่ขิงขูดลงในน้ำเชื่อมร้อนๆ แล้วคนผสมให้เข้ากัน เราจะพักไว้ประมาณ 20 นาที ให้ขิงละลายเข้ากันกับน้ำเชื่อม
    – จากนั้น ก็จะเติมน้ำมะนาวสดที่คั้นไว้ แล้วคนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมากรองผ่านผ้าขาวบางโดยจะเอาเฉพาะน้ำแยกกากออก เตรียมแก้วใส่น้ำแข็งไว้แล้วเทน้ำขิงมะนาวลงไป ก็พร้อมดื่มได้

    การขายน้ำมะนาว

error: Content is protected !!