Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำเต้าฮวยชานม พร้อมคำแนะนำในการขายเต้าฮวยชานม

    สูตรวิธีการทำเต้าฮวยชานม สูตรที่ 1

    วัตถุดิบในการทำเต้าฮวยชานม

    – นมสดรสจืด 3 ถ้วย
    – นมข้นจืด 1 ถ้วย
    – นมข้นหวาน 3/4 ถ้วย
    – ผงวุ้น1/2 ชอนชา
    – เจลลาตินผง 1/2 ชอนชา
    – น้ำสะอาด 3 ถ้วย
    – ใบชา 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำเต้าฮวยชานม

    – นำน้ำสะอาดเทใส่หม้อ จากนั้นต้มน้ำโดยใช้ไฟกลางๆ แล้วนําใบชาใส่ลงไปพร้อมกับนม ลดไฟให้อ่อนลง ต้มอีก 5 นาที ปิดไฟแล้วยกลงจากเตา
    – นําผ้าขาวบาง กรองใบชาออก โดยการกรองไปมา 3 รอบ เอาแต่น้ำชานมที่เข้มข้น 2 ถ้วย
    – นําน้ำชานมเข้มข้นใส่หม้อ โรยเจลลาตินผงกระจายทั่วกันผิวน้ำชา โดยไม่ให้กระจุกอยู่ที่เดียวกัน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ให้เจลลาตินอิ่มน้ำ
    – ใส่นมสดและนมข้นจืดลงไป ตามด้วยผงวุ้น คนให้เข้ากัน
    – ตั้งไฟอ่อนๆ ให้ผงวุ้นและเจลาตินละลายจนเข้ากัน แนะนำว่าควรคนไปเรื่อยๆ เพื่อไม้ให้ส่วนผสมติดก้นหม้อ หมั่นตักดูว่าผงวุ้นละลายดีหรือยัง หากละลายดีแล้ว ทำการใส่นมข้นหวานลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
    – รอจนส่วนผสมเดือด จึงทำการเร่งไฟให้ปานกลาง คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ปิดไฟ แล้วกรองส่วนผสมอีกครั้ง เทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
    – เมื่อส่วนผสมอุ่น ก็เทใส่แก้วที่เตรียมไว้ นําไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เต้าฮวยแข็งตัว
    – สามารถโรยหน้าด้วยเครื่องต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติของเต้าฮวยชานมให้อร่อย
    – เป็นอันเสร็จสิ้น ได้เต้าฮวยชานมที่แสนอร่อย

    สูตรวิธีการทำเต้าฮวยชานม สูตรที่ 2

    วัตถุดิบในการทำเต้าฮวยชานม

    – นมสดรสจืด 2 ถ้วย
    – นมข้นจืด 1 ถ้วย
    – นมข้นหวาน 2 ถ้วย
    – ผงวุ้น1/2 ชอนชา
    – เจลาตินผง 1/2 ชอนชา
    – น้ำสะอาด 3 ถ้วย
    – ใบชา 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีการทำเต้าฮวยชานม

    – นำใบชาที่เตรียมไว้มาใส่ภาชนะ แล้วใส่น้ำร้อนลงไปเพื่อต้ม ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที กรองเอากากชาออก ให้ได้เป็นน้ำชา
    – นำน้ำชาที่ได้ลงไปต้มในหม้อ ใส่นมรสจืดและนมข้นจืดลงไป จากนั้นคนให้เข้ากันกับน้ำใบชา จนเป็นน้ำชานมเข้มข้น
    – นำน้ำชานมที่ได้ทิ้งไว้สักพัก เพื่อเตรียมส่วนผสมอื่นๆ
    – ทำการใส่ถ้วยหรือภาชนะรูปทรงต่างๆที่สวยงาม ตามความชอบ ใส่ผงวุ้นและเจลลาตินลงไปในน้ำชานม ทิ้งไว้ให้เจลาตินเกาะตัวจนเริ่มเป็นวุ้น จึงนำไปใส่ในตู้เย็น แช่ไว้จนกว่าจะแข็งตัว
    – หมั่นสังเกตน้ำชานมเรื่อยๆว่า แข็งตัวหรือยัง หากแข็งตัวแล้วก็สามารถนำออกมาจากตู้เย็นได้เลย
    – จะได้เป็นเต้าฮวยชานม ที่เนื้อเต้าฮวยนุ่มนิ่ม น่าทาน บวกกับความหอมของชานม ที่ทานเมื่อไหร่แล้วรู้สึกชื่นใจอย่างแน่นอน

    สูตรวิธีการทำเต้าฮวยชานม สูตรที่ 3

    วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเต้าฮวยชานม

    – นมสดรสจืด 2 ถ้วย
    – นมข้นจืด 1 ถ้วย
    – นมข้นหวาน 2 ถ้วย
    – ผงวุ้น1/2 ชอนชา
    – เจลาตินผง 1/2 ชอนชา
    – นมผง 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำสะอาด 3 ถ้วย
    – ใบชา 1 ช้อนโต๊ะ
    – เฉาก๊วยหรือเครื่องสำหรับใส่ในเต้าฮวย

    วิธีการทำเต้าฮวยนมสด

    – นำใบชายี่ห้อใดก็ได้ที่ชื่นชอบ มาต้ม ตามแต่ปริมาณของผู้รับประทาน นำมาต้มให้ได้น้ำชาที่เข้มข้น จากนั้นทำการนำผ้าขาวบางมากรองชา ให้กากชาออกจนหมด ควรกรองชามากกว่า 2 ครั้ง ขึ้นไป เพื่อให้ได้ส่วนผสมชาที่เนื้อเนียน ไม่มีกากชาติด ทิ้งไว้สักครู่
    – ทำการตั้งหม้อลงบนไฟอ่อนๆ นำน้ำนมรสจืดลงไปต้มให้เดือดเล็กน้อย จากนั้นนำชาที่กรองกากไว้แล้ว เทผสมกับนมแล้วคนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอม
    – ปรุงรสชานมให้ได้รสชาติยิ่งขึ้น โดยการใส่นมข้นหวานและนมข้นจืดลงไป เพื่อให้ได้รสชาติที่หวานมันเป็นเอกลักษณ์ ใส่นมผงลงไป เพื่อให้ได้กลิ่นหอมของนมผง
    – เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ก็นำน้ำชานมยกลงจากเตา ทิ้งไว้พออุ่น จากนั้นนำภาชนะรูปทรงต่างๆ ตามความชอบหรือถ้วยพลาสติกมาเตรียมไว้
    – เมื่อชาอุ่นได้ที่ นำเจลาตินและผงวุ้นใส่ลงไปในชานมเย็น คนให้เข้ากันเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ผงวุ้นเกาะกันจนเกินไป
    – จากนั้นนำใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ ใส่มากน้อยตามความต้องการ
    – นำไปแช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมงหรือมากกว่าน้อยก็ได้
    – เมื่อน้ำชานมแข็งเป็นเต้าฮวยแล้ว นำออกจากตู้เย็น แล้วจะพบว่า เต้าฮวยแข็งและน้ำน้อยเกินไป สามารถนำน้ำชานมที่ยังเหลือมาใส่ลงในเต้าฮวยได้อีก เพื่อให้ได้น้ำเต้าฮวยที่แสนอร่อย
    – นำเฉาก๊วยหรือเครื่องทรงต่างๆมาตกแต่งหน้าเต้าฮวย เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น
    – สามารถรับประทานได้เลย หรือแช่ไว้ในตู้เย็นได้อีก
    – เป็นเต้าฮวยชานมที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย และเป็นเต้าฮวยชานมที่แสนอร่อย

  • สูตรวิธีทำรวมมิตร พร้อมคำแนะนำในการขายรวมมิตร

    สูตรขนมรวมมิตร สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    – แป้งมัน 150 ก. (เอาไว้คลุกเผือก-แห้ว)
    – เผือกหั่นเต๋านึ่งสุก 150 ก.
    – แห้วหั่นเต๋า 150 ก.
    – สีผสมอาหาร แดง เขียว ฟ้า ชมพู
    – ใบเตย 3 ใบ
    – น้ำตาลทราย 400 กิโลกรัม
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – ขนุนหั่นเส้นยาว 150 กรัม
    – แป้งมัน 50 ก. (ใช้สำหรับโรยนวล)
    – แป้งมัน 50 ก. (ใช้นวดกับน้ำเดือด) สีฟ้า
    – แป้งมัน 50 ก. (ใช้นวดกับน้ำเดือด) สีชมพู
    – น้ำเดือด 50 มล. ถ้วยที่ 1
    – น้ำเดือด 50 มล. ถ้วยที่ 2
    – น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย
    – น้ำเปล่า 100 มล.
    – น้ำกะทิ 500 ม.ล.

    วิธีการทำรวมมิตร

    – น้ำกะทิ นำกะทิ เกลือ และ น้ำตาล ใส่หม้อต้ม มัดใบเตย ใส่ตามลงไป คนให้น้ำตาลละลายและส่วนผสมเข้ากัน ได้กลิ่นหอมของใบเตย ยกลงได้ครับ แค่เริ่มเดือดเล็กน้อย ไม่ต้องให้เดือดมาก ได้น้ำกะทิแล้วครับ พักไว้ก่อนนะครับ

    – เผือกมรกต นำเผือกต้มสุกหั่นเต๋าลูกเล็ก และน้ำเปล่า 50 ม.ล.ใส่ลงในชาม สีสีผสมอาหาร คลุกเคล้าให้ทั่ว พักไว้ 5 นาที เทน้ำทิ้ง แล้วโรยแป้งมันคลุกเคล้าให้แป้งมันติดเผือกให้ทั่วกันทั้งหมด
    – ต้มน้ำให้เดือด ใส่เผือกคลุกแป้งสีเขียวลงไปต้ม เมื่อเดือดแล้วจะลอยขึ้นมาเองครับ ใช้กระชอนตักขึ้นมาพัก .ในน้ำเย็น ได้มรกตแล้วนะครับ

    – ทับทิม นำแห้วหั่นเต๋าลูกเล็กๆ ใส่ในชาม พร้อมใส่น้ำเปล่า 50 ม.ล. ลงไป หยดสีผสมอาหารสีแดงลงไฟ คนให้ทั่ว แช่ไว้ 5 นาที แล้วเทน้ำทิ้ง โรยแป้งมันคลุกเคล้าให้แป้งมันติดแห้วให้ครบทั้งหมด
    – ต้มน้ำให้เดือด ใส่แห้วที่คลุกแป้งมันและกลายเป็นสีแดง ลงในหม้อต้ม เมื่อสุกจนลอยขึ้นมา ก็ให้ใช้กระชอนช้อนขึ้นมาพักในน้ำเย็น ทีนี้เราได้ทับทิมครับ

    – ครองแครง นำแป้งเทลงในชามผสม หยดสีผสมอาหารสีชมพูลงไป 2 หยด ตามด้วยน้ำร้อน 50 ม.ล. ใช้พายคนเร็วๆ พอเริ่มนวดได้ให้ใช้มือนวด จนแป้งล่อน
    – ปั้นแป้งสีชมพู เป็นลูกกลม ประมาณ 1 ซ.ม. นำไปกดในพิมพ์ครองแครง ใช้นิ้วโป้งค่อยๆกดเนื้อแป้งลงไปเล็กน้อย แล้วกลิ้งแป้งบนพิมพ์ แป้งจะค่อยๆล่อนออกมาเป็นลายเอง แต่ต้องคอยใช้แป้งนวลโรยพิมพ์ และทานิ้วมือเราด้วยนะครับ ทำจนหมดแป้ง ให้โรยนวลบนครองแครงให้ทั่วครับ
    – นำน้ำใส่ภาชนะ ตั้งบนไฟ ใส่ครองแครงลงในหม้อพอสุกลอยขึ้นมา ใช้กระชอนช้อนขึ้นมาพักในน้ำเย็นครับ

    – ลอดช่อง นำแป้งเทลงในชามผสม หยดสีฟ้าลงในแป้ง 2 หยด เทน้ำเดือดลงไป ใช้พายคนเร็วๆ พอแป้งเริ่มนวดได้ ให้ใช้มือนวดแป้งจนแป้งล่อน
    – คลึงแป้งให้ยาวแล้ว บีบให้แป้งแบน เป็นแผ่นบาง ตัดแบ่งแป้งให้มีความยาว 4-5 นิ้ว แล้วตัดแป้งซอยเป็นเส้นเล็กๆ กว้าง 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องเป๊ะตามนี้ก็ได้นะครับ แค่ประมาณเอาครับ เพียงอธิบายไว้เผื่อใครทำไม่ถูก จะได้เห็นภาพ ทำเรื่อยๆ จนหมดแป้ง ให้โรยนวลที่เส้นแป้ง
    – หม้อ ใส่น้ำ ตั้งไฟให้เดือด ใส่เส้นแป้งลงไปต้ม เมื่อเดือดจนลอยขึ้นมา ใช้กระชอนจักไปพักไว้ในน้ำเย็น

    – เนื้อขนุนสุก นำมาตัดตามยาวให้เป็นเป็นเส้น กว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องตรงตามนี้ก็ได้ครับ แค่ประมาณเอา

    – นำส่วนผสมทั้งหมด ตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ เทใส่หม้อกะทิ คนให้เข้ากัน เมื่อจะเสิร์ฟ ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยขนุน เมนูนี้จะเติมน้ำแข็งด้วยก็สามารถทำได้ หรือทานกับน้ำกะทิปกติก็ได้เช่นกันครับ

    สูตรขนมรวมมิตร สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    – แป้งมัน 50 ก. (คลุกแห้ว)
    – แห้วหั่นเต๋า 50 ก.
    – ใบเตย 1 ใบ
    – น้ำตาลทราย 200 ก.
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – ลูกชิด ½ ถ้วย
    – ข้าวโพด 1-2 ช้อนโต๊ะ
    – ขนุนหั่นเส้น 50 ก.
    – แป้งมัน 30 ก. (ใช้สำหรับโรยนวล)
    – แป้งมัน 40 ก.
    – น้ำเดือด 100 มล.
    – น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย
    – น้ำสะอาด
    – สีผสมอาหาร แดง เขียว ม่วง
    – น้ำกะทิ 300 มล.

    วิธีการทำรวมมิตร

    – เตรียมลูกชิดไว้
    – นำขนุนมาหั่นเส้น เตรียมไว้
    – แห้ว หั่นเต๋า ใส่ในภาชนะ หยดสีแดงลงไป คลุกเคล้า แล้วใส่น้ำสะอาดลงไปช่วยบ้างเล็กน้อยเพื่อให้สีทั่วถึงแห้วทั้งหมด โรยแป้งมัน 50 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่ว นำไปต้มในน้ำเดือด เมื่อสุกจนลอยขึ้นมาจากน้ำ ใช้กระชอนตักไปพักในน้ำเย็น
    – แป้งมัน 40 กรัม แบ่ง 2 ถ้วย ถ้วยละ 20 กรัม
    – ถ้วยที่ 1 แป้งใส่ชามผสม หยดสีเขียวลงไป ใส่น้ำร้อน 50 ม.ล. รีบคนผสมเร็วๆ แล้วปั้นด้วยมือจนแป้งร่อน พักไว้ คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบางแล้วหั่นเป็นเส้นรอดช่องครับ โรยแป้งนวล แล้วต้มในน้ำเดือด เมื่อแป้งสุกลอยขึ้น ตักพักไว้ในน้ำเย็น
    – ถ้วยที่ 2 ใส่ชามผสม หยดสีม่วง ใส่น้ำร้อน รีบคนเร็วๆ แล้วใช้มือปั้น จนแป้งร่อนเช่นกัน พักไว้
    – ปั้นแป้งเป็นลูกกลม ขนาด 1 ซม. แล้วนำไปกลิ้งบนพิมพ์ครองแครง นิ้วโป้งกดเบาๆ กลิ้งลงมาครับ จะได้
    ลายสวย เสร็จแล้วโรยแป้งนวย นำไปต้มในน้ำเดือด ให้สุกจนแป้งลอยขึ้น ใช้กระชอนตักไปพักในน้ำ
    เย็น
    – น้ำกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ ใบเตยมัด ใส่ในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย หอมใบเตย ยกลง
    ใส่ส่วนผสมทุกอย่าง ทั้ง ข้าวโพด ขนุน ทับทิมกรอบ ลอดช่อง ครองแครง ลงในน้ำกะทิ คนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยยกเสิร์ฟได้ครับ

  • สูตรวิธีทำบิงซู พร้อมคำแนะนำในการขายบิงซู

    บิงซู
     

    สูตรวิธีการทำบิงซู สูตรที่ 1

    ส่วนผสมบิงซู

    – เมลอน 1/2 ลูก (เมลอนลูกเล็กก็ได้เช่นกัน)
    – นมสด 500 มิลลิลิตร (ถ้าใช้นมรสหวานจะอร่อยกว่านมจืด)
    – นมข้นหวาน
    – ไอศกรีมวานิลลา
    – ถั่วอัลมอนด์
    – ถุงซิปล็อก

    วิธีการทำบิงซู

    – เทนมใส่ถุงซิปล็อกที่เตรียมไว่ ปิดให้สนิทแล้วนำไปแช่ช่องแข็งทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง
    – นำเมลอนมาผ่าครึ่ง หั่นส่วนข้างบนกับข้างล่าง และเอาเม็ดเมลอนออกให้หมด ให้ได้เป็นลูกเมลอนทรงคล้ายๆชาม
    – ตักเมลอนออกเป็นลูกกลม ๆ หรือจะใช้มีดแคะ เนื้อออกแล้วหั่นเป็นลูกเต๋าก็ได้ เช่นกัน นำเมลอนที่ได้มาไว้สำหรับใช้ตกแต่งหน้าบิงซู
    – นำนมที่แช่ไว้ในช่องแข็งออกมาทุบ ให้ละเอียด แล้วตักใส่ในลูกเมลอนให้เต็มๆจนพูน เป็นเหมือนภูเขาไฟ
    – เทนมข้นหวานลงไป ให้ท่วมด้านบน เพื่อเพิ่มรสชาติอร่อย
    – นำเมลอนที่หั่นเป็นลูกเต๋ามาเรียงบนหน้าบิงซูให้สวยงาม เหลือช่องตรงกลางไว้ เพื่อวางไอศกรีมวนิลา
    – ตักไอศกรีมมาวางไว้ตรงกลาง โรยถั่วอัลมอนด์ ราดด้วยนมข้นหวานอีก 1 รอบ ตกแต่งหน้าบิงซูให้สวยงาม
    – ได้เป็นบิงซูเมลอนที่แสนอร่อยและทำได้ง่ายๆ

    สูตรวิธีการทำบิงซู สูตรที่ 2

    ส่วนผสมบิงซู

    – ไอศกรีมนมสดรสจืด แบบไม่มีไขมัน 1 กล่อง
    – นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
    – นม 1 ถ้วย
    – มะม่วงสุกอมเปรี้ยว 1 ผล
    – ถุงซิปล็อค

    วิธีการทำบิงซู

    – เทนมจืดยี่ห้อใดก็ได้ ที่ชอบใส่ชาม ตักนมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เข้ากัน
    – เทนมใส่ถุงซิปล็อค ไล่ลมออก ปิดถุงให้สนิท หากจะใช้ถุงพลาสติกก็ได้เช่นกัน แต่ให้ปิดปากถุงปิดให้สนิท ให้ถุงมีลักษณะแบนราบ นมที่อยู่ข้างในจะได้เป็นเกล็ดหิมะ เอาคลิปหรือตัวหนีบมาหนีบถุงไว้ก็ได้
    – รอเวลานมที่แข็ง กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งอีกประมาณ 3 ชั่วโมง
    – ทำผลไม้แต่งหน้าบิงซู โดยการนำมะม่วงสุกมาหั่นมะม่วงให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำไปแช่ตู้เย็น ช่องธรรมดา
    – นำนมแช่แข็งที่ได้ออกมาทุบ ให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และนำไปแช่แข็งต่ออีกประมาณ 10 นาที เพื่อรักษาความเป็นเกล็ดหิมะของนม
    – จัดชามบิงซู โดยนำมะม่วงไว้ด้านล่าง เป็นฐาน ก่อนที่จะนำเกล็ดน้ำแข็งออกมาจากตู้เย็น เทน้ำแข็งใส่ชาม ทำให้น้ำแข็งพูน คล้ายภูเขา
    – โปะไอศกรีมรสนมไว้ด้านบน ราดนมข้นหวานให้ทั่ว
    – จัดเรียงมะม่วงหั่นเต๋าไว้ด้านข้างบิงซู เป็นอันเสร็จวิธีการทำ

    สูตรวิธีการทำบิงซู สูตรที่ 3

    ส่วนผสมบิงซู

    – นมสดรสจืด 1 ขวด
    – นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
    – ไอศกรีมรสใดก็ได้ 1 ถ้วย
    – ลูกสตรอเบอร์รี่ 5 ผล
    – น้ำสตรอเบอร์รี่ 1 ถ้วยตวง
    – ท๊อปปิ้งตามความชอบ 1 ถ้วย
    – ถุงซิปล็อค 1 ใบ

    วิธีการทำบิงซู

    – เทนมจืดใส่ชาม ตักน้ำสตรเบอร์รี่ลงไปนิดหน่อย เทนมข้นหวานผสมลงไป 4 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่านั้น แล้งแต่ชอบ เพื่อเพิ่มความหวาน แล้วคนให้เข้ากัน
    – เทนมใส่ถุงซิปล็อค ไล่ลมออก ปิดปากถุงให้สนิท
    – นำถุงนมไปแช่ช่องแข็ง ให้ถุงนอนแบบราบ ระวังอย่าให้นมหกออกจากถุง เพราะจะทำให้ไม่ได้เป็นนมเกล็ดหิมะ รอเวลาจนกว่านมจะแข็งตัว หรือตั้งเวลาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง
    – ระหว่างที่รอนมแข็ง นำสตรอเบอร์รี่มาหั่นครึ่ง แล้วนำบางส่วนไปหั่นบางๆ นำไปแช่ตู้เย็นให้เป็นสตรอเบอร์รี่เย็น
    – เมื่อสตรอเบอร์รี่เย็นแล้ว นำมาวางไว้ใต้ชาม เรียงให้สวยงามก่อนใส่นมเกล็ดหิมะ
    – ครบกำหนด 3 ชั่วโมง นำนมแช่แข็งมาทุบ ให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นำใส่ชามที่วางสตรอเบอร์รี่ไว้ นำนมเกล็ดหิมะมาวางไว้ให้พูนชาม ดูสวยงาม นำเข้าไปแช่ตู้เย็นให้ได้รูปทรง
    – นำออกมาจากตู้เย็น ตกแต่งหน้าบิงซูด้วยสตรอเบอร์รี่หั่นครึ่งรอบๆขอบชามให้สวยงาม
    – ตกแต่งด้วยไอศกรีมรสชาติใดก็ได้ไว้ด้านบน 1 ลูก ราดนมข้นหวานให้ทั่วบิงซู
    – ตกแต่งด้วยท็อปปิ้งอีกครั้ง อาจจะเป็นผงช๊อกโกแลตเพื่อความสวยงาม โรยด้านบนบิงซูก็ได้เช่นกัน
    – เสร็จแล้ว เตรียมสำหรับการรับประทานเป็นของว่าง หลังอาหารมื้อหลัก

    การขายบิงซู

  • สูตรวิธีทำแตงไทยน้ำกะทิ พร้อมคำแนะนำในการขายแตงไทยน้ำกะทิ

    แตงไทยเป็นผลไม้ที่อร่อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำมาเป็นของหวานยิ่งอร่อยใหญ่เลยครับ แน่นอนครับเมนูของหวานที่ใช้แตงไทยก็คือ แตงไทยน้ำกะทิ ครับ ถ้าอยากทราบว่าแตงไทยน้ำกะทิมีวิธีการทำอย่างไร และเอาไปขายกันอย่างไร เชิญอ่านบทความนี้ได้เลยครับ

    สูตรแตงไทยน้ำกะทิ สูตรที่ 1

    ส่วนผสมแตงไทยน้ำกะทิ

    – แตงไทยสุก 6 ถ้วย
    – มะพร้าวขูด 500 กรัม
    – น้ำตาลมะพร้าว 2 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – น้ำต้มใบเตย

    วิธีการทำแตงไทยน้ำกะทิ

    – ใช้ที่ตักไอศกรีม ตักแตงไทย เป็นลูกๆ ให้ได้ 6 ถ้วย แช่เย็นรอไว้ก่อน
    – ขูดมะพร้าวด้วยน้ำต้มใบเตย ให้ได้ประมาณ 4 ถ้วย
    – นำหม้อมาใส่ กะทิคั้นแล้ว เกลือ น้ำตาลมะพร้าว แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน พอน้ำตาลละลายและน้ำร้อน ก็ยกลงได้เลยครับ ไม่ต้องให้กะทิเดือด เราต้องการแค่ทำให้น้ำตาลละลาย และรักษาความมันและความเป็นหัวกะทิเอาไว้ ถ้าหากปล่อยกะทิแตกมัน จะตักราดขนมแล้วรสชาติไม่อร่อยครับ
    – นำแตงไทยที่ตักแบ่งเป็นลูกๆ ไว้แล้วมาจัดใส่ถ้วย ราดน้ำกะทิลงไป จัดเสิร์ฟได้ครับ หากต้องการทานกับน้ำแข็งก็สามารถทำได้ โดยใส่น้ำแข็งลงบนแตงไทยก่อน แล้วค่อยตักกะทิราดลงไปครับ

    สูตรแตงไทยน้ำกะทิ สูตรที่ 2

    ส่วนผสมแตงไทยน้ำกะทิ

    – แตงไทยสุกแล้ว 1 ลูก
    – กะทิ 500 กรัม
    – น้ำตาลปี๊บ 1/3 ถ้วย
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – น้ำสะอาด
    – น้ำหวาน เฮลลูบอย สีแดง 3 ช้อนโต๊ะ (ใช้สีเขียวได้ แต่สีแดงจะมีกลิ่นหอมที่เหมาะสำหรับใช้ทำกะทิแตงไทยมากกว่า)

    วิธีการทำแตงไทยน้ำกะทิ

    – ผลแตงไทยล้างน้ำ ปลอกเปลือก ใช้ที่ตักไอศกรีมตักเป็นลูกๆ ใส่ภาชนะเตรียมรอไว้
    – นำมะพร้าว มาคั้นด้วยน้ำสะอาด ให้ได้น้ำกะทิ 3 ถ้วย
    – นำหม้อมาใส่น้ำกะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือลงไป เคี่ยวให้น้ำตาลละลาย แล้วยกลง ไม่ต้องให้เดือดนะครับ
    – เมื่อยกหม้อกะทิลงแล้ว ให้ใส่น้ำหวาน เฮลลูบอยสีแดง ลงไปในหม้อทันที คนให้เข้ากัน
    – ตักแตงไทยใส่ถ้วย ราดน้ำกะทิ จัดเสิร์ฟ กลิ่นน้ำหวานหอมชื่นใจ ทานอร่อยครับ ใส่น้ำแข็งได้ถ้าต้องการ

    สูตรแตงไทยน้ำกะทิ สูตรที่ 3

    ส่วนผสมแตงไทยน้ำกะทิ

    – แตงไทยสุกแล้ว 1 ลูก
    – กะทิ 500 กรัม (ใช้น้ำลอยดอกมะลิคั้น จะดีมากครับ)
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    – นมสด 250 มล. หรือตามชอบ

    วิธีการทำแตงไทยน้ำกะทิ

    – แตงไทย ล้างเสร็จแล้ว นำมาปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ หรือจะใช้ที่ตักไอศกรีมตักเป็นลูกกลมๆ ก็ได้ครับ ใส่ภาชนะรอไว้ แล้วไปทำน้ำกะทิครับ
    – นำหม้อมาใส่ น้ำกะทิ เกลือ และน้ำตาลมะพร้าว ลงไป ตั้งบนไฟอ่อน คนให้ส่วนผสมเข้ากัน พอกะทิเริ่มเดือด จึงยกลง ไม่ต้องให้น้ำกะทิเดือดจัดนะครับ
    – ตักแตงไทยใส่ในถ้วย ราดด้วยกะทิที่ปรุงไว้ ตามด้วยนมสดราดหน้า จะได้รสชาติ หวาน มัน และหอมนมสด หากมีน้ำแข็งตักใส่ จะอร่อยเย็นชื่นใจอีกด้วยครับ

    สูตรแตงไทยน้ำกะทิ สูตรที่ 4

    ส่วนผสมแตงไทยน้ำกะทิ

    – ผลแตงไทยสุก 1 ลูก
    – น้ำกะทิ 500 มล.
    – น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – แป้งเม็ดสาคู 1/2 ถ้วย
    – น้ำอุ่น

    วิธีการทำแตงไทยน้ำกะทิ

    – แช่เม็ดสาคูในน้ำอุ่น ใส่น้ำอุ่นให้เหนือเม็ดสาคูประมาณครึ่งนิ้ว รอให้สาคูอิ่มน้ำ
    – นำผลแตงไทยมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปลอกเปลือก ผ่าเอาเม็ดออก แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยม หรือใช้ที่ตักไอศครีมตักเป็นลูก ใส่ภาชนะรอ
    – นำกะทิ เหลือ น้ำตาล และเม็ดสาคู มาผสมรวมกันในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน คนให้เข้ากันและให้น้ำตาลละลาย พอกะทิเดือดเบาๆ ให้ยกลง อย่ากะทิให้แตกมัน
    – ตักแตงไทยใส่ถ้วย ราดด้วย กะทิสาคู จัดเสิร์ฟ ได้ครับ สามารถเติมน้ำแข็งได้ถ้าต้องการ

  • สูตรวิธีทำคัสตาร์ด พร้อมคำแนะนำในการขายคัสตาร์ด

    เค้กคัสตาร์ดเค้กใบเตย (เนื้อชิฟฟ่อน)

    ส่วนผสมตัวเค้ก

    ส่วนที่ 1
    – ไข่แดง 75 กรัม
    – ไข่ขาว (1) 45 กรัม
    – น้ำมันเมล็ดทานตะวัน 40 กรัม
    – น้ำเปล่า 40 กรัม
    – .ใบเตย 3-4 ใบ
    – กะทิ 30 กรัม
    – แป้งพัดโบก 55 กรัม
    – เกลือ 1/4 ช้อนชา
    ส่วนที่ 2
    – ไข่ขาว (2) 150 กรัม
    – ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา
    – น้ำตาลทรายละเอียด 60 กรัม
    ส่วนผสมคาราเมล
    – น้ำตาลทราย 50 กรัม
    – น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 2 ช้อนโต๊ะ
    ส่วนผสมคัสตาร์ด
    – ไข่แดง 3 ฟอง
    – น้ำตาลทราย 80 กรัม
    – นมสด 1 ถ้วยตวง
    – กลิ่นวนิลลา 1 ½ ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. เรามาเริ่มกันที่ตัวคาราเมลราดหน้าก่อนเลยนะครับ เอาน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าใส่ลงในหม้อยกขึ้นตั้งไฟอ่อน (เลือกใช้หม้อที่มีด้ามจับยาวๆจะง่ายต่อการทำมากกว่าครับ) รอให้น้ำตาลละลาย ขั้นตอนนี้ห้ามคนนะครับ เดี๋ยวน้ำตาลจะตกผลึกไม่เป็นคาราเมลกันพอดี ถ้ากลัวไหม้ให้ลองยกหม้อแกว่งๆวนๆบนเตาไฟครับ อยากได้สีเข้ม สีอ่อนแค่ไหนแล้วแต่ชอบเลยนะครับ เข้มมากกลิ่นจะหอมแต่ติดรสขมนิดๆครับ พอได้ที่ให้เอาน้ำร้อนที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปเลยครับ ยกกะทะวนๆ อีกครั้ง เทคาราเมลที่ได้ลงในถาดเค้กที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้เย็นสนิท
    2. ขั้นตอนต่อไป ก็มาเริ่มทำคัสตาร์ดกันเลยครับ ง่ายๆครับแค่เอาส่วนผสมทุกอย่างที่เราเตรียมไว้ ได้แก่ ไข่แดง น้ำตาลทราย นมสดและกลิ่นวนิลลาใส่ลงในชาม ผสมให้เข้ากัน ( ตอนผสมอย่าตีแรงนะครับ เดี๋ยวมีฟองในคัสตาร์ดแล้วเนื้อคัสตาร์ดไม่เนียนครับ ) เสร็จแล้วนำมากรองด้วยกระชอนตาถี่ๆนะครับ กรองลงในถาดที่มีคาราเมลรองก้นอยู่ได้เลยครับ
    3. ต่อไปเราก็มาทำเนื้อเค้กชิฟฟ่อนใบเตยกันนะครับ เริ่มวอร์เตาที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส
    4. นำใบเตยที่เตรียมไว้ไปปั่นกับน้ำแล้วคั้นให้ได้น้ำใบเตย 40 กรัม
    5. ร่อนแป้งพัดโบกและเกลือผสมกัน พักไว้
    6. นำไข่แดง ไข่ขาว (ส่วนที่ 1) ผสมกันน้ำมันเมล็ดทานตะวัน ผสมจนเข้ากันดี
    7. จากนั้นก็ใส่ น้ำใบเตยที่คั้นไว้และกะทิใส่ตามลงไปคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันครับ
    8. เทแป้งและเกลือที่ร่อนพักไว้ลงในชามไข่กะทิที่ผสมไว้ก่อนหน้า ใช้ตะกร้อมือตะล่อมเบาๆ จนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้วพักไว้ก่อนนะครับ
    9. เสร็จแล้วเรามาตีเมอแรงค์ ไข่ขาวกันครับ น้ำไข่ขาวส่วนที่2 กับครีมออฟทาทาร์ เทลงในอ่างผสม ใช้เครื่องตี หรือจะตีมือก็ได้นะครับ ให้เกิดฟองหยาบๆ แล้วค่อยๆเทน้ำตาลทรายลงไป ตีจนตั้งยอดอ่อนเลยครับ (สังเกตดูว่า เวลายกตะกร้อตีขึ้น ไข่ขาวจะเป็นยอดแหลมๆแต่ปลายโค้งลงครับ)
    10. นำเมอแรงค์ไข่ขาวที่ได้ มาแบ่งเป็น3 ส่วน ค่อยๆใส่ในส่วนผสมข้อ 8 ทีละส่วน ตะล่อมเบาๆ จนเข้ากัน ทำแบบนี้จนครบทั้ง 3 ส่วน
    11. เทเนื้อเค้กที่ได้ลงในพิมพ์ที่ราดคาราเมลและคัสตาร์ดเอาไว้ นำเข้าเตาอบ อบนาน 40 นาที ลดอุณหภูมิลงเหลือ 130 องศาเซลเซียส หมุนถาดด้วยนะครับจะได้สุกทั่วถึง อบต่ออีก10 -15 นาที เอาออกจากเตาอบ อ้อลืมบอกไปครับ ตอนอบ ผมเอาถาดน้ำรองด้วยครับเนื้อเค้กจะนุ่มๆชุ่มๆ ใหม่แห้งกระด้างครับ
    12. ครบเวลาเอาออกมาพักไว้ในถาดอีก 10 นาทีค่อยคว่ำออกจากถาด พักให้เย็นสนิทแล้วนำไปแช่เย็นต่ออีกสัก 2 ชั่วโมงนะครับ ค่อยเอาออกมาตัดแบ่งชิ้นอีกที

    คัสตาร์ดพุดดิ้งวนิลลา

    ส่วนผสมคาราเมล

    – น้ำตาลทราย 12 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 6 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมพุดดิ้ง

    – ไข่ไก่ 6 ฟอง
    – นมสดรสจืด 750 มิลลิลิตร
    – น้ำตาลทราย 15 ช้อนโต๊ะ
    – กลิ่นวนิลลา 1 ½ ช้อนชา

    วิธีทำพุดดิ้งวนิลลาคัสตาร์ด

    1. เตรียมถ้วยพิมพ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว ( ผมใช้ถ้วยนึ่งข้าวที่เค้านึ่งข้าวขายกันนั่นแหล่ะครับ ) ทั้งหมด 12 ถ้วย ทาถ้วยด้วยเนยขาว หรือเนยจืดก็ได้นะครับ
    2. ทำคาราเมลเอาน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าไปตั้งไฟ ใช้ไฟเบานะครับ ยกหม้อแกว่งวนๆไปเรื่อยห้ามคนนะครับ พอคาราเมลสีตามที่ต้องการแล้ว เทน้ำร้อนลงไปครับ ปิดไฟยกลงครับ วนหม้อให้คาราเมลเข้ากันดีและหมดฟองอากาศ ก็เตรียมเทใส่ถ้วยได้เลยครับ
    3. ขั้นตอนต่อไปถึงเวลาทำตัวคัสตาร์ดพุดดิ้งนะครับโดยนำนมกับน้ำตาลไปต้มให้เดือดแล้วพักไว้ให้อุณภูมิลดลงเป็นอุ่นนะครับ ไม่เอาร้อนจัดเดี๋ยวคัสตาร์ดจะเป็นไตครับ
    4. นำไข่ไก่และกลิ่นวนิลลาเทผสมกัน ตีด้วยตะกร้อมือให้แตกแต่ไม่ต้องตีมากนะครับเดี๋ยวขนมจะเป็นฟองอากาศเยอะเกินไป
    5. เสร็จแล้วนำนมต้มกับน้ำตาลที่อุ่นแล้วมาเทลงในถ้วยไข้ ค่อยๆเทนะครับระหว่างที่เทก็ใช้ตะกร้อมือคนไปด้วย เสร็จแล้วนะมากรองแล้วเทใส่พิมพ์ที่รองด้วยคาราเมลได้เลยครับ
    6. เอาแผ่นฟอยล์ปิดถ้วยคัสตาร์ดทุกถ้วยนะครับแล้วนำเข้าไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีครับ
    7. พอครบเวลาแล้วสุกดีแล้วนำออกมาพักให้คลายความร้อนลงนะครับแล้วนำเข้าตู้เย็นให้เซ็ตตัวสัก 2 ชั่วโมง แล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์ ตอนเอาออกจากพิมพ์ ใช้มีดบางๆเลาะๆด้านข้างพิมพ์ก่อนนะครับ จะได้ไม่ติดถ้วย พอจะทานก็คว่ำใส่จานยกเสิร์ฟได้เลยครับ

  • สูตรวิธีทำมาการอง พร้อมคำแนะนำในการขายมาการอง

    มาการอง (สูตรอิตาเลียนเมอแรงค์)

    ส่วนผสมฝามาการอง

    – อัลมอนด์ป่น 300 กรัม
    – น้ำตาลไอซิ่ง 300 กรัม
    – ไข่ไก่ (ไข่ขาว 1) 110 กรัม
    – สีผสมอาหารแบบผง ¼ ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 75 กรัม
    – น้ำตาลทราย 255 กรัม
    – ไข่ไก่ (ไข่ขาว 2) 110 กรัม

    ไส้ครีมชอกโกแลต

    – ดาร์กช็อกโกแลตชนิดเม็ด 300 กรัม
    – วิปปิ้งครีมชนิด Dairy 300 กรัม
    – ผงโกโก้ 20 กรัม

    วิธีการทำฝามาการอง

    – วอร์มเตาอบอุณภูมิ 160 องศาเซียส ไฟบน-ล่าง เตรียมไว้ก่อนนะครับ
    – เตรียมถาดอบ ผมใช้วิธีซ้อนถาด 2 ชั้นนะครับ ตัวมาการองจะได้ไม่ไหม้ก้น และเลือกใช้ถาดที่เคลือบเทฟล่อนไว้ ใครไม่มีใช้แผ่นซิลิโคนรองอบก็ได้ครับ
    – นำอัลมอนด์ป่นและน้ำตาลไอซิ่งปั่นผสมรวมกันในเรื่องผสมอาหารแล้วนำไปร่อนใส่ในชามผสมอีกทีนะครับ
    – เติมสีผงที่เตรียมไว้ลงไป ใครอยากได้สีไหนก็ใส่เลยนะครับ คนผสมให้เข้ากันกับผงอัลมอนด์
    – ใส่ไข่ขาว 1 ลงในชามผสมคนให้เข้ากันด้วยพายยางนะครับ ปิดฝาแล้วพักไว้ก่อน
    – ขั้นตอนต่อไปเรามาทำอิตตาเลี่ยนเมอแรงค์ กันนะครับ โดยเริ่มจากนำน้ำเปล่าและน้ำตาลทรายใส่ลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ จนได้อุณหภูมิ 117-118 องศาเซลเซียส ใครไม่มีที่วัดอุณหภูมิ สังเกตเอาก็ได้ว่าน้ำตาลเริ่มเดือดปุดๆนะครับ (แต่ผมแนะนำให้ซื้อเถอะนะครับ มาการองนี่งานยากหน่อย ต้องใช้ครับถ้าไม่ชำนาญจริงๆ )
    – ระหว่างที่รอน้ำเชื่อมเมอแรงค์ เราก็มาตีไข่ขาวรอไว้ ใช้ที่ตีหัวตะกร้อ ตีเป็นฟองหยาบๆเกือบตั้งยอดอ่อน พอน้ำเชื่อมได้ที่ เรานำมาเทใส่ไข่ขาวเลยนะครับ ระหว่างเทก็เปิดความเร็วของการตีเป็นสปีดสูงสุดจนตั้งยอดแข็งไปเลยนะครับ
    – จากนั้นนำเมอแรงค์ที่ได้แบ่งเป็น 3 ส่วน มาตะล่อมใส่ส่วนผสมอัลมอนด์ที่เราพักไว้ในตอนแรกนะครับ แบ่งใส่ทีละส่วนตะล่อมเบาๆอย่าคนนานนะครับ ใส่เมอแรงค์จนหมด ตะล่อมจนเข้ากัน ทีนี้ก็เตรียมใส่ถุงบีบได้เลยครับ
    – นำมาการองมาบีบใส่ถาด โดยแต่ละอันควรบีบให้เท่ากันนะครับ เวลาจับคู่จะได้สวยพอดีครับ (มีเทคนิคง่ายๆคือให้นับในใจตอนบีบ ถ้านับ 1-5 ก็ให้1-5 ทุกอัน ประมาณนี้นะครับ)
    – เสร็จแล้วเคาะก้นถาดเบาๆนะครับแล้วพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงกันไปเลยครับเพื่อพักผิวมาการองครับ (สังเกตเอาก็ได้ถ้าเอามือแตะผิวแล้วไม่ติดมือถือว่าใช้ได้ครับ )
    – ลดอุณหภูมิในเตาลงเหลือ 135-140 องศาเซลเซียสนะครับแล้วจึงนำมาการองเข้าเตาอบ
    – อบนาน 14 นาที ขามาการองจะขึ้นรูปสวยเลยครับ (จริงขาจะเริ่มเห็นตั้งแต่นาทีที่ 5-6 แล้วครับ )
    – ครบตามเวลาแล้วจึงเอามาการองออกจากเตาอบ มาพักไว้ให้เย็นแล้วจึงแกะออกจากถาด วางบนตะแกรงทิ้งให้เย็นสนิทค่อยนำมาประกอบร่างนะครับ

    วิธีการทำไส้ครีมช็อกโกแลต

    – เทวิปปิ้งครีมใส่หม้อ นำไปตั้งไฟอ่อนรอให้เดือดปุดๆนะครับ
    – ใส่ผงโกโก้ลงไปคนจนเข้ากันเสร็จแล้วยกลงนะครับ พักไว้ก่อนครับ
    – ตุ๋นช็อกโกแลตด้วยวิธี double boiler / หรือจะเอาเข้าไมโครเวฟทีละ 10 วินาทีแล้วเอาออกมาคนก็ได้นะครับ แล้วตาถนัดเลย
    – เมื่อช็อกโกแลตละลายดีแล้วเอาวิปปิ้งครีมที่ผสมผงโกโก้ไว้แล้วมาค่อยแบ่งใส่ทีละครึ่ง คนให้เข้ากันครับ (อย่าคนแรงเดี๋ยวช็อกโกแลตเป็นฟอง ) พักไว้ให้เย็นนะครับแล้วเอาเข้าตู้เย็นให้ครีมเซ็ตตัวอีก 30 นาที – 1 ชั่วโมง ครับ
    – พอจะเอาออกมาใช้ เราต้องตีให้ครีมคลายตัวลงอีกนิดนะครับ เพราะช็อกโกแลตเวลาโดนความเย็นจะแข็งไป ครับ จากนั้นก็บีบไส้มาการองลงบนฝาแล้วก็นำมาประกบกันได้เลย
    – มาการองจะอร่อย ต้องแช่ตู้เย็นสัก 1 คืนนะครับ เอาใส่กล่องปิดฝาแล้วแช่เย็นไว้ เนื้อด้านสัมผัสด้านในจะต่างกันลิบลับเลยครับ แต่ถ้าใครชอบกรอบมากๆ จะทานเลยก็ได้ครับ แต่ขอบอกถ้าอดใจรออีกนิดรับรองไม่ผิดหวังแน่ครับ

    เคล็ดลับในการทำมาการอง

    – ดินฟ้าอากาศมีผลอย่างมากนะครับในการทำ ถ้าวันไหนอากาศดูชื้นๆเหมือนฝนจะตกนี่ ผ่านไปทำอย่างอื่นก่อนเลยครับ เพราะโอกาสที่จะทำมาการองแล้วไม่เป็นมาการองนี่ง่ายมากๆเลยครับ
    – บางสูตรเค้าแยกไข่ขาวแช่ตู้เย็นไว้ 1 คืนก่อนนำมาทำนะครับแล้วมาการองจะขึ้นรูปสวยแต่ผมเองก็ยังไม่เคยลองเหมือนกันครับ เค้าแนะนำมาอีกที
    – มาการองที่สมบูรณ์แบบ ต้องกรอบนอก นุ่มใน เนื้อเต็มไม่เป็นโพรง ไม่หนืดเกินไปถ้าทำแล้วมีโพรงข้างในแสดงว่าเราใส่อัลมอนด์น้อยเกินไปนะครับ แต่ถ้าข้างในเต็มแต่เหนียวๆ แสดงว่าใส่อัลมอนด์มากไปครับ
    – ถ้าที่บ้านไม่มีเตาอบไฟฟ้าใช้แบบเตาแก๊ส ก็ให้เปิดไฟล่าง แล้วลอุณหภูมิที่อบลงเหลือ 135 องศาเซลเซียสไปเลยครับ และอบให้นานขึ้นอีกนิดนัก 20 นาที
    – รสชาติของตัวฝามาการองจะคล้ายๆกันนะครับ จะแตกต่างกันตรงไส้ที่ใส่ ใครอยากปรับเปลี่ยนไส้เป็นรสอะไรก็ตามแต่ที่อยากได้เลยนะครับ

  • สูตรวิธีทำขนมชั้น พร้อมคำแนะนำในการขายขนมชั้น

    ขนมชั้น

     

    ในบทความนี้ก็จะขอกล่าวถึงสูตร และวิธีการทำขนมชั้น ขนมไทยสุดอร่อย หอมหวาน ใครทานเป็นต้องติดใจกลับมาทานใหม่ ด้วยความอร่อยนี้ถึงแม้จะเป็นขนมไทยโบราณ ถึงจะเก่าแก่ขนาดไหน แต่ของดีของอร่อยก็ไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา จะยุดสมัยโน้นกับยุดสมัยนี้ ก็ยังมีคนทานขนมชั้นได้รับความนิยมไม่ต่างกัน

    ในปัจจุบันนี้มีพ่อค้าแม่ค้ามากมายที่เปิดร้านขายขนมไทย และมีขนมชั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็ยังขายดิบขายดี ถือเป็นหนึ่งในขนมไทยหลายๆ อย่าง ที่จัดอยู่ในประเภทขายดีตลอดกาล เอาหล่ะครับถ้าเราจะขายขนมชั้นบ้าง เราก็ต้องมาเริ่มกันจากทราบประวัติของขนมชั้นกันก่อนนะครับ

    ขนมชั้นนั้นเป็นขนมไทยโบราณ ที่มีมานานหลายร้อยปี ขนมชั้นจะนำไปใช้ในงานพิธีมงคล โดยมีความเชื่อกันว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น เพราะถือเคล็ดให้ได้เสียงว่า เก้า (ก้าวหน้า) จึงจะเป็นศิริมงคลเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าภาพ

    ขนมชั้นนอกจากพบในประเทศไทยแล้ว ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็ยังมีขนมชั้น เพียงแต่รูปทรง และรสชาติก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับคนมาเลเซียจะเชื่อว่า ขนมชั้นมาจากประเทศอินโดนีเซีย ส่วนคนอินโดนีเซียจะเชื่อว่า ขนมชั้นมีอิทธิพลมาจากชาวดัชต์ หรือเนเธอร์แลนด์ในสมัยก่อน

    ขนมชั้นมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Layer Sweet Cake

    ซึ่งขนมชั้นนั้นมีรูปทรงหลากหลายแบบ ซึ่งผมก็จะเสนอวิธีการทำไว้หลายๆ แบบให้ผู้ที่สนใจได้ลองไปทำกันดูนะครับ

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมันสำปะหลัง 200 กรัม
    – แป้งท้าวยายม่อม 25 กรัม
    – แป้งข้าวจ้าว 25 กรัม
    – น้ำกะทิ 750 กรัม
    – น้ำตาลทราย 350 กรัม
    – น้ำสีผสม 50 กรัม

    วิธีการทำขนมชั้น

    1. ขั้นแรกให้ทำน้ำเชื่อมกะทิก่อน โดยการแบ่งน้ำกะทิออกมาประมาณ 200 กรัม และเทน้ำตาลทรายใส่ลงไปให้หมด
    2. นำไปตั้งไฟระดับกลาง รอให้น้ำตาลทรายละลายหมด อาจจะใช้การคนช่วยให้น้ำตาลละลาย เมื่อน้ำเดือดสักพัก ให้นำออกมาพักไว้ให้เย็น
    3. นำแป้งทั้ง 3 ชนิดดังส่วนผสมข้างต้น นำมาใส่ชาม หรืออ่างผสม ให้ผสมรวมกัน และให้นำน้ำกะทิที่เหลือมาใส่ แต่ไม่ต้องหมด ใส่ให้พอที่จะนวดแป้งได้
    4.นวดแป้งต่อไปประมาณ 10 นาที หรือบางท่านก็อาจจะนวดแป้งถึง 15 นาที นวดให้แป้ง และส่วนผสมเข้ากัน เมื่อเรียบร้อยแล้วให้นำน้ำเชื่อมกะทิที่เราได้ทำแล้ว เทใส่ให้หมดลงในชาม เพื่อเป็นการคลายแป้ง และใส่น้ำกะทิที่ยังเหลือ คนแป้งให้เข้ากัน
    5. ต่อมาให้นำแป้งไปกรองด้วยกระชอนตาถี่ เอาเศษแป้งที่ยังละลายไม่หมดออก

    ขั้นตอนการทำสีขนมชั้น

    1. ขอยกตัวอย่างการทำขนมชั้นแบบ 4 สีนะครับ สีละ 1 อัน ไม่ใช่ 1 อันมี 4 สีนะครับ ให้นำน้ำเปล่ามา 50 กรัม มาหาร 4 ก็จะได้น้ำสีละ 12.5 กรัม
    2. ใส่สีผสมอาหารลงไปละลาย ถ้าใครใช้สีธรรมชาติจากดอกไม้หรืออื่นๆ ก็คั้นน้ำให้ได้ 12.5 กรัมเช่นกัน หรือถ้าใครจะทำสีขาวด้วย ก็ให้ใช้กระทิ 12.5 กรัม แทนน้ำเปล่า
    3. ต่อมาก็เทสีต่างๆ ลงไปผสมกับแป้งที่เราเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราทำ 4 สี เราก็ต้องแบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน ใส่สีแป้งอันละ 12.5 กรัม

    การทำพิมพ์ขนมชั้น

    1. ต่อมาก็เป็นการทำพิมพ์ขนมชั้น เพื่อให้ขนมขั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ตามแต่เราต้องการ ซึ่งก่อนลงมือทำขั้นตอนนี้ก็ให้ลองใช้ช้อนตวงเทลงไปในพิมพ์เพื่อกะความหนาของขนมก่อนนึ่ง เพื่อจะได้กะการตักขนมได้พอดี
    2. ก่อนที่เราจะเทส่วนผสมลงพิมพ์ ให้เราคนส่วนของแป้งให้เข้ากันดีเสียก่อน เพื่อที่แป้งจะได้ไม่ตกตะกอน
    3. นำพิมพ์ขนมไปนึ่งให้ร้อนเสียก่อน แล้วค่อยเทแป้ง เพื่อไม่ให้แป้งไปติดพิมพ์ เวลาแกะออกมาจะได้แกะง่ายๆ
    4. ต่อมาเมื่อพิมพ์ร้อนได้ที่แล้ว ให้เราเทแป้งลงไปในพิมพ์ ส่วนความหนาบางของตัวแป้งแล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหน แล้วนึ่งไว้สัก 3 นาที
    3. พอหยอดชั้นแรกสุก ก็หยอดทำชั้นต่อไปให้สุกเช่นกัน แต่ละชั้นนึ่งประมาณ 3 นาที ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเต็มพิมพ์
    4. เมื่อนึ่งจนเสร็จแล้ว ก็พักไว้ให้เย็นสนิท และแกะออกมาจากแม่พิมพ์ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำขนมชั้นครับ

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมัน 100 กรัม
    – แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
    – น้ำตาลทราย 180 กรัม
    – น้ำกะทิ 500 มิลลิลิตร
    – น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร
    – น้ำใบเตย 50 มิลลิลิตร
    – ถาดหรือพิมพ์สำหรับใส่ขนม (ทาน้ำมันพืชบางๆ ให้ทั่ว)

    วิธีการทำขนมชั้น

    – ขั้นแรกเลยให้ใส่น้ำกะทิ และน้ำตาลลงไปในหม้อ และนำมาขึ้นตั้งไฟ คนน้ำตาลให้ละลาย พอน้ำเดือดก็ปิดไฟ และนำมาพักไว้เพื่อคลายความร้อนให้อุ่นลง
    – เทแป้งมัน และแป้งข้าวเจ้าใส่ลงในชามผสม
    – ตักหัวกะทิจากในหม้อในข้อ 1 นำมาใส่ลงในแป้ง และนวดให้เป็นก้อน
    – เทกะทิจากข้อ 1 ที่ยังอุ่นๆ อยู่ ใส่ลงไปในแป้งทีละหน่อย จนกะทิหมด และให้นวดต่อไปอีกสัก 10 นาที
    – แบ่งส่วนผสมออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้ใส่น้ำใบเตย และคนให้เข้ากัน ส่วนที่สองให้ใส่น้ำเปล่า และคนให้เข้ากัน
    – ขั้นตอนต่อมาก็ได้เวลานึ่งขนมกัน นำซึ้งใส่น้ำไว้ นำมาขึ้นตั้งไฟแรง เมื่อรอจนน้ำเดือดแล้วให้วางถาดหรือพิมพ์ที่เราจะใช้นึ่งลงไป
    – ให้เรานึ่งถาดหรือพิมพ์ให้พอร้อน ให้ตักแป้งสีเขียว (แป้งที่ใส่น้ำใบเตย) วางลงไปบางๆ 1 ชั้นพอ และปิดฝานึ่งไว้สัก 5 นาที ให้สังเกตดูว่าแป้งดูสุกใส ให้หยอดแป้งสีขาว (แป้งที่ใส่น้ำเปล่า) วางทับลงไป และให้นึ่งต่อสัก 5 นาที
    – ให้ทำสลับสีไปเรื่อยๆ สีเขยว มาสีขาว มาสีเขียว มาสีขาว ทำกี่ชั้นแล้วแต่ความพอใจของเรา แต่ที่นิยมคือทำ 9 ชั้นครับ และในระหว่างที่นึ่งขนมชั้น เราต้องคอยดูอย่าให้น้ำในซึ้งแห้งด้วยนะครับ
    – เมื่อขนมชั้นสุกแล้ว เราต้องรอให้ขนมชั้นเย็นลงก่อนที่เราจะเอามาตัดเป็นทรงต่างๆ หรือก่อนออกจากพิมพ์นะครับ เวลาที่ขนมชั้นเย็นลงแล้วจะสามารถเอาออกจากพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งมัน 1 3/4 ถ้วย
    – แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วย
    – แป้งท้าวยายม่อม 1/4 ถ้วย
    – หัวกะทิ 1 ถ้วย
    – หางกะทิ 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วย
    – สีผสมอาหาร

    วิธีการทำขนมชั้น

    – มาถึงขั้นตอนแรกเลยนะครับ ให้ผสมน้ำตาลทราย เข้ากับหางกะทิ และคนให้น้ำตาลทรายละลาย และพักเอาไว้สักครู่
    – ต่อมานะครับ ให้ผสมแป้งมัน แป้งข้าวจ้าว และแป้งท้าวยายม่อม เข้าด้วยกัน ให้เราค่อยๆ นวดด้วยหัวกะทิ นวดประมาณสักไม่เกินครึ่งชั่วโมง
    – ให้เราใส่หัวกะทิทั้งหมดที่เหลือ และใส่หางกะทิที่เราผสมกับน้ำตาลไว้ คนให้เข้ากันแล้วกรองนะครับ
    – แยกแป้งออกมา ผสมสีลงไปตามที่เราต้องการ
    – เตรียมซึ้งนึ่ง ใส่น้ำลงไป และต้มรอให้เดือด
    – นำพิมพ์มาวาง แล้วหยอดขนม ซึ่งถ้าเป็นเป็นพิมพ์ซิลิโคนจะสามารถหยอดก่อนนึ่งได้ แต่ถ้าเป็นพิมพ์โลหะต้องนึ่งพิมพ์ให้ร้อนก่อนหยอดขนมนะครับ
    – หยอดขนม และรอให้สุกเป็นชั้นๆ เราจะใช้เวลานึ่งแต่ละชั้นสักไม่เกิน 10 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นขนม
    – เมื่อนึ่งเสร็จเรียบร้อย ให้รอให้ขนมชั้นเย็นลงก่อน แล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์

    สูตรวิธีการทำขนมชั้นสูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมชั้น

    – แป้งท้าวยายม่อม 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
    – กะทิ 6 ถ้วยตวง
    – น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
    – น้ำดอกอัญชัญ 2 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำใบเตยคั้นสด หรือใช้สีผสมอาหารตามแต่สีที่ต้องการ)

    วิธีการทำขนมชั้น

    – สำหรับขั้นตอนแรกให้นำดอกอัญชันมาล้างน้ำให้สะอาด และนำไปปั่นใส่น้ำ และกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อเตรียมทำน้ำดอกอัญชัน
    – ถ้าเราต้องการทำสีเขียวจากใบเตย ก็ให้นำใบเตยไปล้างน้ำให้สะอาด และนำไปปั่นใส่น้ำ และกรองด้วยผ้าขาวบาง กรณีต้องการสีอื่นนอกจากนี้ อาจใช้สีผสมอาหารแทน
    – ต่อมาให้นำน้ำลอยดอกมะลิไปตั้งไฟอ่อนๆ และผสมน้ำตาลทรายลงไป ให้คนจนน้ำตาลทรายละลายแล้ว พักไว้ให้เย็น
    – นำแป้งท้าวยายม่อม และแป้งข้าวเจ้า ผสมเข้ากับกะทิ และนวดให้เหนียว จากนั้นใส่น้ำลอยดอกมะลิที่ผสมน้ำตาลแล้ว ใส่ลงไปผสมให้เข้ากัน
    – ให้เราแบ่งแป้งที่ผสมเสร้จแล้วออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกแบ่งไว้ทำสีม่วง และส่วนที่สองไว้ทำสีขาว โดยให้เติมน้ำดอกอัญชัน หรือน้ำใบเตย หรือสีผสมอาหาร ลงไปคนให้เข้ากัน
    – ให้เรานำถาดแบบที่ต้องการ หรือแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้ ใส่บนซึ้ง ตั้งไฟแรงๆ
    – เมื่อน้ำเดือด ให้เปิดฝาออก และตักแป้งสีขาวเทใส่ลงในถาด เกลี่ยให้ทั่วถาดบางที่สุด และปิดฝาเพื่อให้สุกสัก 5 นาที เมื่อเราเปิดดูแป้งจะเห็นมีลักษณะสุกใส
    – ต่อมาให้เราตักแป้งสีม่วง หรือสีที่ผสมลงไป ใส่ลงไป ทำสลับกันจนแป้งหมด
    – เราควรใช้ภาชนะที่มีความจุเท่ากันในการตวงแป้งเทแต่ละชั้น เพราะว่าจะได้แป้งที่มีความหนาเท่าๆ กัน
    – ก่อนที่จะเทแป้งเพื่อทำชั้นต่อไปทุกครั้ง จะต้องแน่ใจว่าขนมในชั้นล่างนั้นสุกแล้วจริงๆ ไม่เช่นนั้น แป้งชั้นนั้นจะไม่สุกเลย ถึงแม้จะใช้เวลานึ่งนานเท่าใดก็ตาม
    – ให้นึ่งจนขนมชั้นสุกทั้งหมด แล้วยกลงพักไว้ให้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
    – เมื่อเย็นแล้ว สามารถจะนำมาตัดเป็นชิ้นได้

    การขายขนมชั้น

    การบรรจุกล่องขนมชั้น

    – ให้บรรจุขนมชั้นในภาชนะบรรจุที่สะอาด ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอกได้
    – น้ําหนักสุทธิ หรือจํานวนชิ้นของขนมชั้นในแต่ละภาชนะบรรจุต้องไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก

    เครื่องหมาย และฉลากขนมชั้น

    ที่ภาชนะบรรจุขนมชั้นทุกหน่วย อย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน

    – ชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมชั้นแสนอร่อย ขนมชั้นสุดหวาน
    – ส่วนประกอบที่สำคัญ
    – น้ำหนักสุทธิ หรือจำนวนชิ้น
    – วัน เดือน ปีที่ผลิต และวัน เดือน ปีที่หมดอายุุ หรือข้อความว่า “ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) ”
    – ข้อแนะนำในการเก็บรักษา เช่น ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
    – ชื่อร้าน หรือบริษัท หรือสถานที่ทำ พร้อมสถานที่ตั้ง หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    – ในกรณีทีใช้ภาษาต่างประเทศ ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กำหนดไว้ข้างต้น

    การขายขนมชั้น

    สำหรับการขายขนมชั้น ก็ถือได้ว่าเป็นขนมไทยที่มีวางขายอยู่เกือบทุกตลาดนัด เราสามารถนับได้เลยว่าตลาดนัดไหน ไม่มีขนมชั้นบ้าง ด้วยเหตุนี้จะว่าขนมชั้นขายง่ายก็ได้ หรือจะว่าขนมชั้นขายยากก็ได้ ที่ว่าขายง่ายคือ คนกินเยอะ ถ้ามีลูกค้าประจำ ยังไงก็น่าจะขายได้หมด ที่ว่าขายยากคือ ตลาดไหนก็มี บางทีตลาดที่เราจะไปลงขาย เค้ามีร้านที่ขายขนมชั้นอยู่แล้ว เราก็ต้องดูว่าจะสู้ไหวมั้ย หรือจะเปลี่ยนไปลงตลาดนัดอื่นแทน

    การขายขนมชั้นเนี่ย เราสามารถทำเป็นแบรนด์ของเราได้นะครับ โดยการบรรจุกล่องอย่างดี ส่งขายตามร้านค้าตามท้องตลาดทั่วไป ผมมองว่าขนมชั้นติดแบรนด์ของเรา ยังมีช่องทางอีกเยอะ ขอให้หาลูกค้าที่จะมารับไปขายตามตลาดให้ได้เยอะ หาฐานให้ได้เยอะๆ แล้วเราจะติดเครื่องทำเงินล้านได้เอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขนมชั้นที่เราทำต้องอร่อยด้วยนะครับ เราต้องรักษาความอร่อยนี้ไว้ บวกกับความสะอาดของกล่องที่ใส่ ทำให้ผู้ที่ทานขนมชั้นแบรนด์เราชมกันแบบปากต่อปาก ว่าขนมชั้นของเราอร่อย สะอาด เค้าก็อาจจะสั่งซื้อมาที่เราโดยตรง อย่างสั่งไปในงานบุญ หรืองานสำคัญๆ ต่างๆ ครับ

    ผมก็ขอให้ขายขนมชั้นจนร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สูตรวิธีทำชูครีม พร้อมคำแะนำในการขายชูครีม

    ชูครีมสูตรที่ 1 ชูครีมคัสตาร์ด

    ส่วนผสมแป้งชูครีม

    – แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ¼ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่เบอร์ 2 4 ฟอง
    – เนยสด 110 กรัม
    – เกลือป่น ½ ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    ส่วนผสมของไส้คัสตาร์ด

    – เนยสดรสจืดซอยเป็นชิ้นเล็กๆ 30 กรัม
    – นมสด 2 ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด ¼ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 1) 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย(ส่วนที่ 2) 1/4 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – กลิ่นวนิลลา 1 ช้อนชา
    – ไข่แดง (ไข่เบอร์ 0 ) 4 ฟอง

    วิธีทำแป้งชูครีม

    1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เปิดไฟบนล่าง ไม่เปิดพัดลมนะครับ
    2. ร่อนแป้งเอนกประสงค์เตรียมไว้
    3. นำเนยสด เกลือป่นและน้ำเปล่า เทผสมรวมกันในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้จนเดือดปุดๆ
    4. เทแป้งที่ร่อนเตรียมไว้ใส่ลงในส่วนผสมที่เดือด เบาไฟ คนเร็วๆจนเนื้อแป้งไม่ติดหมอและขึ้นเงา ยกลงจากเตาครับ
    5. คนจนอุณหภูมิลดลงแบบอุ่นๆเกือบเย็นนะครับ แล้วจึงใส่ไข่ทีละฟอง กวนแป้งกับไข่จนเข้ากันแล้วจึงใส่ไข่ใบต่อไป ทำซ้ำแบบเดิมจนครบครับ
    6. ตักแป้งใส่ถุงปีบที่เตรียมไว้ ใครมีแผ่นรองอบใช้เลยครับวางลงบนถาดเตรียมอบ ใครไม่มี ใช้กระกระดาษไขรอง 2 ชั้นได้นะครับ
    7. บีบแป้งชูลงไป ครั้งนี้ทำขนาดเล็กพอดีคำครับ (ใครจะบีบแบบลูกใหญ่ก็ได้ครับ )
    8. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส อบนาน 10 นาทีนะครับ แล้วลดอุณหภูมิลงเหลือ 180 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 10-15 นาทีแล้วแต่ขนาดของชูครีมครับ (ระหว่างอบ ห้ามเปิดเตาอบเด็ดขาดนะครับ แป้งชูครีมพองไม่เต็มที่แล้วจะยุบตัวครับ )
    9. พอได้ที่เอาออกจากเตาอบ แกะออกจากกระดาษ พักไว้ที่ตะแกรงจนเย็น รอใส่ไส้ครีมคัสตาร์ดครับ
    วิธีทำครีมคัสตาร์ด
    1. นำไข่แดงน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ตีผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด
    2. ใส่แป้งข้าวโพดลงในส่วนผสมของไข่แดงที่เตรียมไว้ คนจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นหาอะไรก็ได้นะครับปิดฝา อย่าให้ไข่แดงโดนลมแล้วพักไว้
    3. ขั้นต่อไปนำนมสด น้ำตาลทรายส่วนที่ 2 กลิ่นวนิลลาและเกลือป่นเทผสมลงในหม้อแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนตั้งแค่อุ่นๆนะครับ เสร็จแล้วยกลง
    4. ตักแบ่งส่วนผสมของนมสด ใส่ลงในถ้วยของไข่แดงที่เตรียมไว้ ไม่ต้องใส่มากก็ได้นะครับ ประมาณ 50 มิลลิลิตรก็พอ คนจนเข้ากัน แล้วเทกลับคืนมาที่หม้อนม (ที่ทำแบบนี้เพราะเพื่อปรับอุณหภูมิของไข่แดงก่อนเวลาทำมาใส่ผสมนมจะได้ไม่แข็งหรือจับตัวเป็นก้อนครับ )
    5. เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งครับ ใช้ไฟอ่อน ( เอาอ่อนสุดๆไปเลยนะครับจะได้ไม่ต้องมากินครีมคัสตาร์สไหม้ ) กวนครีมคัสตาร์ดบนไฟอ่อนไปเรื่อยๆ อย่าหยุดคนนะครับ คนไปจนเหนียวได้ที่ แล้วจึงใสเนยสด ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ลงไป คนจนเข้ากันดี ยกลงจากเตา พักให้เย็นแล้วนำเตรียมมาใส่ถุงบีบกันครับ ถุงบีบที่เตรียมไว้ใส่หัวบีบขนาดเล็กนะครับ
    6. จากนั้น นำครีมคัสตาร์ดที่ได้มาประกอบร่างรวมกันแป้งชูที่เราเตรียมไว้เลยครับ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ

    ชูครีมสูตรที่ 2 ชูครีมช็อกโกแลต

    ส่วนผสมแป้งชูครีมช็อกโกแลต

    – น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง
    – เนยสดจืดหั่นชิ้นเล็กๆ ¼ ถ้วยตวง
    – ไข่ไก่ 2 ฟอง
    – แป้งบัวแดง ¾ ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
    – เกลือ 1/8 ช้อนชา
    – ผงโกโก้สีเข้ม 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำแป้งชูครีมช็อกโกแลต

    1. วอร์มเตาอบเตรียมไว้ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสนะครับ
    2. นำน้ำเปล่า ผงโกโก้ เนย น้ำตาลและเกลือใส่ลงในหม้อเลยครับเสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดปิดไฟยกลง
    3. เทแป้งบัวแดงที่เตรียมไว้ลงในหม้อ เทลงไปพรวดเดียวเลยนะครับ แล้วรีบคนๆให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งใช้ไฟอ่อนนะครับ กวนจนไม่มีแป้งติดหม้อปิดไฟ
    ( ที่เลือกใช้แป้งบัวแดงเพราะต้องการให้แป้งออกมานุ่มๆครับ ส่วนใครที่ชอบแป้งที่แข็งกว่าจะใช้แป้งว่าวก็ได้ครับ )
    4. กวนต่อไปจนอุณหภูมิลดลงจนอุ่นๆ แล้วค่อยใส่ไข่ลงไปทีละฟองกวนผสมกันจนครบนำใส่ถุงบีบครับ
    5. บีบแป้งชูลงในถาดที่รองด้วยแผ่นรองอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นาน 10นาที แล้วลดอุณหภูมิลงเป็น 180 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 10 นาทีนะครับครบเวลาก็เอาออกมาพักไว้ให้เย็นบนตะแกรง รอบีบไส้ครับ

    ส่วนผสมไส้ช็อกโกแลต

    – นมจืด 1 ถ้วยตวง
    – ไข่แดง 4 ฟอง
    – น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
    – แป้งเค้ก ¼ ถ้วยตวง
    – แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
    – ช็อกโกแลต 6 ออนซ์
    – เนยจืดละลาย 4 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ ¼ ช้อนชา

    วิธีทำไส้ช็อกโกแลต

    1. เตรียมนมใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดเสร็จแล้วเทนมลงในชามผสมที่ช็อกโกแลตอยู่ คนจนช็อกโกแลตละลายหมดแล้วพักไว้ครับ
    2. นำไข่แดง น้ำตาลทรายและเกลือ ตีผสมกันจนเป็นเนื้อเดียวกันครับ
    3. จากนั้นนำแป้งเค้กและแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้ใส่ลงในชามผสมไข่แดงนะครับ คนจนเข้ากันดี จนมองไม่เห็นแป้งเป็นเม็ดนะครับ
    4. นำส่วนผสมของช็อกโกแลตและนำที่เตรียมไว้ ผสมรวมกัน ส่วนผสมของแป้งไข่ แล้วขำขึ้นตั้งไฟครับ ใช้ไฟอ่อนสุดๆเช่นเคย คนเรื่อยๆอย่าหยุด ระวังก้นหม้อไหม้นะครับ คนต่อไปจนครีมช็อกโกแลตคัสตาร์ดเหนียวข้นได้ที่ ยกลง คนต่อไปจนอุณหภูมิลดลง นำใส่ถุงบีบพักไว้
    5. นำไส้ช็อกโกแลตที่ได้ มาบีบใส่แป้งชูครีมนะครับ สูตรนี้ตัวผมชอบทานเย็นๆ จะเอาเข้าไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อนนำออกมารับประทาน แป้งชูครีมก็ยังนิ่มๆไม่แข็งครับ

  • สูตรวิธีทำขนมปาด พร้อมคำแนะนำในการขายขนมปาด

    ขนมปาด
     

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    – น้ำปูนใส 3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – ให้นำน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิมาผสมรวมกันแล้วเคี่ยวจนให้น้ำตาลนั้นละลายเป็นเนื้อเดียว แล้วจึงนำมาผสมกับแป้งคนให้เข้ากันอีกที จากนั้นให้ใส่น้ำปูนใสลงไปผสมด้วยกัน
    – เทส่วนผสมทั้งหมดของแป้งที่ผสมเอาไว้แล้วใส่ลงไปในกระทะทอง นำขึ้นเตาแล้วตั้งไฟปานกลาง โดยใช้ไม้พายเคี่ยวกวนไปมาเรื่อยๆ จนได้ที่จึงลดไฟให้อ่อนลงแล้วเคี่ยวต่อไปจนส่วนผสมทั้งหมดนั้นเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    – จากนั้นให้นำน้ำใบเตยข้นๆใส่ลงไปกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งมีเคล็ดลับเด็ดตรงที่ให้กวนไปในทิศทางเดียวกันระวังอย่ากวนแป้งกลับไปกลับมา เพราะมันจะทำให้ตัวแป้งขนมจะไม่เหนียวหนืด
    – มาดูลักษณะแป้งกันว่าแป้งที่สุกได้ที่จะออกมาใสๆ เมื่อยกพายขึ้นมาขนมจะไม่ไหลลง จากนั้นจึงตักขนมใส่ถาดที่เตรียมไว้
    – ตกแต่งโดยการโรยหน้าขนมด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นฝอยๆ ผสมกับเกลือป่นสักเล็กน้อย แล้วจึงปล่อยทิ้งไว้จนให้ขนมเย็นตัว
    – เมื่อขนมเย็นตัวแล้วจึงนำมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดลักษณะขนมเปียกปูน ภาชนะที่ใช้ใส่ขนมอาจจะใช้วัสดุธรรมชาติ เช่นใบตอง หรือใส่ในถ้วยพลาสติกใบเล็กๆก็ได้ อาจจะช่วยให้เพิ่มน่ารับประทานยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้วข้าวจ้าว 1 กิโลกรัม
    – น้ำปูนใส ครึ่งถ้วยตวง
    – มะพร้าวขูดผสมเกลือเล็กน้อย
    – น้ำอ้อยประมาณ 10 ก้อน

    วิธีการทำขนมปาด

    – ก่อนอื่นให้ร่อนแป้งข้าวจ้าวเพื่อเอาเศษผงออกก่อนแล้วนำไปผสมรวมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ
    – จากนั้นให้ใส่น้ำผสมลงไป แล้วคนแป้งข้าวจ้าวให้ละลายเข้ากับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ
    – ใช้ผ้าขาวสะอาดบางๆกรองเศษผงออกแล้วเทใส่กระทะทองเหลืองที่เตรียมเอาไว้
    – ตั้งกระทะกวนส่วนผสมทั้งหมดด้วยไฟปานกลางรอจนแป้งสุกร่อนแล้วเทใส่ถาดพักทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตัดให้เป็นขนาดชิ้นสี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยมตามที่ต้องการ จากนั้นตกแต่งโดยการโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดที่ผสมกับเกลือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และรสชาติ

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1/2 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 1 ซีก
    – น้ำปูนใส 3 ถ้วยตวง
    – เกลือ 1/2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ 3 ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – นำน้ำตาลทรายมาผสมกับน้ำดอกมะลิ แล้วคนให้น้ำตาลละลายจึงนำมาผสมกับแป้งข้าวเจ้าคนทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่น้ำปูนใสลงไปผสมรวมด้วย
    – จากนั้นให้เทส่วนผสมของแป้งลงในกระทะทองเหลือง นำขึ้นไปตั้งไฟและใช้ไม้พายค่อยๆกวนโดยใช้ไฟอ่อน ๆ จน ส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    – ใส่น้ำใบเตยข้น ๆ ที่เรากลั่นแล้ว ลงไปผสม ค่อยๆกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งนั้นแนะนำให้กวนไปในทางเดียวกันอย่ากวน กลับไปกลับมา ซึ่งจะทำให้ขนมไม่เหนียวและไม่จับตัว
    – ลักษณะแป้งที่สุกได้ที่จะมีลักษณะใส เมื่อยกไม้พายขึ้นขนมจะไม่ไหลลงมา หลังจากนั้นก็ตักขนมใส่ถาด
    – ตกแต่งโรยหน้าขนมด้วยมะพร้าวขูดที่เป็นเส้นฝอยๆ แล้วผสมกับเกลือป่นเล็กน้อย
    – เมื่อขนมเย็นแล้วจึงตัดเป็นชิ้นเล็กๆสี่เหลี่ยมเหมือนขนมเปียกปูน ใส่ในภาชนะที่ทำจากธรรมชาติ อย่างเช่นใบตอง หรือใส่ในถ้วยพลาสติกใบเล็กๆ ก็ได้ จะช่วยให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น

    สูตรวิธีการทำขนมปาด สูตรที่ 4

    ส่วนผสมขนมปาด

    – แป้งข้าวเจ้า 4 ถ้วยตวง
    – น้ำใบเตยข้น 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง
    – มะพร้าวทึนทึก 2 ซีก
    – น้ำปูนใส 6 ถ้วยตวง
    – เกลือ 2 ช้อนชา
    – น้ำดอกมะลิ ½ ถ้วยตวง

    วิธีการทำขนมปาด

    – นำน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิมาผสมกันแล้วคนให้น้ำตาลละลายจึงนำมาผสมกับแป้งข้าวจ้าวให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วใส่น้ำปูนใสเข้าไป
    – เทส่วนผสมของแป้งที่ผสมนั้นใส่ลงในกระทะทองเหลืองที่เตรียมไว้ นำยกขึ้นเตาตั้งไฟอ่อนๆโดยใช้ไม้พายกวนเรื่อยๆ จนส่วนผสมนั้นเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
    – นำน้ำใบเตยข้นๆใส่ลงไปในกระทะแล้วกวนให้เข้ากัน การกวนแป้งให้กวนไปในทางเดียวกันอย่ากวนวนกลับไปกลับมา ลักษณะขนมจะไม่เหนียว
    – ลักษณะแป้งที่สุกได้ที่จะใสๆ เมื่อลองยกไม้พายขึ้นมาขนมจะไม่ไหลลง ตักใส่ถาดแล้วพักไว้
    – โรยหน้าขนมตกแต่งด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นฝอยๆ ใส่เกลือป่นผสมลงไปเล็กน้อย
    – เมื่อขนมเย็นตัวแล้วจึงค่อยตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่าขนมเปียกปูน ภาชนะที่ใช้ใส่ขนมอาจจะทำจากใบตอง หรือพลาสติก ใบเล็กๆ ก็ได้แล้วแต่ต้องการ ซึ่งการใส่ภาชนะนั้นจะช่วยให้ขนมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

  • สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน พร้อมคำแนะนำในการขายบัวลอยไข่หวาน

    บัวลอยไข่หวาน
     

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 1

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
    – น้ำตาลปึก 1 ถ้วย
    – หัวกะทิ 5 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – ให้นำแป้งข้าวเหนียวใส่ลงในภาชนะเพื่อผสม วิธีนี้จะใส่ได้ประมาณ 8-10 ถ้วย แต่ไม่ควรผสมแป้งข้าวเหนียวจนหมด ควรเหลือแป้งข้าวเหนียวไว้นิดหน่อย เผื่อเวลาผสมแป้งข้าวเหนียวมีความเหลวเกินไปจะได้เติมแป้งส่วนที่เหลือได้ นำแป้งมานวดผสมเข้ากับน้ำเปล่า ให้นวดจนแป้งข้าวเหนียวนั้นจับตัวกันเป็นก้อน แล้วแบ่งออกให้เป็นส่วนๆ เพื่อนำไปผสมเข้ากับสีผสมอาหาร
    – จากนั้นปั้นแป้งให้เป็นเม็ดลักษณะกลมเล็ก ยกเตาตั้งไฟแรงปานกลางพอน้ำเริ่มเดือดให้นำแป้งที่ปั้นเป็นเม็ดกลมใส่ลงไปต้ม จนกว่าแป้งนั้นจะสุกและตัวแป้งลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ ตักขึ้นมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ใส่น้ำแล้วพักทิ้งไว้
    – นำหัวกะทิใส่ลงไปในหม้อ และเติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย โดยใช้อัตราส่วนประมาณ กะทิ 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ยกเตาตั้งไฟอ่อนๆ เติมน้ำตาลปึกลงไป แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ต้องมั่นเคี่ยวเรื่อยๆเพราะมิใช่นั้นจะทำให้กะทินั้นไหม้ได้ แล้วใส่เกลือตามลงไปเล็กน้อย ต้มจนกะทิเดือดอ่อนๆ ให้ทั่วทั้งหม้อพอเดือดได้ที่ จากนั้นให้ปิดไฟ
    – เตรียมไข่ไก่ไว้ พอกะทินั้นเดือดทั่วทั้งหม้อแล้วจึงตอกไข่ไก่ใส่ลงไป ต้มจนไข่ไก่นั้นสุกและลอยขึ้นมา
    – ใช้ช้อนตักบัวลอยใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้และตามด้วยน้ำกะทิราดลงไป จักนั้นจึงตักไข่ตามลงไป
    แนะนำให้รับประทานบัวลอยไข่หวานตอนร้อนๆ เพราะจะทำให้สดชื่น

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 2

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
    – น้ำ 1/4 ถ้วย
    – น้ำกะทิ 1 ถ้วย
    – น้ำตาลทรายป่น 1 ถ้วย
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – นำแป้งข้าวเหนียวมานวดผสมกับน้ำสะอาดจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆขนาดเล็ก จากนั้นนำแป้งที่ปั้นเสร็จแล้วไปคลุกกับแป้งข้าวเหนียวบาง ๆ เพื่อเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่น้ำกะทิลงไปในหม้อ เติมน้ำตาลทรายป่นและเกลือป่นลงไปเล็กน้อย คนจนส่วนผสมทั้งหมดนั้นจะละลาย พอน้ำเริ่มเดือดให้รีบปิดไฟทันที แล้วตักใส่ถ้วยเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟอีกรอบเพื่อต้มน้ำในหม้อให้เดือด นำบัวลอยลงต้ม พอเริ่มสุกตัวแป้งนั้นจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ จากนั้นให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ และใส่ลงในภาชนะเตรียมไว้
    – ตั้งไฟต้มน้ำกะทิ พอเริ่มเดือดให้ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วยแล้วค่อยๆเทลงในหม้อน้ำกะทิ รอจนกว่าไข่ไก่จะสุก พอสุกได้ที่แล้วตักขึ้นใส่ลงในถ้วยบัวลอย และราดตามด้วยน้ำกะทิ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

    สูตรวิธีทำบัวลอยไข่หวาน สูตรที่ 3

    ส่วนผสมบัวลอยไข่หวาน

    – มะพร้าว
    – ไข่ไก่
    – แป้งข้าวเหนียว
    – แป้งข้าวเจ้า
    – น้ำตาลมะพร้าว
    – เกลือป่น

    วิธีการทำบัวลอยไข่หวาน

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวมาขูด เอามะพร้าวที่ขูดได้นั้นมาคลุกผสมกับเกลือป่นนิดหน่อย ข้อควรระวังอย่าใส่ปริมาณที่เยอะเกินไป รสชาติจะเค็มไป
    – เมื่อคลุกเกลือกับมะพร้าวขูดเสร็จแล้ว ให้ยกเตาตั้งไฟเพื่อเอาไปนึ่ง ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 10 นาที พอนึ่งเสร็จเรียบร้อยให้นำมาผึ่งให้เย็น
    – จากนั้นให้เอามือลงไปนวดมะพร้าว ใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที ให้นวดก่อนคั้น แล้วจึงเอาไปคั้นเพื่อเอาหัวกะทิออกมา เสร็จแล้วเก็บหัวกะทิเตรียมไว้
    – ยกเตาตั้งไฟต้มน้ำให้พอสุก แล้วนำน้ำต้มที่ยังอุ่นๆอยู่นั้น ใส่ลงไปในเนื้อมะพร้าวที่คั้นแล้ว จากนั้นให้นวดโดยใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที แล้วก็เอามาคั้นน้ำกะทิ ส่วนที่ได้นี้ เรียกว่า หางกะทิ
    – ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำบัวลอย เอาแป้งข้าวเหนียวมาผสมเข้ากับแป้งข้าวเจ้า แล้วเติมน้ำอุ่นจัดๆลงไปนิดหน่อย แล้วค่อยๆนวดให้ตัวแป้งนั้นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน นวดจนแป้งนั้นไม่ติดภาชนะ และเนื้อแป้งขึ้นเป็นเงาก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้
    – จากนั้นให้นำมาแป้งนั้นมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดใหญ่หรือเล็กตาม แล้วผึ่งไว้ให้แห้ง
    – ติดไฟตั้งหม้อ แล้วใส่หางกะทิลงไปในหม้อต้ม ใส่น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลทรายป่น ต้มให้จนเดือด คนให้ส่วนผสมนั้นเข้ากัน จากนั้นให้ใส่เม็ดบัวลอยลงไปในน้ำที่ยังเดือดๆอยู่ ต้มจนเม็ดบัวลอยนั้นสุก เม็ดบัวลอยจะสุกได้ที่นั้นให้สังเกตได้ว่าเม็ดบัวลอยจะลอยขึ้นบนผิวน้ำ
    – ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปในหม้อได้เลย ใช้เวลาต้มไข่ไก่ประมาณ 3-4 นาที ไข่ไก่ก็จะสุกได้ที่ จากนั้นตักใส่ถ้วยแล้วราดด้วยหัวกะทิที่คั้นเอาเตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

    การขายบัวลอยไข่หวาน

  • สูตรวิธีทำน้ำมังคุด พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมังคุด

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุด 10 ลูก
    – น้ำผึ้ง 1 ขวด
    – น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ปอกเปลือกมังคุด เอาแต่เนื้อขาวๆ แล้วแกะเอาเม็ดออกให้หมด
    – นำเนื้อมังคุดที่แกะเม็ดออกแล้ว ไปแช่ตู้เย็นให้เย็นประมาณ 15 นาที
    – นำเนื้อมังคุดมาใส่ลงโถเครื่องปั่นไฟฟ้า ใส่น้ำผึ้งและน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ตามความเหมาะสม
    – ทำการปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
    – เสร็จแล้ว ทำการเทน้ำมังคุดปั่นที่ได้ใส่ลงในแก้ว หรือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มครั้งอื่นๆได้

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุดที่ยังไม่ปอกเปลือก 1 กิโลกรัม
    – น้ำตาลทราย 500 กรัม
    – น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
    – เกลือป่น 2 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ปอกเปลือกมังคุดออก แยกส่วนที่เป็นเนื้อกับเปลือกไว้ แล้วแกะเมล็ดมังคุดออกให้เหลือแต่เนื้อขาวๆ
    – เตรียมต้มมังคุด โดยน้ำเนื้อมังคุดใส่ลงหม้อ แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ รอจนเนื้อมังคุดยุ่ย
    – เสร็จแล้วยกลงจากเตา กรองเอาส่วนที่เป็นเนื้อยุ่ยๆของมังคุดออก ด้วยผ้าขาวบาง
    – นำน้ำมังคุดที่ได้ตั้งไฟ แล้วต้มให้เดือด เติมน้ำตาลและเกลือป่นลงไป รอจนเดือดแล้วยกลงจากเตา
    – นำเปลือกมังคุดที่แยกไว้มาต้มให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายเพิ่มรสชาติลงไป จากนั้นกรองเอากากออก
    – นำน้ำจากเนื้อมังคุดต้มมาผสมกับน้ำเปลือกมังคุดที่ต้มในอัตราส่วนที่เท่ากัน เพิ่มรสชาติอีกนิดให้ลงตัวแล้วกรอกใส่ขวด
    – นำไปแช่ตู้เย็นหรือดื่มแก้กระหาย จะได้น้ำมังคุดที่น่าดื่ม รสชาติอร่อย

    สูตรน้ำมังคุด สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำมังคุด

    – มังคุด ½ กิโลกรัม
    – น้ำเปล่าต้ม 5 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
    – น้ำผึ้ง 1 ถ้วย
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำมังคุด

    – ล้างมังคุดให้สะอาด แกะเอาเมล็ดออกให้หมด นำส่วนที่เป็นเนื้อขาวๆมาขยำให้มีน้ำออกมา
    – นำเนื้อมังคุดที่ขยำผสมกับน้ำเปล่าต้ม แล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำเดือด 5 นาที จะได้น้ำมังคุดที่ออกมาจากการขยำเนื้อมังคุด
    – กรองส่วนผสมที่ได้ เอาแต่น้ำแล้วปรุงด้วยน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำผึ้ง คนส่วนผสมให้เข้ากัน
    – ชิมให้ได้รสชาติน้ำมังคุดที่อร่อยตามความชอบ
    – กรอกน้ำมังคุดที่ได้ใส่ขวด แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้ได้รสชาติ
    – จะได้เป็นน้ำมังคุดแสนอร่อยที่ได้ทั้งรสชาติของมังคุดแท้ๆ หากชอบเนื้อมังคุดก็สามารถใส่เพิ่มลงไปกับน้ำมังคุดที่ทำด้วยได้

  • สูตรวิธีทำไอศครีมกะทิสด พร้อมคำแนะนำในการขายไอศครีมกะทิสด

    ไอศครีมกะทิสด

     

    สูตรวิธีการทำไอศครีมกะทิสด สูตรที่ 1

    ส่วนผสม (สูตรดั้งเดิม)

    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ขาวจากไข่ไก่ 2ฟอง
    – ถั่วลิสงคั่ว (สำหรับโรยหน้าไอศครีม)
    – ขนุนเชื่อมฉีกเป็นเส้นยาว (สำหรับโรยหน้าไอศครีม)

    วิธีการทำไอศครีมกะทิสด (สูตรดั้งเดิม)

    – ขั้นตอนแรกให้นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยด้วยเครื่องใส่ลงในชามผสม
    – เติมน้ำต้มสุกประมาณครึ่งถ้วยตวง ลงไปนวดให้เข้ากับเนื้อมะพร้าว และคั้นน้ำกะทิให้ได้ตามสูตร คือ 2 ถ้วยตวง
    – จากนั้นก็นำน้ำกะทิที่ได้มาผสมกับน้ำมะพร้าวน้ำหอม
    – ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวและเกลือป่น แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน
    – เทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟที่ความร้อนปานกลาง ต้มให้ส่วนผสมเดือด และคนให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายขาวละลายจนหมด
    – พักส่วนผสมให้เย็นตัวลง ประมาณ 20 นาที
    – เมื่อส่วนผสมกะทิเย็นตัวลงจนไม่เหลือความร้อนแล้ว ให้นำไปกรองโดยใช้ผ้าขาวบาง กรองส่วนผสมทั้งหมด 1 รอบ
    – เทส่วนผสมที่ผ่านการกรองแล้ว ใส่ลงในชามสแตนเลส
    – นำเข้าไปแช่ในช่องฟรีซตู้เย็นนานถึง 2-3 ชั่วโมง โดยการแช่ส่วนผสมในชามสแตนเลสจะช่วยให้รับอุณหภูมิความเย็นได้ง่าย จะทำให้ตัวไอศครีมแข็งตัวได้ไวยิ่งขึ้น
    – และในระหว่างที่รอไอศกรีมแข็งตัว เราจะเตรียมทำถั่วลิสงคั่ว ไว้โรยหน้าไอศกรีมกันครับ โดยใช้ถั่วลิสงสำเร็จรูปประมาณ 2 ทัพพี จากนั้นก็ตั้งกระทะที่ไฟอ่อน แล้วใส่ถั่วลิสงลงไปคั่วอย่างเบามือ จนกลิ่นเริ่มหอม และต้องระวังอย่าให้ถั่วสิลงไหม้
    – เมื่อคั่วถั่วลิสงเสร็จแล้ว ให้พักไว้ในภาชนะ รอให้เย็นตัวลง
    – ส่วนขนุนเชื่อม หากมีเวลา เราก็สามารถเชื่อมได้เองครับ โดยนำขนุนที่แกะเมล็ดพร้อมรับประทาน ประมาณ 6-7 ชิ้น ใส่ลงในภาชนะ แล้วเติมน้ำเปล่าสะอาด 1 ถ้วยตวง ใส่น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ยกตั้งไฟอ่อน เชื่อมจนขนุนเริ่มเปลี่ยนสี เมื่อชิมก็จะได้ขนุนที่มีรสชาติหวาน เหมาะที่จะนำมารับประทานคู่กับไอศกรีมกะทิสด หรือใส่เป็นเครื่องเคียงขนมหวานอีกหลายอย่างได้ครับ
    – หากไม่มีเวลาทำขนุนเชื่อม สามารถซื้อแบบสำเร็จรูป และนำมาฉีกเป็นเส้นยาวๆ เตรียมไว้รับประทานกับไอศกรีมกะทิสดเลยครับ
    – เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้ว ให้นำไอศกรีมในตู้เย็นออกมา แล้วตักส่วนผสมใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร
    – และค่อยๆ ทยอยเติมไข่ขาวลงไปทีละน้อยจนหมด
    – แล้วกดปั่นให้เนื้อไอศกรีมมีความเนียนนุ่ม จึงค่อยเทส่วนผสมใส่ลงไปในชามสแตนเลสใบใหม่ ทำเช่นนี้จนหมดเนื้อไอศกรีม
    – จากนั้นให้นำไอศกรีมที่ปั่นแล้วนั้นเข้าไปแช่ในช่องฟรีอีก 2 ชั่วโมง
    – พอครบตามเวลาที่กำหนด ก็ใช้ช้อนคนเนื้อไอศกรีมให้เนียนเข้ากันอีกรอบ
    – แช่ไอศกรีมต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ให้เตรียมถ้วยใบเล็กๆ สำหรับตักไอศกรีมจัดเสิร์ฟ
    – ใส่เนื้อขนุนเชื่อมลงไปในถ้วยเล็กน้อย
    – และใช้ที่ตักไอศกรีม ตักเนื้อไอศครีมประมาณ 3-4 ลูก ตามลงไป
    – แล้วก็ปิดท้ายด้วยการโรยถั่วลิสงคั่วเล็กน้อย

    สูตรวิธีทำไอศครีมกะทิสด สูตรที่ 2

    ส่วนผสมไอศกรีมกะทิสด (สูตรทรงเครื่อง)

    – กะทิคั้นสด 2 ถ้วยตวง
    – น้ำมะพร้าวน้ำหอม ครึ่งถ้วยตวง
    – น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
    – ใบเตย 4-5 ใบ
    – เนื้อมะพร้าวน้ำหอมหั่นเต๋าลูกเล็ก 5 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ขาวจากไข่ไก่ 2ฟอง

    ส่วนผสมเครื่องเคียงไอศกรีมกะทิสด

    – วุ้นมะพร้าว
    – ถั่วแดงต้มน้ำตาล
    – ลูกตาลลอยแก้ว
    – กล้วยเชื่อม
    – ข้าวเหนียวมูน
    – ลูกชิด
    – แห้วต้มน้ำตาล

    วิธีการทำไอศกรีมกะทิสด (สูตรทรงเครื่อง)

    – สำหรับส่วนผสมหลักของไอศกรีมกะทิสด ก็คือกะทิ โดยจะใช้มะพร้าวทึนทึกขูดฝอยด้วยเครื่อง
    – จากนั้นให้ทำการคั้นกะทิจากมะพร้าวขูดฝอย ให้ได้ในปริมาณ 2 ถ้วยตวงครับ
    – นำน้ำกะทิที่คั้นเสร็จ เทลงในชามผสม ตามด้วยเติมน้ำมะพร้าวน้ำหอม น้ำตาลทรายและเกลือป่นครับ
    – คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน และรอจนกระทั่งน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    – เทส่วนผสมใส่หม้อ และยกตั้งไฟความร้อนปานกลาง เมื่อส่วนผสมเริ่มเดือด ให้ใส่ใบเตย 4-5 ใบ ลงไปต้มจนส่งกลิ่นหอม ต้มประมาณ 2 นาที แล้วตักใบเตยทิ้งไป
    – เมื่อส่วนผสมเดือดจัด ให้ยกลงจากเตา แล้วพักให้คลายความร้อนประมาณ 20 นาที
    – นำส่วนผสมของกะทิที่เย็นตัวลงแล้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง 1 รอบ แล้วเทใส่ในชามสแตนเลส
    – ใส่เนื้อมะพร้าวน้ำหอมที่หั่นเต๋าเตรียมไว้ลงไป คนให้เข้ากัน
    – นำชามส่วนผสมแช่ในช่องฟรีซตู้เย็น 2-3 ชั่วโมง จนส่วนผสมแข็งตัว
    – เมื่อส่วนผสมแข็งตัวแล้วให้นำออกมา จากนั้นให้ตักเนื้อไอศกรีมที่เริ่มเซ็ตตัวบ้างแล้ว ลงไปปั่นในเครื่องปั่น
    – เทไข่ขาวลงไปทีละนิด และปั่นผสมรวมกับเนื้อไอศกรีมไปเรื่อยๆ จนหมด
    – นำไอศกรีมที่ปั่นเทลงไปในภาชนะอีกรอบ แล้วเอาเข้าไปแช่ในช่องฟรีซต่ออีก 2 ชั่วโมง
    – พอครบเวลาที่ตั้งไว้ จึงค่อยนำช้อนคนให้เนื้อไอศกรีมเนียนเข้ากันอีกรอบ และแช่ต่อไปอีก 1 ชั่วโมง
    – เมื่อครบอีก 1 ชั่วโมง เราจะได้ไอศกรีมกะทิสดเนื้อเนียน น่ารับประทาน ทั้งนี้ให้จัดเสิร์ฟโดยตักไอศกรีม 4-5 ลูก ลงในถ้วย และตักเครื่องเคียงต่างๆ ลงไปด้วยตามใจชอบ ทั้งวุ้นมะพร้าว ลูกชิด ลูกตาลลอยแก้ว แห้วต้มน้ำตาล ก็จะช่วยเพิ่มความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วยครับ

    การขายไอศครีมกะทิสด

error: Content is protected !!