Category: การเงิน

  • วงจรรายจ่ายหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    บทความนี้ก็ว่าด้วยเรื่องวงจรรายจ่ายหรือวงจรค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ใช่ว่าเราจะมัวแต่มานั่งคิดย้อนหลังว่า เดือนที่ผ่านมาเราใช้อะไรไปบ้าง แล้วก็ได้แต่มานั่งกลุ้มใจ แต่เรื่องเงินทองนี้ เราควรที่จะคิดวางแผนเอาไว้เลยว่า เราจะใช้อะไร เท่าไหร่ อย่างไร ที่เราจำเป็นจะต้องใช้ จะต้องชื้อ และไม่ซื้อไม่ได้ และอะไรที่เราสามารถจะประหยัดได้ การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า หรือวางแผนวงจรค่าใช้จ่าย จะช่วยให้เราสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะจะทำให้เราชั่งใจก่อนจะซื้อของที่ไม่จ่าเป็น หรือว่าฟุ่มเฟือย

    การคำนวณรายจ่ายล่วงหน้า เราควรที่จะแบ่งรายจ่ายออกเป็น 3 ประเภท เพื่อง่ายต่อการคำนวณ ได้แก่

    1.รายจ่ายประจำ อันได้แก่ รายจ่ายที่สามารถบอกได้แน่นอน ว่าในเดือนๆ หนึ่งจะต้องจ่ายเท่าไหร่ อย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน ค่าเทอมลูก หรือว่าดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ ซึ่งเงินเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายเป็นประจำทุกๆ เดือน

    2.รายจ่ายแปรผัน รายจ่ายแปรผันเป็นรายจ่ายที่เราจะต้องจ่ายทุกเดือน เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้แน่นอนว่า ในแต่ละเดือนเราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เดือนละเท่าไหร่กันแน่ อย่าง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่านํ้ามัน ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ซึ่งรายได้เหล่านี้เราไม่สามารถคำนวณให้แน่นอนได้ แต่เราสามารถที่จะพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่ให้บานปลายจนเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหวได้

    3.ค่าใช้จ่ายพิเศษ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถควบคุมได้ หากว่าเราจะทำ เพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกสันทนาการ อย่างดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว ของขวัญ ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งในแต่ละเดือนเราก็ควรจะมีงบสำหรับสิ่งบันเทิงเริงรมย์บ้าง เพื่อให้สมองของเราได้ผ่อนคลาย แต่ก็อย่าลืมว่าเรามีงบในส่วนนี้อย่างจำกัด อย่าใช้จนเพลิน ทำให้ต้องมานั่งปวดหัวในภายหลังได้ก็แล้วกัน

    หากว่าเราสามารถที่จะคาดคะเนรายจ่ายของเราได้ล่วงหน้า เราก็จะมีสติในการใช้เงิน และคำนึงถึงงบประมาณในการใช้จ่ายในส่วนต่างๆ มากขึ้น ทำให้เราใช้เงินได้อย่างระมัดระวัง และไม่ต้องมานั่งชักหน้าไม่ถึงหลังทีหลังได้

    อย่าคิดว่าการสรุปรายรับรายจ่าย และเงินคงเหลือจำเป็นสำหรับบริษัทห้างร้านเท่านั้น ชีวิตส่วนตัวของเราก็สามารถที่จะท่าบัญชีรายรับรายจ่าย วงจรค่าใช้จ่ายได้ เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าในเดือนๆ หนึ่งนั้น เราใช้เงินไปเท่าไหร่ และมียอดคงเหลือเท่าไหร่ ซึ่งการสรุปนี้ ไม่ใช่เฉพาะทำตอนใช้แล้วเท่านั้น แต่ต้องทำก่อนที่จะใช้ เพราะเราจะได้รู้ ว่าเงินของเรามีเพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ และหากว่าไม่พอ เราสามารถที่จะตัดงบประมาณส่วนไหนออกไปได้บ้าง เพื่อที่จะไม่ต้อง มานั่งเครียดทีหลังว่าจะทำอย่างไรดื เมื่อเงินใช้ไม่พอในแต่ละเดือน

  • เงินทองของมีค่าต้องใส่ใจในการหาในการเก็บ

    คนที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต คือ คนที่รู้ฅุณค่าของเงิน เงินทองเป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างต้องดิ้นรนให้ได้มา ด้วยหนึ่งมันสมอง สองมือ และสองเท้า กว่าจะได้เงินมาแสนลำบาก และการจะเก็บมันไว้กับตัวก็แสนยาก เมื่อวิถีของชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่การแสวงหาและเก็บไว้ ตราบใดที่ชีวิตยังต้องพึ่งพาปัจจัยเพื่อความอยู่รอด ที่ไม่ใช่จะมีแค่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคอย่างอดีต ปัจจุบนนี้ยังมีเรื่องของการเดินทาง และการติดต่อสือสารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตอีกด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุลดทอนรายได้ให้กลายเป็นรายจ่ายอันมากมาย จนทำให้คนปกติต้องกลายมาเป็นโรค “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” กันเป็นแถว

    โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ประจำแน่นอนอย่างมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีผลตอบแทนตายตัวครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ ให้อยู่ได้ตลอดเดือนในยุคข้าวของแพงจนต้องรัดเข็มขัดกันให้แน่นหนายิ่งกว่าเวลาขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุกเสียอีก ค่าครองชีพก็วิ่งตามราคาน้ำมัน แต่เงินเดือนกลับไม่ขึ้นตามแต่อย่างใด หรือไม่ก็ต้องแขวนชีวิต รอคอยไปถึงสิ้นปีจึงจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นสักที หากโชคไม่ดีเจ้านายมองไม่เห็นผลงานก็ต้องทนก้มหน้าแบกรับผลตอบแทนที่สวนกระแสค่าครองชีพกันต่อไป

    หนทางแห่งความอยู่รอดไม่ได้มีเพียงแค่วันนี้ เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปบนเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเงิน การจะใช้จ่ายอะไรจำเป็นต้องคำนึงถึงพรุ่งนี้ที่รออยู่ด้วยว่าจะเป็นเช่นไร ตัวเราจะกลายเป็นภาระให้แก่ลูกหลานหรือสังคมหรือไม่ในยามแก่เฒ่าจะ กินอยู่หลับนอนที่ไหนจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

    วันนี้ยังมีเรี่ยวแรงทำมาหากินได้อยู่ เงินทองที่หาได้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาชีวิตให้ทิ้งห่างจากการเป็นภาระให้สังคม และคนรอบข้าง การวางรากฐานที่ดีให้อนาคตควรเริ่มจากการเก็บออม และรู้คุณค่าของเงินที่หามาได้ หรืออาจจะพูดเป็นภาษาทางการได้ว่า “การจัดการกับเงินเป็นเรื่องการวางแผนการเงินของตัวเองในปัจจุบันอย่างมีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดผลตามที่คาดหวังเอาไว้ในอนาคต” ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการออมเงิน การลงทุน การกู้ยืม และการป้องกันความเสียงทางการเงิน ซึ่งเทคนิคที่ จะนำพาไปส่ความสำเร็จในการใช้เงิน คือ

    – การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ฉลาดชื้อ ฉลาดใช้ อย่างมีวินัย อย่าใช้เกินตัว
    – การเก็บออม ออมอย่างสมํ่าเสมอ ให้พอใช้ตามสมควรทั้ง ในปัจจุบันและอนาคต
    – การลงทุน สร้างฐานะแบบไม่โลภ ลงทุนแล้วยังกินอิ่มนอนหลับ สุขภาพจิตดี
    – การกู้ยืม เอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อนเท่าที่จำเป็น จัดการกับหนี้ก่อนที่หนี้จะจัดการคุณ
    – การป้องกันความเสียงทางการเงิน มีเงินเหลือก็ควรเผื่อไว้บ้าง

    ถ้าคุณสามารถทำได้ตามขั้นตอนเหล่านี้อยู่ก่อนแล้วก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณเข้าใกล้ความสำเร็จในการใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย แต่ถ้ายังทำไม่ได้สักข้อ หรือทำได้ดีเพียงบางข้ออย่างการชำนาญในการกู้ยืม หรือทำบัตรเครดิต ผมคงต้องรบกวนให้คุณอ่านในเว็บ Millionaire Academy ต่อ แล้วคุณจะพบว่าการเป็นคนมีเงินได้นั้น ยากนิดเดียว (ไม่ใช่ไม่ยากนะครับ) เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด หรือวิถีชีวิตในบางแง่มุมเท่านั้น!!

  • อยากหมดหนี้ต้องอ่าน

    อยากหมดหนี้ทำอย่างไรดี หลายๆ ท่านในตอนนี้อาจจะมีหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า เอาก้อนโน้นโปะนี่ ยกเลิกอันนั้นแล้วจะหมด แต่สุดท้ายดอกมันเพิ่ม หมุนไปมาการเงินก็สะดุด มีสถาบันการเงินต่างๆ โทรมาขายสินเชื่อเยอะแยะมากมายแต่ก็ไม่ได้รับอะไรเพิ่ม เพราะอยากจะปลดให้หมด วันนี้ผมมีวิธีมาแนะนำเพื่อนๆ ที่อยากหมดหนี้ต้องลองอ่านดูครับ

    หยุดหมุนบัตร คนเป็นหนี้เพราะปัญหาการบริหารเงิน ติดหนี้แล้ว ก็บริหารหนี้ไม่ถูก ที่ต้องหมุนด้วยบัตรหลายใบ ก็เพราะพยายามเพิ่มหนี้เพื่อรักษาเครดิตไว้ แบบนี้เหนื่อยเลยครับ ต้องยอมให้เครดิตหายไปก่อน อยากหมดหนี้ ต้องอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก แล้วค่อยๆ นำรายได้มาจัดการกับหนี้ หมุนตัวนั้นมาจ่ายตัวนี้ เคยมีคนทำหลายคนแล้วแต่ไม่ได้ผลครับ ผมเคยเจอเหตุการณ์นี้อยู่ สุดท้ายคุณจะแค่ยื้อเวลา แต่ได้หนี้เพิ่มมาเรื่อยๆ ลองหาเงินก้อนซักก้อน หรือขายของที่ไม่จำเป็นเพื่อเก็บเป็นเงินสดมาแล้วเอาไปปิดหนี้ดีกว่าครับ ฉะนั้นวิธีนี้คิดให้ดีก่อนครับ

    พยายามจ่ายหนี้เป็นเงินสด ส่วนพวกที่ผ่อน 0% พยายามอย่าซื้อสินค้าหลายอย่างทำให้ผ่อนเยอะ นึกถึงเวลาผ่อนทีเดียวหลายอันคงไม่ไหว แนะนำว่าถ้าปลายปีทำงานได้รับโบนัส ให้รีบมาปิดให้หมด หรือถ้าที่บริษัทมีให้กู้ ในอัตราดอกเบี้ยไม่แพงมาก ก็กู้มาปิดให้หมด และที่สำคัญควรประหยัดด้วยครับ พยายามคิดเสมอว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ลองไปปรึกษาบริษัทก่อนเผื่อมีสวัสดิการช่วยได้

    เจรจาประนอมหนี้ ถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะครับ แต่ใจยังอยากหมดหนี้อยู่ ให้หยุดชำระหนี้ที่เค้าเรียกเก็บทุกเดือน แล้วรอให้เค้าติดต่อมา โดยช่วงที่รอเจ้าหนี้ติดต่อมาก็พยายามเก็บหาเงินไว้นะครับ พอเจ้าหนี้เริ่มโทรมาเค้าจะเริ่มเสนอว่าเราจะจ่ายได้เท่าไร เราก็เลือกอันที่ลดหนี้ให้เรามากที่สุดก่อน ทยอยปิดไปที่ละอัน ไม่ต้องรีบร้อนเพราะยังไงเราก็ไม่มีเงินที่จะจ่ายทีเดียวหมดอยู่แล้ว ช่วงแรกอาจจะวุ่นวายหน่อย เพราะเจ้าหนี้แต่ละเจ้าเค้าจะขยันโทรหาเรา เช้า เย็น มีเบอร์อะไรเค้าจะโทรหาหมด ฉะนั้นถ้าเราอยากหมดหนี้ก็ต้องใจเย็นๆ ด้วยนะครับ

    – ขายของใช้หนี้ หรือถ้าจ่ายไม่ไหวจริงๆ ก็หยุด ถ้ามีสิ่งของใดที่มีค่าก็ควรเอามาแปรไปเป็นเงินไปจ่ายก่อน เช่น มีรถก็ขายรถแล้วไปปิด และที่เหลือก็หยุดใช้จ่ายแบบมากๆ แบบแต่ก่อน และเก็บเงินต่อเพื่อให้มีเวลาได้จัดการชีวิตตัวเอง หรือถ้าไม่อยากหยุดใช้จ่ายแบบที่แล้วๆ มา ก็หมุนเงินไปแล้วบอกได้เลยว่าการหมุนด้วยบัตรนั้นมาจ่ายบัตรนี้ให้อีกหลายปีก็ไม่จบ เพราะในเมื่อคุณต้องหมุนจ่ายแล้วนั่นหมายถึงว่าคุณไม่มีเงินพอใช้จ่ายเรื่องพื้นฐานแน่นอน แนะนำให้เว้นจากการใช้จ่ายแบบแพงๆ เกินรายได้ของตัวเองเพื่อตั้งหลักแล้วค่อยๆ จบหนี้ที่มีอยู่ไปทีละตัว ผมเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน ให้คำแนะนำได้ ส่วนตัวคุณจะเลือกอย่างไหนขึ้นอยู่อยู่ที่ตัวคุณเองครับ

    ใช้หนี้ตามสเต็ป ถ้าหนี้คุณไม่เร่งด่วน ก็ใช้คืนเป็นรายปีหรือรายเดือนเป็นขั้นบันไดที่เขาให้ใช้คืน แล้วนำเงินสดที่มีไปซื้อกองทุนรวมที่ปันผลดีๆ นำเงินปันผลที่ได้ไปจ่ายค่าหนี้นั้น อันนี้ก็ดีนะครับ

    เปลี่ยนวิถีชีวิตในการใช้จ่ายเงิน

    สุดท้ายนี้ถ้าท่านเป็นหนี้ และอยากหมดหนี้ ท่านต้องลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้มากเท่าที่ทำได้ เพื่อจ่ายหนี้ให้หมดโดยเร็วที่สุด ยกตัวอย่างเช่น

    – ทำอาหารกินเอง ซื้อทานเฉพาะมื้อกลางวัน มื้อเช้าและเย็นให้ทานที่บ้าน (ถ้าทางบ้านทำกับข้าวไว้ทานเองนะ)
    – ไม่ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า ถ้ามันยังใช้ได้อยู่
    – ไม่เที่ยว ไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ไม่ซื้อนิตยสารต่าง ๆ
    – ไม่ซื้อมือถือแพงๆ ไม่ติดเน็ต ไม่ติดยเคเบิลทีวี
    – ไม่ทำประกันทุกชนิด
    – มีรถให้ติดแก็ส ถ้าไม่มีให้ใช้มอร์เตอร์ไซต์ ประหยัดค่าเกินทางได้เยอะ
    – โดยสารรถประจำทางจะช่วยให้คุณประหยัดได้มาก
    – สรุป พยายามไม่จ่ายอะไรเลยที่เกินความจำเป็น และอดทนเพื่อผ่อนหนี้ให้หมดเร็วที่สุด

    สรุป

    การก่อหนี้ถ้าทำเพื่อให้ได้รายได้เข้ามาในอนาคต ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ก็ต้องระมัดระวังและทำด้วยความรอบคอบครับ แต่หากก่อหนี้แล้วไม่เกิดประโยชน์ เช่น การนำไปเพื่อบริโภคสิ่งของฟุ่มเฟือยอันนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คือต้องลดหรือหยุดการใช้จ่ายแบบนี้ครับ ควรบริโภคเพียงแค่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานก็พอแล้ว หรือก็ไม่ควรบริโภคเกินความสามารถในการหารายได้

    วิธีการปลดหนี้ที่ทุกคนจำเป็นต้องทำก็คือคงต้องเพิ่มรายได้ให้มากที่สุด ลดรายจ่ายประจำให้ต่ำลง แก้ไขปัญหาจัดลำดับความสำคัญก่อนและหลัง ในไม่ช้าหนี้สินก็ค่อยหมดไป และกลับมาเป็นบวก ข้อสำคัญต้องรู้จักทำงานด้วยความขยัน อดทน ประหยัด ซื่อสัตย์ และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทำได้ดังนี้ หนี้สินไม่มี แถมยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้ ในวันข้างหน้าด้วยครับ

  • แนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบที่คุณต้องรู้

    แนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบที่คุณต้องรู้ ด้วยเศรษฐกิจทุกวันนี้ หลายๆ คนใช้จ่ายเงินแบบหมุนไม่ทัน ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินทั้งในระบบ และนอกระบบ ทำให้หลายๆ คนคิดว่าคงยากที่ธนาคารพาณิชย์ของเอกชนจะปล่อยกู้โดยที่ลูกหนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะธนาคารพาณิชย์ของเอกชน เขาตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไรของผลประกอบการ หาได้ตั้งมาเพื่อช่วยคนมีหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผมจะแนะนำแนวทางวิธีปลดหนี้นอกระบบครับ

    – ขั้นแรกลองคุยกับเจ้าหนี้ดู ยื่นระยะเวลาออกไปหน่อย แบ่งจ่ายเป็นกี่งวดก็ว่ากันไป นานหน่อยแต่ยังชดใช้ ผมคิดน่าจะลองคุยได้นะครับ

    – หรือลองเข้าไปคุยกับทางธนาคารออมสิน ว่าเราเป็นหนี้นอกระบบอยู่ ปรึกษาทางธนาคารดูว่าสามารถ โอนหนี้มาชำระ ที่ธนาคารออมสินที่เดียวได้มั้ย โดยให้ธนาคารออมสิน เป็นฝ่ายประนอมหนี้ให้ ดอกเบี้ยถูก และชำระผ่อนระยะยาวได้ ต้องเข้าไปคุยรายระเอียดและเงื่อนไขกับธนาคารอีกที เห็นตอนนี้ทางธนาคารออมสินช่วยเหลือผู้เป็นหนี้บัตร ทั้งในและนอกระบบ โดยจะแบงค์ประนอมเจ้าหนี้ ชำระจ่ายให้เรา และเรามาจ่ายให้ทางธนาคารอีกที โดยดอกเบี้ยถูก

    – เพิ่มเติม คือ เพื่อนผมมีปัญหา เรื่องหนี้นอกระบบ เพื่อนผมเคยเข้าไปคุยกับธนาคารออมสิน ธนาคารให้เอกสารมากรอกคำร้อง และธนาคารจะดูบัตรทุกใบและพิจารณา ถ้ากู้ไปใช้หนี้มากกว่า 100,000 บาท ต้องใช้ สินทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือของมีค่าใดที่ตีเป็นเงินสดได้ แต่ถ้าไม่เกิน 30,000 บาท ใช้บุคคลมีเงินดือนค้ำประกันครับ ไม่เช็คเครดิตบูโร ดอกเบี้ยถูกกว่าบัตรเครดิตครับ ร้อยละ 6% ต่อปี

    – ถ้ากู้เงินโดยนำที่ดินไปค้ำประกัน หากคุณทำงานบริษัท มีรายได้ประจำลองไปติดต่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ดูไหมครับ (อันหลังนี่น่าจะได้ง่ายกว่า) เพราะว่าธนาคารสองธนาคารนี้ เท่าที่คนรู้จักกันเค้าไปติดต่อมา และเล่าให้ฟังว่าเค้ายินดีให้ ลูกเป็นผู้กู้ร่วมกับพ่อหรือแม่หรือญาติ (กรณีพ่อหรือแม่หรือญาติเป็นเจ้าของที่) และใช้ที่ดินในการค้ำประกันน่ะครับ

    – ส่วนเรื่องสินเชื่อส่วนบุคคล ดอกเบี้ยธนาคารคิดก็ไม่น้อยแล้วครับ ดูดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็นตัวอย่าง เรื่องแบบนี้ ไม่ได้แก้ที่สถาบันการเงินครับ ต้องแก้ที่ผู้ปล่อยกู้ พวกปล่อยกู้นอกระบบกับพ่อค้าแม่ค้า คนงาน แบบนี้ส่วนใหญ่ปีเดียวคืนทุนครับ แล้วลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมา คือยอมจะหยุดจ่ายหนี้ธนาคารมากกว่าหยุดจ่ายหนี้คนปล่อยกู้นอกระบบ เพราะธนาคารมีการประนีประนอม แต่คนปล่อยกู้นอกระบบจะใช้แนวทางข่มขู่เรา

    – แต่ถ้าเราเครดิตดี ลองสมัครสินเชื่อบุคคล (Personal Loan) ดู แต่ดอกเบี้ยก็ที่ประมาณ 28% ต่อปี แต่ก็น่าจะถูกกว่าดอกเบี้ยนอกระบบ เพราะในบรรดาสินเชื่อที่มีในระบบ สินเชื่อชนิดนี้น่าจะตรงกับ วัตถุประสงค์ของเรามากที่สุด แม้ว่าดอกเบี้ยอาจจะสูงกว่าเงินกู้อย่างอื่น แต่ก็ไม่ต้องจดจำนอง (มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน) และระบุในเหตุผลของการกู้ได้เลยว่า กู้เพื่อชำระหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม หากสามารถกู้เงินในประเภทสินเชื่ออื่นได้ก็ลองดูครับ เพราะดอกเบี้ยถูกกว่ากันเยอะ ลองดู Profit and Loss ของแต่ละประเภทสินเชื่อดู

    – เอาเงินไปฝากธนาคารทุกๆ วัน แล้วค่อยถอนมาใช้หนี้ ให้มีเงินหมุดเวียน เช่น ขายได้วันละ 1000 บาท ก็เอาไปฝากธนาคารก่อน แล้วก็ถอนออกมาให้มีเงินเข้าออกทุกๆวัน สัก 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็ทำการขอโอดี ดอกจะถูกกว่านอกระบบ น่าจะอยู๋ที่ 15% ต่อปี กับหนี้นอกระบบ ร้อยละ 20% ต่อเดือน ทำให้เป็นระบบ แล้วก็ไม่ต้องไปบอกธนาคารตรงๆ นะครับ ว่าจะเอามาใช้หนี้นอกระบบ ให้บอกธนาคารไปว่า จะนำเงินไปเป็นทุนหมุนเวียน หรือไม่ก็ถ้าไม่อยากขอโอดี ก็ พวกสินเชื่อ sme มีหลายที่มากช่วงนี้ แต่เราต้องทำบัญชีก่อน และมีเงินเข้าออกทุกๆวัน ธนาคารให้กู้อยู่แล้ว

    – หรือถ้าหนี้นอกระบบล้นพ้นตัว ต้องแก้ด้วยวิธีนอกระบบครับ จะเอาความเป็นทางการไปแก้ปัญหา มันก็แก้ไม่ถูกที่ อาจจะต้องพาผู้หลักผู้ใหญ่ของเราไปเจรจากับเค้า หักหนี้ลงเหลือไม่เกินครึ่งแล้วชำระเป็นก้อนไป โดยธนาคารออกให้ทั้งก้อน แล้วมาผ่อนธนาคารดอกต่ำๆไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นธนาคารต้องดูว่าเรามีโอกาสผ่อนใช้หนี้คืนด้วยครับ หลายๆ ปีก็ได้

    – หรือถ้าโดนเจ้าหนี้นอกระบบโกง เราจ่ายแล้ว แต่บอกว่าเรายังไม่จ่าย หรือจ่ายไปตอนไหน เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที มันเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับลูกหนี้ ถ้าคุณไม่อยากติดหนี้เยอะอย่างนี้ ลองดูวิธี้ คือ คุณอาจถ่ายคลิป หรือถ่ายรูปตอนที่คุณจ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อเป็นพยานว่าคุณได้จ่ายเงินไปแล้ว ถ้าพวกเจ้าหนี้ยังเอารัดเอาเปรียบอย่างนี้ ทางที่ดีคุณควรพาเจ้าหน้าที่ทางราชการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยเลยครับ

    – ยืมเงินคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง บอกเค้าว่าเราเดือดร้อนจริง อยากปลดหนี้นอกระบบให้หมดไป เพราะการมีหนี้ระบบอยู่ ทำให้เป็นอันตรายต่อตัวเรา ถ้าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ยินดีช่วยเหลือคุณ โดยให้คุณนำเงินไปใช้หนี้ ส่วนเงินก้อนี้คุณก็ผ่อนพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคุณต่อ คุณจะสบายใจกว่าเป็นหนี้ต่อคนแปลกหน้า

    – สุดท้าย ถ้าไม่มีจริงๆ อย่าหนีโดยการย้ายถิ่นฐานเลย จะทำให้คนที่อยู่ข้างหลังคุณลำบากนะครับ ค่อยๆ เจรจา และผ่อนผันไปดีกว่านะครับ ถ้าจ่ายเงินต้นไม่ได้ ให้จ่ายดอกเบี้ยไปก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยรวบรวมเงินต้นไปคืนเค้า เงินกู้นอกระบบต้องเจรจาประนีปะนอมครับ

    ผมก็ขอเอาใจช่วยให้ทุกๆ ท่านมีหนี้นอกระบบ และอยากปลดหนี้นอกระบบให้หมดไป ขอให้ทุกๆ ท่านสมหวังดังที่ปรารถนาทุกประการนะครับ และที่สำคัญถ้ามีโอกาสให้ทำบุญทำทานด้วยนะครับ บุญกุศลจะส่งผลมาช่วยเหลือท่านในยามที่ชีวิตท่านทุกข์อยู่ และบุญกุศลจะช่วยเปิดทางให้กับชีวิตของท่านได้ครับ

  • หาเงินปลดหนี้ด้วยอาชีพปลดหนี้

    ในบางช่วงของชีวิตหลายๆ ท่านอาจจะมีหนี้สินอยู่ ที่จำเป็นต้องหาเงินไปชำระให้ได้ตามเวลา ซึ่งทำให้เกิดความเครียด ซึ่งอาจจะนำพาเราไปสู่ความเจ็บป่วยได้ ถ้าท่านมีหนี้ท่านต้องค่อยๆ ใจเย็นครับ ค่อยๆ คิดหาทางออกให้กับชีวิตของตนเอง ในบทความนี้ผมจะแนะนำให้เรามาหาเงินปลดหนี้ด้วยอาชีพปลดหนี้กันดีกว่าครับ ผมจะหามาเท่าที่จะหาได้นะครับ

    1. หาเงินปลดหนี้ด้วยการเป็นนักธุรกิจขายตรง

    นักธุรกิจขายตรงเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความขยันล้วนๆ บวกความเฮงของคุณด้วย เป็นงานที่ทำมากก็ได้มาก ขยันหาคนเป็นดาวไลน์ ต้องพูดจูงใจคนเก่งๆ และแผนธุรกิจของบริษัทขายตรงที่คุณทำก็ต้องดีด้วย สินค้าก็ต้องพอใช้ได้ และต้องมีเพื่อนเยอะพอที่คุณจะไปแนะนำธุรกิจขายตรงได้ แต่ให้ตื้อแค่ครั้งสองครั้งพอ ไม่งั้นคุณจะเสียเพื่อนไปตลอดชีวิตคุณ ผมเห็นนักธุรกิจขายตรงหลายๆ คนตื้อมากจนเกินขนาด ตื้อจนเค้าพยายามหลีกลี้หนีคุณไป ฉะนั้นให้ตื้อแต่พอดีนะครับ ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ มันดีอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น ถ้าคุยแล้วเค้ามีแนวโน้มสนใจที่จะทำ คุณค่อยทำขั้นตอนต่อไป และอย่าขายฝันจนเกินจริงเด็ดขาด จะทำให้ดาวไลน์ของคุณเมื่อศึกษาแผนธุรกิจจริงๆ แล้ว จะกล่าวหาว่าคุณหลอกลวงเค้าได้

    2. หาเงินปลดหนี้ด้วยการขายประกัน

    งานขายประกัน มีผลลัพธ์อยู่ที่ขายได้ และขายไม่ได้ บางทีคุณอาจจะเสียเวลาเป็นวันเพื่อลูกค้าคนเดียว แต่สุดท้ายเค้าไม่ตกลงที่จะทำ หรือบางช่วงคุณจะไปขายใครก็มีคนทำด้วยตลอด งานนี้คุณก็ต้องพูดเก่ง มีเพื่อนเยอะ และทำบุญเอาไว้มากๆ ให้บุญกุศลหนุนนำให้คุณขายประกันได้ คนขายประกันบางคนขายได้เดือนละหลายหมื่นก็มี หรือขายใครไม่ได้นอกจากขายได้แต่กับญาติพี่น้องก็มี เช่นกันคุณต้องหาโอกาส และศึกษากลยุทธ์การขายประกันจากรุ่นพี่ของคุณ ที่เค้าขายมาก่อนว่าทำอย่างไร ถึงมีโอกาสขายได้

    3. หาเงินปลดหนี้ด้วยการเล่นหุ้น

    การเล่นหุ้น เหมาะสำหรับท่านที่มีหนี้ระยะยาว คือ ไม่รีบว่าจะต้องจ่ายเดือนหน้า หรือจ่ายให้หมดในปีนี้ เพราะการเล่นหุ้นเป็นอะไรที่กว่าจะได้กำไรก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ให้เล่นแบบคนใจเย็น ถือหุ้นไว้นานๆ ขายเมื่อถึงเวลาสมควรขาย และการเล่นหุ้นให้ได้กำไรควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอยู่สม่ำเสมอ อย่าให้ตกขบวน และที่สำคัญให้เล่นหุ้นอย่างมีสติ ศึกษาแบบรู้เขารู้เรา ไม่งั้นแทนที่หาเงินใช้หนี้ คุณกลับจะหมดตัวไม่เหลืออะไร จนทำให้ติดลบได้ การเล่นหุ้นมีกลยุทธ์เยอะมาก คุณต้องศึกษาให้ทะลุปรุโปร่งเลยหล่ะครับ ไม่งั้นจะเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟของตลาดหุ้นไป

    4. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำงานบนเรือสำราญ

    งานบนเรือสำราญนั้น ให้เงินตอบแทนค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะอาชีพเด็กเสิร์ฟบนเรือที่ได้เงินเดือน รวมทิปแล้วได้ถึงเดือนละเป็นแสนเลยทีเดียว แต่คุณสมบัติที่คุณต้องมีก็คือ พูดภาษาอังกฤษได้ รักงานบริการ และร่างกายแข็งแรง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป คุณก็ต้องไปเสริมในข้อนั้นให้ดีขึ้น แต่ถ้ามีคุณสมบัติที่ว่าแล้วหล่ะก็ โอกาสที่คุณจะได้ไปทำงานบนเรือมีเงินเดือนเรือนแสนก็ใกล้เข้ามาทุกที ถ้าคุณได้เข้าไปทำงานแล้ว ตั้งใจเก็บเงินดีๆ ในปีๆ หนึ่งคุณจะมีโอกาสเก็บเงินได้เรือนล้านเลยนะครับ ขอบอก

    5. หาเงินปลดหนี้ด้วยการสร้างธุรกิจส่วนตัว

    การสร้างธุรกิจส่วนตัว เหมาะสำหรับท่านที่มีหนี้ต้องการในระยะปานกลาง คือไม่ใช่ปีนี้ หรือปีหน้า เป็นหนี้ที่ยังจ่ายได้เรื่อยๆ ให้ท่านนำเงินไปสร้างธุรกิจส่วนตัว เพื่อทำให้เงินของท่านนั้นมากขึ้น ตามจำนวนเงินที่ท่านได้ลงทุนไป ช่วงนี้ธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย ต้องใช้ความขยัน ความพยายาม ให้ท่านพยายามหาช่อวงว่างของตลาดอยู่เสมอ อย่าทำอะไรที่คนแห่กันไปทำ ให้ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าธุรกิจนั้นๆ ยังไม่มี อาจจะหาไอเดียจากการหาอ่านหนังสือธุรกิจของต่างประเทศมาดูครับ

    6. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำเว็บไซต์

    ทำเว็บไซต์ในเรื่องราวใดๆ ก็ได้ที่คุณสนใจ ให้เขียนบทความใส่เว็บวันละ 1 บทความ ใน 1 ปีคุณจะได้ถึงประมาณ 365 บทความ (ถ้าคุณเขียนทุกวันนะ) ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจริงๆ เราจะมีข้อมูลในหัวมาก จะทำให้เขียนได้ทุกวัน ไม่เบื่อ เมื่อเว็บมีผู้ชมเข้ามาชมหลักพันคนต่อวัน ให้คุณนำไปขายพวกนายทุนที่ทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าเว็บไซต์คุณเจ๋ง เมื่อคุณประกาศขายจะมีคนรอรับซื้อเว็บไซต์คุณมากมาย

    6. หาเงินปลดหนี้ด้วยการทำงานสุจริตอาชีพใดก็ได้

    ถ้าตอนนี้คุณทำงานอยู่แล้ว แต่มีหนี้สินอยู่ ถ้าคุณคิดว่าการเปลี่ยนงานทำให้เงินเดือนของคุณเพิ่มมากขึ้น ก็ให้เปลี่ยนงานซะเลย ให้เลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงในสายงานของคุณ จ่ายเงินโบนัสสูง แต่ถ้าคิดว่าช่วงนี้ดูๆ แล้วเปลี่ยนงานไป เงินเดือนก็เท่าๆ เดิม ก็ให้ทำงานที่เดิมไปก่อน ขยันทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และขอขยับตำแหน่ง เพิ่มเงินเดือน และพยายามลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลงไป ให้ใช้เงินเมื่อจำเป็นต้องใช้ ไม่ใช้เงินเมื่อต้องการใช้

    สรุป

    อาชีพปลดหนี้จริงๆ แล้ว มันก็คือ ทุกๆ อาชีพนั่นแหล่ะครับ อยู่ที่ว่าเมื่อเราได้เงินจากการประกอบอาชีพมาแล้ว เราจะควบคุมการใช้จ่ายเงินของเราได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราเงินเดือนน้อย เราก็ต้องใช้น้อย ไม่ใช่ว่าเงินเดือนน้อย แต่ใช้มาก อย่างนี้เมื่อไหร่ก็เป็นหนี้ครับ และถึงแม้คุณมีรายได้มาก คุณก็ยังต้องควบคุมการใช้จ่ายอยู่ดี เพราะเงินเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป นอกจากจะเอาไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ เพิ่มเติม

    สุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ทุกๆ ท่านปลดหนี้ของตัวเองให้ได้ในเร็ววันนะครับ

  • การออมเงินคืออะไร

    ถ้าจะพูดถึงเรื่องการออมเงินคืออะไร หรือการออมเงินหมายถึงอะไร ส่วนใหญ่แล้วเราจะรู้จักความหมายในคำๆ นี้ เป็นอย่างดี ต่างคนก็อาจจะต่างทฤษฎีกันไป ตามแต่ว่าแต่ละท่านใช้วิธีไหนแล้วได้ผล บางท่านต้องใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบเจ้าของกิจการ บางท่านต้องใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบพนักงาน เพราะต่างอาชีพต่างวิธีการ บางท่านก็ไม่มีทฤษฎีการออมเงิน เก็บเงินออมเงินแบบตามใจฉัน มีก็เก็บ ไม่มีก็เก็บ ก็หลากหลายวิธีกันไปครับ

    แต่ถ้าจะอธิบายกันเชิงทฤษฎีแล้ว การออมเงินคือ ส่วนต่างของรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ หรือ รายได้ลบรายจ่ายเท่ากับเงินออม อาจกล่าวได้ง่ายๆ ว่า เงินออมเป็นเงินรายได้ที่เหลือจากค่าใช้จ่ายแล้วนำมาเก็บสะสมทีละเล็กที่ละน้อยให้เพิ่มขึ้นขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

    สำหรับท่านที่รู้จักการเก็บเงินออมเงินในวันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะการออมเป็นการยอมเสียสละที่จะไม่ใช้จ่ายในวันนี้ แต่เลือกที่จะเก็บสะสมเงินเพื่อใช้จ่ายในวันข้างหน้า ทำให้เงินทองทรัพย์สินของท่านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะว่าไปแล้ว คนรวยส่วนใหญ่นั้น เค้าไม่ได้ร่ำรวยมีเงินทองมาเพราะมีโชคอย่างการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลใหญ่ หรือส่งรายการชิงโชคต่างๆ แล้วแจ๊คพอตได้เงินล้าน หรือชีวิตเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่คนรวยเหล่านั้นนั้นเขามีความคิดที่จะรู้จักการเก็บหอมรอมริบ ผสมเล็กผสมน้อย และรู้จักการวางแผนการใช้เงิน เพราะฉะนั้นความสามารถในการออมจะมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มรายได้ และหาวิธีการลดรายจ่ายของแต่ละบุคคล

    ยกตัวอย่างการออมเงิน เช่น เดือนนี้คุณมีรายได้ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจำนวน 15,000 ดังนั้นคุณจะมีเงินเหลือ 5,000 บาท และหากคุณตัดสินใจไม่ใช้จ่ายเงินที่เหลือนี้ แต่นำไปเก็บออมเดือนละ 5,000 บาท ต่อไปเรื่อยๆ ลองคิดดูว่าเมื่อครบหนึ่งปีคุณจะมีเงินออมทั้งสิ้น ถึง 60,000 บาท 10 ปีก็ได้ 600,000 บาท 20 ปี ก็ได้ 1,200,000 บาท นี่ไม่นับรวมถึงในอนาคตเงินเดือนคุณอาจจะเพิ่มขึ้น การเก็บออมของคุณอาจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    อาจะมีหลายท่านบอกว่า ทุกวันนี้หาเงินก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว จะให้ไปหาเงินออมมาจากที่ไหน เราก็ต้องมองไปว่าในเดือนๆ หนึ่ง เราใช้จ่ายเงินไปกับเรื่องใดบ้าง เอาเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ส่วนที่สัพเพเหระมีอะไรบ้างที่เราอดใจไม่ได้ที่จะต้องนำเงินมาใช้ เพราะเงินทองไม่สามารถเดินออกไปเอง ถ้าเราไม่ใช้มัน อยู่ที่ว่าเราจะรู้จักหา และเก็บออมเงินอย่างไร

    การออมเงินคืออะไร เราก็ได้กล่าวไปแล้ว เราจะมากล่าวถึงข้อดีการออมเงินบ้างดีกว่า การออมเงินสามารถสร้างความเป็นอยู่ฐานะด้านการเงินในอนาคตให้ดีขึ้น ทำให้เรามีเงินไปลงทุนในด้านต่างๆ และที่สำคัญที่สุด ทำให้เราไม่เป็นหนี้ ซึ่งถ้าเราอยากออมเงินให้ได้ทุกเดือน เราจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการออม เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะต้องมีบ้าน หรือคอนโด เป็นของตนเองในอนาคตให้ได้ และเงินออมจะทำให้เป้าหมายของเราเป็นจริงได้ และเงินออมยังมีประโยชน์ในยามฉุกเฉิน เช่น ยามเจ็บป่วย หรือในคราวที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนจริงๆ เงินออมตรงนี้ก็จะถูกออกนำมาใช้ได้

    การที่เรามีเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างแน่นอน ที่จะต้องใช้เงินไปเติมเต็มในสิ่งนั้น จะทำให้เราเกิดความกระตือลือล้นในการออมเงินเป็นอย่างมาก ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปตามความฝันของแต่ละคน บางคนอาจจะไม่อยากได้ บ้าน หรือคอนโด เพราะมีแล้ว อาจจะอยากต้องการการศึกษาที่สูงขึ้นไป หรือบางท่านอยู่วัยเกษียณแล้ว เก็บเงินมาทั้งชีวิต ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็อาจจะนำเงินนั้นมาตั้งกองทุนการกุศล ไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม หรือบริจาคเข้างานบุญต่างๆ เงินออมตรงนี้ก็มีส่วนช่วยท่านได้

    ส่วนเรื่องของการออมเงินที่จะออมอย่างไรนั้น ในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธีที่เราจะสามารถเลือกใช้ในการออมเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นการฝากประจำ และไม่ประจำกับทางธนาคาร หรือเลือกที่จะออมเงินไว้ที่ตัวเราเองก็ได้ แต่วิธีนี้เราต้องมีระเบียบวินัยที่สูงในการออม เพราะเงินอยู่ใกล้ตัว เราสามารถนำออกมาใช้จ่ายได้ตลอดเวลา

    จุดเริ่มต้นของการออม ให้ถือว่าเงินออมเป็นรายจ่ายส่วนหนึ่งที่ต้องชำระทุกๆ สิ้นเดือน เป็นการบังคบตัวเองนิดหนึ่ง แต่การอดเปรี้ยวไว้กินหวานย่อมเป็นผลดีกับตัวเองเสมอครับ

    สำหรับวิธีการออมเงินแบบต่างๆ ในเว็บนี้ก็มีหลายๆ บทความเกี่ยวกับการออมเงินให้ท่านผู้อ่านได้ลองอ่านกัน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางการออมเงินครับ

  • การคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

    ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอื่น เราควรจะรู้จักการใช้เงินของเราก่อน เป็นการคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพราะว่าการใช้เงินเป็นเรื่องที่เราจะต้องระมัดระวังมากที่สุด มีหลายคนที่ใช้เงินตามใจตัวเอง ทำให้ต้องมานั่งร้องไห้ทีหลัง เพราะว่าเกิดอาการที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง รายจ่ายมีมากกว่ารายรับ ซึ่งราย จ่ายบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเรียกว่าเป็น ของใช้ฟุ่มเฟือยนั่นเอง แต่ก็มีหลายครั้งที่เราไม่สามารถจะห้ามใจตัวเองได้ หรือกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ซื้อของมาเต็มมือแล้ว ดังนั้นเรามีเทคนิคการจับจ่ายซื้อของแบบที่ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลังมาฝากกันครับ

    1.จดรายการใชัจ่าย

    เราควรเสียเวลาวันละไม่กี่สิบนาทีเพื่อมาทบทวนว่าในวันหนึ่งๆ เราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าข้าว หรือว่าการชื้อนู่นซื้อนึ่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เพราะการที่เราจดรายละเอียดการชื้อ จะทำให้เราสามารถรู้ว่าในแต่ละวันเราได้ใช้จ่ายในเรื่องใดไปบ้าง และเราจะได้นั่งทบทวนว่าสิ่งที่เราใช้จ่ายไปนั้น จำเป็นและเหมาะสมไหม เราใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราใช้จ่ายไปโดยไม่คิดอะไรมาก แต่รายจ่ายที่เราใช้ไปนั้น เมื่อรวมๆ กันแล้ว ก็เป็นเงินอยู่มาก การที่เรามาทำรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน จะทำให้เรามีสติ ยั้งคิดในการใช้เงินครั้งต่อไป ว่าสมควรที่จะใช้หรือเปล่า

    2.ตัองรู้รายไดัของตัวเอง

    ก่อนที่จะวางแผนการใช้จ่าย เราควรที่จะรู้รายได้ตัวเอง ไม่ใช่ใช้ตามเพื่อนไปหมดทุกอย่าง เพราะว่ารายได้เรากับรายได้เพื่อนไม่เท่ากัน ดังนั้น เวลาที่เราใช้อะไร จะต้องประมาณตัวเองว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ สามารถที่จะจ่ายตรงนี้ด้ไหม ซึ่งรายได้ของเราก็อาจจะมาจากหลายทาง โดยที่มีรายได้หลักอยู่ที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นบริษ้ทที่เรากินเงินเดือนอยู่ ส่วนรายได้เสริมของเราก็อาจจะเป็นการเขียนหนังสือ ขายของเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องคำนวณเอาไวให้ดืว่า ใน แต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไหร่ มีรายได้ที่แน่นอนคิดเป็นกี่เปอร์เช็นต์ของรายได้ และมีรายได้ที่ไม่แน่นอนอีกเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้วาง แผนการใช้เงินของเราได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง ตองรู้รายจ่ายในแต่ละเดือน

    3.ต้องรู้รายจ่ายในแต่ละเดือน

    เมื่อรู้รายรับแล้ว สิ่งต่อไปที่เราพึงจะต้องรับรู้เอาไว้ก็คือ ใน แต่ละเดือนค่าใช้จ่ายของเรามีอะไรบ้าง ซึ่งในแต่ละเดือน สิ่งที่เราจำเป็นต้องจ่ายก็คงไม่พ้นค่านํ้า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าของใช้ในบ้าน หรือว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับตัวลูก ซึ่งเราควรจะรวบรวมบิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาคำนวณดูคร่าวๆ และพยายามที่จะคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงินที่เราสามารถจะจ่ายได้โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อน

    เราสามารถที่จะแบ่งคำใช้จ่ายออกเป็นหมวดหมู่ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็คงไม่พ้นหมวดต่างๆ ดังต่อไปนี้
    1. อาหาร
    2. ที่พักอาศัย
    3. สาธารณูปโภค
    4. ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน
    5. เสื้อผ้า เครื่องประดับ
    6. ค่ารถ
    7. ค่าโทรศัพท์
    8. สุขภาพและการรักษา พยาบาล
    9. เรื่องบันเทิง
    10. ของขวัญและการบริจาคต่างๆ
    11. เงินออม
    12. ซื้อของเบ็ดเตล็ด
    13. ค่าใช้จ่ายจิปาถะ

    ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องยึดถือและรู้เอาไว้ว่า เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่จะคำนวณคร่าวๆ ได้ เราควรที่จะคิดทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าเราจะให้เงินขอทาน 5 บาท เราก็ควรจะเก็บมาคิดยิบคิดย่อย ในที่นี้ไม่ได้ หมายความว่าให้เรางก ไม่ยอมทำบุญหรือให้ทานบ้าง แต่หมายถึงเราควรจะนำเงินที่บริจาคทำบุญมารวมเอาไวในคำใช้จ่ายต่างๆ เพราะจะทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น ว่าเงินของเราหายไปอยู่ตรงไหนบ้าง

    การคำนวณรายจ่ายระยะยาว

    เมื่อเราโตขึ้น มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น การคำนวณค่าใช้จ่ายเป็นเดือนๆ คงจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเราควรที่จะรู้จักการคำนวณค่าใช้จ่ายระยะยาว เพื่อที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว หรือว่าวางแผนซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

    การคำนวณรายจ่ายระยะยาว เราอาจจะทำเป็นปี หรือว่าราย 3 เดือน (ไตรมาส) ด้วยก็ได้ ซึ่งการคำนวณค่าใช้จ่ายระยะยาวจะทำให้เรามองเห็นภาพกว้างๆ ของการใช้จ่ายของเรา เหมาะสำหรับเวลาที่เรามีภาระต้องใช้จ่าย อย่างเช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก เป็นต้น ซึ่งหากว่าเราคำนวณคำใช้จ่ายระยะยาวแล้ว เมื่อเรา ต้องการที่จะผ่อนของ หรืออสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าน หรืออยากจะผ่อนรถ เราก็สามารถดูได้ว่าเรามีศักยภาพที่จะใช้จ่ายตรงนี้ไหม หรือว่าจะต้องรอเก็บเงินไปอีกนานไหม ถึงจะมีเงินในการชื้อของใหญ่ๆ เป็นต้น

    ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

    บางคนที่ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาก่อน พอมาทำแล้ว อาจจะตกใจกับรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารที่แพงแสนแพง หรือว่าขนมนมเนยที่ไม่จำเป็น หรือของจุกจิกที่เราเห็นว่าน่ารักกุ๊กกิ้ก เลยชื้อมาหลายอันโดยไม่จำเป็น ซึ่งตรงนี้เราสามารถที่จะควบคุมได้ ซึ่งเมื่อเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว เราเห็นว่าอะไรไม่จำเป็น หรือว่าตัดได้ก็ควรตัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นพวกของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ และเมื่อเราตัดไปแล้วจะทำให้เรารู้สึกเลยว่า เงินของเราเหลือเยอะขึ้น และสามารถน่าไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

  • วิธีหาเงินล้าน ฉบับคนเดินดิน

    เงินล้าน

     

    หลายๆ ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าชีวิตนี้ตนเองจะสามารถหาเงินล้าน หรือจับเงินล้านได้ อาจจะเนื่องด้วยเงินเดือนน้อย ธุรกิจซบเซา หรือมีรายจ่ายในแต่ละเดือนมากมาย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราจะหาเงินล้านกันจริงๆ แล้ว เราสามารถทำได้ ถ้าเราตั้งใจจริงในการหาเงินล้าน เราต้องก้าวไปถึงฝันนั้นได้

    ไม่สำคัญหรอกว่า คุณจะหาเงินล้านได้อายุ 30 ปี 40 ปี หรือ 50 ปี เพราะในชีวิตบางคนจะมีโอกาสจับเงินล้านได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าคุณหาเงินล้านได้ตอนแก่ ก็ยังมีว่าประสบความสำเร็จ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น อาจจะยังอีกนาน

    วันี้ผมมีวิธีหาเงินล้าน ฉบับคนเดินดิน มาฝากท่านผู้อ่านครับ

    1. ต้องมีงานทำ

    อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และจำเป็นต่อการหาเงินล้านมากๆ ครับ ถ้าท่านไม่มีงานทำ ท่านจะหาเงินล้านมาจากไหน ท่านต้องมีเงินเดือนประจำพอที่จะมีเงินเหลือเก็บได้

    2. ไม่อวดรวย

    ถ้าท่านอยากมีเงินล้าน แล้วอวดรวย โดยที่ยังไม่รวย ใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า เงินเก็บก็ไม่เหลือ ทำงานได้เงินมาไปซื้อของหมด แล้วก็มานั่งกินมาม่าตอนปลายเดือน หรือบางคนกลางเดือนก็ตุนมาม่าไว้แล้ว อย่างนี้ก็ไม่เวิร์คนะครับ

    3. เก็บเงินให้ได้

    ท่องไว้เลยนะครับ เก็บเงินให้ได้ และเก็บเงินให้ได้ เก็บเงินวันนี้อยู่ อนาคตมีสิทธิ์รวยแน่นอนครับ ในเว็บนี้ก็มีบทความเรื่องการเก็บเงินอยู่หลายบทความ ก็ลองอ่านดูนะครับ ซึ่งผมจะเน้นย้ำมากเรื่องการเก็บเงิน เพราะถ้าท่านเก็บเงินไม่อยู่เงินล้านมันก็ปลิวไปจากท่านแน่ครับ

    4. หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้

    เรากำลังจะหาเงินล้าน เรากำลังจะเจริญงอกงาม เราต้องไม่สร้างสิ่งที่ถ่วงชีวิตเราไว้ เราต้องไม่สร้างหนี้ครับ ถ้าเรามีหนี้ เราจะไม่ได้ออมเงิน เราจะต้องหาเงินไปใช้หนี้ ซึ่งจะทำให้การหาเงินล้านของเราล่าช้ายิ่งๆ ขึ้นครับ ผมแนะนำว่าให้ใช้จ่ายแต่จำเป็น หลีกเลี่ยงของแบรนด์เนมที่ราคาแพงเกิน เราใส่เสื้อผ้าราคาไม่แพง ก็หล่อ ก็สวยได้ครับ

    5. อยากมีเงินล้านจริงๆ

    คนที่มีความปรารถนาที่สุด คนที่มีภาพในใจชัดเจนในเงินล้านที่สุด จะได้เงินล้านไปครองครับ มันเป็นศาสตร์แห่งความร่ำรวยชนิดหนึ่ง ที่คิดย้ำๆ ทุกวัน จนสิ่งนั้นเป็นจริง ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ครับ

    6. ทำงานมากกว่าคนอื่น

    ทำงานมากกว่าคนอื่นไปทำไม ก็เพื่อให้คุณได้รับค่าตอบแทนเยอะขึ้น เพื่อให้คุณเลื่อนตำแหน่งได้ไวขึ้น เพื่อให้คุณได้รับคำชมจากหัวหน้ามากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น อย่างเช่น คุณอาจจะทำโอที เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนในแต่ละวันให้มากขึ้น เช่น คออื่นทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คุณก็ทำวันละ 10 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง แต่อย่ามากกว่า 12 ชั่วโมง เดี๋ยวจะไม่ได้จับเงินล้านกันซะก่อน

    7. ไม่โทษดวงชะตา

    บางท่านอาจจะเคยไปดูดวงมา แล้วหมอดูบอกว่า ชีวิตนี้ไม่มีทางรวย ดวงมีฐานะได้แค่นี้ แต่จริงๆ แล้ว ดวงชะตาของคนเราสามารถเปลี่ยนได้ครับ ถ้าคุณไม่กระตือลือล้นใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ยังไงคุณก็อาจจะไม่รวยอยู่แล้ว แต่ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ถ้าคุณอยากจะรวยซะอย่าง ยังไงคุณก็ต้องกระเสือกกระสนตัวเองครับ

    8. อ่านหนังสือที่คนรวยเขียน

    ในปัจจุบันนี้มีคนรวยหลายท่าน ที่ออกมาเขียนหนังสือว่าเค้ารวยได้อย่างไร หรือหาเงินล้านแรกได้อย่างไร เหล่านี้ล้วนเป็นหนังสืออันล้ำค่าที่น่าหามาอ่านมากๆ เพื่อย่นระยะเวลาในชีวิตเรา ไม่ให้ทำผิดพลาดแบบในอดีตของท่านเหล่านั้น ของเมืองนอกที่ดังๆ ก็มี T. Harv Eker ที่เขียน ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของเศรษฐีไทยที่รวยก็มีหลายท่านที่ออกมาเขียนหนังสือ ซึ่งหนังสือแนวนี้ที่ร้านหนังสือมีมากมาย ลองไปหามาอ่านดูครับ

    9. เอาเงินไปลงทุน

    เมื่อคุณทำงาน จนมีเงินเก็บแล้ว ถ้าคุณลองอ่านตารางการเก็บเงินในการหาเงินล้านแรกจากหนังสือต่างๆ คุณจะพบว่า ถ้าคุณเก็บเดือนละ 3000 บาท คุณจะใช้เวลาเกือบๆ 30 ปีทีเดียว กว่าจะมีเงินล้าน คุณอาจจะย่นระยะเวลาการหาเงินล้านลง โดยเอาเงินที่เก็บได้มาในระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี ไปลงทุนทำให้เงินงอกเงย จะสามารถย่นระยะเวลาได้ครึ่งต่อครึ่งเลยครับ ซึ่งการลงทุนก็มีมากมายหลายประเภท อยู่ที่ท่านถนัดเรื่องไหน ก็ลงทุนในเรื่องนั้นๆ

    สรุป

    ถ้าให้ผมประมาณการ จะมีพียง 1 ใน 100 คนเท่านั้น ที่หาเงินล้านได้จริง ไม่นับรวมพวกที่ได้รับมรดก หรือแต่งงานกับคนรวย หรือถูกหวยรวยเบอร์ ท่านที่เริ่มจากศูนย์ แล้วหาเงินล้านได้ ผมขอชื่นชมว่า ท่านเก่งมาก ถ้าท่านรู้วิธีหาล้านแรกแล้ว ล้านที่สองคงหามาได้ไม่ยากครับ ผมขอเปรียบเปรยว่า เหมือนคนที่ทำอาหารยากๆ พอทำครั้งแรกจะรู้สึกว่ามันยาก แต่ทำได้ครั้งนึงแล้ว ครั้งที่สองมันก็จะง่ายขึ้น รู้ว่าเครื่องปรุงแบบนั้นจะไปหาที่ไหน ใส่แบบไหนจะอร่อยเหมือนเดิม ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

    ขอให้หาเงินล้านให้ได้กันทุกท่านนะครับ

  • วิธีการแลกเงินวอนของเกาหลีใต้

    แลกเงินวอน

     

    การแลกเงิน

    ถ้าเราจะไปทำธุรกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ หรือจะไปชอปปิ้งที่นั่นก็ตามแต่ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องทราบวิธีการแลกเงินวอนแบบต่างๆ ก่อนการเดินทาง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุดคือ 28 บาท และสูงสุดที่ 39 บาท ต่อ 1,000 วอน หมายความว่า เงินไทย 28 บาท เราจะได้เงินวอนกลับมา 1,000 วอน อาจจะดูเยอะน่ะครับ แต่ว่า 1,000 วอนนี้เกือบทำอะไรไม่ได้เลย เพราะจะทานข้าวแต่ละมื้อคุณต้องมี 5,000 วอนต่อข้าว 1 จาน หมายถึง จานละ 28×5 คือ 140 บาทต่อข้าว 1จาน ส่วนวิธีการคิดค่าจากเงินวอนเป็นเงินไทยเวลาท่านซื้อของที่เกาหลี ก็ให้เอา ราคาที่เกาหลี คูณกัน กับอัตราแลกเปลี่ยนที่คุณแลกมา เช่น ซื้อเสื้อ 1 ตัว 10,000 วอน และคุณแลกเงินมา 1,000 วอน 28 บาท ก็เอา 10,000 x 0.028 ก็จะได้เท่ากับ 280 บาทนั่นเอง แสดงว่า 10,000 วอนก็เท่ากัน กับ 280 บาท แสดงว่าเสื้อที่ท่านซื้อ 10,000 วอน คือเสื้อราคา 280 บาทไทย ครับ การแลกเงินแต่ละวิธีได้คุ้มเสียต่างกันมากๆน่ะครับ เราลองมาดูกัน การแลกเงินหลักผมแนะนำทั้งหมดมี 4 วิธีดังนี้

    1. แลกเงินไทยเปินเงินวอน

    ท่านสามารถแลกเงินไทยเป็นเงินวอนได้ 4 กรณีดังนี้

    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่สถานรับแลกเงินตราทั่วไป เช่น ซูเปอร์ริช (Super Rich) ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิร์ลนั่นแหละครับ หรือสาขาย่อยอื่นๆ ลองค้นดูจากในเน็ตนะครับ สำหรับอัตราปกติแล้วที่นี่จะอยู่ที่ ซื้อคืน 24 บาท และขาย 28 บาท ต่อ 1,000 วอน
    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่ธนาคารทั่วไป แต่อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างแพง ซื้อคืน 22 บาท แต่ขายเรา 35 บาท ต่อ 1,000 วอน หมายความว่าเราต้องให้เงินถึง 35 บาท สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเราเข้าไปแล้วเรตจะแพงขึ้นอีกประมาณ 36 ถึง 39 บาท จึงจะแลกเงินมาได้ 1,000 วอนครับ
    แลกเงินไทยเป็นเงินวอนที่สนามบินเกาหลี เนื่องจากเงินธนบัตรเกาหลียังไม่ถูกขนส่งมายังไทย เมื่อเราแลกเงินที่นี่ก็ย่อมดีกว่าแต่คงไม่ ดีที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็เซฟตัวเอง เผื่อว่าเราใช้เงินวอนไม่หมด ตอนขายคืนจะได้ไม่ขาดทุนนัก อัตราที่นี่จะอยู่ที่ ซื้อเงินไทย 30 บาท ต่อ 1,000 วอน และซื้อเงินวอนคืน 26 บาท ต่อ 1,000 วอน นั่นก้หมายความว่าถ้าท่านใช้เงินวอนไม่หมดขากลับให้เทขายที่สนามบินซ่ะ อย่าเอากลับมาแลกคืนที่ไทย เพราะจะได้เรตสูงกว่า
    แลกเงินไทยตามสถานรับแลกเงินทั่วไป เช่น แลกเงินที่ตลาดเมียงดง อันนี้ก็ยังอัตราแลกเงินดีกว่าและจากธนาคารบ้านเรา ไว้แลกยามที่ต้องการใช้เงินสุดๆ ก็พอเรตอยู่ที่ ขายเงินวอน 1,000 วอนละ 32 ถึง 36 บาท แต่เวลาที่เราจะแลกคืนเงินวอน จะไม่ได้เงินไทยกลับ เราจะได้เงินดอลล่าสหรัฐกลับ แล้วค่อยเอากลับมาแลกที่ ประเทสไทยอีกที

    2. การแลกเงินไทยเป็นเงินดอลล่าหรือปอนแล้วแลกเป็นวอนที่เกาหลี

    วิธีนี้สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

    แลกเงินไทยเป้นดอลล่าจากไทย เก็บเอาไว้แลกเป็นเงินวอนที่เกาหลี แล้วเอาออกมาจ่ายทีละหน่อย จะต้องใช้เงินวอนเท่าไหร่ก็ เอาดอลล่าที่มีแลกไปเท่านั้น ปัญหาจะอยู่ที่ รอธนาคารเปิดหรือหาสถานแลกเงินให้เจอ ก้ไม่อด แต่วิธีนี้ก็เซฟดี แล้วจึงเอาดอลล่าที่เหลือกลับมาแลกที่ไทย
    แลกเงินไทยเป็นดอลล่าจากไทย แล้วพอถึงเกาหลีก็แลกเป็นวอนให้หมด ส่วนวันที่กลับ เหลือเงินวอนเท่าไหร่ก็แลกคืนที่เกาหลีให้หมด

    3. การใช้บัตรเอทีเอ็ม วีซ่า มาสเตอร์

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้เพราะผมว่าคุ้มสุด แต่ไม่ดีเลยสำหรับการเข้าเมืองเพราะหากมีการตรวจเงิน เราไม่มีเงินโชว์ก็เข้าเมืองไม่ผ่านแน่ๆ แต่วิธีนี้ ก็กดมาแล้วได้เรตเงินอยู่ที่ 27 บาท ถือว่าถูกที่สุดและค่าบริการกดอีกครั้งละ 100 บาท รวมแล้ว ก็ประมาณ 1,000 วอนละ 28 บาท เท่าๆกับซูเปอร์ริช แต่ดีกว่าตรงที่เราต้องใช้เท่าไหร่เราค่อยกดเอา เราจะได้ไม่ขาดทุนมากเวลาแลกเงินคืน

    4. การใช้บัตรเครดิต

    ก็คล้ายกับการใช้บัตรเอทีเอ็มวีซ่า มาสเตอร์ นั่นแหละครับ ข้อดีข้อเสียเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่การใช้บัตรเครดิตอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม และมีดอกเบี้ยบัตรตามมาทีหลังล่ะสิครับ

    สรุป

    สรุปแล้วผมแนะนำการแลกเงินคือ แลกไปนิดหน่อยตามสถานรับแลกเงินทั่วไป แล้วจึงใช้บัตรเอทีเอ็มกดที่ตู้ธนาคารที่เกาหลี และแลกเงินวอนคืนที่สนามบินอินชอนก่อนกลับ ตู้เอทีเอ็มนั้นไม่ใช่ว่าจะกดได้ทุกตู้ถึงแม้จะมีสัญลักษณ์วีซ่าหรือมาสเตอร์ แปะอยู่ แต่ตู้ธนาคารที่สามารถกดได้ทุกตู้คือ ตู้ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์ทเตอร์ และตู้ที่กดยากสุดคือ ตู้ของธนาคารฮานะแบงค์ นั่นเองครับ

  • 10 ไอเดียในการหาแหล่งเงินทุนทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

    หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่ใฝ่หาในเรื่องของความสำเร็จและต้องการทำให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและ ทำกำไรได้อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาทุน เพื่อเป็นไอเดียทางธุรกิจให้คุณสามารถใช้เป็นแนวทางในการทำความสำเร็จให้เกิดขึ้น บทความนี้จะขอเสนอแนะแนวทางอย่างง่ายๆในการช่วยให้คุณ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจ ได้ โดยลองมาดูกันว่าแหล่งทุนทำธุรกิจ ที่เราสามารถมองหาได้นั้นมีที่ใดบ้าง

    1.มาจากเก็บหอมรอมริบ

    สิ่งแรกที่คุณนั้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจได้อย่างง่ายดายที่สุดคือ การเก็บหอมรอมริบนั่นเอง โดยปกติแล้ว เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างปลอดภัย คุณควรมีวงเงินสดอยู่ในบัญชีธนาคารอย่างน้อย 100,000 บาท และเป็นบัญชีสำรองสำหรับการหมุนเวียนอีก 100,000 บาท เพื่อให้แน่ใจว่าคุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างปลอดภัย

    2.ขอเงินจากพ่อแม่ (ถ้าท่านมีกำลังทรัพย์พอ)

    หากคุณพ่อคุณแม่คุณนั้น เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ผู้เขียนขอเสนอให้คุณลองขอกู้เงิน หรือขอยืมเงินทุนจากท่านก่อน ซึ่งจะมีข้อดีคือ ไม่มีดอกเบี้ย และคุณสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้อย่างไม่ยากนักนั่นเอง ลองทำดูนะครับ วิธีนี้สามารถช่วยคุณได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แต่อย่าขอเงินท่านจนท่านเดือนร้อนนะครับ และอย่าบังคับท่านโดยเด็ดขาด

    3.กู้ธนาคารทั่วๆไป ที่เปิดวงเงินกู้ SMEs

    ส่วนต่อมาที่คุณนั้นจะต้องทำคือ การกู้เงินเพื่อหาแหล่งทุนทำธุรกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตได้ดีที่สุดก็คือธนาคารต่างๆนั่นเอง ที่สามารถปล่อยวงเงินกู้ในการทำธุรกิจ SMEs ได้ โดยสิ่งที่คุณนั้นจะต้องมีคือ แผนธุรกิจที่ดี เพื่อให้ธนาคารมีความมั่นใจว่าเมื่อปล่อยกู้ไปแล้วจะต้องได้เงินคือกลับมานั่นเอง

    4.เลือกกู้ธนาคาร SMEs โดยเฉพาะ

    หากเป็นไปได้ลองเลือกมาหาแหล่งทุนทำธุรกิจ โดยการมากู้เงินจากธนาคาร SMEs ดูไหมครับ เพราะว่านอกจากจะได้ดอกเบี้ยในราคาที่ถูกกว่าธนาคารอื่นๆแล้ว คุณยังจะมีพี่เลี้ยงที่เป็นเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ ที่จะคอยให้การสนับสนุนในการทำธุรกิจของคุณไปในตัวด้วย

    5.หาบริษัทร่วมทุน หรือ Capital Venture

    ลองเปลี่ยนมาเป็นการมองหาแหล่งทุนทำธุรกิจ ด้วยการหา Capital Venture เข้ามาด้วยสิครับ เพื่อที่ว่าคุณนั้นจะได้สามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาโดยที่มีเงินทุนมากขึ้นมาก เพราะบริษัทเหล่านี้นั้นพร้อมที่จะยอมเสี่ยงไปกับคุณ หากว่าบริษัทนั้นๆสามารถเปิดในยอมรับไอเดียทางธุรกิจของคุณครับ

    6.ประกวดรายการ TGT

    ลองเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการประกวดรายการ TGT ดูไหมครับ อย่าฟังว่ามันเป็นเรื่องตลก หรือเป็นความบ้าบิ่นนะครับ คุณสามารถเลือกที่จะหาแหล่งทุนทำธุรกิจ ด้วยการเสนอตัวเองไปตามรายการต่างๆ เพื่อบอกเล่าถึงความฝันที่คุณมี และผู้เขียนเชื่อว่าหากคุณนั้นลองทำดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าคุณอาจได้แหล่งทุนดีๆมาช่วยสนับสนุนธุรกิจของคุณก็ได้

    7.เขียนแผนธุรกิจและระดมทุน

    สิ่งต่อมาที่คุณสามารถใช้ในการเข้าถึงแหล่งทุนทำธุรกิจได้ นั่นคือการเขียนแผนธุรกิจและทำการระดมทุน ซึ่งแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นมาอย่างดีแล้วนั้นจะสามารถช่วยเหลือให้คุณสามารถทำกำไรได้อย่างง่ายๆ และเป็นประโยชน์มากๆ ลองทำดูนะครับ สำหรับจุดที่จะแชร์แผนธุรกิจก็มีมากมาย ซึ่งอาจเป็นในเว็บไซต์ หรือกลุ่มต่างๆก็ได้

    8.เดินทางไปหาผู้มีเงินทุนในพื้นที่

    สิ่งต่อไปในการหาแหล่งทุนทำธุรกิจ นั่นคือการออกไปหาผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนก้อนใหญ่ในพื้นที่ ที่จะสามารถช่วยให้คุณนั้นทำธุรกิจและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก แน่นอนว่าคุณอาจต้องอาศัยความกล้าเสียหน่อย แต่เชื่อผม ความกล้าของคุณ มันจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างแน่นอน แต่ก็ระวังเรื่องของอิทธิพลไว้บ้างด้วยนะ

    9.นำสินทรัพย์ออกขายหรือค้ำประกัน

    ลองสำรวจดูในบ้านของคุณสิครับ ว่ามีสินทรัพย์อะไรบ้าง เพราะมันอาจจะช่วยให้คุณนั้นสามารถระดมออกมาและทำการขายได้ มันอาจเป็นสินค้าเก่าหรือของเก่า ก็ลองนำไปวางขายที่ kaidee.com เชื่อผู้เขียน บางทีสมบัติที่คุณมีนั้นอาจสามารถช่วยในเรื่องของการหาแหล่งทุนทำธุรกิจได้ดีกว่าทุกๆข้อที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาเลยก็ได้นะครับ

    10.ตั้งกองทุน

    วิธีการสุดท้ายที่ผู้เขียนต้องการที่จะแนะนำคือ การจัดตั้งกองทุนทางธุรกิจขึ้นมา โดยคุณอาจตั้งเป็นกลุ่มใน Facebook จากนั้นทำการตั้งเป็นกองทุนต่างๆ โดยกองทุนนี้คุณอาจเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ก่อนที่จะทำการระดมทุน เพื่อให้คนที่อยู่ในกองทุนนี้สามารถทราบได้ว่าเงินทุนทางธุรกิจเหล่านี้นั้นเอาไปทำอะไร และผู้ที่ลงทุนสามารถได้เงินหรือได้กำไรมาจากอะไรได้บ้าง ลองทำดูนะครับ หลายๆคนใช้วิธีนี้และประสบความสำเร็จในการหาแหล่งทุนทำธุรกิจดได้ดีทีเดียว

    พอเป็นไอเดียให้คุณสามารถมองหาแหล่งทุนทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก ลองเลือกทำดูนะครับ ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่สามารถทำให้คุณนั้นสามารถเข้าถึงแหล่งทุนทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน ขอให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจนะครับ

  • ประโยชน์ของการออมเงิน

    สำหรับใครที่คิดจะออมเงิน แต่ก็ยังรีรอไม่ได้ออมเงินสักที ผมก็จะแนะนำให้ลองอ่านบทความนี้ดู ชื่อบทความว่า ประโยชน์ของการออมเงิน ว่าการออมเงินนั้นมันดีกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน และอนาคตแค่ไหน มาเริ่มศึกษษประโยชน์ของการออมเงินกันเลยครับ

    ประโยชน์ของการออมเงิน

    – การออมเงินนั้นสามารถทำให้อนาคตคุณดูสดใส และเพิ่มความมั่งคงต่อฐานะความเป็นอยู่ของคุณได้
    – เงินออมสามารถช่วยให้คุณสามารถนำเงินก้อนนี้ไปเรียนต่อได้ เช่น ปริญญาตรี หรือปริญญาโท
    – เงินออมสามารถเก็บไว้ เพื่อเป็นเงินในการจัดงานแต่งงาน หรือเก็บไว้ใช้หลังจากการแต่งงาน หรือจะเก็บไว้ไปฮันนี่มูนก็ยังได้
    – เก็บเงินออมเผื่อไว้ใช้เวลาที่เราอยากไปเที่ยวไหน เช่น ในเอเชีย หรือในยุโรป หรือในสถานที่ที่คุณฝันไว้ อยากไปสักครั้ง เงินออมตรงนี้จะช่วยเหลือเราเอง
    – เงินออมเก็บไว้เพื่อในนำซื้อบ้าน ซื้อรถ หลายคนเลือกที่จะจ่ายเงินสด แทนการผ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภาระ และมีดอกเบี้ยตามติดมาเป็นหางว่าว และเลือกที่จะจ่ายเงินก้อนเมื่อพร้อม เพื่อยามหลับจะได้นอนสบาย ไม่ต้องกังวลว่า เงินช็อตเมื่อไหร่ จะโดนเค้ามายึดรถ หรือยึดบ้านกลับไป
    – การออมเงินเป็นการเก็บเงินเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เป็นต้นว่าหากวันข้างหน้าคุณประสบอุบัติเหตุโดยมิได้คาดคิด ก็มีเงินออมก้อนนี้คอยช่วยคุณ
    – เงินออม นั้นสามารถนำไปช่วยคนในครอบครัวของคุณที่เกิดป่วยไม่สบายกะทันหัน สามารถนำไปช่วยโดยที่การเงินของเราไม่สะดุด หรือไม่ช็อต
    – เงินออมช่วยคุณในยามแก่เฒ่า ช่วยให้คุณมีเงินใช้จ่ายต่อ ในเวลาที่คุณไม่มีเรียวแรงทำงานต่อแล้ว
    – ยามคุณแก่ชราลง สังขารของคนเราย่อมไม่เที่ยง มีโรคนั้นโรคนี้มารุมเร้า คุณก็จะได้มีเงินรักษาโรคภัยต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้า
    – การออมเงินยังช่วยให้คุณบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการในอนาคตได้อีกด้วย เช่น คุณต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเองภายในเวลาสองปี
    การออมเงินของคุณช่วยทำให้คุณมีเงินซื้อรถยนต์ได้
    – การออมเงินทำให้คุณมีเงินที่จะนำไปลงทุน หรือทำธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำมาสร้างฐานะความมั่นคงให้แก่คุณ ครอบครัว และลูกหลานต่อไปในอนาคตได้
    – เงินออมสามารถส่งต่อเป็นมรดกต่อลูกหลานได้
    – ในยามที่เราแก่ชรา แต่ไม่มีลูกหลาน เงินออมของเรายังนำไปเข้าวัดวาอาราม หรือมูลนิธิต่างๆ ได้ สร้างบุญสร้างกุศล เพื่อเป็นเสบียงไว้เลี้ยงตัวในยามที่เราไม่มีลมหายใจแล้ว
    – และสุดท้ายการออมเงินทำให้เราไม่ม่หนี้ ที่คนส่วนใหญ่เป็นหนี้เพราะไม่มีเงินออม ต้องการเงินก้อนไปใช้ และเงินที่ได้มาก็ต้องไปผ่อนใช้หนี้ อีกส่วนก็นำไปหมุนเวียนในการใช้ตามวิถีชีวิตของแต่ละคน ซึ่งคนไม่มีหนี้ นอนหลับสบายกว่าคนมีหนี้เยอะเลยนะครับ ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหนี้จะมาเมื่อไหร่

    จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงความสำคัญบางส่วนเล็กๆ เท่านั้นนะครับ ซึ่งเงินที่ได้จากการออมยังมีประโยชน์อีกมาก หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่าประเทศที่มีปริมาณเงินออมสูง จะมีการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถนำเงินออมที่มีเป็นเงินทุนในการพัฒนาประเทศ และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานส่งเสริมศักยภาพการลงทุนของประเทศ ไม่ต้องไปติดหนี้ติดสิน ขอยืมเงินกู้จากต่างประเทศ เพราะจะยิ่งทำให้เราเสียดุลการค้าต่างประเทศมากขึ้น และอาจเกิดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย

    จากประโยชน์ของการออมเงินต่างๆ ที่ได้กล่าวมา ล้วนแล้วแต่สร้างผลประโยชน์ให้แก่ชีวิตของผู้ออมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง พนักงานเอกชน หรือข้าราชการ ถ้ามีเงินออมแล้ว ก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง และครอบครัวสบายไปด้วย เพราะความสุขของครอบครัว เกิดขึ้นจากรากฐานของความมั่นคงทางฐานะ และทรัพย์สิน ของคนที่อยู่ในครอบครัว

    ซึ่งการออมเงินนั้น ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ จะอยู่ในช่วงวัยไหน ก็สามารถที่จะออมเงินได้ เพียงแต่ถ้าคุณยอมเปิดใจ และรักในการออมเงิน ชีวิตที่ดี และความมั่นคงของคุณก็จะอยู่ตรงหน้า ไม่มีคนไหนในโลกที่ออมเงินแล้วเป็นทุกข์ มีแต่จะทำให้เกิดแต่ความสุขความเจริญในชีวิต เว้นแต่ผู้ที่ออมไม่เป็น ซึ่งผู้ที่ออมไม่เป็น จะมีลักษณะเป็นผู้ออมอย่างเดียว ไม่เป็นผู้บริโภค จะเรียกคน จำพวกนี้ว่า “ขี้งก” การออมเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดแต่ความทุกข์ การออมเงินที่ดีนั้น ควรออมแต่พอดีไม่เบียดเบียนความสุขของตนเองจนต้องทำให้เป็นทุกข์ เพราะการออมคือการที่รายได้หักกับรายจ่าย ซึ่งเงินที่เหลือนั้นจะกลายมาเป็นเงินออม และเงินที่ออมในวันนี้จะไม่ได้สูญหายไปไหน แต่เงินจำนวนนี้จะกลับมาให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ออมในอนาคต

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการออมเงินนั้นดีแค่ไหน จากคำที่มีคนกล่าวว่า “ไม่มีใครที่จะแก่เกินเรียน” ถ้าหากจะเปลี่ยนเป็น “ไม่มีใครที่จะแก่เกินออม” ก็จะดูเข้าท่าไปอีกแบบ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นวันนี้ยังไม่สายที่จะออม เพื่อรากฐานที่มั่งคงของเราในอนาคต

error: Content is protected !!