Category: การงาน

  • การวางแผนอาชีพเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ

    มีเป้าหมายอย่างเดียวไม่พอ เดินหมากชีวิต ต้องเดินอย่างมีแผน มีการวางแผนชีวิตและอาชีพเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ เพราะวางแผนดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

    บางครั้งการใช้ชีวิตอาจต้องมีการวางแผนกันบ้าง เพื่อที่จะเป็นจุดมุ่งหมายพาเราก้าวสู่เส้นทางที่หวังไว้ได้ง่ายขึ้น สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จของคนเราไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แต่ที่เรามองเห็นว่ามันทอดยาวไกลนั่นเพราะเรากำลังอ่อนแอต่ออุปสรรคที่ขวางกั้น แท้จริง เมื่อนึกดูแล้ว อุปสรรคเหล่านั้นถือเป็นบันไดหลากหลายขั้นที่มีแต่จะนำพาเราก้าวยืนสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และกว่าที่จะไปถึงปลายทางได้ เราอาจต้องก้าวเหยียบบนอุปสรรคในแต่ละด่านก่อน แล้วจากนั้นการก้าวผ่านในแต่ละด่านจะฉุดรั้งมือเราให้ขึ้นไปเหยียบยืนในขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับ

    แต่ทั้งนี้โลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่ได้มีใครพบเจอความโชคดีได้ตลอดรอดฝั่ง บางครั้งเราจึงต้องพลัดหล่นลงมาเจ็บตัวบ้าง ดังนั้น เราจึงต้องมีอาวุธในมือซึ่งถือเปรียบเสมือนเคล็ดลับการเดินทางอย่างมีแบบแผน เรียกว่าเป็นการวางแผนอย่างชาญฉลาดและมีสติ เมื่อเราวางแผนในแต่ละด่านที่เดินได้อย่างแยบยล เป้าหมายของเราจะชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมองเห็นว่าอุปสรรคมันแค่เป็นกำแพงขวางกั้น ถ้าลองเราได้ทุบกำแพงหรือปีนป่ายกำแพงตรงนี้ไป ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ว่าหลังกำแพงนั้นจะเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่เปิดต้อนรับเราให้ก้าวเดินอย่างราบรื่นอีกครั้ง

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการวางแผน แม้จะเป็นการได้วางแผนการใช้ชีวิตประจำวัน แต่นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกที่ได้ตั้งเป้าหมายและสามารถทำตามแต่ละแผนการอย่างสำเร็จได้ แต่แผนที่วางไว้นั้นต้องไม่เป็นเรื่องที่ยากเกินไป อาจจะเริ่มต้นด้วยเรื่องเล็กๆ ไปก่อนแล้วจากนั้นค่อยไล่ลำดับให้เป็นเรื่องยากขึ้น

    เชื่อไหมว่า ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองได้รับความกดดันที่ต้องตั้งเป้าหมายเอาไว้เพื่อให้ตัวเองทำตาม แต่การเดินตามเกมที่ตัวเองวางไว้เหล่านั้น มันกลับทำให้ชีวิตพบความมีระเบียบ พบว่าชีวิตของเราจากที่เคยพบเจอแต่เรื่องยากๆ เดี๋ยวนี้กลับกลายมาเป็นเรื่องง่ายไปเสียทุกเรื่อง

    เวลาที่เราเจอปมเชือกที่ไม่สามารถแก้ไขออกได้ เราย่อมหงุดหงิดใจจริงไหม ผมเองก็เช่นเดียวกัน ตอนที่ตัวเองมีความฝันและอยากทำความฝันนั้นให้สำเร็จดั่งใจ ก็มักจะตั้งเป้าเอาไว้สูงว่าผมจะต้องทำให้ได้ แต่เมื่อพอลงมือเอาเข้าจริงแล้ว ผมกลับกลายเป็นนักเดินทางที่มักพาตัวเองเดินหลงทางอยู่เสมอ เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะผมมีแต่ปลายทางที่รอให้ก้าวไปถึง แต่กลับไม่เคยรู้ว่าการจะก้าวไปถึงอย่างง่ายดายโดยปราศจากอุปสรรคหรือเจออุปสรรคน้อยที่สุดนั้น จะทำได้อย่างไร เมื่อได้แต่มุ่งหวังว่าอยากจะทำแต่เพียงอย่างเดียว

    ความอยากโดยไร้การวางแผนนี่แหละ ที่ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งตาทำอย่างไร้ทิศทาง จนกระทั่งเวลาผ่านหลายวัน สุดท้ายก็พบว่าการลงมือทำของผมไม่เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำยิ่งเจอเรื่องยากๆ ยิ่งเจอความยากก็ยิ่งไม่อยากแก้ เพราะแก้อย่างไรก็เต็มไปด้วยเรื่องให้น่าปวดหัว มันคล้ายกับการนั่งแกะปมเชือกนั่นเอง แต่ปมเชือกของผมมันยิ่งกลายเป็นปมใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งใจร้อนอยากแก้อยากทำ แต่ทำอย่างไร้การวางแผน ไม่มีการไล่เรียงตามลำดับยากง่ายก่อน สุดท้ายก็เกิดความเหนื่อยใจท้อแท้ใจในที่สุด

    จนกระทั่งวันหนึ่งผมคิดได้ว่า จะเริ่มต้นใหม่ โดยการวางแผนในสิ่งที่อยากทำในแต่ละวัน สมมติวันนี้ตั้งเป้าหมายอยากทำงานให้สำเร็จ ผมก็จะมานั่งจดว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้างเอาตั้งแต่เริ่มตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอนเลย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปรับจูนเข็มทิศที่เคยเขวให้หันกลับมาสู่เป้าหมายที่กระจ่างชัดดังเดิม

    ผมเชื่อว่าการใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน จะสอนให้เรารู้จักขั้นตอนและระบบระเบียบในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องยากหรือใหญ่แค่ไหน หากเรามีแผนรับมือแล้ว เราสามารถก้าวข้ามขั้นตอนหรือด่านยากในชีวิตได้อย่างแน่นอน

    อาวุธลับของการเดินทางสู่ความสำเร็จแท้จริง ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย มันก็เป็นเพียงแค่ การที่เราวางแผนให้เป็นก็เท่านั้น

  • 8 เคล็ดลับเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเอง

    เป็นความฝันของคนที่ทำงานประจำอยู่แล้วครับเรื่องของการขอขึ้นเงินเดือน แต่จะทำอ่ย่างไรหละถึงจะสามารถขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเองได้ ในสมัยตอนที่ผมทำงานประจำ ผมสามารถขึ้นเงินเดือนได้มากถึง 80% ใน 2 ปีด้วยเคล็ดลับง่ายๆที่เรียนรู้มาจาก HR มืออาชีพ ดังนั้น ผมจะเอาเคล็ดลับง่ายๆนั่นเเหละครับมาถ่ายทอดให้คุณได้อ่าน พร้อมให้คุณเอาไปพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทำได้จริงๆ…!!!

    1.คุณต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง

    ถ้าเป็นเจ้าของกิจการยุคเก่า เขาย่อมชอบที่คุณจะมีความคิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง เพราะคุณจะได้คิดว่าตัวเองมีทางเลือกในชีวิตไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการยุคใหม่ พวกเขาจะชอบให้ลูกจ้างคิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต เพราะพวกเขารู้ว่าคุณจะยอมทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับรายได้ดีๆ เมื่อผลงานของคุณมีมากยิ่งขึ้น เขาจะยอมจ่ายเงินให้คุณแพงขึ้นเพื่อให้คุณยังทำงานกับเขาต่อไป

    ดังนั้น อย่าคิดว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ลูกจ้างครับ คุณคือว่าที่เจ้าของกิจการของตัวเองในอนาคต ทำงานให้คุ้มค่ากับการสร้างอนาคตแล้วเงินเดือนดีๆจะตามมาครับ

    2.อย่าฝากชีวิตไว้กับงานที่เดิม

    จิตวิทยาของการต่อรองคืออะไรรู้มั้ยครับ…??? มันคือใครที่เป็นฝ่ายต้องการมากกว่าจะเป็นผู้แพ้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถและนายจ้างก็รู้ว่าคุณเป็นคนสำคัญในองค์กร และคุณทำให้เขาเห็นว่าคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีองค์กรอื่นต้องการคุณมากขนาดไหน หากคุณแสดงสัญญาณว่าคุณกำลังจะเปลี่ยนงาน คุณจะได้รับข้อเสนอพิเศษทั้งจากออฟฟิตเก่าและออฟฟิตใหม่ รุ่นพี่ของผมเคยคิดจะลาออกจากงาน ปรากฏว่าเจ้านายเพิ่มเงินเดือนให้จาก 28,000 บาท เป็น 35,000 บาททันที เยี่ยมไปเลยมั้ยหละ

    3.ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆบ้าง

    ความรู้ใหม่ล่าสุดที่คุณเพิ่งเรียนรู้คืออะไรครับ อย่าบอกเชียวนะว่าเป็นความรู้ที่ได้จากตอนฝึกงาน นายจ้างที่ดีจะพยายามมองหาลูกจ้างที่มีงานอดิเรกที่น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนถึงเสน่ห์ในตัวคุณ คนที่พยายามศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเสมอ นายจ้างจะมองว่าคนๆนี้เป็นคนที่มีความชอบท้าทาย เขาจะจ่ายงานที่ท้าทายให้กับคุณมากยิ่งขึ้น และนั่นหมายถึงโอกาสในการขึ้นเงินเดือนของคุณด้วย

    4.ดูแลบุคลิกภาพของตัวเองอย่าให้พร่อง

    มีงานวิจัยมากมายที่ออกมายืนยันตรงกันว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี และแน่นอน บุคลิกภาพที่ดีันั้นมันสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ การฝึกสบสายตาคน นั่ง ยืน พูดให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งหมดมันสามารถฝึกได้ด้วยตัวคุณเอง โชคดีที่สิ่งเหล่านี้มีสอนให้ Youtube Website และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ถ้าคุณไม่รู้จะอ่านเล่มไหน ผมแนะนำเล่มนี้ครับ

    5.เริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง

    อาจจะฟังดูโหดร้ายกับคนที่ทำงานประจำจนเหนื่อยแล้ว แต่ไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถเพิ่มรายได้ของมนุษย์เงินเดือนได้อย่างก้าวกระโดดได้อย่างการทำธุรกิจส่วนตัว ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณทำงานประจำกินเงินเดือน 20,000 บาท คุณจะเพิ่มรายได้ตัวเองให้เป็น 80,000 บาทต่อเดือนได้อย่างไร…??? ต่อให้ย้ายงานก็ทำไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น การเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวเป็นเรื่องที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายเร็วที่สุด

    เอ๊ะ การทำธุรกิจส่วนตัวมันเป็นการเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองยังไงอะ คำตอบคือ มันเป็นการให้เงินเดือนตัวเองครับ แทนที่เราจะรอเงินเดือนจากนายจ้าง เราก็เป็นนายตัวเองเสียเลยสิ

    6.ขอให้ HR มืออาชีพสอนการต่อรองเจรจา

    เงินเดือนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยก็คือ ความสามารถของคุณมีมูลค่าตามตลาดที่เท่าไหร่ กับ ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจ้างมีตัวเลขในใจที่เท่าไหร่ แต่คุณสามารถเพิ่มโอกาสต่อรองเงินเดือนให้สูงขึ้นไปอีกได้ ด้วยการฝึกเจรจาต่อรอง

    อย่าเสียเวลามโนไปเองครับว่าเราจะต่อรองเงินเดือนอย่างไรเพื่อให้เราได้เงินเดือนสูงที่สุด ผมแนะนำให้คุณปรึกษา HR มืออาชีพไปเลย เพราะ HR มืออาชีพส่วนใหญ่เขาฟังการสัมภาษณ์ที่ดีและแย่มาเป็นร้อยๆครั้งแล้ว เขาย่อมสามารถชี้ช่องให้ได้ว่าคำตอบแบบไหนจะทำให้คุณได้งานเงินเดือนดี คำตอบแบบไหนเตรียมโบกมือกลับบ้านได้เลย

    7.สร้างผลงาน

    คุณจะต้องพยายามสร้างผลงานแล้วเผยแพร่มันบนโลกออนไลน์ให้ได้ มีโปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่งที่เขาเป็นคนเก่งมากๆ เขาสร้างเว้บไซต์ส่วนตัวและเอาผลงานของตัวเองไปอัพเดตไว้บนนั้น มีผลงานอยู่ชิ้นหนึ่งที่เขาทำได้ดีมากๆจนเว็บไซต์ข่าวต่างๆเขียนชื่นชมเขาเยอะแยะมากมาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้รับการติดต่อจากสำนักงานมากมายว่าอยากให้เขาไปร่วมทีม และแน่นอน หลายแห่งเสนอเงินเดือนในระดับที่น่าพึงพอใจ

    จงสร้างผลงานที่จะสะท้อนตัวตนของคุณ เพราะตัวตนของคุณจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าของเงินเดือน

    8.สุดท้าย กล้า

    ไม่มีประโยชน์เลยครับถ้าผมให้คำแนะนำคุณไปแล้วแต่คุณไม่กล้านำเอาไปใช้ ความกล้าจะเป็นตัวแบ่งแยกระหว่างความเป็นจริงกับความฝันออกจากกัน ถ้าคุณไม่กล้าคุณก็แพ้ แต่ถ้าคุณกล้า โอกาสก็จะอยู่ตรงหน้าคุณครับ ผมเป็นกำลังใจให้คุณประสบความสำเร็จในการเรียกเงินเดือนให้กับตัวเองนะครับ สู้ๆ โอกาสมันมีสำหรับทุกๆคนเสมอครับ

  • คำแนะนำก่อนลาออกจากงาน

    คำแนะนำก่อนลาออกจากงาน
     

    บทความคำแนะนำก่อนลาออกจากงานนี้ก็ถือว่าเป็นข้อแนะนำของท่านที่จะลาอกจากออกงานนะครับ มาเริ่มอ่านกันเลยครับ

    ควรหาทางเลือกก่อนการตัดสินใจ

    – คุณต้องการจะลาออกหรือไม่ ควรหาเหตุผลต่างๆ มาชี้แจงการลาออกจากงานของคุณให้ชัดเจน
    – คุณต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจากบริษัทมากเพียงใด
    – หากคุณได้รับการเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง คุณจะลาออกหรือไม่
    – อธิบายลักษณะงานของคุณให้เจ้านายหรือผู้จัดการฝ่ายบุคคลทราบเพื่อเป็นการประเมินผลการทำงานของคุณ
    – คุณจะมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานใหม่หรือไม่ รวมถึงเงินค่าตอบแทนที่ได้รับ สถานที่ทำงาน ลักษณะของงาน และการพัฒนาตัวคุณเองซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญ
    – พูดคุยกับครอบครัวของคุณ ถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงานใหม่ที่คุณจะได้รับ
    – คุณคิดอย่างไรกับงานนั้นๆ
    – การพูดคุยเรื่องการลาออก การสนทนากับเพื่อนๆ

    การเขียนจดหมายลาออก

    – การเขียนจดหมายลาออกเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยคุณในการเตรียมสิ่งที่จะพูดและช่วยให้คุณสามารถจำกัดคำพูดได้อีกด้วย ดังนั้นคุณควรใช้โอกาสนี้ในการเตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่าง
    – วิธีทั่วๆ ไป การเขียนจดหมายลาออก คุณควรจะระบุเพียงข้อมูลที่สำคัญๆ เช่น ชื่อ วันเริ่มทำงานของผู้ยื่นใบลาออก ระบุวันลาออก และลงท้ายด้วยลายเซ็นของคุณ
    – หากคุณลาออกจากงานด้วยเหตุผลที่ดี และตระหนักว่าคุณมีบางอย่างที่อยากจะชี้แจงเช่น การพูดถึงสิ่งที่ดีๆ บางทีคุณอาจจะขอบคุณเจ้านายสำหรับโอกาสดีๆ ที่ได้รับ
    – อย่างไรก็ตาม หากเหตุผลที่คุณจะลาออกไม่ดีพอ ควรพยายามควบคุมอารมณ์ของคุณอยู่เสมอ เนื่องจากเจ้านายของคุณจะต้องเขียนจดหมายรับรองให้คุณ ซึ่งคุณอาจจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเจ้านายคุณอีกในอนาคต
    – ไม่ควรให้ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ จดหมายลาออกไม่ใช้เป็นเครื่องมือที่คุณจะใช้ในการบอกเจ้านายของคุณว่าคุณคิดอย่างไรกับบริษัท มันเป็นการไม่สุภาพที่คุณจะรวมความคิดเห็นส่วนตัวในจดหมายลาออก หากคุณมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามกับเจ้านายคุณให้พูดเรื่องนั้นๆ ในเวลาและสถานที่อื่นๆ ที่เหมาะสมกว่า ไม่ควรรวมความคิดเห็นเหล่านั้นในจดหมายลาออก เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในจดหมายรับรองการทำงานของคุณ

    เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย

    – ไตร่ตรองให้รอบคอบว่าคุณต้องการชี้แจงอะไรบ้างและพูดให้ตรงประเด็นที่สุด เจ้านายของคุณจะพยายามที่จะถามคุณถึงเหตุผลในการลาออกจากงาน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการจะแจ้งให้ทราบ อย่ามีอคติแต่ควรชี้แจงทุกอย่างให้ชัดเจนเนื่องจากเป็นการสนทนากันระหว่างคุณกับเจ้านายของคุณ
    – พยายามย้ำแต่ข้อดี คุณอาจไม่เคยทราบว่างานของคุณมีความหมายกับเจ้านายของคุณเพียงใด ดังนั้นไม่ควรพูดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในแง่ลบที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่คุณทำงานอยู่กับบริษัท
    – ปฏิกิริยาตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเจ้านายของคุณต้องการให้คุณลาออก การตัดสินใจของคุณอาจทำให้เจ้านายของคุณประหลาดใจ เจ้านายของคุณอาจมีอาการตื่นเต้นหรือต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามให้ยึดคำพูดที่ได้เตรียมไว้
    – ควรระงับอารมณ์ของคุณ ขณะนี้เจ้านายคุณอาจจะไม่เห็นว่าคุณเป็นพนักงานของบริษัทอีกต่อไป และอาจจะรู้สึกว่าถูกคุณหักหลัง ให้ยึดมั่นในคำพูดที่ได้ตระเตรียมไว้ และอย่าพูดอะไรในเชิงท้าทาย ควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ และหายใจอย่างปกติ
    – ควรจบบทสนทนาด้วยคำพูดที่ดี และเป็นกลางให้มากที่สุด พยายามควยคุมสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจทำให้คุณเกิดความกดดันให้ดีที่สุด ทุกคนมีจะจดจำภาพแรกและภาพสุดท้ายที่พบกันได้ดีที่สุด

    เมื่อได้รับการเสนออัตราเงินเดือนใหม่

    – หากคุณได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือการเลื่อนตำแหน่งคุณจะยอมรับหรือไม่ ปัจจัยดังกล่าวคือ สิ่งที่คุณต้องการใช่หรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่คุณจะออก
    – ในกรณีที่เจ้านายคุณเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม หากคุณยืนยันที่จะไป การลาออกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
    – เนื่องจากคุณได้ยื่นใบลาออกจากงานไปครั้งหนึ่งแล้วและคุณก็ยอมรับในข้อเสนอใหม่ คงไม่เป็นการง่ายที่คุณจะยื่นใบลาออกอีกครั้งเพื่อเรียกร้องข้อเสนอใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
    – เมื่อคุณรับปากที่จะทำงานกับเจ้านายใหม่แล้วแต่คุณเปลี่ยนใจกลับมารับข้อเสนอของเจ้านายเก่า การตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้ภาพพจน์คุณเสีย เพราะวันใดวันหนึ่งคุณอาจมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาได้อีก

    การลาออกอย่างถูกวิธี

    – คุณควรมั่นใจว่าคุณได้ยื่นใบลาออกพร้อมการชี้แจงเหตุผลที่ต้องการออกจากงาน ระยะเวลาที่คุณต้องยื่นใบลาออกมักจะชี้แจงไว้ในสัญญาว่าจ้างหรือคู่มือของบริษัท ควรจะยื่นใบลาออกประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนเพื่อการทำทุกอย่างให้เป็นไปตามขึ้นตอน
    – คุณควรมั่นใจว่าคุณได้ทำงานทุกอย่างในส่วนที่คุณต้องรับผิดชอบอย่างเรียบร้อยก่อนการลาออก
    – ควรทำให้เจ้านายของคุณตระหนักว่า คุณรับผิดชอบหน้าที่ของคุณและพร้อมให้ความร่วมมือกับทางบริษัทอย่างเต็มที่
    – ควรใช้เวลาบางช่วงเพื่อที่จะแจ้งการลาออกจากงานให้เพื่อนร่วมงานทราบ ให้กำลังใจและคำติชมการรับผิดชอบในด้านต่างๆ ของเพื่อนร่วมงาน ไม่ควรงดการติดต่อกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เนื่องจากคุณอาจจะได้ร่วมงานหรือให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอนาคต
    – ควรทำการเจรจาตกลงเรื่องของเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่นในส่วนที่คุณควรจะได้รับ ให้เรียบร้อยก่อนที่จะลาออก

  • วิธีการทำอาชีพครูสอนพิเศษให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำอาชีพครูสอนพิเศษให้ประสบความสำเร็จ
     

    ครูสอนพิเศษ เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากในปัจจุบัน และสามารถทำงานที่บ้านได้อีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันนี้อัตราการแข่งขันทางการศึกษามีค่อนข้างสูง การเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนไม่เพียงพอ เพราะจำนวนนักเรียนมีมากกว่าครูผู้สอน การดูแล หรือการเน้นความสำคัญของเนื้อหา รวมทั้งเทคนิควิธีต่างๆ หาได้จากการเรียนพิเศษ จึงมีสถาบันสอนพิเศษเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมากมากมายนัก

    ลักษณะงาน

    เป็นการถ่ายทอดความรู้ในวิชาที่เราเชี่ยวชาญให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากขึ้นสามารถนำไปใช้ในการเรียนในชั้นเรียนได้และสามารถต่อยอดได้โดยมีผลการเรียนในรายวิชานั้นๆ ดีขึ้น หรือถ้าเป็นการสอนด้านดนตรีหรือกีฬา ครูผู้สอนสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะตามสิ่งที่เราสอนและสามารถปฏิบัติตามได้ อีกทั้งสามารถพัฒนาฝีมือตามขั้นตอนที่เราวางไว้ได้ หรือดีกว่า

    คุณสมบัติครูสอนพิเศษ

    หลายๆ คนอยากทราบว่า ตัวเรานี้ทำอาชีพครูสอนพิเศษได้รึเปล่า คำตอบคือ คุณทำได้แน่นอน 100% ขอเพียงคุณมีวุฒิการศึกษาที่ช่วยการันตีความรู้ของคุณเท่านั้นก็พอ ถ้าคุณจบปริญญาตรี คุณสามารถสอนคนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นที่ต่ำกว่าปริญญาตรี นั้นคือ ตั้งแต่เด็กประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะอะไร ก็เพราะคุณเรียนผ่านมาหมดแล้ว ขอเพียงคุณทบทวนความรู้ ศึกษาอ่านเพิ่มอีกนิด คุณก็สามารถสอนเด็กนักเรียนได้แล้ว ไม่ยากเลยครับ

    รายได้

    ส่วนมากคิดเป็นรายชั่วโมง หรือคิดเป็นคอร์ส ถ้าคิดเป็นรายชั่วโมงเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาทต่อชั่วโมงขั้นไป จนถึง ชั่วโมงละ 1000 บาทก็มีครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนแบบไหน ถ้าเรียนเป็นกลุ่มจะถูกหน่อย แต่ถ้าเรียนตัวต่อตัวก็แพงขึ้นนิดหน่อย ถ้าคิดเป็นคอร์ส จะมีเป็นขั้นๆ เช่น ขั้นที่ 1 ขั้นพื้นฐาน ขั้นที่ 2 เป็นขั้นตอนต่อไปจนถึงระดับประยุกต์ การสอนเป็นคอร์สนี้ส่วนมากใช้กับการสอนกีฬา ดนตรี และภาษา ซึ่งราคาก็แล้วแต่ผู้สอน ซึ่งมีตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง ราคาที่ตั้งก็ไม่ควรจะสูงมาก เพราะถ้าสูงมากเกินไป เด็กนักเรียนก็จะเลือกไปเรียนที่อื่นดีกว่า ต้องตั้งแบบสมเหตุสมผลดีกว่าครับ

    เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น (กรณีเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนในโรงเรียน)

    1. กระดานไวท์บอร์ด ราคาประมาณ 600 – 3000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และรูปแบบของกระดาน ถ้าเป็นกระดานสำเร็จก็แพงกว่ากระดานเปล่า (กระดานที่ไม่มีขอบอลูมิเนียม)
    2. ปากกาเขียนไวท์บอร์ด อันละ 20 บาท
    3. เอกสารการเรียน เราอาจจะทำขึ้นเองโดยหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต หรือหาซื้อหนังสือจากร้านหนังสือและถ่ายเอกสารแจกก็ได้
    4. โต๊ะสำหรับนั่งเรียน ขึ้นอยู่ว่าต้องการโต๊ะแบบไหน ถ้าเป็นโต๊ะไม้อัดธรรมดาก็ถูกหน่อย
    5. เก้าอี้สำหรับนั่งเรียน ถ้าซื้อเป็นเก้าอี้พลาสติก ราคาจะถูกกว่าเก้าอี้ไม้ เริ่มต้นตัวละ 150 บาท
    6. สื่อการเรียนการสอน เราอาจะทำเองหรือบางอย่างสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือ เช่น บัตรคำศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    การเตรียมตัวเป็นครูสอนพิเศษ

    1. ทบทวนความรู้ที่จะสอน

    อย่างแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับอาชีพครูสอนพิเศษนี้ คือการเตรียมความรู้ของคุณ ไม่ว่าคุณจะมั่นใจมากแค่ไหนในความรู้ที่คุณมี คุณก็จำเป็นต้องเตรียมความรู้กันก่อน เพื่อเป็นการการันตีว่าคุณสอนได้แบบง่ายๆ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีเตรียมความรู้ที่ดีที่สุด คือ ให้คุณหาข้อมูลในเรื่องที่คุณจะสอน นำมาศึกษาและทบทวนให้เข้าใจก่อนเริ่มสอน ทางที่ดี และง่ายที่สุด ให้คุณศึกษาหัวข้อที่จะสอนต่างๆ ให้หมดก่อนเริ่มเปิดรับนักเรียน ขั้นตอนนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากเลย คุณเพียงแค่หาหนังสือที่จะสอนมาทบทวนความรู้มาอ่านให้เข้าใจ เท่านี้คุณก็พร้อมแล้วสำหรับการถ่ายทอดความรู้ที่ดีที่สุดที่คุณมีให้กับนักเรียนของคุณ

    2. ศึกษาจิตวิทยาการสอน

    เตรียมความพร้อมของคุณในด้านความมั่นใจ ความรู้สึก ในทักษะการสอน วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ลองหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาต่างๆ ดู เช่น จิตวิทยาการสร้างความมั่นใจ การจูงใจ หรือจิตวิทยาการสอน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจจะช่วยคุณไม่ได้มากเท่าไหร่ ของเพียงมันช่วยคุณได้บ้างมันก็มากพอแล้ว และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การวางตัวให้สมกับการเป็นครู จังหวะไหนเป็นกันเองก็ต้องเป็นกันเอง จังหวะไหนต้องเด็ดขาดมันก็ต้องเด็ดขาด จำไว้ว่า คุณจะไม่สามารถตามใจเด็กได้ในทุกเรื่อง

    3. เตรียมเอกสารในการสอน

    เรื่องสำคัญต่อมาคือการ เตรียมเอกสารของคุณที่จะใช้ในการสอน ก็จะขอแนะนำการสอนดังนี้ ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจจะรับสอนแค่วิชาเดียว หรือสองวิชาเป็นพอ เพราะคุณยังไม่มีประสบการณ์ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นว่าคุณทำอะไรเกินตัว ซึ่งเมื่อคุณเลือกวิชาที่คุณจะสอนได้แล้ว ให้คุณหาเอกสารที่ใช้สำหรับการสอนมาเยอะๆ ก่อน จากนั้นนำมาคัดแยกเรียงลำดับความสำคัญ อาจจะเป็นการสอนในหนังสือก็ได้ หรือคุณเองจะสังเคราะห์เนื้อหา ทำการสรุปย่อออกมาเพื่อใช้ในการสอนก็ได้

    4. วางแผนการสอน

    เรื่องต่อมาที่ขาดไม่ได้คือ การเตรียมแผนการสอนของคุณ ก็ขอแนะนำว่าให้คุณวางแผนการสอนในลักษณะเป็นชั่วโมงๆ หมายถึงกำหนดว่าชั่วโมงแรกสอนอะไร ชั่วโมงถัดไปสอนเรื่องอะไร มีแบบฝึกหัดอะไรบ้าง มีการบ้านไหม โดยให้คุณยึดหลักที่ว่า สอนทฤษฏีง่ายๆ ไม่ต้องลงลึก แต่ไปเน้นที่การสอนในข้อสอบ หรือแบบฝึกหัดจะดีมากกว่า เพราะยังไงในระหว่างคุณเฉลย หรือพาทำแบบฝึกหัดนั้น คุณเองก็ต้องอธิบายทฤษฏีอยู่แล้ว

    5. เตรียมสถานที่สำหรับรับสอนพิเศษ

    เรื่องของสถานที่อย่างเพิ่งไปคิดมาก และอย่างเพิ่งไปลงทุนจำนวนมากมาย รอให้คุณมั่นใจก่อน ค่อยลงทุนเช่าพื้นที่ทำห้องเรียน ถ้าบ้านของคุณมีพื้นที่ คุณอาจจะใช้บ้านของคุณ ในการเปิดทำการสอนพิเศษ เพื่อเป็นการลองดูว่าจะมีเด็กนักเรียนมาเรียนกับเรามั้ย ซึ่งถ้ามีมากเกินกว่าพื้นที่ คุณก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่ไปเช่าออฟฟิตทำเป็นสถานสอนพิเศษแทน

    6. หานักเรียนมาเรียน

    ต่อมาสิ่งสุดท้ายที่คุณต้องเตรียม คือเตรียมนักเรียนของคุณ เพราะถ้าไม่มีนักเรียนมาเรียนคุณก็ไม่จะไม่มีรายได้ คำถามคือจะมีนักเรียนมาเรียนหรือไม่ คำตอบคือ มีแน่นอน ถ้าคุณลงมือทำอาชีพครูสอนพิเศษนี้อย่างจริงจัง ไม่ได้ทำเล่นๆ เพราะคนเราถ้าทำอะไรแบบจริงจังผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะออกมาแบบจริงจังครับ

    7. สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนในการเช่าพื้นที่

    หากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร พื้นที่ที่บ้านก็ไม่พอ เงินทุนจะไปเช่าพื้นที่ก็ไม่มี ก็ขอแนะนำให้ไปสมัครเป็นติวเตอร์ที่เค้ารับติววิชาต่างๆ ในสถาบันที่เปิดติวหนังสือให้กับเด็กนักเรียน และนักศึกษาก่อน เพื่อเป็นแนวทางว่าจะเริ่มต้นสอนอย่างไรดี เพราะตามสถาบันต่างๆ ที่ติวหนังสือในรายวิชาต่างๆ เค้ามีแพลนอยู่แล้วว่าจะสอนอะไร อย่างไร เราก็สอนตามแพลน ใส่เนื้อหา เทคนิค เพิ่มเติมเท่านั้นเอง หรือหากใครคิดว่า เราก็เจ๋งพอตัว มีแนวทางการสอนอยู่แล้ว ก็ลุยกันเลยครับ

    หาผู้เรียนได้จากที่ไหน

    ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสอนวิชาอะไร ถ้าเป็นวิชาพื้นฐานที่อยู่ในรายวิชาที่เรียนในโรงเรียน กลุ่มลูกค้าจะเป็นเด็กนักเรียน แต่ถ้าเป็นภาษาหรือดนตรีกลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหลักส่วนมากคือกลุ่มนักเรียน หรือนักศึกษา (เรียนเพิ่มเติมในรายวิชาเดียวกับที่เรียนในชั้นเรียน และเรียนเพิ่มเติมในด้านต่างๆ เพื่อเป็นความสามารถพิเศษต่อไป) เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือการประชาสัมพันธ์โดยติดป้ายประกาศบริการในบริเวณโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย การแจกใบปลิวก็เป็นอีกทางหนึ่ง และยิ่งถ้าคุณมีหน้าร้านอยู่บริเวณสถานศึกษาดังกล่าวนี้ด้วยแล้วหล่ะก็ แค่ขึ้นป้ายร้านสักนิด งานก็ไหลมาเทมาแล้วล่ะครับ

    อีกวิธีหนึ่ง การฝากประกาศรับสอนพิเศษไว้กับเว็บรับประกาศฟรีต่าง ๆ เช่น www.pantipmarket.com เป็นต้น ลูกค้าเห็นประกาศจะติดต่อมาเอง โดยต้องมีที่อยู่หรือเบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้สะดวก เมื่อเราเริ่มเปิดสอน ถ้าเราสอนดี และทำให้นักเรียนมีผลการเรียน หรือมีทักษะในสิ่งที่เราสอนเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการบอกต่อๆ กันไปในหมู่เพื่อนฝูง และในหมู่ผู้ปกครอง (ผู้ปกครองเป็นแรงผลักดันที่สำคัญมาก) ซึ่งจะทำให้เราได้ผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นได้

    ขอสรุปวิธีการหานักเรียนมาเรียนไว้นะครับ

    1. ใช้วิธีปากต่อปาก หมายถึงให้คุณบอก เพื่อน คุณรู้จัก ญาติพี่น้อง ว่าคุณทำอาชีพครูสอนพิเศษ และขอให้พวกเขาช่วยแนะนำเด็กมาเรียนพิเศษ เมื่อมีการพูดปากต่อมากกันมากๆ เดียวก็มีผู้ปกครองพาเด็กมาเรียนเอง
    2. สร้างโฆษณา ติดไว้หน้าบ้านของคุณ เพื่อบอกว่าคุณรับสอนพิเศษในราคาเป็นกันเอง
    3. บางครั้งคุณก็ต้องมีการจัดโปรโมชั่นบ้าง เช่นมาลงทะเบียนเรียนพร้อมกัน 4 คน คิดคาราค่าลงทะเบียนแค่ 3 คนเท่านั้น เป็นต้น
    4. ผ่านเพื่อนที่เป็นครู ช่องทางนี้ดีมาก ให้เพื่อนของคุณแนะนำนักเรียนของเขามาเรียนกับคุณ และจะดีมากขึ้นอีก ถ้าคุณสามารถดึงคุณครูที่เป็นเพื่อนของคุณ มาสอนด้วยกัน เพราะจะได้ช่วยการันตีการสอน และยังได้นักเรียนที่เป็นลูกศิษย์ของเพื่อนคุณตามมาด้วย

    สรุป

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตามแต่ในโลกใบนี้ จะเป็นอาชีพประจำ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือแม้แต่การทำอย่างอื่นในชีวิตของคุณ ขอเพียงคุณลงมือทำเท่านั้น มันถึงจะมีผลลัพธ์เกิดขึ้น หากคุณไม่ลงมือทำอะไรเลย มันก็จะไม่มีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้นเช่นกัน และถ้าคุณลงมือทำมันอย่างจริงจังผลลัพธ์ที่คุณจะได้ คุณก็จะมีรายได้แบบจริงจัง ถ้าคุณลงมือทำแบบอาชีพเสริม ผลรับที่คุณจะได้รับคือ รายได้แบบอาชีพเสริม และถ้าคุณลงมือทำด้วยความสุข ผลลัพธ์ที่คุณจะได้คือ ความสุข และรายได้

    สำหรับคนที่คิดว่าตนเองมีความรู้ และกำลังมองหารายได้พิเศษอยู่ อาจจะนำอาชีพครูสอนพิเศษนี้ไปพิจารณา แล้วลองทำดูก็ดีเหมือนกันนะครับ

  • วิธีทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยให้ประสบความสำเร็จ

    การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ในยุคปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียนให้ถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นใหม่มีความใส่ใจในการศึกษามากขึ้น รวมไปถึงการหารายได้พิเศษเพื่อใช้จ่ายในการศึกษา และในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนั่นเอง หลายคนประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียน และการทำงานเพื่อหารายได้ในระหว่างเรียน ซึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยให้ประสบความสำเร็จนั้น มีเทคนิคง่ายๆ ที่ควรปฏิบัติตามดังนี้

    จัดตารางเวลา

    อันดับแรกในการจะเริ่มทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วยเพื่อให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องจัดสรรตารางเวลาชีวิตให้มีความสมดุลกัน เพื่อให้ทั้งการเรียน และการงานดำเนินไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยส่วนใหญ่จะเป็นช่วงของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเลือกทำ เพราะด้วยวัยวุฒิ และเวลาในการเรียนที่ยืดหยุ่นกว่า ดังนั้นก่อนที่จะทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วยควรจัดตารางเวลาเสียก่อน

    ทำงานเฉพาะวันหยุด

    ในการเลือกทำงานควรเลือกที่เป็นอาชีพสุจริต ไม่เป็นงานที่เสื่อมเสียโดยเฉพาะน้องผู้หญิง สำหรับคนที่ต้องตัดสินใจจะทำงาน ควรเริ่มทำงานเฉพาะในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือเฉพาะในวันที่ไม่มีเรียน เพื่อจะได้ทำงานได้เต็มที่มากกว่าในเวลาหลังเลิกเรียน โดยงานที่สามารถทำในวันหยุดได้ ก็จะต้องเลือกแบบทำงานเต็มเวลาอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานซักล้าง พนักงานแคชเชียร์ พนักงานขายสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับคุณด้วย

    ทำงานหลังเลิกเรียน

    ซึ่งสำหรับน้องนักศึกษาที่กำลังจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยควรคำนึงถึงเรื่องชั่วโมงการทำงานหลังเลิกเรียน เพราะการทำงานหลังเลิกเรียนจะต้องมีเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในการทำงาน หรือเรียกว่าเป็นการทำงานแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งหากเป็นงานด้านบริการ เช่น การเสิร์ฟ การบริการลูกค้า หากเป็นงานที่ต้องยืน ต้องเดิน หรือใช้แรงในการยกของหนัก ควรเลือกให้ดีก่อนเข้าทำงาน เพราะในเวลาหลังเลิกเรียนแล้วการมาทำงานต่อถือเป็นงานหนัก ดังนั้นจึงควรเลือกทำงานหลังเลิกเรียนที่คุณสามารถทำไหว

    เลือกทำงานใกล้ๆ สถานศึกษาหรือที่พัก

    สถานที่ทำงานควรเลือกให้ใกล้กับสถานศึกษา หรือที่พักเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาในการเดินทางไปทำงานได้ หรือในเวลาเลิกงานสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก และปลอดภัย การเลือกสถานที่ทำงานใกล้ๆ มีผลต่อการทำงานทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทำให้คุณไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เพราะนอกจากจะต้องเหนื่อยจากการเรียนมาทั้งวันแล้ว หากมาเหนื่อยกับการเดินทางอีกก็คงทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ข้อนี้ก็ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญ

    เลือกงานที่กำหนดเวลา

    ควรเลือกงานที่มีกำหนดเวลาในการเข้างาน และเลิกงานอย่างแน่นอน เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอย่างยิ่ง สถานที่ทำงานที่มีกำนดเวลาชัดเจน จะช่วยทำให้คุณคำนวณตารางเวลาได้อย่างลงตัว ทำให้ทั้งการเรียน และการทำงานราบรื่นไม่มีสะดุด

    สะสมประสบการณ์

    การทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วย คุณต้องคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะหลังจากจบการศึกษาแล้ว คุณจะต้องทำงานอย่างเต็มตัวไม่ว่าจะงานประเภทใดก็ตาม ประสบการณ์เป็นสิ่งที่คุณจะได้รับมากกว่าคนอื่นที่เรียนอย่างเดียว แต่ไม่เคยทำงานไปด้วยระหว่างเรียน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จะทำให้คุณจะเป็นคนที่มีความอดทนสูง สามารถแก้ไขปัญหาได้ดี เข้ากับผู้อื่นได้ดี

    มีความตั้งใจ

    ระหว่างที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนั้น สิ่งหนึ่งที่คุณต้องมีคือความตั้งใจ ความตั้งใจเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จทั้งในด้านการเรียน และการทำงานให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน โดยเมื่อคุณเริ่มทำงานแล้ว คุณจะรู้ว่าจะต้องมีความตั้งใจมาก จึงจะทำให้งานนั้นๆ สำเร็จ หากมีข้อผิดพลาดก็ทำการแก้ขอย่างทันที และเก็บข้อเสีย ข้อบกพร่องของตัวเองในการทำงานนั้นไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก

    ออมเงิน

    เมื่อทำงานแล้วควรนำเงินที่ได้จากทำงานมาเก็บออม ด้วยการฝากในบัญชีธนาคารเพื่อนำไปจ่ายในค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ควรนำเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือนำไปใช้ในการเล่นการพนัน จะทำให้เกิดหนี้สินตามมา

    ไม่ทิ้งการเรียน

    และสุดท้ายเลยคือ ในการทำงานไปด้วยและเรียน คุณจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเหมือนเดิมไม่ทิ้งการเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะการเรียนเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คือสิ่งที่สำคัญซึ่งมีผลต่อการทำงานในอนาคตเมื่อเรียนจบ คุณควรแบ่งเวลาเพื่อทบทวนบทเรียน การอ่านหนังสือเตรียมสอบ และการเข้าเรียนเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะการเรียนในห้องเรียนให้เข้าใจมากที่สุด ก็จะทำให้คุณมีเวลาในการทำงาน และพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

    สรุป

    สำหรับคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และประสบความสำเร็จทั้งสองเรื่อง ถือได้ว่าเป็นคนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะปกติแล้วการเรียนก็มักใช้เวลาในการเข้าเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ มากอยู่แล้ว ซึ่งเทคนิคสำคัญที่สุดสำหรับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยคือ การแบ่งเวลาให้เป็น ใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่า และมีค่ามากที่สุด จะทำให้การเรียนก็ดี การงานก็ไม่สะดุดครับ

  • 10 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงาน

    หลายคนที่ทำงานมาหลายปี ตอนนี้อาจจะเริ่มมีอาการเบื่องานเกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้จึงขอแนะนำวิธีการสร้างกำลังในการทำงาน ซึ่งการสร้างกำลังใจในการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกำลังใจในการทำงาน เพื่อมาปลุกใจให้มีกำลังใจในการทำงานอีกครั้ง ซึ่งก็ขอนำเสนอ 10 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงานด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปนี้

    1. ให้กำลังใจตัวเอง

    ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือคำกล่าวที่ใช้ได้จริงสำหรับวิธีการสร้างกำลังใจในการทำงาน โดยเราต้องเริ่มจากการให้กำลังใจตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับตัวเอง เช่น ในวันนี้เจอเรื่องราวอะไรแย่ๆ มาบ้าง เพียงแค่ยิ้ม และระบายให้ตัวคุณเองฟังหน้ากระจก ก็ถือเป็นการสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผล เพราะกำลังใจเป็นแรงขับเคลื่อนอันยิ่งใหญที่นำมาซึ่งความสำเร็จในการทำงาน การให้กำลังใจตัวเองควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตัวเองไม่เหนื่อย หรือรู้สึกเครียดกับปัญหาที่ต้องเผชิญในการทำงาน ดังนั้นการให้กำลังใจตัวเองจึงเป็นวิธีการเพิ่มกำลังใจในการทำงานที่ง่ายที่สุด และสามารถทำได้ทุกวัน

    2. สร้างความรู้สึกในด้านบวก

    เราต้องสร้างความรู้สึกในด้านบวกให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งเราไม่ควรมีความรู้สึกในด้านลบกับผู้อื่นมากจนเกินไป เพราะความโกรธทำให้อารมณ์เป็นพิษ และเสียสุขภาพ เราจึงควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เช่น เมื่อรู้สึกโกรธเพื่อนร่วมงานที่อู้งาน ก็ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องของเค้า เค้าไม่ทำเดี๋ยวเค้าก็ต้องโดนเจ้านายว่า หรือโกรธเจ้านายที่ด่าเรา ก็ให้ลองคิดดูก่อนว่า เราผิดอย่างที่เจ้านายด่าจริงๆ มั้ย และนำมาปรับปรุงตัวเองต่อไป ลองฝึกความคิดในด้านบวกบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเรียนรู้การจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้คนรอบข้างในที่ทำงานมาทำให้เราเกิดอารมณ์ไม่ดี

    3. นึกถึงครอบครัว

    ครอบครัวเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการทำงาน ครอบครัวถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการทำงานให้ไปสู่การประสบความสำเร็จ โดยคุณอาจกลับไปหาครอบครัว เพื่อขอกำลังใจจากพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจด้วยคำพูด การปลอบใจ การอวยพร ซึ่งล้วนแต่สร้างกำลังใจให้กับชีวิตของคุณมากขึ้น เชื่อหรือไม่ว่าครอบครัวคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้หลายคนสู้ที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

    4. หางานที่ถนัด

    งานที่ถนัดหมายถึงงานที่คุณสามารถทำงานได้อย่างดี มีความรู้ความเข้าใจ และมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างดีเยี่ยม ดังนั้นสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนงานเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในการทำงานอีกขั้นหนึ่ง ควรที่จะเลือกหางานที่ถนัดเพื่อให้คุณสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ การทำงานที่ถนัดเป็นการเพิ่มกำลังใจในการทำงานได้ทางหนึ่ง เพราะคนเราจะมีความภาคภูมิใจในตัวเองเมื่อสามารถทำสิ่งใดก็ตามออกมาดี และสำเร็จ ได้รับคำชื่นชมด้วย

    5. รักในงานที่ทำ

    การรักในสิ่งที่ทำไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการทำอะไรก็ตาม จะนำมาซึ่งความสำเร็จได้ เพียงแค่คุณให้ความรักกับงานที่ทำ และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ในการทำงาน เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในงานนั้นให้มากขึ้น เมื่อความรักในงานที่ทำบวกกับความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ จะทำให้มีกำลังใจในการทำงานอย่างล้นเหลือ และทำให้มีพลังในการทำงานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

    6. ให้ความสำคัญกับงาน

    ในการทำงานควรให้ความสำคัญกับงานที่ทำ ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ควรทำแบบขอไปที หรือไม่ใช่ทำงานเพียงเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพราะหากคุณให้ความสำคัญกับการทำงาน ผลที่ได้คืองานที่มีประสิทธิภาพ ได้รับคำชื่นชมจากเจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงาน นอกจากคำชื่นชมแล้ว ผลที่ได้จากการให้ความสำคัญกับงานที่ทำอีกอย่างก็คือมีกำลังใจในการทำงาน ซึ่งถ้าคุณสามารถทำงานโดยให้ความสำคัญกับงานที่ทำทุกวัน คุณก็จะได้ผลตอบแทนเป็นความมีกำลังใจทุกวัน รวมถึงได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงานอีกด้วย

    7. เข้าใจปัญหาในการทำงาน

    บางคนมักจะมีปัญหาเดิมๆ ในการทำงานไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหน จนฝังรากลึกในชีวิตของเรา และในชีวิตทำงานก็จะมีปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ มาให้แก้ จนทำให้เราเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ในเรื่องงานที่เข้ามา และสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ก็ต้องอาศัยเวลาในการสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ทำงานเราทำงานได้อย่างเข้าใจ

    8. นึกถึงความสำเร็จ

    คุณควรนึกถึงความสำเร็จที่จะได้จากการทำงานอย่างเต็มที่ หรืออย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้นถือเป็นกำลังใจสำคัญในการทำงานที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไป ซึ่งช่วยให้คนทำงานมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย

    9. พอใจในค่าตอบแทน

    คุณไม่ควรควรให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนมากเกินกว่าให้ความสำคัญกับงาน แต่คุณควรมีความพึงพอใจในค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะความพึงพอใจในค่าตอบแทน จะช่วยทำให้คุณมีกำลังใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วการทำงานไม่ได้ทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่ทำเพื่อความประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย

    10. ให้รางวัลตัวเอง

    การให้รางวัลกับตัวเองเป็นให้กำลังใจในการทำงานอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำอย่างได้ผล เพราะเมื่อคุณทุ่มเทกับการทำงาน การให้รางวัลกับตัวเองด้วยการซื้อของที่ตนเองชอบ หรือการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ เพื่อเป็นการเติมพลังของตัวเอง กลับมาจะได้มีแรง มีความมุ่งมั่นในการทำงานต่อ

    การสร้างกำลังในในการทำงานยังมีวิธีอีกมาก ซึ่งกำลังใจนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงาน และส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิตอีกด้วย

  • 9 คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี

    คุณสมบัติของพนักงานขาย
     

    เมื่อพูดถึงงานขาย ก็ต้องนึกถึงพนักงานขายผู้ที่มีส่วนช่วยในการขายสินค้า เป็นการส่งเสริมการขาย ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถเป็นพนักงานขายได้ แม้กระทั่งเจ้าของกิจการเองก็สามารถทำหน้าที่พนักงานขายได้ แต่นั่นหมายถึงพนักงานขายทั่วๆ ไปที่ทำหน้าที่ในการต้อนรับลูกค้า ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า และพยายามขายสินค้าชิ้นนั้นๆ ให้ได้แล้วก็จบไป แต่สำหรับการเป็นพนักงานขายที่ดีนั้น ต้องมีคุณสมบัติของพนักงานขายโดยเฉพาะ ดังต่อไปนี้

    รอยยิ้ม

    รอยยิ้ม คือ คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี รอยยิ้มเปรียบเสมือนการเปิดการขาย พนักงานขายควรมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ เพราะรอยยิ้มจะทำให้ลูกค้ารู้สึกดี และรอยยิ้มเป็นเหมือนการเปิดใจให้ลูกค้ากล้าที่จะถามเกี่ยวกับสินค้า ลองคิดว่าถ้าเราเข้าไปในร้าน แล้วเห็นพนักงานขาย หรือเจ้าของร้านทำหน้าบึ้งตึง เราจะกล้าถามรายละเอียดสินค้ามั้ย ซึ่งการมีรอยยิ้มเป็นการบอกนัยๆ ว่าพนักงานขายพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าได้ รอยยิ้มจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของ คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี

    การทักทาย

    การทักทายก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี การกล่าวทักทายด้วยคำว่า สวัสดีครับ หรือสวัสดีค่ะ ทำให้ลูกค้าประทับใจว่าพนักงานให้ความสำคัญกับลูกค้า ทำให้ลูกค้าสบายใจในการเลือกซื้อสินค้าพร้อมรับการเสนอการขายของพนักงานขายได้อย่างเต็มที่ การทักทายจึงเป็นคุณสมบัติของพนักงานขายอีกข้อหนึ่งที่สำคัญมาก

    การพูดจาสุภาพ

    คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดีที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การพูดจาที่สุภาพ น้ำเสียงไพเราะ พนักงานขายควรพูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพ มีหางเสียงลงท้ายครับหรือค่ะเสมอ เพื่อทำให้ลูกค้าสนใจฟังในการขายสินค้า การพูดจาสุภาพเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการขาย และเมื่อลูกค้าเดินออกจากร้าน ไม่ว่าจะซื้อ หรือไม่ไม่ซื้อ พนักงานขายควรพูดว่า ขอบคุณครับ หรือขอบคุณค่ะ ทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างประกับใจให้กับลูกค้า

    การพูดชัดถ้อยชัดคำ

    พนักงานขายใช้การพูดเป็นหลักในการขาย ดังนั้นการพูดจาอย่างชัดถ้อยชัดคำจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงอย่างยิ่งสำหรับคุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี เพราะการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้น พนักงานขายจะต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจในรายละเอียดของสินค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อของลูกค้า การพูดจึงควรพูดอย่างชัดเจน เสียงดังฟังชัด แต่ไม่ใช่การตะโกน และไม่ดัดเสียง สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การพูดอ้ำอึ้ง เหมือนไม่ชำนาญในตัวสินค้ ถ้าเราไม่รู้ข้อมูลสินค้าตัวไหน ให้บอกลูกค้าว่า เดี๋ยวสักครู่นะครับ หรือเดี๋ยวสักครู่นะค่ะ แล้วให้รีบไปถามผู้จัดการร้าน หรือพนักงานคนอื่นๆ ที่รู้ข้อมูลในสินค้าตัวนี้ได้ละเอียดกว่า

    การให้ข้อมูลอย่างละเอียด

    การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเป็นสิ่งที่พนักงานขายต้องทำเสมอ ดังนั้นพนักงานควรให้ข้อมูลสินค้ากับลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินค้าของลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้า คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดีต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้ โดยสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าได้อย่างละเอียด และเข้าใจง่ายด้วย

    การสาธิตสินค้า

    การสาธิตสินค้า ก็คือการบอกวิธีการใช้งานสินค้าอย่างถูกวิธีแก่ลูกค้า พนักงานขายต้องสามารถสาธิตสินค้าให้ลูกค้าดูได้ เพราะลูกค้าจะได้ใช้งานสินค้าได้อย่างถูกวิธี

    สอบถามความต้องการของลูกค้า

    ความต้องการในการใช้สินค้าของลูกค้ามีไม่เท่ากัน ดังนั้นพนักงานขายควรสอบถามความต้องการของลูกค้าว่ามีความต้องการอย่างไรในการใช้สินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าอย่างคุ้มค่ามากที่สุด การแนะนำสินค้าที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดให้ลูกค้าเป็นสิ่งที่พนักงานขายควรทำ และการแนะนำสินค้าที่ดีก็เป็นคุณสมบัติของพนักงานขายที่พนักงานขายทุกคนควรมี โดยการแนะนำสินค้าที่ดีควรเปรียบเทียบข้อดี และข้อเสียของสินค้าแต่ละชิ้นให้เห็นถึงความแตกต่างจุดดีจุดด้อยด้วย

    ปิดการขายอย่างมืออาชีพ

    การขายสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขาย และเป็นเรื่องที่ท้าทายของพนักงานขาย ซึ่งพนักงานควรปิดการขายอย่างมืออาชีพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่พนักงานขายต้องการนั่นคือยอดขาย การปิดการขายจึงหมายถึงวิธีที่จะได้มาซึ่งยอดขายโดยการตัดสินใจซื้อจากลูกค้านั่นเอง คุณสมบัติของพนักงานขายที่ดี และเป็นมืออาชีพจะไม่ยัดเยียดสินค้าให้ลูกค้า แต่จะอธิบายถึงคุณประโยชน์ของสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆ ไปแล้ว เช่น ความทนทานของสินค้า การรับประกันสินค้า การเปลี่ยน หรือคืนสินค้าได้ ในกรณีที่ลูกค้าไม่พอใจในสินค้า เป็นต้น ซึ่งการปิดการขายอย่างมืออาชีพเป็น คุณสมบัติของพนักงานขายที่พนักงานขายทุกคนต้องมี

    ดูแลหลังการขาย

    หลังจากการซื้อสินค้า การดูแลหลังการขายก็เป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานขายต้องให้ความสำคัญ ซึ่งการดูแลลูกค้าหลังการขายเป็นสิ่งที่ถือว่าสำคัญมากๆ สำหรับพนักงานที่ควรคำนึงอยู่เสมอ การขายสินค้าอย่าขายเพียงแค่ครั้งเดียวกับลูกค้าคนเดียว พนักงานขายควรใส่ใจลูกค้าทุกคน

    สรุป

    การขายสินค้า กับพนักงานขายถือเป็นของคู่กันก็ว่าได้ และคุณสมบัติของพนักงานขายที่ดีนั้นก็เป็นสิ่งคู่กันกับพนักงานขายด้วย เพราะ คุณสมบัติของพนักงานขายเป็นเรื่องที่พนักงานขายทุกคนควรคำนึงถึงเสมอ ผลที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่ยอดขายแต่เป็นความเป็นมืออาชีพของพนักงานขาย คุณสมบัติของพนักงานขายไม่ได้มีจำกัดเพียงแค่ 10 ข้อ แต่มีได้มากมายไม่จำกัด อาชีพพนักงานขายใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่การเป็นพนักงานขายที่ดีนั้น ควรมีการพัฒนาทักษะการขายยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะได้ก้าวไปสู่ความเป็นพนักงานขายมืออาชีพได้

  • วลีอมตะ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

    ทุกชีวิตล้วนเกิดมามีค่าด้วยกันทั้งนั้น แต่การใช้ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องตัดสินอย่างหนึ่งได้ว่า คุณค่าในตัวที่มี ขณะนี้เพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง

    มีวลีอมตะที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” ให้เราได้ยินกันอยู่เสมอ ในความหมายของประโยคนี้บ่งบอกได้ว่า สำหรับคนที่ทำงานล้วนก่อให้เกิดคุณค่าในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อผลของงานออกมาดีแล้ว งานนี่แหละที่จะช่วยต่อยอดชีวิตของเราให้ก้าวกระโดดไปสู่จุดยืนที่สมสง่า อีกทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจให้ตัวเราได้ก้าวอย่างมาดมั่นต่อไป

    สำหรับผมแล้ว ก่อนหน้านั้นผมมักเชื่อว่าตัวเราทุกคนเกิดมาล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น แต่คุณค่าของเราจะมีเพิ่มขึ้นหรือลดปริมาณน้อยลง อันนี้อยู่ที่ตัวเราแล้วว่าการกระทำของเราเป็นอย่างไร หลายคนที่มีใจรักการทำงาน เขามักสร้างคุณค่าในผลงานให้เกิดขึ้น เมื่อเขาเป็นที่ชื่นชมของเจ้านายและเพื่อนร่วมงานแล้ว เมื่อนั้นชีวิตเขาก็เท่ากับได้สร้างคุณค่าในตัวเองให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นไปอีก

    แต่คนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่เห็นความสำคัญของการทำงาน หรือเป้าหมายในการดำเนินชีวิต คนแบบนี้ นอกจากไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว การกระทำของเขาย่อมถือเป็นการตัดทอนคุณค่าในตัวเองที่เคยมีมาให้ลดน้อยลง บางคนเผลอลดคุณค่าในตัวจนกระทั่งหมดหายไปโดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว

    การทำงานอย่างตั้งใจเพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพย่อมถือเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่งานและตัวเองได้ แต่คนที่อยู่ไปวันๆ เปรียบดั่งคนที่เฝ้าแต่รินน้ำลงผืนทราย ใช้เวลาว่างเปล่าให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์เฉกเช่นทรายที่ไม่อาจอุ้มน้ำไว้ได้ เราจึงไม่มีแก่นสารอะไรในชีวิตให้ภาคภูมิใจ

    แต่ถ้าหากเราลองผันตัวเองมาเป็นชาวประมงออกเรือหาปลา เราก็ย่อมได้ปลามาขาย สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองและครอบครัว นี่แหละการมองโลกอย่างเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน คนที่รู้ว่าตัวเองรักและอยากทำอะไร มักจะรีบลงมือทำ สร้างงานสร้างความฝันนั้นให้เป็นรูปร่าง แม้ความฝันอาจยังไม่สำเร็จในนาทีที่ทำ หากผลแห่งความภูมิใจที่ได้ทำแล้วต่างหาก ที่สะท้อนบอกใจตัวเองว่า เราสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในชีวิตได้แล้ว

    สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะมีต้นตอความฝันมาจากเรื่องเล็กหรือใหญ่ แม้อาจเป็นแค่แม่ค้าขายส้มตำไก่ย่าง เป็นพนักงานทำความสะอาดตามห้างหรือโรงแรม เป็นพนักงานกวาดถนนข้างทาง หรือแม้จะมีอาชีพเล็กๆ อย่างนั่งเย็บผ้าอยู่กับบ้าน แต่เหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นงานไร้ค่าเลย ตรงกันข้าม การลงมือทำให้ผลงานเกิดขึ้นต่างหาก คือ สิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่เราได้อย่างแท้จริง

    คนที่มีความคิดและดิ้นรนมุ่งสู่เป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ มักเปลี่ยนจุดยืนตัวเองจากวันวานที่เล็กๆ มาเป็นจุดยืนที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เพราะคุณค่าในตัวเราถ้าเราไม่เห็น แล้วใครจะเห็น อยากเป็นคนที่ก้าวหน้า มีอนาคตที่ดีกว่า จงจำไว้ว่าอย่าหยุดยืนอยู่แค่ตรงนี้ ต้องก้าวไปข้างหน้า สร้างสรรค์ผลงานในชีวิตให้เกิดขึ้นมา สมดังประโยคที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” กันทุกท่านนะครับ

  • 7 วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ

    วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ
     

    ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องมีเป้าหมายในชีวิตกันอย่างแน่นอน คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต จะอยู่ไปแบบวันๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำอะไร บางคนคิดเป้าหมายที่ตัวเองต้องทำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น เด็กๆ ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่ง จนกระทั่งได้เข้ามาสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ หรือบางคนเมื่อโตขึ้นก็คิดเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำขึ้นได้ เช่น อยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย และมีเมตตาบริจาคเงิน อย่างนี้เป็นต้น

    เพราะฉะนั้นเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจจะคล้ายกัน แต่ไม่มีเหมือนกัน สุดท้ายแล้วก็เพื่อตอบโจทย์ชีวิตให้กับตัวเองในด้านต่างๆ เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของตนเอง ซึ่งเป้าหมายใหญ่ๆ อาจจะเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากเป้าเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นไป เหมือนสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างที่ต้องใช้เวลา ใช้ความมานะพยายามที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้

    บางคนอาจจะถามว่าการมีเป้าหมายในชีวิตนั้นสำคัญมากหรือเปล่า ก็ต้องขอตอบเลยว่าสำคัญมากครับ เรือที่แล่นไปไม่มีทิศทาง ย่อมวนอยู่ในทะเล ชีวิตเราจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมายให้คว้ามา ตัวผมเองก็ทำไม่ได้ถ้าอยู่โดยไม่มีเป้าหมายในชีวิต มันจะทำให้ผมเหมือนอยู่ไปวันๆ เหมือนชีวิตไม่มีอะไร

    เอาหล่ะครับ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปอ่าน 7 วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ กันเลยครับ

    1.ตัดสินใจให้ได้ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร

    ในข้อที่หนึ่งนี้ ขอให้เราตัดสินใจไว้อย่างแน่วแน่ว่า ในชีวิตนี้เราต้องการอะไร เราอยากเป็นอะไร ให้ลองคิดทบทวนในเวลาว่างๆ ทำสมองให้ปลอดโปร่ง อาจจะทำสมาธิแบบเบาๆ กำกับไปด้วย ให้เราจะรู้แน่ชัดว่าเราต้องการอะไร หรือเราเกิดมาเพื่อทำอะไร บางคนอยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย บางคนอยากเป็นนักร้องที่โด่งดัง บางคนอยากเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เราต้องเจาะจงลงไปเลยจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ จริงจังในความฝันของตัวเอง อย่าตั้งความต้องการต่างๆ เพราะคนอื่นบอกให้ทำ เพราะถ้าคนอื่นหยุดบอกคุณเมื่อไหร่ คุณก็ไม่ทำต่อ เช่น มีคนบอกอยากให้คุณเป็นนักเพาะกาย เพราะคุณจะได้ดูดีตัวใหญ่ขึ้น คุณก็เลยทำ แต่สุดท้ายคุณทำไปด้สักพักก็เบื่อ และหยุดทำ เนื่องจากว่ามันไม่ได้เป็นความปรารถนาจากคุณโดยตรง อย่างนี้เป็นต้น

    2.เขียนสิ่งที่เราต้องการ

    เขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปในกระดาษสักใบ แปะไว้ในที่ๆ เราทำงาน หรือแปะไว้ที่ข้างฝา หรือแปะไว้ในที่ๆ เราเห็นได้สะดวก เอาไว้มาดูในวันรุ่งขึ้น หรืออาทิตย์ถัดไป เป็นการดูว่าเราต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่ความปรารถนาแค่ชั่วครู่ ถ้าเราไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจริงๆ พออาทิตย์ถัดไป เรามาดูสิ่งที่เราปรารถนา เราอาจจะขำตัวเองว่าเราต้องการเป็นในสิ่งนี้หรือนี่ ผมอยากให้ลองมองนะครับว่า ถ้าสิ่งที่เราต้องการเป็น หรือต้องการทำจริงๆ ถ้าเราไม่ได้สิ่งนั้นมา เราจะเกิดความพยายามในการหา ในการสร้างสิ่งนั้นมาให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ

    3.กำหนดเวลาให้กับเป้าหมาย

    เราต้องกำหนดเวลาว่า เราจะทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จในวันไหน เดือนไหน ปีไหน ให้ระบุลงไปอย่างชัดเจน อย่าปล่อยให้ความสำเร็จเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือวาสนาแต่อย่างเดียว ทำมันให้เป็นจริงด้วยขอบเขตเวลาที่เรามีด้วย หรืออย่าเชื่อหมอดูมากจนเกินไป เช่น หมอดูบอกไว้ว่า ปีนี้เราจะรวย แต่ถ้าเราไม่ขวนขวายรอโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ พอถึงสิ้นปีเราอาจจะยังไม่รวยเหมือนเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อตัวคุณเองเป็นอันดับแรก โชคชะตาแพ้ความพยายามของคุณครับ

    4.ดูว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร

    ให้เราอ่านแต่ละเป้าหมายของเราออกมา อ่านทุกวัน ครั้งละ 5-10 นาทีก็ได้ครับ จะอ่านในใจ หรือเปล่งเสียงออกมาก็ได้ครับ เป็นการตอกย้ำลงไปในจิตใต้สำนึกของเรา แต่ธรรมชาติของมนุษย์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะมีเป้าหมายหลักๆ แค่เป้าหมายเดียว ขอให้เราทำเป้าหมายหลักให้สำเร็จก่อน พยายามหาวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เป้าหมายเป็นจริง อาจจะค้นคว้าหาข้อมูล หรือพบผู้รู้ เข้าคอร์สสัมมนา หรือทำสมาธิในเวลาว่างเพื่อให้ไอเดียดีๆ ออกมา การตามหาเป้าหมายเป็นสิ่งที่สนุกมาก ถ้าเป้าหมายนั้นคุณปรารถนาจริง ๆ เมื่อคุณได้ถึงสิ่งนั้นแล้วคุณจะมีความสุขมาก

    5.จัดวางแผนการก้าวไปหาเป้าหมาย

    การก้าวไปหาเป้าหมาย ก็ต้องมีการวางแผนงานเหมือนกันครับ ให้เขียนออกมาว่า ลำดับแรกนี้ วันนี้เราจะทำอะไรให้ถึงเป้าหมาย พรุ่งนี้จะทำอะไร อาทิตย์หน้าจะทำอะไร หรือเดือนหน้าจะทำอะไรต่อ มันอาจะใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีสำหรับเป้าหมายใหญ่ มันดูง่ายๆ แบบนี้ แต่ว่ามันทรงพลังทีเดียว แต่ก็ต้องทำเป้าหมายเล็กให้สำเร็จก่อนนะครับ แล้วเป้าหมายใหญ่ก็จะตามมาครับ

    6.ลงมือปฏิบัติให้ถึงเป้าหมาย

    ในขั้นตอนนี้ไม่ต้องเขียน แต่ทำให้เต็มที่ ก้าวไปให้สุด อย่าให้อุปสรรค หรือคำหัวเราะดูถูกของคนอื่นๆ มาบั่นทอนกำลังใจคุณ ขวากหนามมีไว้ให้ก้าว ถ้าตำไปแล้วเจ็บให้เป็นบทเรียน มองเป้าหมายเข้าไว้ อย่าละสายตาออกจากเป้าหมาย เมื่อคุณละสายตาออกมา มันจะเหมือนนักรบวางธนู แน่นอนว่าจะไปหยิบธนูขึ้นมาอีกที อาจจะไม่ทันการซะแล้ว

    7.สร้างความสำเร็จให้ต่อเนื่อง

    เมื่อวันนี้ทำสิ่งที่เขียนไว้เพื่อให้ถึงเป้าหมายสำเร็จแล้ว อย่ามัวดื่มด่ำกับความสำเร็จ เหมือนแม่ทัพที่ไม่ให้ตัวเองพลาดจากการโจมตีของข้าศึก เมื่อคุณถึงเป้าหมายโดยใช้ความพยายาม รางวัลที่คุณต้องการได้มันมา มันจะเป็นของคุณ อย่างที่คุณเองก็ไม่สงสัยในความสำเร็จครั้งนี้เลย และความสำเร็จในเป้าหมายในครั้งนี้จะเป็นกำลังใจให้กับตัวเราในการสร้างความสำเร็จในครั้งหน้า

    ผมก็ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำเป้าหมายในชีวิตให้เป็นจริงและสำเร็จนะครับ

  • 9 ขั้นตอน การวางแผนการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    การทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนเมื่อเรียนจบแล้วต้องทำ แต่การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง ดังจะเห็นได้จากนักธุรกิจที่ทำงานในวงการธุรกิจ และประสบความสำเร็จสูงสุด ซึ่งการประสบความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานหลายคนปรารถนา แต่การประสบความสำเร็จในการทำงานของแต่ละคนนั้น มีความพึงพอใจไม่เท่ากัน ซึ่งการประสบความสำเร็จมีหลายอย่าง เช่น การได้เลื่อนตำแหน่ง การได้ขึ้นเงินเดือน การได้รับโบนัสก้อนโต หรือการได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธี และขั้นตอนในการประสบความสำเร็จต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดก็ต้องมีการวางแผนการทำงานไว้แต่เนิ่นๆ ผมก็จะขอนำเสนอบทความ 9 ขั้นตอน การวางแผนการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เชิญอ่านได้เลยคับ

    1. พัฒนาตนเอง

    ซึ่งการวางแผนในการทำงาน ขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จ คุณจะต้องเริ่มตนพัฒนาตนเองในด้านบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพูดการสื่อสาร การเจรจา การวางตัวในสังคม ควรพัฒนาตนเองให้มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นผู้นำเหมาะสำหรับคนวัยทำงานที่กำลังจะประสบความสำเร็จ

    2. พัฒนาทักษะด้านภาษา

    การวางแผนในการทำงานที่จะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จเร็วมากยิ่งขึ้น คุณจะต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาของคุณให้มากขึ้น อย่างน้อยควรสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล การมีทักษะภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะในปัจจุบันนี้การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้คุณสามารถติดต่องานกับชาวต่างชาติได้ ซึ่งถือเป็นอีกโอกาสในการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณได้อีกด้วย และบางบริษัทให้ค่าภาษารวมไปในเงินเดือนเพิ่มด้วย

    3. พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี

    การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการทำให้คุณเจริญก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคุณควรพัฒนาทักษะในด้านของเทคโนโลยีอยู่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยให้การทำงานของคุณเร็วขึ้น หรือโปรแกรมที่ช่วยในการนำเสนองาน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหลักให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในการงานได้

    4. พัฒนาการสื่อสาร

    การสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในการทำงานจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง หรือกับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือกับลูกค้าที่ต้องพบปะเพื่อเสนองาน หรือพบลูกค้าเพื่อทราบความต้องการด้านต่างๆ ของลูกค้า และนำมาปรับปรุง และพัฒนาให้เกิดผลดีสูงสุงต่อการทำงาน การสื่อสารที่ดีจะต้องเป็นการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น และคุณต้องให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือลูกค้าในทุกด้านๆ ของบริการหลังการขายด้วย การสื่อสารสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน หรือการเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ซึ่งการสื่อสารที่ดีนำไปสู่ความสำเร็จได้

    5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    หากคุณต้องการความสำเร็จด้วยการวางแผนการทำงาน คุณควรมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย และลูกค้า เพราะมนุษยสัมพันธ์คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับคนรอบข้าง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้จักผู้คนมากขึ้น การรู้จักคนมากมีผลต่อการทำงาน และการทำธุรกิจ โดยมนุษยสัมพันธ์จะต้องมาจากความจริงใจของคุณ ไม่เสแสร้ง หรือแกล้งแสดงออกมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณเอง

    6. สามารถแก้ไขปัญหาได้

    การทำงานนั้นควรมีการวางแผนในการทำงาน เนื่องจากการทำงานมักมีปัญหามาให้เราต้องขบคิดแก้ปัญหาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นคุณที่ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คุณควรที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด การแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่คนจะประสบความสำเร็จในการทำงานต้องมีทุกคน เพราะปัญหาเปรียบเสมือนบททดสอบที่เข้ามาระหว่างการเดินทางไปสู่การประสบความสำเร็จ

    7. มีความรับผิดชอบ

    ถ้าคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน การวางแผนการทำงานจะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานในทุกๆ ส่วนที่รับผิดชอบ รวมถึงหากคุณเป็นหัวหน้างาน คุณจะต้องสามารถรับผิดชอบ และมอบหมายงานให้กับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำงานให้สำเร็จ และการทำงานเป็นทีมก็สำคัญเช่นกัน หลายครั้งที่ความสำเร็จในงานหนึ่งๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว ดังนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญของคุณที่มีเป้าหมายในการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

    8. การตรงต่อเวลา

    การตรงต่อเวลา เป็นการวางแผนการทำงานที่นำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความตรงต่อเวลาในที่นี้ คือ การตรงต่อเวลาในการทำงานและมีเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน มีความตรงต่อเวลาในการส่งงาน การนัดพบลูกค้า หรืออื่นๆ ที่ช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น และประสบความสำเร็จในการทำงานอย่างยั่งยืน การตรงต่อเวลานอกจากจะเป็นการวางแผนการทำงานแล้ว ยังเป็นข้อปฏิบัติที่นักธุรกิจหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานยึดถือปฏิบัติ

    9. คิดบวก

    การคิดบวกในเรื่องการทำงาน และในทุกๆ เรื่องนั้น ล้วนส่งผลดีต่อการวางแผนการทำงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยการคิดบวกนั้นก็คือ การคิดในแง่ที่ดี ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มความผ่อนคลายให้กับคุณ รวมถึงยังช่วยทำให้สามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยาก หรือไม่สามารถแก้ไขได้ สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้นด้วย

    สรุป

    การวางแผนการทำงานนั้นช่วยทำให้คุณสามารถก้าวไปสู่การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ ซึ่งเริ่มจากความตั้งใจของคุณเสียก่อน เพราะความตั้งใจเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น

  • วิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    อุปสรรคของการทำงานที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จก็คือ ความท้อแท้นั่นเอง เพราะหากเกิดอาการท้อแท้หมดหวังก็พลอยทำให้การงานและเรื่องอื่นๆแย่ลงไปด้วย เพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้วิธีการทำงานประสบผลสำเร็จได้นั้น ก็คือความขยันนั่นเอง เพราหากไม่ขยันงานก็คงจะไม่เสร็จอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การทำงานให้ประสบความสำเร็จยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สติ หรือกำลังใจ เพราะหากขาดอย่างหนึ่งอย่างใด ก็อาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จนั่นเอง

    ความคาดหวังกับวิธีการทำงาน

    ปัจจุบันยุคสมัยได้เข้าสู่โลกแห่งการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี และด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่มีการแข่งขันกันตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าในวัยทำงานยุคสังคมนี้บางคนที่ขยันมากมาย ทำงานตัวเป็นเกลียวและทุ่มเทงานให้กับองค์กร แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เจ้านายไม้ปลื้ม เงินเดือนไม่ขึ้นสักที ซึ่งเชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีความคาดหวังให้ตนเอง อยากมีหน้าที่การงานทำที่ดี และต้องการให้ประสบความสำเร็จ ก้าวไปกับองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่

    เทคนิควิธีการทำงานให้สำเร็จ

    ควรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ด้วยการศึกษา ข้อบกพร่อง จุดด้อย หรือจุดแข็ง ของตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกท่าทาง ลักษณะและพฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงานของตนเอง สิ่งไหนที่มีดีอยู่แล้ว ต้องหมั่นต่อยอดและมีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งไหนที่ข้อบกพร่องต้องปรับปรุง ศึกษาหาความรู้ต่อเติมให้ดีกว่าเดิม บริษัทในปัจจุบัน ต้องการพนักงานที่มีความหลากหลายในทักษะการทำงาน เพื่อเข้ามาพัฒนา ปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น เนื่องจากพนักงานที่มีคุณภาพและความสามารถหลายอย่าง มักจะไม่ปฏิเสธ หรือลีกเลี่ยงการทำงานที่มอบหมายให้ เพราะเป็นบุคคลที่สามารถ พัฒนาตนเอง และเพื่อนร่วมงานอย่างต่อเนื่อง และมักจะไม่ปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มักจะทำตนเป็นเหมือนแก้วน้ำที่ไม่เต็มและยอมรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีตลอดเวลา

    การอดทนกับการทำงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

    ความสำเร็จของการทำงาน คือ การอดทนที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในเรื่องสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย และพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน มีหลายคนทนไม่ได้กับการได้รับการพูดจา ดูถูก สบประมาท และลาออกจากที่ทำงานทันที ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะการทำร้ายตนเองและไม่สามารถได้งานใหม่ เพราะประวัติการทำงานของคุณเสียเพราะไม่สามารถเผชิญ กับสถานการณ์ตึงเครียด หรือสถานการณ์อันเลวร้ายในที่ทำงานได้ หากคุณมีความอดทนและอดกลั้น ก็จะทำให้คุณจะสามารถเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

    ความสนใจของการทำงานที่จะนำพาสู่ความสำเร็จ

    หากคุณเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และลองผิด ลองถูกอย่างสม่ำเสมอ หมั่นหาความรู้จาก หนังสือ ผู้คนรอบข้างและ อินเทอร์เน็ต มาประยุกต์ใช้กับวิธีการทำงาน จนทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ย่อมสามารถดึงดูด ความสนใจจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ให้เห็นศักยภาพของคุณได้ ซึ่งคนที่มีทักษะในการดึงดูดนั้นสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม และทำงานคนเดียวอย่างอิสระได้อย่างไม่มีปัญหา และเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น เป็นคนที่ชอบลองผิดลองถูก มักหาโอกาสค้นคว้าข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติม พยายามที่จะให้งานเสร็จก่อนหรือตรงตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะขาดความกระตือรือร้น และความดึงดูด ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่อยากให้วันทำงานมาถึง และชอบรอคอยเวลาเลิกงานหรือวันสุดสัปดาห์การทำงาน เป็นคนที่มีวิธีการทำงานที่เรื่อยเฉื่อย และไม่สนใจรับฟังข้อมูลข่าวสารใด ๆ

    การทำงานให้สำเร็จต้องรักงานที่ทำ

    คุณสามารถรักงานที่ทำได้ ลองพิจารณาดูว่างานที่ทำอยู่นั้น มีคุณค่ามากมายเพียงใด ให้อะไรกับคุณบ้าง การทำใจให้รักงาน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของความสำเร็จทุกอย่าง และทำให้คุณมีความสุขกับงานที่ทำ เมื่อคุณมีความรักในตัวงาน รักองค์กร คุณจะมีความสุขกับงานที่ทำ ซึ่งจะทำให้คุณพยายามหาวิธีการทำงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานที่ทำอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คุณรู้จักวางแผนชีวิตและเป้าหมายความสำเร็จในการทำงานของคุณ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถรักงานที่คุณทำอยู่ได้ ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้จะเกิดกับคุณ และในที่สุดคุณก็จะทิ้งมันไป และเสาะแสวงหางานที่คุณรักอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณ ไม่ประสบความสำเร็จสักที เพราะมัวแต่ไปนับหนึ่งเริ่มต้นใหม่

    จัดการวิธีการทำงานให้เป็นเลิศ

    คนที่มีทักษะในการจัดการงานให้ได้ผล และประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องครอบครัว และ หน้าที่การงาน เพราะจะเป็นคนที่รู้จักวางแผน ทำงานเป็นขั้นตอน รู้จักความเสี่ยง และหามาตรการมาป้องกัน และยังมีความสามารถในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะมีการวางแผน จัดการ วางไว้เป็นขั้นเป็นตอนเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะนำมาใช้นั้นก็จะทำให้ง่ายขึ้น ทำให้ประหยัดทั้งเวลา และทรัพยากรต่างๆ

    วิธีทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปี โดยที่ไม่เปลี่ยนงาน

    ผมก็จะขอแนะนำบทความการทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปี โดยที่ไม่เปลี่ยนงาน ซึ่งใครที่คิดว่าการเปลี่ยนงานบ่อยครั้งเป็นกำไรของชีวิต อยากให้ลองคิดดูใหม่ สำหรับชีวิตคนทำงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ ในทุกย่างก้าวนอกเหนือจากความสามารถแล้ว ย่อมต้องใช้เวลาเป็นหลักสำคัญในการตัดสินอนาคตด้วย และระยะเวลา 3 ปี ดูเหมือนว่าเหมาะสม และลงตัวไม่น้อย

    การทำงานปีที่ 1 : ปีแห่งการเรียนรู้

    ก่อนที่คุณจะก้าวสู่การทำงานในบริษัทไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ต้องรู้จักตัวเองว่าต้องการอะไร มองลักษณะนิสัยตัวเอง ให้ออกมาเด่นชัด ว่าจริงๆ แล้ว เราเหมาะสมกับงานแบบไหน เพราะมิฉะนั้นต่อให้คุณทำงานบริษัทใหญ่โต และมั่นคงเพียงไร หากคุณไม่มีความรัก หรือชอบในงานที่ทำ การทำงานให้ประสบความสำเร็จย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้นต้องค้นหาตนเองให้พบเสียก่อน

    และเมื่อถึงวันที่คุณเข้าไปทำงานในที่ไหนก็ตาม ในปีแรกนับเป็นปีแห่งการเรียนรู้ ให้คุณลองทำตัวเป็นฟองน้ำ ที่พร้อมจะดูดซับ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับระบบบริษัท เนื้องานต่างๆ ศึกษาเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และโดยเฉพาะบทบาทในการทำงานของตนเองอย่างทะลุปุโปร่ง

    สร้างความเข้าในเกี่ยวกับงาน

    ในกรณีที่คุณไม่เคย หรือไม่สันทัดกับงานที่เข้าไปทำ เรียกว่าเพิ่งจับงานด้านนั้นๆ เป็นครั้งแรก ให้ลองเปิดเว็บไซต์ เข้าไปศึกษาข้อมูลบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบเดียวกันกับบริษัทของคุณ ตามอ่านข่าวสารธุรกิจจากสื่อต่างๆ ในแวดวง เพื่อสร้างความรอบรู้ในแวดวงธุรกิจขององค์กรคุณ รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกันได้ เพราะยิ่งคุณรู้ข้อมูลมากเท่าไร จะทำให้ทำงานได้ง่าย และสามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

    เรียนรู้ระบบบริษัท

    เรียนรู้ระบบบริษัทของตัวเองให้ถ่องแท้ ว่าดำเนินงานไป ในทิศทางเช่นไร กฎระเบียบบริษัทที่ควรปฏิบัติ เป้าหมาย และผลงานที่บริษัทต้องกร เพื่อเป็นแนวทางให้คุณดำเนินไปได้อย่างถูกทาง โดยไม่หลงไปทิศทางอื่น

    อ่านใจนายให้ทะลุปรุโปร่ง

    ปัจจุบันเพียงแค่ทำงานหนัก และหวังเพียงความสามารถของตัวเองคงไม่เพียงพอ ถ้าเราอยากจะก้าวหน้าในที่ทำงานแล้ว ควรทำตัวให้เข้ากับหัวหน้างาน เพราะเจ้านายคุณนี่แหละเป็นหนึ่งในตัวแปรเรื่องการทำงานของคุณให้ประสบความสำเร็จ เพราะเจ้านายคุณจะเป็นคนหยิบยื่นโอกาสในการทำงานต่างๆ และในการเลื่อนตำแหน่ง รวมไปถึงการพิ่มเงินเดือนให้กับคุณ

    มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

    แน่นอนว่าทุกๆ บริษัทต้องการคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานใหม่ที่เกิดจากไอเดียอันดีเลิศของคุณ สิ่งนี้จะทำให้คุณอัพเงินเดือนได้มากขึ้น เรียกว่าคนเก่ง เงินเดือนก็ต้องสูงเป็นธรรมดา

    สร้างความมั่นใจในการทำงาน

    เราต้องมีความกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความมั่นใจอย่างมีเหตุผล มั่นใจในผลงานของตัวเอง อย่า หวาดระแวง หรือกลัวทั้งที่มีความสามารถ ยิ่งคนที่มีตำแหน่งสูงๆ จะกดดันมาก เพราะต้องมีมาตรฐานการทำงานที่สูง ดังนั้นให้เชื่อในคุณค่า และศรัทธาในตนเองให้มากที่สุด แต่ก็ต้องฟังความคิดเห็นจากคนอื่น ๆ ด้วยเป็นการติ เพื่อก่อ

    ตั้งเป้าหมายสำหรับตนเอง

    การทำงานให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องตั้งเป้าหมายในทำงาน เป็นการให้ทิศทางการทำงานที่ต้องการให้เกิดขึ้น การตั้งเป้าหมายแห่งความสำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้น เป็นพลังให้คนเราทำในสิ่งนั้นๆ ได้สำเร็จ และให้ทำการประเมินการทำงานของตนเองอยู่เสมอ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย

    สร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

    เราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความจริงใจแก่ผู้ร่วมงาน และผู้ที่ติดต่อทางธุรกิจ เพื่อการดำเนินงานที่ราบรื่น ลดอุปสรรค และปัญหาลงได้ไม่น้อย

    รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง

    รู้ว่าตัวเองทำงานอะไร ในหน้าที่ตำแหน่งใด มีเป้าหมายอะไรในการทำงาน และควรพัฒนา ไปอย่างไรให้การทำงานประสบความสำเร็จ

    ไม่กลัวความผิดพลาด

    เพราะในเมื่อมีสุภาษิตว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วไฉนเลยคนธรรมดาอย่างเราๆ จะทำงานพลาดบ้างไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าผิดซ้ำซาก บกพร่องในเรื่องเดิมๆ ก็ไม่ไหว ให้เอาความพลาดพลั้งมาเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์เพื่อไม่ให้ เกิดขึ้น ในครั้งต่อไปนี่สิ จึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานที่มีการพัฒนา

    ทำงานด้วยความสนุก

    ให้ทำงานด้วยความสนุก มีความสุขที่จะเรียนรู้ ไม่เบื่อที่จะต้องทำงานมากมาย เหนื่อยไปหน่อยก็พักสมองให้หายเครียดบ้าง พร้อมเมื่อไรลุยต่อได้เลย

    จัดการงานได้ดี

    มีหลักการง่ายๆ ถ้าเรามีงานต้องทำหลายอย่างในหนึ่งวัน คือ หนึ่งตำแหน่งอาจจะต้องทำทั้งขายสินค้า และทำเอกสารส่งเจ้านาย ให้เราทำงานที่ไม่ชอบ หรือไม่ถนัดเสียก่อน แล้วค่อยทำในส่วนที่เราชอบ หรือถนัดในภายหลัง และอย่าเป็นคนผัดวัน ประกันพรุ่ง กำหนดเส้นเวลาการทำงาน

    การทำงานปีที่ 2 : ปีแห่งการสร้างผลงาน

    วันเวลา 1 ปีที่ผ่านไป เชื่อว่าเราเรียนรู้งานน่าจะเริ่มโปรแล้ว มาถึงปีที่ 2 เราต้องเริ่มไต่ถึงขั้นที่ต้องสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วยโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ สำคัญๆ ให้เข้าตากรรมการได้แล้ว และเคล็ดลับสำคัญในการสร้างผลงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับใดก็ตาม คือ ให้ทำงานดีขึ้น และการจะสร้างผลงาน ต้องไม่ใช่การเบ่งทับผู้อื่น ทำตัว เด่นเกินหน้าเกินตา หรือลอบกัดไม่ให้ใครได้ดีเกินหน้าเกินตา และต่อไปนี้ คือการสร้างความประทับใจ ที่คุณจะสร้างผลงานให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ไม่ยาก

    สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ

    เพราะการริเริ่มไอเดียใหม่ๆ ในที่ทำงาน นอกจากจะทำให้การงานของคุณไม่น่าเบื่อแล้ว ยังช่วยให้คนอื่นมองเห็นว่าคุณไม่ได้ย้ำอยู่กับที่

    มีทัศนคติที่ดี และทุ่มเทให้กับงาน

    ควรตั้งใจทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเอกสาร และต้องทำด้วยความรวดเร็ว มีรอยยิ้มให้มากที่สุด ซึ่งการทำงานที่นอกเหนือหน้าที่มากมายโดยไม่ปริปากบ่น จะทำให้คุณได้เลื่อนตำแหน่งในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่พนักงานที่เข้าทำงานใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ทำงานเกินหน้าที่ เพราะถือว่าทำงานเกินเงินเดือน แต่ถ้าคุณทำได้สารพัดบ่งบอกว่าคุณรักงานนี้ คุณรักองค์กรนี้ ทุ่มเทได้ แม้จะเหนื่อยในบางครั้ง แต่คุณอาจจะได้รับการเลือกเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยระยะเวลาที่ไวขึ้น

    คนที่ทำงานยุ่งอยู่เป็นประจำ และสม่ำเสมอแม้ว่า จะเป็น งานที่นอกเหนือ หน้าที่นั้น เป็นคนหนึ่งที่เจ้านาย หมายตาไว้ ส่วนคนที่เอาแต่จ้องนาฬิกา หรือคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อ เป็น การฆ่าเวลาจะไม่มีโอกาส ได้สร้างผลงานโดดเด่น ให้ตัวเองเลย

    รู้จักแก้ปัญหาการทำงานได้ดีขึ้น

    มีทักษะในการประสานงาน และแก้ปัญหางานในเรื่องต่างๆ รวมทั้งมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ และพิสูจน์ตัวเองว่า สามารถทำงานใหญ่ๆ ได้โดยไม่มีพลาด แต่หากตำแหน่งของคุณไม่เอื้ออำนวยให้ทำงานใหญ่ๆ สิ่งที่ควรทำคือ หาประสบการณ์ในการทำงานให้มากขึ้น เช่น มีส่วนร่วม หรือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็สามารถส่งเสริม ภาพลักษณ์ของคุณให้เจ้านายเห็นได้

    อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า คุณสามารถประสานงาน และดำเนินโครงการต่างๆ ให้ลุล่วงได้ดี เพราะการรู้จักการแก้ปัญหา และการ เป็นนักแก้ปัญหาที่ดี และรู้จักสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นนั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของพนักงานที่ดี

    มีความรับผิดชอบสูง

    ตอนนี้เราอาจจะรู้ทะลุปุโปร่งแล้วว่า งานของคุณคืออะไร แล้วทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด การนำตัวเองไปยุ่งกับงานของคนอื่น เพื่อที่จะให้เจ้านายเห็นผลงานนั้น ไม่เป็นการดีเอาเสียเลย กลับจะถูกมองว่า คุณก้าวก่ายงานคนอื่น แถมซ้ำร้าย ยัง ทำให้เข้าใจได้ด้วยได้ว่า งานที่คุณได้รับมอบหมายนั้น น้อยเกินไป ทำให้คุณมีเวลาว่าง จนไปยุ่มย่ามกับงาน ของคนอื่น

    การทำงานปีที่ 3 : ปีแห่งการประเมินผล

    ผ่านการทำงานไป 3 ปี น่าจะทำให้คุณทราบได้แล้วว่าตัวเองทำงานเป็นอย่างไร มีผลงานเท่าไหน ยืนอยู่ตรงไหน และจะสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การให้ตัวเองได้เช่นไร ฉะนั้นช่วงเวลาในปีที่ 3 นับเป็นช่วงที่คุณจะสามารถประเมินตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงานอนาคตข้างหน้าของตนเอง หากค้นพบว่างานที่ทำนี้คือใช่ และคุณมีความสุข และสนุกที่จะทำต่อไป ก็ลุยกันไปต่อได้เลย

    เมื่อคุณผู้อ่าน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็จะขอแนะนำเคล็ดลับในการทำงานให้ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

    – ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ และต้องเป็นไป อย่างสร้างสรรค์ คือมีไอเดียใหม่ๆ ในงานของตัวเอง
    – ควรวางแผนความก้าวหน้า ไว้กับหน้าที่การงาน ว่าในอนาคต คุณจะเดินไป ณ จุดที่สูงขึ้น ไม่ใช่ยืนอยู่ที่เดิม
    – ทำงานด้วย ความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา ใส่ความสุขให้กับการทำงาน
    – มีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมงาน และถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถ้าวันนึงเราขึ้นตำแหน่งก่อนเพื่อนร่วมงาน เค้าจะได้มีความเคารพเรา
    – ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ รับรู้ถึงความเป็นไปของข่าวสารเศรษฐกิจต่างๆ จะทำให้คุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้น

    ผมก็ขอจบบทความการทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปีไว้แต่เพียงเท่านี้ ก็หวังว่าทุกท่านที่อ่านจะได้สาระดีๆ ในการทำงานกันทุกนะครับ และขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทุกท่านครับ

    สรุป

    วิธีการทำงานที่จะให้ประสบความสำเร็จในการทำงานได้ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิแล้ว อาจจะต้องนำทักษะอื่นๆ เข้ามาเสริมและปรับปรุง รวมถึงการในวิธีการทำงานของตน โดยทักษะที่เกิดจากการสังเกต การเรียนรู้ ค้นคว้า การศึกษา และการนำประยุกต์ใช้ นั่นเอง

  • 17 แนวคำถามสัมภาษณ์งานที่คุณต้องรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งาน

    คำถามสัมภาษณ์งาน
     

    บทความนี้ก็จะเป็นแนวคำถามสัมภาษณ์งานที่คุณต้องรู้ และต้องตอบอย่างไรให้ได้งาน ซึ่งในขั้นแรก ความพร้อม และการเตรียมตัวของผู้สมัคร ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญก่อนจะเข้ารับการสัมภาษณ์งาน เช่นเดียวกับวิธีการตอบคำถามของผู้สมัคร ที่เป็นการสะท้อนให้เห็น ทั้งบุคลิกภาพความคิด และความเอาใจใส่ต่อตำแหน่งงานนั้นๆ

    จะว่าไปแล้ว การสัมภาษณ์งานเปรียบเสมือนการขายความเป็นตัวเอง ขายความสามารถของตน ซึ่งการเตรียมตัวตอบคำถามสัมภาษณ์งานล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งการพูดคุยในระหว่างการสัมภาษณ์ ให้คิดว่าเรากำลังเล่าเรื่องของเรา ให้คนที่อยากรู้จักเราฟัง คิดอย่างนี้จะทำให้ เรารู้สึกตื่นเต้นน้อยลง เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายลง ไม่ตื่นเต้น การตอบคำถามต่างๆ ก็จะดีขึ้น การพูดคุยก็จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น จะทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง เรามาลองอ่านคำถามสำคัญๆ 17 ข้อ เพื่อเป็นแนวทาง และแง่คิด ในการตอบคำถามของผู้สมัครกันได้เลย

    1. ลองเล่าประวัติส่วนตัวให้ทราบหน่อยครับ

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานแบบเปิด ถือว่าผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เปรียบ คำตอบอาจอยู่ในลักษณะว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์คือใคร เรียนอะไรมา ทำอะไรมา ไม่ต้องลงลึก พยายามเลือกตอบในเชิงบวก หลีกเลี่ยงการกล่าวนำในเชิงลบ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ซักต่อได้ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ และไม่มีประสบการณ์ อย่ามองว่าการที่เราขาดประสบการณ์ เป็นข้อด้อยของเรา ทุกคนเริ่มจากศูนย์ก่อน ผู้สัมภาษณ์อยากรู้ว่า นอกจากเรื่องเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว มีอะไรพิเศษ เช่น เคยทำกิจกรรม หรือเคยทำงานพิเศษอะไรมาก่อนหรือเปล่า เคยเข้าอบรมพิเศษที่ไหนหรือเปล่า อย่ามองว่าการที่เราขาดประสบการณ์นั้นเป็นข้อด้อย ให้ถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงต้องการที่จะทำงานนี้

    2. ทำไมคุณถึงสนใจงานตำแหน่งนี้กับบริษัทเรา

    เราอาจจะเตรียมความพร้อม ด้วยการถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงมีความต้องการ ที่จะทำงานกับเค้า คนที่ไม่มีความตั้งใจที่แท้จริง จะตกข้อนี้ เพราะคำตอบไม่ชัดเจน คุณไม่มีความต้องการ คุณหว่านไปเรื่อยๆ คุณอยากทำงานนี้จริงๆ หรือแค่ลองดู ที่ทำงานไม่ใช่ที่ทดลอง การสมัครงานควรเป็นไปให้สอดคล้องกับความต้องการของเราอย่างแท้จริง ควรตอบคำถามสัมภาษณ์งานในข้อนี้ว่า เพราะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีความมั่นคง มีระบบการบริหารที่ดี สินค้าเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีโอกาสที่จะก้าวหน้า เป็นบริษัทที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม

    3. คุณคิดว่าคุณต่างจากผู้สมัครท่านอื่นอย่างไร

    คำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการความเชื่อมั่นจากผู้สมัคร ว่าเราทำอะไรให้เค้าได้บ้าง เราอาจจะบอกไปว่า เราประสบความสำเร็จในเรื่องงานด้านไหน อาจจะยกตัวอย่าง ประสบการณ์ที่ผ่านมา มีเคล็ดลับอยู่ที่เราเอาตัวเองกับประสบการณ์ของเราสัมพันธ์กันอย่างไร สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ให้ตอบว่า ตรงนี้ถึงแม้ว่าเราไม่มีประสบการณ์ แต่เรามีความมุ่งมั่นในการทำงาน เราอาจจะพูดถึงเรื่องการเข้าอบรมภาษา คอมพิวเตอร์ โปรแกรมมิ่ง หรืออินเตอร์เน็ต ทั้งหมดนี้ เป็นตัวเสริมความมั่นใจว่าเรามีความสามารถในการทำงาน ในระดับนี้ได้ เคล็ดลับอยู่ที่เราเอาตัวเองกับประสบการณ์ ของเราสัมพันธ์กันอย่างไร ตัวแปรใด เป็นตัวแปรที่สำคัญในการตัดสินใจเลือกทำงาน ตรงนี้จะเป็นตัวสะท้อนว่า เราเหมาะกับบริษัทหรือไม่

    4. คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งดึงดูดใจที่สุดในตำแหน่งงานนี้

    โดยพื้นฐานแล้ว คนเรามีความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำตอบอาจจะเป็นไปได้หลายแนวทาง ผู้สัมภาษณ์บางท่านอาจจะถามคำถามสัมภาษณ์งานว่า อะไรเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจรับงานชิ้นหนึ่ง อาจจะเป็นผลตอบแทน ความท้าทายของงาน ความก้าวหน้าของงาน สถานที่ทำงาน ขึ้นอยู่กับเหตุผล และความต้องการของแต่ละท่าน ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นตัวสะท้อนว่า เราเหมาะกับบริษัทหรือไม่ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่บริษัทใช้ในการตัดสินใจรับบุคลากรก็คือ เรื่องของความมั่นใจว่า ถ้ารับแล้วจะเข้าไปทำงานให้เค้าได้

    5. มีเป้าหมายชิวิตอย่างไร

    ควรจะแสดงให้เห็นว่า เป็นคนที่มีการวางแผนหรือโครงการชีวิตในอนาคตอย่างไร แต่อย่าวางโครงการที่เพ้อฝัน เป้าหมายของชีวิตน่าจะเป็นเรื่องที่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นเป้าหมายที่ง่ายเกินไป เช่น อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นลูกจ้างที่ดี เป้าหมายของชีวิตนี้อาจจะเป็นเรื่องงานหรือครอบครัวก็ได้ แต่ถ้าหากจะให้ดีน่าจะเป็นเรื่องงาน เช่นอีก 5 ปีข้างหน้า จะพยายามเป็นหัวหน้าแผนกในงานทีทำอยู่ เป็นต้น

    6. ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไร

    แนวคำตอบชีวิตในวัยเด็ก ควรตอบตามความเป็นจริง ตั้งแต่จำความได้ จนถึงวัยก่อนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ไม่ควรเล่าในรายละเอียดจนเกินไป เล่าแบบคร่าวๆ พอ อาจจะเล่าถึงสภาพการทำมาหากินของพ่อแม่ และการช่วยเหลอของเรา การทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ ในก้านการช่วยเหลืองานต่างๆ อาจจะเล่าถึงสภาพการเรียน การย้ายโรงเรียนตามพ่อแม่

    7. ชีวิตในวัยเรียนเป็นอย่างไร

    แนวการตอบชีวิตในวัยเรียน อาจจะเริ่มจากวัยเริ่มเรียนชั้นประถม หรือเริ่มต้นมนระดับมัธยมศึกษาก็ได้ ชอบหรือไม่ชอบวิชาอะไร เพราะเหตุใด ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ทำไมถึงชอบทำกิจกรรม เรียนดีในวิชาอะไร สอบตกวิชาไหน ทำไม หรือสมัยเรียนเคยได้รางวัลอะไรมา เป็นต้น

    8. คุณคิดว่าอะไรที่เป็นจุดแข็ง หรือส่วนดีของคุณ

    ในคำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้ แนะนำให้ตอบไปว่า เราเก่งทางด้านไหน มีความถนัดทางด้านไหน ความสามารถต่องานประเภทไหน เราต้องขายตัวเราเอง ถนัดด้านไหน เก่งด้านไหน คล่องด้านไหน

    9. และอะไรคือส่วนที่เป็นจุดอ่อน หรือส่วนเสียของคุณ

    อย่ามองว่าเรามีจุดอ่อนอะไร ให้มองว่าเราต้องพัฒนาตัวเองจุดไหน ทุกคนมีจุดเริ่มต้น ไม่มีใครดีพร้อม จุดอ่อนตรงนี้เป็นไปได้หลายอย่าง เช่น ด้านการทำงาน ด้านบุคลิกภาพ ขอแนะนำให้ตอบในเรื่องของงาน โดยส่วนใหญ่เน้นไปว่า จุดอ่อนตรงนั้นอยู่ไม่ถาวร พร้อมที่จะได้รับการพัฒนา การทำงานย่อมมีการพัฒนาเกิดขึ้น ผู้สมัครพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

    10. มีโครงการด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง

    ควรจะพยายามแสดงว่า สนใจในเรื่องงานมากกว่า หากงานมากและไม่มีเวลาก็จะไม่เรียน แต่ถ้าหากมีเวลาและไม่เป็นผลเสียต่อการทำงานก็อาจจะเรียนต่อ แต่ทั้งนี้คงจะต้องปรึกษากับหัวหน้าด้วย

    11. คุณคาดหวังว่าเงินเดือนสักเท่าไร สำหรับตำแหน่งงานนี้

    คำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้เป็นแท็คติกของผู้สัมภาษณ์ บางครั้งผู้สัมภาษณ์ มองดูผู้สมัครเพียงแค่ 5 นาทีแรก ก็ยิงคำถามนี้เลย เพื่อจะดูว่าคนนี้คิดอย่างไร กับเรื่องนี้ก่อน ทดสอบว่ามาหางานจริง หรือว่ามาทดลอง ฉะนั้นผู้สมัครอาจตอบได้หลายมุม อาจจะตอบคร่าวๆ ว่า ด้วยคุณสมบัติของเรา เราคิดว่า เราเหมาะกับตำแหน่งนี้ ซึ่งตรงนี้เรากำหนดให้ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าบริษัทมีช่วงเงินเดือนยังไง แต่ด้วยความตั้งใจของเรา และประสบการณ์ของเราระยะหนึ่ง เราคิดว่า เราควรจะอยู่ที่บริเวณนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เงินเดือนในการตัดสินใจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสนุกกับงานนี้หรือเปล่า ถ้าเราสนใจงานนี้ เงินเดือนเป็นสิ่งที่คุยกันทีหลังก็ได้ คือเราเปิดช่องเอาไว้ จุดนี้ทำให้ผู้สัมภาษณ์ รู้สึกว่าเรายืดหยุ่น

    12. จะใช้เงินเดือนที่ได้มาอย่างไร

    ควรจะมีแผนการใช้เงินที่ดีพอควร เช่น แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เก็บไว้บ้าง ให้พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณบ้าง (คนไทยยังชอบการกตัญญูรู้คุณ) ควรจะมีโครงการว่า จะใช้จ่ายเป็นค่ากิน ค่าเที่ยว ตัดเสื้อผ้าอย่างไร จะเก็บเงินเพื่ออนาคตแค่ไหน หรือจะสะสมเงินเพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง เท่าไหร่ ทำไมต้องซื้อ

    13. คุณสามารถทนความกดดัน จากงานที่ทำได้ดีแค่ไหน

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่เค้าต้องการสร้างความมั่นใจว่า เราเข้ากับงานของเค้าได้หรือไม่ เพราะว่างานทุกงานต้องมีความกดดันอยู่แล้ว ควรจะยกตัวอย่าง ให้เค้าเห็นว่าที่ผ่านมา ความกดดันเหล่านั้นเป็นอย่างไร และผ่านมาได้อย่างไร เราอาจจะตอบว่า ความกดดันอยู่กับเราเรื่อยๆ ในงาน เราถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน เราไม่มองว่ามันเป็นอุปสรรค แต่เป็นเรื่องปกติ คือสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะทำกับเค้าได้ หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ให้มองในลักษณะการเรียน การส่งงานตามเวลา อุปสรรคในการทำงานเป็นกลุ่มทีมเวิร์ค พยายามดึงสถานการณ์ปัจจุบัน มาเป็นตัวอย่าง เราถือว่าความกดดันเป็นส่วนหนึ่งของงาน อย่ามองว่าความกดดันเป็นอุปสรรค

    14. อยากทำงานคนเดียวหรือร่วมงานกับผู้อื่น

    แนวการตอบอยากทำงานคนเดียวหรือหลายคน โดยทั่วไป บริษัทต่างๆ อยากให้พนักงานมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน การตอบจึงน่าจะเน้นที่การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยแสดงให้เห็นถึงการเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ความสามารถในการจูงใจให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตาม

    15. อยากทำงานกับหัวหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

    น่าจะตอบกลางๆ โดยมุ่งไปในประเด็นที่ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงาน การมีหัวหน้าเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงน่าจะมีผลเท่ากันในแง่ของการทำงานแล้ว การแสดงออกซึ่งความสามารถในการทำงานให้หัวหน้า ยอมรับน่าจะเป็นสิ่งที่หัสหน้าทุกเพศทุกวัยชอบ อีกอย่างหนึ่งการที่บริษัทกำหนดให้มีหรือแต่งตั้งผู้หฯงผู้ใดในบริษัท เป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง แสดงว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งย่อมจะได้แสดงออกซึ่งความสามารถและเหมาะที่จะปกครองคนอยู่แล้ว การที่หัวหน้าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญ

    16. สมัครงานไว้กี่แห่ง ถ้าที่อื่นเรียกตัวโดยให้เงินเดือนมากกว่า ภายหลังจากได้เข้าทำงานบริษัทนี้ จะไปหรือไม่

    หากสมัครไว้หลายแห่งก็ควรจะบอกแต่ควรแสดงว่า หากที่นี่รับเข้าทำงานแล้ว ก็คงไม่ไปทำงานที่อื่น แม้จะให้เงินเดือนมากกว่าก็ตาม เพราะบริษัทนี้มีระบบการบริหารงานที่ดี มีความมั่นคง และอยากจะเข้าทำงานอยู่แล้ว เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงาน

    17. มีคำถามอะไรไหมครับ

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานแบบเปิดมากๆ และสามารถเป็นไปในทางบวกและลบได้ ถ้าถามไม่ถูกเวลา เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ ถามคำถาม ให้ระวังตัว อย่าถามคำถามมากเกินไป จนกลายไปเป็นผู้สัมภาษณ์ไป ส่วนใหญ่คำถาม ก็จะอยู่ในลักษณะเช่นว่า
    – องค์กรมีความตั้งใจ จะรับตำแหน่งนี้จริงแค่ไหน
    – ใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานแค่ไหน
    – ปกติกระบวนการตัดสินใจ ตรงนี้จะเป็นอย่างไร
    – ในตำแหน่งนี้ องค์กรใช้เกณฑ์อะไร ในการพิจารณา

    องค์ประกอบ 3 ข้อ ที่ไม่ควรมองข้ามในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน

    1. ควรแต่งกายให้สุภาพเข้ากับบรรยากาศที่สัมภาษณ์
    2. ระวังเรื่อง Body Language หรือการแสดงออกทางการเคลื่อนไหวต่างๆ เนื่องจากเรื่องนี้ สะท้อนถึงบุคลิกภาพ ของผู้ถูกสัมภาษณ์
    3. Eye Contact เรื่องของการสบตาระหว่างการสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

    ข้อควรระวังในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน

    หากผู้สัมภาษณ์ถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงาน ผู้สมัครไม่ควรจะกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ นายจ้างเก่าว่าเป็นอย่างไร สมมุติว่าเรามีปัญหากับนายจ้าง หรือเพื่อนร่วมงาน เราก็ไม่ควรจะวิจารณ์ว่าเค้าไม่ดีอย่างไร เพราะถ้าหากวิจารณ์อย่างนี้แล้ว ผู้สัมภาษณ์อาจมีความรู้สึกว่า ถ้าหากรับเข้ามาทำงาน ผู้สมัครอาจจะมาวิจารณ์บริษัทในทำนองเดียวกันก็เป็นได้ แต่หากกล่าวถึงตามความเป็นจริง อาจจะกล่าวในทำนองที่ว่า

    “บางครั้งเสนอความคิด และเหตุผลไปก็ไม่รับฟัง แต่ทว่าการเปลี่ยนงานก็เป็นการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพราะนายจ้างเก่ากดดัน สำหรับเรื่องนี้ ไม่ขอพูดถึงเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว”

    อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงนายจ้างเก่า ควรจะกล่าวถึงในทำนองกลางๆ ไม่บวกจนทำให้เค้ารู้สึกว่าผู้สมัครมีปัญหา แต่ก็ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์อะไร ไม่แสดงให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าเรามีอคติ

    สรุป

    ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังจะสัมภาษณ์งานได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ก็ขอให้ทุกท่านสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย ได้งานที่ตนเองวาดหวังไว้นะครับ

error: Content is protected !!