Category: บทความธุรกิจ

  • การเลือกทำเลที่ตั้งของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

    การเลือกทำเลที่ตั้งของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถ้าจะว่าไปแล้วสถานที่ตั้ง หรือทำเลที่ตั้งของธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากคุณเป็นอีกคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะตั้งออฟฟิศ, โรงงาน หรือร้านค้าของคุณที่ไหนดี ลองใช้เกณฑ์จากบทความนี้ช่วยในการตัดสินใจ

    ปัจจัยแรกที่ควรพิจารณา คือ กฎหมายเรื่องโซนนิ่ง ซึ่งคือการจัดระเบียบพื้นที่ด้วยการจัดแบ่งโซน เช่น โซนที่อยู่อาศัย, โซนอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งคุณควรรู้ไว้แต่เนิ่นๆ ว่าทำเลที่คุณสนใจอยู่นั้นสามารถประกอบธุรกิจแบบของคุณได้ไหม มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามอะไรบ้าง

    จากนั้นสิ่งที่ต้องคิดต่อไป คือ ลักษณะของธุรกิจ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก คือ

    1. โฮมออฟฟิศ

    หากคุณกำลังคิดเรื่องของโฮมออฟฟิศ ดูหลักกฎหมายให้แน่ใจว่ารูปแบบสถานที่ของคุณนั้นทำได้ และจัดการขออนุญาตให้ถูกต้อง จะมาทำหลบๆ ซ่อนๆ กะว่าบริษัทเจริญเมื่อไหร่ค่อยแจ้ง ระวังจะกลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก โดนเรียกเก็บค่าปรับอานไปคงไม่คุ้มกัน

    2. โกดังเก็บสินค้า

    หากธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีสถานที่สำหรับการสร้างโรงงาน หรือโกดังเก็บสินค้า ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ด้วย

    – มีที่เหลือสำหรับการขยายในอนาคตหรือไม่
    – ความสะดวกในการปฎิบัติงานของพนักงานมีมากน้อยแค่ไหน
    – ทางเข้าออกสะดวกสำหรับสำหรับการขนถ่ายสินค้าไหม
    – สามารถหาแรงงานในพื้นที่มาทำงานได้สะดวกมากน้อยแค่ไหน
    – สาธารณูปโภค ไฟฟ้า, น้ำประปา, โทรศัพท์ เข้าถึงครบครัน
    – ความสะดวกในการจัดส่งสินค้า เช่น อยู่ไกลกับท่าเรือ หรือสนามบิน มากน้อยแค่ไหน

    3. ธุรกิจค้าปลีก

    สำหรับธุรกิจค้าปลีกนั้น ปัจจัยในการเลือกสถานที่ประกอบการจะขึ้นกับรูปแบบของธุรกิจเป็นสำคัญ เช่น ร้านกาแฟ ควรตั้งในสถานที่ที่เป็นทางผ่านในการเดินทาง หรือสถานที่นัดหมาย หรือหากเป็นร้านประเภทผับ, บาร์ ควรอยู่ในสถานที่ที่เดินทางไปมาสะดวก, หาง่าย และที่สำคัญ ควรมีที่จอดรถ

    นอกเหนือจากปัจจัยเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้ว ลองพิจารณาในสิ่งต่อไปนี้

    เลือกประเภทของทำเลที่ตั้ง

    ไม่ใช่ธุรกิจทุกประเภทที่จำเป็นต้องตั้งในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น มินิมาร์ท, ร้านเช่าภาพยนตร์, ร้านซักแห้ง หรืออื่นๆ เหมาะที่จะอยู่ตามแหล่งการค้าย่อยๆ มากกว่า หากมองให้กว้างกว่านั้น สถานที่อย่างโรงพยาบาล, ตึกที่ตั้งของออฟฟิศ ก็เหมาะกับธุรกิจร้านหนังสือเล็กๆ, ร้านดอกไม้ หรือร้านกาแฟ ได้เช่นกัน

    เช็คข้อมูลประชากร

    การเช็คข้อมูลด้านประชากรในพื้นที่ ช่วยให้คุณได้รู้ว่าคนที่อยู่อาศัยในย่านใกล้เคียงสถานที่ประกอบการของคุณนั้นเป็นคนกลุ่มไหน, มีกี่ครัวเรือน, ชนชาติไหน, อายุ, ระดับรายได้เฉลี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้คุณพอจะคาดคะเนถึงคนที่จะเข้ามาเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณได้

    ลงสำรวจพื้นที่

    นอกเหนือจากข้อมูลดิบ การที่คุณจะลงไปเดินสำรวจสถานที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเสริมที่น่าสนใจที่อาจหาไม่ได้จากรายงานทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะจากการพูดคุยกับคนในย่านนั้น คนที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นลูกค้าของคุณ

    สภาพการจราจร

    เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณเห็นภาพของปริมาณการสัญจรไปมาในย่านนั้น ว่ามีคนผ่านเข้า-ออกในแต่ละวันมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งมาก ก็ยิ่งหมายถึงจำนวนคนที่อาจเข้ามาเป็นลูกค้าของคุณด้วย แต่ถ้ามากเกินไปจนทำให้รถติดยาวเป็นแพ อันนี้ก็ต้องมาคิดทบทวนดูผลได้ผลเสียกันอีกที

    หาทำเลที่เห็นชัด

    จุดที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ง่าย คือ จุดที่ดีที่สุด เพราะคงไม่มีใครอยากเสียเวลาไปกับการตามหาร้านที่ลึกลับซับซ้อน แม้ว่าจะต้องการสินค้าของคุณมากขนาดไหนก็ตาม โดยทั่วไปหัวมุมถนนถือเป็นทำเลที่ดี ที่คนสามารถมองเห็นคุณได้จากหลายด้าน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจุดนี้จึงมีค่าเช่าแพงกว่าจุดอื่นๆ แต่หากพลาดทำเลทอง ทางแก้ คือ คุณต้องพยายามทำป้ายร้านให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรบอกให้ชัดเจนว่าธุรกิจของคุณเกี่ยวกับอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าเดาเอาเอง

    เดินทางไปมาสะดวกพร้อมที่จอดรถ

    เรื่องแบบนี้คงไม่ต้องให้บอกว่ามันสำคัญขนาดไหน เพราะคุณคงเคยเห็นมาบ้างแล้วกับธุรกิจประเภทที่สินค้าดี แต่ไม่มีที่จอดรถ เช่น ร้านอาหารดังตามย่านการค้าเก่า ๆ ว่าทำให้ลูกค้าประจำหลายรายต้องถอดใจเพราะเรื่องแบบนี้ พยายามหลีกเลี่ยงทำเลที่เป็นวงเวียน, ทางแยก, หรือเส้นทางวันเวย์ ที่จอดรถยากๆ หากจะให้ดี ที่จอดรถควรอยู่ด้านหน้าเลย เพราะลูกค้าชอบแบบนี้มากที่สุด

    รู้เขารู้เรา

    สำรวจทำเลที่ตั้งของคู่แข่ง ซึ่งหาได้ไม่ยากจากเยลโล่เพจเจส หรือเว็บไดเร็คทอรี่มีอยู่มากมาย ได้ชื่อที่อยู่มาแล้ว ก็ควรวิเคราะห์การเลือกสถานที่ตั้งของธุรกิจที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับของคุณ ด้วยว่าเขาเลือกสถานที่แบบไหน และทำไมเขาจึงเลือกสถานที่นั้นๆ ถ้าจะให้ดีลองเช็คดูเสียหน่อยว่า คู่แข่งของคุณนั้นมีสินค้าบริการอะไรบ้าง และเขานำเสนอมันอย่างไร รู้เขารู้เราไว้ไม่เสียหาย

    ตัวดึงดูดลูกค้า

    ธุรกิจร้านค้าดังๆ ประเภทที่ใครๆ ก็รู้จัก ใครๆ ก็มาใช้บริการ อย่าง ไก่ทอดเคนตั๊กกี้, ห้างเซ็นทรัล, ร้านหนังสือซีเอ็ด หรืออื่นๆ เหล่านี้ เป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้ดี หากคุณหาทำเลที่ตั้งให้อยู่ใกล้เคียง เขาได้ ก็มีสิทธิ์ว่าจะมีลูกค้าผ่านมาร้านคุณมากขึ้นด้วย มีข้อแม้อยู่อย่างเดียวว่าอย่าเลือกอยู่ใกล้ร้านดังที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกับเราเป็นอันขาด

  • ตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุนวิเคราะห์ไม่ยาก

    ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ ได้เริ่มทำธุรกิจกัน จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจซึ่งก็คือ ผลกำไร ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่มีผลกำไร แล้วเป็นการทำที่เปล่าประโยชน์ใช่มั้ยครับ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเวลาเราทำธุรกิจใหม่ๆ หรือเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่นั้น ประสบการณ์ยังมีไม่มากเท่าไหร่ มักจะคาดคะเนได้ยากว่าธุรกิจที่เรากำลังทำจะคุ้มหรือไม่ และจะมีโอกาสคืนทุนเมื่อไหร่ ในช่วงแรกอาจจะกังวลเช่นในทำนองนี้นะครับ ถึงแม้เราจะคำนวณไม่เก่ง แต่การได้ลองคำนวณตัวเลขทางธุรกิจออกมา จะทำให้เรารู้สึกใจชื้นขึ้นเยอะว่าถ้าเราทำตามแผนที่ได้วางมา แล้วธุรกิจไม่สะดุด เราจะได้คืนทุนเท่าไหร่

    ส่วนใหญ่คนทั่วๆ ไปจะเรียกว่าการคืนทุน แต่ในภาษาทางธุรกิจแล้วจะเรียกว่า จุดคุ้มทุน (Break even point) หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยสงสัยกับเรื่องการคำนวณหาจุดคุ้มทุน ว่ามันคืออะไร เป็นหลักการทฤษฎีหรือเปล่า เข้าใจได้ได้ยากหรือเปล่า ซึ่งถ้าคุณคือนักธุรกิจหน้าใหม่ คุณจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องจุดคุ้มทุนเอาไว้ ซึ่งถ้าเอากันตามแบบวิชาธุรกิจจริงๆ จะมีกราฟ หรือมีตารางต่างๆ ถ้าใครเรียนเลขแล้วตกเลขทุกเทอม หรือใครที่คำนวณไม่เก่ง ก็อาจะถอดใจกันไปก่อน อาจจะทำให้ข้ามการศึกษาเรื่องจุดคุ้มทุนไป ซึ่งความจริงแล้วเรื่องจุดคุ้มทุนมันไม่ยากเลยครับ ผมจะอธิบายให้ง่ายที่สุดนะครับ เอาหล่ะครับมาเริ่มกันเลย

    จุดคุ้มทุน

    จุดคุ้มทุน คือ การคำนวณรายได้จากการขายสินค้า และต้นทุนในระดับต่างๆ หรือมีความหมายถึง จุดหรือระดับของรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ที่เท่ากับต้นทุนที่ธุรกิจได้จ่ายออกไป หรือจุดหรือระดับของรายได้ที่ธุรกิจเท่าทุน โดยส่วนที่เลยจุดหรือระดับของรายได้ดังกล่าวคือผลกำไรของธุรกิจ

    ซึ่งผมเขียนแบบนี้อาจจะยังงงๆ อยู่ (ซึ่งจริงๆ ตามทฤษฎีที่เรียนกันในห้องเรียนจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก อาจจะยากกว่านี้นะครับ) ผมจะขอยกตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุนให้เห็นภาพดังนี้ครับ

    ตัวอย่างการคำนวณหาจุดคุ้มทุน

    นายเอ (อะไรก็นายเอ) ทำธุรกิจเปิดร้านขายหนังสือ โดยไปหาทำเลดี ๆ ได้ที่บริเวณตลาดที่มีคนพลุกพล่าน เขาได้ลงทุนค่าตกแต่งร้านไปเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท ซึ่งแต่ละเดือนนายเอก็จะต้องชำระค่าน้ำค่าไฟเป็นจำนวนเงินอีก 10,000 บาท และค่าซ่อมแซมบวกับค่าบำรุงรักษาร้านให้สวยงามเจริญตาอีกเดือนละ 5,000 บาท สรุปต้องจ่ายทุกเดือนเดือนละ 15,000 บาท

    ผมสมมตินะครับว่า เดือนแรกร้านนายเอยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เพิ่งเปิดใหม่ ขายได้ 30,000 บาท เดือนที่สองเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นขายได้ 40,000 บาท และเดือนที่สามคนรู้จักมากขึ้น คนซื้อมาซื้อกันจากปากต่อปาก ขายได้ 50,000 บาท และเดือนต่อๆ ไป หลังจากนี้ก็ขายได้ในอัตรารายได้ที่คงที่

    เอาหล่ะเรามาเริ่มคำนวณแบบเป็นวิชาการกัน คนไม่เก่งเลขก็คำนวณได้นะครับ จุดคุ้มทุนในทางทฤษฎีเป็นสิ่งที่ไม่ยากนะครับ จะยากตอนควบคุมเรื่องทุนต่างๆ ในชีวิตจริงครับ

    ในเดือนแรกนายเอใช้ต้นทุนในการเปิดร้านไปทั้งหมด 215,000 บาท พอถึงเดือนที่สองต้นทุนก็เป็น 230,000 บาท พอถึงเดือนที่สามต้นทุนก็เป็น 245,000 บาท เรื่อยไปจนถึงเดือนที่เจ็ดต้นทุนก็เป็น 305,000 บาท

    มาดูในส่วนของรายรับกันบ้างเดือนแรกขายได้ 30,000 บาท ต่อมายอดรวมเดือนที่สองรวมกับเดือนแรกเป็น 70,000 บาท เดือนที่สามรวมกันเป็น 120,000 บาท พอทบรวมไปถึงเดือนที่เจ็ดรายรับก็จะอยู่ที่ 320,000 บาท

    เมื่อเราเห็นตรงกันดังนี้แล้ว จุดคุ้มทุนก็จะอยู่ที่เดือนที่เจ็ด เดือนที่เจ็ดจะเป็นเดือนที่เราสามารถจับต้องผลกำไรได้บ้างแล้ว ผ่านจากตรงนี้ไปก็เริ่มขยับตัวได้สบายแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่เป็นการคำนวณหาจุดคุ้มทุนแบบคร่าว ๆ พอกระชับได้ใจความให้เห็นภาพ ซึ่งในการทำธุรกิจจริงๆ เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น การซื้อสินค้าอื่นๆ เพิ่ม ซึ่งเราจะต้องนำค่าใช้จ่ายตรงนี้มารวมในการคำนวณจุดคุ้มทุนด้วย

    สรุปเรื่องจุดคุ้มทุน

    ซึ่งในหลักการธุรกิจ ธุรกิจจะรอดหรือไม่รอดก็มีจุดคุ้มทุนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบนี่แหล่ะครับ ถ้าผ่านจุดคุ้มทุนไปไม่ได้ คือทำเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มทุนสักที นั่นเป็นสัญญาณส่อแววที่ไม่ดีแล้วนะครับ ทางที่ดีพยายามหาไอเดีย หรือวิธีการขายเข้ามาช่วยให้ผ่านจุดคุ้มทุนไปให้ได้ตามเวลาที่เรากำหนดไว้นะครับ

    ซึ่งเราจะต้องมีวินัยทางการเงินอย่างมากทีเดียว ถ้าธุรกิจยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน คุณต้องถือเงินที่ได้มานั้นไว้ก่อน ไม่นำไปใช้จ่ายในทางอื่น ให้แยกเงินกันไว้เลยว่าเงินธุรกิจส่วนเงินธุรกิจ เงินให้ครอบครัวก็เป็นส่วนเงินให้ครอบครัว จะไม่นำมาใช้ปะปนกัน เมื่อใดที่ธุรกิจของคุณผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว นั่นแหล่ะให้นำกำไรที่ได้ไปใช้จ่ายในทางอื่นได้ ส่วนเงินต้นทุนธุรกิจ ผมแนะนำให้คุณเก็บเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งนำไปใช้ใดๆ ที่เป็นการใช้แล้วหมดไป เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าวันข้างหน้าธุรกิจของคุณจะไม่ล้ม ความจริงคือความจริง ถ้าธุรกิจคุณรุ่งนั่นคือสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ถ้าธุรกิจของคุณร่วง แล้วคุณไม่มีเงินทุนก้อนแรกนั้นไว้ติดตัวเลย ทีนี้คุณจะทำอย่างไร แน่นอนอาจจะต้องไปยืมเงินเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องมา ซึ่งมันจะทำให้คุณติดลบไปเรื่อยๆ

    ฉะนั้นถ้าธุรกิจยังไม่จุดคุ้มทุน อย่าเพิ่งนำเงินไปใช้โดยไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด

    เมื่อเราทราบรายละเอียดวิธีการคำนวณจุดคุ้มทุนแล้ว เราจะประเมินธุรกิจของเรา หรือประเมินความน่าลงทุนในธุรกิจต่างๆ ได้ ว่าธุรกิจนั้นเราจะต้องขายสินค้ามากแค่ไหนจึงจะถึงจุดคุ้มทุน

    ผมก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านมอง mind map เกี่ยวกับการคำนวณจุดคุ้มทุนได้มากขึ้นนะครับ

  • ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ
     

     

    ข้อดีและข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ ยุคนี้ธุรกิจ SME กำลังมาแรง ทำให้หลายต่อหลายคนเริ่มสนใจจะเข้ามาประกอบธุรกิจ เป็นเถ้าแก่ หรือเถ้าแก่เนี้ยกันเป็นทิวแถว นอกเหนือจากไอเดียที่ว่า คุณจะประกอบธุรกิจอะไรแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่คุณควรถามตัวเองก่อนลงมือก่อร่างสร้างกิจการของตัวเอง คือ คุณต้องการ partner หรือผู้ร่วมลงทุนในธุรกิจของคุณหรือไม่ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการมีผู้ร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของเถ้าแก่มือใหม่

    ข้อดีของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    – สองหัวดีกว่าหัวเดียว คุณคงเคยได้ยินคำพูดนี้มาบ้าง การที่คุณมีคนมาร่วมหุ้น ไม่ได้หมายถึง แค่ตัวเงิน แต่มันหมายรวมไปถึงว่า คุณจะมีคนช่วยคิด ช่วยตัดสินใจ ในขณะที่มุมมองของคนหนึ่งคนอาจไม่ครอบคลุม การมีหุ้นส่วนคนที่สอง หรือสามเข้ามามันหมายถึงว่าคุณจะได้มุมมองในการทำธุรกิจที่กว้างขวางกว่าเดิม และในกรณีที่คุณพลาดพลั้ง การมีหุ้นส่วนก็หมายถึงยังมีอีกคนที่ยังอยู่ และพร้อมจะลุกขึ้นมาช่วยเหลือกัน

    – คุณไม่จำเป็นต้องอยู่โยงเฝ้าดูแลธุรกิจ เพราะการมีหุ้นส่วน คือ การที่มีคนมาร่วมแชร์ภาระความรับผิดชอบ ซึ่งนั่นก็ หมายถึงว่าคุณจะมีเวลาสำหรับการเที่ยวพักผ่อน หรือเข้ารับการรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

    – การมีหุ้นส่วน คือ การมีเพื่อนร่วมงานที่กระตือรือร้น ไม่ใช่แค่พนักงานที่ทำงานไปวัน ๆ เพื่อรอรับเงินเดือน

    – หากคุณขาดคุณสมบัติบางข้อในการทำธุรกิจ การมีหุ้นส่วนที่รู้ในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้การบริหารงานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    – มีคนช่วยแชร์เงินทุน และความเสี่ยง ในกรณีที่ธุรกิจไม่ทำรายได้อย่างที่คิด

    ข้อเสียของการมีหุ้นส่วนธุรกิจ

    – หากธุรกิจประสบความสำเร็จ ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่า เงินทองที่ไหลมาเทมาไม่ใช่ของคุณคนเดียว

    – ความคิดเห็นที่ต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคุณ และหุ้นส่วน อาจทำให้การตัดสินใจอะไรทำได้ลำบาก แถมดีไม่ดี คุณอาจเสียอำนาจการตัดสินใจหากว่าหุ้นส่วนของคุณมีชั้นเชิงทางธุรกิจสูงกว่าคุณมาก

    – นอกเหนือจากเงินทอง เรื่องของชื่อเสียงก็เป็นสิ่งที่ต้องแชร์ หากธุรกิจของคุณเกิดประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขาน ถึงแม้โปรเจ็คที่ว่าอาจเกิดจากความคิดของคุณล้วนๆ เลยก็ตาม

    – เลือกหุ้นส่วนผิด มีสิทธิ์ที่จะทำให้ธุรกิจล่มจมได้เหมือนกัน เพราะเขาจะมีส่วนในการตัดสินใจเฉกเช่นเดียวกับคุณ เพราะฉะนั้นจะรับเข้าใครมา ต้องคิดให้รอบคอบทีเดียว

    – คุณอาจต้องเสี่ยงกับการทะเลาะเบาะแว้ง และเสียธุรกิจไป กรณีที่คุณเกิดเข้ากันไม่ได้กับหุ้นส่วน และเขาเกิดมีจำนวนหุ้นมากกว่าคุณ (ซึ่งอาจเกิดจากการแอบไปซื้อหุ้นจากทางอื่นมาเพิ่มโดยที่คุณไม่รู้)

    สรุป

    ไม่ว่าอะไร ย่อมมีทั้งข้อดีข้อเสีย หากแน่ใจแล้วว่า คุณต้องการมีหุ้นส่วนแน่ๆ สิ่งที่ขอแนะนำให้พิจารณาคือ คุณ และหุ้นส่วนควรมีนิสัยในการทำงานที่ใกล้เคียงกัน เช่น ชอบมาทำงานแต่เช้า, ใส่ใจในรายละเอียด และมีมุมมองในการบริหารงานที่คล้ายคลึงกัน เพราะมันจะช่วยให้การทำงานร่วมกันราบรื่นขึ้น

    อีกส่วนที่คนทั่วไปมักคิดถึงก่อนมีหุ้นส่วน คือ คุณ และหุ้นส่วนธุรกิจควรจะมีข้อเด่นข้อด้อยในเรื่องเดียวกัน หรือต่างกัน ข้อนี้ขอบอกว่าขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการแบบไหน การที่คุณและหุ้นส่วนมีความสามารถในงานต่างชนิดกัน ช่วยให้คุณสามารถแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในงานชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้การบริหารจัดการกับปัญหาทำได้ดีกว่ามาร่วมกันทำก็ได้

    นอกจากนี้ ความสามารถที่ต่างกันทำให้คุณมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งจะช่วยชี้ขาดในการตัดสินใจด้านนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน แต่การที่คุณและหุ้นส่วนมีความสามารถในงานที่คล้ายคลึงกัน ก็เปรียบเสมือนคุณได้เพื่อนคู่คิดที่ทำงานประสานไปในทางเดียวกัน แถมเขายังช่วยดูแลงานแทนได้ดี กรณีที่คุณไม่อยู่

    ไม่ว่าจะแบบไหน ประเด็นสำคัญ คือ คุณและหุ้นส่วนธุรกิจทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหนนั่นเอง

  • 10 สิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ

    เมื่อคุณเริ่มต้นทำธุรกิจก็เหมือนกับคุณก้าวไปสู่เส้นทางสายใหม่ ที่คุณยังไม่เคยเดินไปก่อน ถ้าคุณสามารถเตรียมตัวได้ว่าคุณจะต้องมีอะไรไปในการเดินทางไปในเส้นทางสายนี้บ้าง ก็จะทำให้คุณเดินไปในทางข้างหน้าได้อย่างมั่นใจครับ เอาหล่ะครับ วันนี้ผมก็จะขอแนะนำสิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มทำธุรกิจให้กับท่านผู้อ่านได้อ่านกันไว้เป็นเสบียงก่อนเดินทางนะครับ

    10 สิ่งที่ต้องมีเมื่อเริ่มทำธุรกิจ

    1. ไอเดียดีๆ

    เมื่อคุณจะเริ่มทำธุรกิจ แน่อนว่าต้องเริ่มจากไอเดียดีๆ ที่คุณคิดว่า มันต้องทำแล้วดี ทำแล้วต้องมีกำไร ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าใหม่ หรือเป็นตลาดใหม่ หรือเป็นทำเลดีๆ ที่คุณคิดว่าเอาไปทำธุรกิจแล้วยังไงคนก็ต้องเข้ามาซื้อแน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะทำธุรกิจในสิ่งที่เรารัก และถนัดในสิ่งนั้น เพราะจะทำให้เราอยู่กับได้นาน และมีความดีๆ ที่จะต่อยอดธุรกิจนั้นต่อไป มันจะยากทีเดียวถ้าเราต้องทำธุรกิจที่เราไม่ชอบ ต่อให้คนอื่นๆ มีไอเดียดีๆ มาพูดให้เราฟัง แล้วฟังดูน่าสนใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบก็เปล่าประโยชน์อะไรในการทำธุรกิจนั้นในระยะยาว

    2. ความรู้ในทางธุรกิจ

    เมื่อเริ่มทำธุรกิจมีไอเดียดีๆ อย่างเดียวก็คงไม่พอ ถ้าคุณต้องการที่จะเข้ามาในวงการธุรกิจได้โดยไม่มีความรู้ทางธุรกิจ คุณจะเหมือนกับนกที่รู้ทางบิน แต่ไม่มีปีกที่จะบินไป คุณจะต้องมีความรู้ในทางธุรกิจด้วย ซึ่งคุณอาจจะศึกษาจากการเข้าคอร์สอบรมสัมมนาระยะสั้น หรือหาซื้อหนังสือทางธุรกิจมาก่อน หรือถ้ามีเพื่อน หรือคนรู้จักที่พร้อมจะให้ความรู้ทางธุรกิจให้กับเราได้ก็ยิ่งดีเลย สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็จะเป้นพวกพื้นๆ เช่น การทำการตลาด วิธีการทำบัญชีอย่างง่ายๆ ภาษีทางธุรกิจ หรือสาระสำคัญทางธุรกิจอื่นๆ อาจจะเป็นพวกกลยุทธ์การขาย การบริการลูกค้า หรือการรักษาผลกำไรไว้ให้ไม่สะดุด

    3. ทักษะบริหารธุรกิจ

    ทักษะบริหารนั้นหมายถึงความสามารถในการตัดสินใจที่เด็ดขาดและความสามารถในการบริหารจัดการทุกองค์ประกอบขององค์กรให้ทำงานไปในทางเดียวกันให้ได้ รวมถึงความสามารถในการมองภาพรวมธุรกิจอย่างเฉียบขาดด้วย

    ความสำคัญของทักษะบริหารนั้นมีอยู่ในทุกช่วงระยะเวลาของธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคนที่เป็นหัวหน้าทีมก็ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรที่จำกัดให้ออกมาเป็นชิ้นงานที่มีจุดเด่นให้ได้ และยังต้องสร้างความแข็งแกร่งของแนวความคิดธุรกิจให้โดดเด่น เมื่อกิจการขยายขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ก็ย่อมต้องใช้ลูกทีมในการทำงาน ในจุดนี้ผู้นำก็ต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการคนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งยังต้องบริหารเงินและทรัพยากรอื่นๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนมาถึงช่วงที่ต้องหาหนทางในการขยายธุรกิจต่อเนื่อง คนเป็นผู้นำองค์กรก็ต้องบริหารความสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งในและนอกองค์กรเพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และยังต้องรับหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในการจะนำพาธุรกิจให้เดินหน้าไปในทิศทางที่ต้องการ

    4. เงินทุน

    มีไอเดีย และมีความรู้ในเรื่องธุรกิจ ขั้นตอนต่อไปก็คือการมีเงินทุน หรือบางท่านอาจจะเริ่มธุรกิจจากการมีเงินทุน ก่อนมีไอเดียทางธุรกิจก็ได้นะครับ ธุรกิจอาจจะเริ่มต้นด้วยวิธีต่างกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือการมีผลกำไรเหมือนกัน การหาเงินทุนแต่ละคนจะแตกต่างกันไปอย่างเช่น บางคนเก็บเงินก้อนจนได้เงินมาลงทุน บางคนไม่มีเงินแต่ไปขอกู้ยืมสินเชื่อมาทำธุรกิจ บางคนอาจจะเอาทรัพย์สินย์ที่ตัวเองมีไปขายเมื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจ และเงินทุนนั้นนอกจากจะต้องมีเงินต้นแล้ว ยังต้องมีเงินทุนหมุนเวียน และเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วยนะครับ เพราะธุรกิจเมื่อทำแล้วต้องอยู่รอดให้ได้ ถ้าเงินหมุนไม่พอสุดท้ายก็ต้องเลิกกิจการ เพราะฉะนั้นเงินทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ

    5. ทำเล

    ทำเลหมายถึงสถานที่สำหรับประกอบกิจการ ซึ่งอาจหมายถึงสถานที่เชิงกายภาพที่จับต้องได้เช่นห้องเช่า อาคาร หรือที่ดินสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้พื้นที่ในการดำเนินการ หรืออาจหมายถึงสถานที่ที่จับต้องไม่ได้เช่นเว็บไซต์สำหรับขายของออนไลน์เป็นต้น

    ทำเลสำหรับทำธุรกิจถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นทำธุรกิจไปจนถึงช่วงที่ธุรกิจขยายใหญ่เติบโต เนื่องจากทำเลสามารถชี้วัดว่าลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าหรือบริการเราได้มากน้อยแค่ไหน อันจะส่งผลถึงผลประกอบการได้ ดังนั้นการเลือกทำเลจึงควรอยู่ในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก

    ตัวอย่างเช่น หากจะทำธุรกิจร้านกาแฟและเบเกอรี่อาจจะเลือกทำเลสำนักงานที่มีคนพลุกพล่าน ทำเลสำหรับร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นอาจจะต้องอยู่ในย่านสถานที่ท่องเที่ยว หรือถ้าเป็นธุรกิจขายของออนไลน์การเลือกโดเมนเว็บไซต์ให้จดจำง่ายไม่ซับซ้อนเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย นอกจากนี้การดูแลจัดการเว็บไซต์ตามหลักการ SEO หรือ Search Engine Optimization ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากขึ้นได้ โดยการจัดการ SEO ที่ดีจะทำให้เมื่อผู้ใช้ค้นหาร้านค้าที่เกี่ยวข้องบน search engine อย่าง google หน้าเว็บไซต์ของเราจะปรากฎอยู่หน้าแรกๆ ของผลการค้นหา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงหน้าร้านของเราบนเว็บไซต์ได้มากขึ้น

    6. โค้ช

    การทำธุรกิจจริงๆ แล้วคนมีโค้ชมีชัยไปกว่าครึ่งครับ ถ้าเราหาคนที่มีชั่วโมงบินในทางธุรกิจให้กับเราเมื่อตอนเริ่มทำธุรกิจ เราจะก้าวไปได้เร็วเลยครับ เหมือนกับเอารถไปติดเทอร์โบยังไงก็ถึงก่อน แล้วหาโค้ชทางธุรกิจคุณจะไปหาที่ไหน ก็ไม่ยากครับ ลองมองไปรอบๆ ตัวก่อนว่าญาติหรือเพื่อนๆ ของเรามีคนไหนทำธุรกิจเก่งๆ อยู่บ้าง ให้ไปหาโอกาสคุยขอความรู้ในเรื่องต่างๆ จากเค้า ยิ่งคุณสนิทกันอยู่แล้วก็ยิ่งดีใหญ่ พยายามหาคนเก่งๆ อยู่รอบๆ ตัวครับ เพราะเมื่อธุรกิจเราติดขัด หรือมีโอกาสจะต้องยุบ เราจำเป็นจะต้องไปปรึกษากับเค้าเหล่านี้อย่างแน่นอน แต่ทางที่ดีหาโค้ชไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจก็ดีนะครับ เพื่อเป็นการเดินอย่างมีสเตป

    7. ทีม

    ทีมหมายถึงคนที่จะขับเคลื่อนกิจการให้ดำเนินไปได้ บางครั้งอาจหมายถึงเพียงตัวผู้ประกอบการคนเดียวหรือรวมไปถึงเพื่อนหรือแม้แต่หุ้นส่วนที่มีความคิดเดียวกันมาร่วมมือช่วยกันสร้างงานก็ได้ ความสำคัญของทีมอยู่ที่ความเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน อยากมาทำสิ่งที่ชอบร่วมกัน และสุดท้ายก็ลงมือสร้างธุรกิจขึ้นมา

    ทีมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นแกนกลางที่จะป้อนไอเดียและลงมือทำให้เกิดขึ้นมาเป็นชิ้นงานสินค้าหรือบริการได้
    ทีมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นแกนกลางที่จะป้อนไอเดียและลงมือทำให้เกิดขึ้นมาเป็นชิ้นงานสินค้าหรือบริการได้ ในแง่มุมหนึ่งเราเชื่อว่าทีมมีความสำคัญอันดับหนึ่งในช่วงแรกเริ่มธุรกิจมากกว่าทุนเริ่มต้นเสียอีก เพราะหากไม่มีความคิดริเริ่มที่อยากจะทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง แม้มีเงินมากมายธุรกิจก็อาจไม่เกิดขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้าหากมีแนวความคิดในใจว่าอยากจะทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาแม้ว่าจะมีเงินทุนเริ่มต้นน้อยนิด พลังผลักดันก็จะช่วยให้ทีมสามารถหาหนทางที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดน่าสนใจขึ้นมาไม่ว่าจะมีเงินสำรองอยู่มากหรือน้อยก็ตาม กระทั่งสามารถนำแนวคิดและโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปนำเสนอเพื่อหาเงินทุนสำหรับขยับขยายกิจการต่อไปได้

    ทีมก่อตั้ง Apple ในช่วงเริ่มต้นมีเพียง Steve Jobs, Steve Wozniak และ Ronald Wayne เท่านั้น โดยอาศัยโรงรถของพ่อแม่ Jobs เป็นสถานที่ทำงาน ความสนใจร่วมกันที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ Apple เครื่องแรกเป็นแรงผลักดันให้ทีมดั้นด้นทำคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก่อนที่พวกเขาจะมีเงินทุนสนับสนุนจริงจังจากภายนอกเสียอีก และจากความมุ่งมั่นเล็กๆ ของทีมเล็กๆ ในวันนั้นนั่นเอง ได้ก่อเกิดผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาต่อมา

    8. สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ

    เมื่อเราเข้าสู่วงการธุรกิจ เราจะต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่ามี Connection กับนักธุรกิจต่างๆ ในวงการ เป็นการรวมกลุ่มกันบ้างเป็นครั้งคราว หรือต่างแบ่งปันข่าวสารในวงการธุรกิจนั้นๆ ระหว่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหนคุณจะต้องพกนามบัตรติดตัว เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนทำความรู้จักกับนักธุรกิจท่านอื่นในทุกครั้งที่มีโอกาส

    9. โชค

    คนจีนได้กล่าวเอาไว้เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฮงด้วย เพราะบางคนเก่งมาก คิดแผนธุรกิจ คิดกลยุทธ์ธุรกิจ ออกมามากมาย แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามแผนจะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ทำให้ความมีโชค หรือความเฮง มักจะมาเกี่ยวข้องกันเรื่องธุรกิจอยู่เสมอ ถ้าอยากให้ตัวเองเฮงอยู่เสมอ ก็ให้หาโอกาสทำบุญทุกครั้งที่มีโอกาส ทำด้วยจิตที่อยากทำจริงๆ แล้วผลบุญจะส่งคืนกลับที่คุณแบบจริงๆ เช่นกัน ต่างจากการทำบุญแบบเอาหน้า คุณจะได้บุญไม่เท่ากับเวลาที่คุณอยากทำบุญจริงๆ การทำบุญอยู่เสมอจะส่งผลให้ธุรกิจของคุณเจริญก้าวหน้า ถึงแม้ติดขัดก็จะผ่านไปได้ด้วยดี โชคเป็นของคนที่สร้างบุญสร้างกุศลอยู่เนืองๆ ครับ

    10. ความคิดสร้างสรรค์ในการขยายธุรกิจ

    เป็นความคิดสร้างสรรค์ในการต่อยอดธุรกิจที่คุณทำอยู่แล้ว ให้มันโตขึ้นไป ยิ่งใหญ่ขึ้นไป เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักธูรกิจที่มีธุรกิจมูลค่าสูงๆ อยู่ในมือ หัวใจสำคัญสุดท้ายแล้ว คือ การขยายมันออกไป ไม่ว่าจะขยายการผลิต เพิ่มการขายให้มากขึ้น หรือขยายแบรนด์ของตัวเอง ด้วยการผลิตสินค้าอื่น ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่พอดูทีเดียว หลายๆ ท่านอาจจะเคยเห็นเจ้านายตัวเองวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากออกไปกินข้าวข้างนอก ไปตีกอล์ฟ หรือมาทำงานก็นั่งอ่านหนังสือ นั่งอ่านข่าว แต่จริงๆ แล้วนักธุรกิจระดับนี้ใช้หัวสมองคิดสร้างสรรค์ผลงานอยู่มากทีเดียว และความคิดสร้างสรรค์ดีๆ จะออกมาในตอนที่คนเราผ่อนคลายความคิด หรือตอนที่จิตใจสบายๆ นั่นเอง

  • 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย ให้ประสบความสำเร็จ

    ในปัจจุบันหนุ่มสาวส่วนใหญ่ได้หันมาสนใจอาชีพพ่อค้าแม่ค้ากันมากขึ้น และสิ่งสำคัญในการขาย หรือจุดมุ่งหมายของพ่อค้าแม่ค้าก็คงหนีไม่พ้นการทำยอดขาย หรือการเพิ่มยอดขาย ซึ่งวิธีการเพิ่มยอดขายจึงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนแสวงหามาใช้กับสินค้าของตนเอง วิธีการเพิ่มยอดขายสามารถทำได้มากมายหลากหลายวิธี ซึ่งถือเป็นเทคนิคส่วนตัวที่พ่อค้าแม่ค้าเลือกใช้ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการเฉพาะตัวของแต่ละคน

    ในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพิ่มยอดขาย ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถทำได้ไม่ยาก เราลองมาอ่าน 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ กันดูเลยนะครับ

    1. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการทักทายลูกค้า

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการทักทายลูกค้า เป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าในการซื้อสินค้าในร้าน ซึ่งการทักทายลูกค้าไม่ว่าจะด้วยรอยยิ้ม การกล่าวคำสวัสดีครับ หรือสวัสดีค่ะ หรือการสอบถามความต้องการของลูกค้า ล้วนเป็นเรื่องที่ลูกค้าประทับใจ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นคนพิเศษ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มองข้ามไปไม่ได้ครับ

    2. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยชื่อร้าน

    การตั้งชื่อร้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเป็นวิธีการเพิ่มยอดขายที่ดี กล่าวคือ การตั้งชื่อร้านต้องมีความสอดคล้องกับสินค้าที่คุณพ่อค้าแม่ค้าขายด้วย การตั้งชื่อร้านต้องเป็นชื่อที่สั้นกระชับ จำง่าย และสื่อถึงสินค้าที่ขายมากที่สุด ในความเชื่อของคนไทยการตั้งชื่อร้านควรเป็นชื่อที่เป็นศิริมงคล บางท่านก็ได้ให้สินแสตั้งชื่อร้านให้ บางท่านก็ตั้งชื่อร้านแบบแหวกแนวไปเลย คือเป็นชื่อแปลกๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสินค้าเลย ถ้าท่านตั้งชื่อแนวนี้ ต้องเน้นโฟกัสไปที่การสร้างแบรนด์ให้คนติดหู ซึ๋.ชื่อร้านสำคัญมากเพราะชื่อร้านเป็นสิ่งแรกที่สะดุดตาลูกค้า

    3. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างบรรยากาศร้าน

    นอกจากการตั้งชื่อร้านแล้ว การสร้างบรรยากาศภายในร้านให้สวยงาม ชวนให้ลูกค้าเข้ามาในร้านก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลมากที่เดียว โดยบรรยากาศในร้านต้องตกแต่งให้ดูสวยงาม โดดเด่น และสะดุดตา วิธีจะทำให้คุณได้ต้อนรับลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาในร้าน การสร้างบรรยากาศภายในร้านสามารถทำได้ตามงบประมาณในการตกแต่งร้านที่เรามี บางคนมีงบน้อย แต่มีไอเดียดี ก็ทำให้รูปแบบร้านออกมาดีได้ บางคนมีทุนมากก็จัดแต่งร้านแบบอลังการ ในส่วนนี้ก็แล้วแต่ไอเดีย และงบประมาณของแต่ละท่าน

    4. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดวางสินค้า

    การจัดวางสินค้าก็เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายอีกวิธีหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าสามารถเพิ่มยอดขายได้จริง เพราะการจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ หรือจัดวางแบบมีลูกเล่น สามารถสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้า ซึ่งการจัดวางสินค้านี้ในตอนนี้ก็มีหนังสืออกมาหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าต้องวางอะไรตำแหน่งไหนคนถึงจะสนใจ ถึงอยากจะเดินมาดู ส่วนใหญ่คนจะเข้ามาดู เพราะเห็นสินค้าที่วางอยู่ทางด้านหน้าร้าน ตรงจุดนี้เราจะต้องโฟกัสเป็นพิเศษ เอาสินค้าเด่นๆ ของร้านเรามาวางไว้ตรงจุดนี้ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้

    5. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่น

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นแบบ ลด แลก แจก แถม สินค้าภายในร้านเสมอ เพื่อให้เป็นแรงจูงใจในการซื้อสินค้าของลูกค้า วิธีนี้ได้ผลมาก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าหลายๆ ท่านก็เลือกที่จะใช้วิธีนี้ในการเพิ่มยอดขาย แต่ไม่ควรจัดโปรโมชั่นทั้งปี จะทำให้ลูกค้รู้ว่าสินค้าเราไม่แพง ลดครึ่งนึงเรายังได้กำไร การจัดโปรโมชั่นควรจะทำปีละไม่กี่ครั้งเท่านั้น และไม่ควรทำในช่วงที่คนมีกำลังซื้อ เช่น ปีใหม่ ส่วนใหญ่จะโบนัสออก หรือช่วงตรุษจีน ที่คนต้องซื้อสินค้าเยอะๆ ช่วงนี้คนมีกำลังซื้อ เราควรจะขายเต็มราคา แต่ช่วงใดที่คนซื้อซบเซา ควรจะจัดโปรโมชั่นทันที

    6. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้า

    การให้ความสำคัญกับลูกค้า สามารถทำได้โดยการสอบถามความต้องการของลูกค้า ไถ่ถามว่าลูกค้าต้องการสินค้าแบบใด และที่สำคัญควรให้ความสำคัญกับลูกค้าเท่าๆ กัน ทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ เราต้องรักษาลูกค้าไว้ เพื่อการขายที่ยั่งยืน ไม่ใช่การขายเพียงแค่ครั้งเดียวไม่มีการซื้อซ้ำ วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ต้นทุน ใช้แค่รอยยิ้ม และความเอาใจใส่ครับ

    7. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ข้อมูลสินค้า

    การให้ข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า เป็นวิธีการเพิ่มยอดขายที่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญในการขายสินค้าคือการให้ข้อมูลกับลูกค้าอย่างถูกต้อง และตรงไปตรงมา แนะนำสินค้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าได้ทุกคำถาม ลูกค้าจะได้เห็นถึงความเอาใจใส่ของพ่อค้าแม่ค้า ไม่ใช่การจ้องแต่จะขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

    8. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการสาธิตสินค้า

    การสาธิตสินค้าให้ลูกค้าดูเพื่อลูกค้าจะได้รู้ถึงการใช้งานอย่างถูกวิธี สามารถเพิ่มยอดขายได้ เพราะลูกค้าจะได้เห็นสินค้าจริงก่อนซื้อ และรู้ว่าวิธีใช้งาน สามารถใช้งานได้ง่าย หรือสะดวกมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งการสาธิตสินค้าให้ลูกค้าดู ส่วนใหญ่จะเป็นพวกของใช้จิปาถะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย

    9. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ทดลองสินค้า

    การให้ทดลองสินค้า จะทำให้ลูกได้รู้ถึงคุณสมบัติของสินค้าที่จะซื้อ เช่น การขายกางเกงก็ควรให้ลูกค้าได้ลองสินค้าก่อน เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นว่าใส่แล้วจะเป็นแบบใด ซึ่งการให้ทดลองสินค้าเป็นวิธีการขายที่ดีทำให้ลูกค้าประทับใจ และกลับมาซื้อสินค้าร้านคุณอีก

    10. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ชิมสินค้า

    วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการให้ชิมสินค้า เหมาะสำหรับร้านที่ขายเกี่ยวกับอาหาร การให้ลูกค้าได้ชิมสินค้าทำให้ช่วยในการตัดสินใจซื้ออาหารได้มากขึ้น และการให้ชิมสินค้านี้ สามารถทำให้พ่อค้าแม่ค้ารับฟังคำติชมจากการชิมของลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง และยังเหมือนการสำรวจความพึงพอใจในสินค้าอีกด้วย จะทำให้คนที่ซื้อไปซื้อไปเพราะพึงพอใจในรสชาติอาหารอหารที่เราขาย เมื่อเค้านำไปทานแล้วอร่อย เค้าก็จะกลับมาซื้ออาหารของเราซ้ำอีก

    11. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการเปิดสาขาเพิ่ม

    ถ้าหากสินค้าของเราขายดีแบบก้าวกระโดด จนสามารถเก็บสะสมเงินได้อีกก้อนหนึ่ง การไปเปิดสาขาใหม่ ในทำเลดีๆ ก็เป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มยอดขายของเราให้เพิ่มมากขึ้น

    12. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการกระจายสินค้า

    วิธีนี้เป็นการเพิ่มยอดขายโดยการกระจายสินค้าเข้าร้าน 7-11 ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย หรือ Tesco Lotus หรือ BiG C นั่นหมายความว่าถ้าเรานำสินค้าของเราเข้าไปอยู่ในชั้นวางสินค้าของเค้าได้ ยอดขายของเรามีโอกาสที่จะโตแบบก้าวกระโดดไปเลยทีเดียว

    13. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการเพิ่มช่องทางขาย

    ในขณะที่เมื่อก่อนการค้าขายอาจมีแค่เพียงหน้าร้านเท่านั้น แต่ในขณะนี้เว็บไซต์ และ Social Media กำลังเติบโต และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การที่เราจะนำสินค้ามาขายบนโลกออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย โดยผู้ประกอบการในยุคนี้นั้น สามารถขายสินค้าได้ทั้งบนเว็บไซต์ของตัวเอง (อาจจะทำเอง หรือจ้างทำ) หรือเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์กลางในการขายสินค้า เช่น Lazada หรือ Shopee หรือบน Social Media ชื่อดังอย่างเช่น Facebook ก็ล้วนเป็นช่องทางที่น่าสนใจ

    14. วิธีการเพิ่มยอดขายด้วยการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ

    ถ้าเราขายสินค้าได้ยอดขายมาก เหนือความคาดหมาย และเล็งเห็นว่าตลาดต่างประเทศน่าจะต้องการสินค้าแบบที่เราขาย เราก็ลองศึกษาตลาดต่างประเทศดู ว่าสินค้าแบบที่เราขายอยู่ ความนิยมในประเทศนั้นๆ ได้รับความนิยมเพียงใด ถ้านึกไม่ออกลองเข้าเว็บ amazon.com ดู แล้วไปค้นหาสินค้าไทยในเว็บนี้ จะมีขึ้นมาเพียบ ผมดูแล้วเยอะมากจริงๆ สินค้าตัวไหน มีคนมารีวิวเยอะๆ นั่นคือสินค้าที่ยอดขายดี ลองเข้าไปดูนะครับ

    สรุป

    ก็จบบทความ 14 วิธีการเพิ่มยอดขาย อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ กันแล้วนะครับ ก็ลองนำไปปรับใช้ดูในการขายสินค้าของท่านนะครับ สุดท้ายนี้ ผมก็อวยพรให้สินค้าของท่านขายดียอดขายเพิ่มขึ้นทุกปีนะครับ

  • ข้อคิดในการใช้ชีวิตเมื่อต้องทำธุรกิจหรือลงทุน

    คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า บรรดานักธุรกิจ ผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และธุรกิจของตนเองนั้น พวกเขามีคุณสมบัติอะไรที่นำพาพวกเขาไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้ ถ้าดูภายนอกแล้วมันก็ไม่ต่างอะไร ศักยภาพทางร่างกายก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่าเราๆ ท่านๆ บางคนดูจะอ่อนแอขี้โรคด้วยชํ้า

    ศักยภาพทางการศึกษาก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะหากสืบประวัติของเศรษฐกิจเมืองไทย หรือระดับโลกหลายท่านดู ก็จะพบว่า บางคนจบแค่ ป.4 หรือไม่ก็เคยเป็นผูใซ้แรงงานมาก่อน แต่บรรดาหัวกะทิของชั้นหรือพวกที่มีดีกรีระดับปริญญากลับเป็นเพียงพนักงานเงินเดือนน้อยนิด หรือไม่ก็ยังหางานทำไม่ได้ทั้งที่เรียนจบมาก็หลายปีเต็มทีแล้ว ประเด็นนี้น่าสนใจครับ

    มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเรียนจบอะไรมา สำคัญอยู่ที่คุณได้ใช้ศักยภาพที่คุณมีอยู่เต็มที่แล้วหรือยัง หลายคนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป เพียงเพราะไม่เชื่อมั่นว่าพวกเขาทำได้ และไม่มีศรัทธาในความสามารถของตนเลย

    จะเป็นประโยชน์มากเพียงใด หากทุกคนใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ด้วยความมั่นใจ และเชื่อมั่นว่ามันต้องสำเร็จ พร้อมๆ กับ การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ และไม่กลัวว่ามันจะล้มเหลวหรือไม่ การคาดหวังและรอคอยว่าเมื่อไรโอกาสดีๆ จึงจะลอยมาหาเรา เป็นการกระทำที่ไร้ค่าและสูญเปล่าที่สุด

    เราต้องรู้จักแสวงหาโอกาส รู้จักพลิกแพลงวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ ใครที่ทำเช่นนื้โด้ถือว่าสุดยอด นี่คือความฉลาดที่แท้จริง คนที่มัวแต่รอให้คนอื่นมองเห็นตนหรือความสามารถของตน เพื่อที่จะได้รับโอกาสจากคนอื่นให้ทำงาน หรือทำอะไรที่ได้รับมอบหมายให้ทำ แล้วจะมีความสุขมากที่ได้รับความไว้วางใจ แล้วจะได้เงินมา ซึ่งก็เป็นเพียงเงินเดือนน้อยนิดที่เก็บสะสมเท่าไรก็ไม่มีวันรวย

    นี่ละครับ คือความแตกต่างระหว่างเจ้าของกิจการกับลูกจ้าง ระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวมันต่างกันที่ความคิด หรือจิตสำนึกวิสัยทัศน์ ความเชื่อมั่น ความกล้าตัดสินใจ ความเด็ดเดี่ยว สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่วัดกันที่ปริญญาไม่ได้ อย่ามัวแต่โอดครวญต่อว่าชะตาฟ้าดิน อย่ามัวแต่วิพากษ์วิจารณ์ใครต่อใคร อย่ามัวแต่โทษสังคม โทษคนนั้นคนนี้

    หันมามองตัวเอง ศึกษาตัวเองให้ถ่องแท้ แล้วคุณจะรู้ว่า ตัวคุณเองนั่นแหละคือคำตอบของทุกคำถาม แล้วก็ตัวคุณอีกเช่นกัน ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้คุณล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จในชีวิต

    และนี่คือ 11 ข้อคิดในการใช้ชีวิตเมื่อต้องทำธุรกิจหรือลงทุน

    1.มีความรักในธุรกิจของตัวเอง : การทำงานควรจะทำด้วยความสนุก ความรักในงานของคุณจะทำให้คุณผ่านจุดที่ยากลำบากไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งความชื่นชอบนั้นสอนกันไม่ได้
    ลองคิดดูว่าทำไมคุณถึงอยากทำธุรกิจซึ่งมันจะทำให้คุณชื่นชอบงานของคุณมากขึ้น

    2.สร้างความเชื่อใจ : ผู้คนที่มีความน่าเชื่อถือน่าไว้ใจ มักจะชอบทำธุรกิจร่วมกับผู้ที่น่าไว้ใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราควรที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า

    3.อย่ากลัวล้มเหลว : ความล้มเหลวนั้นเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ทุกๆอย่างย่อมเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นเคยล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น

    4.ตัดสินใจให้เร็วเพื่อโอกาสที่ดี : ใช้สัญชาติญาณของคุณตัดสินใจและวางแผนธุรกิจและเลี่ยงการผลัดวันประกันพรุ่งเพื่อนำไปสู่การได้รับโอกาสที่ดี

    5.สิ่งที่สำคัญที่สุดในบริษัทคือคุณ : ควรดูแลรักษาสุขภาพของคุณไว้ให้ดี เพราะคุณมีค่ามากกว่าเครื่อจักรราคาแพง พยายามทำให้ร่างกายของคุณพร้อมเอาไว้เสมอ

    6.อย่ามั่นใจมากนัก : อย่าทำตัวให้มั่นใจไม่ฟังใครนัก เช่นการใช้เงินไปกับสิ่งของแพงๆเพื่อทำให้ใครประทับใจ หรือปิดไม่รับฟังความเห็นจากใคร
    ควรที่จะแบ่งปันความคิดเพื่อที่จะได้ความคิดใหม่ๆเข้ามาเพื่อทำการพัฒนาตัวเองหรือบริษัท

    7.มีความเชื่อมั่น : คุณต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองและตัวบริษัทของคุณถึงจะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งความเชื่อมั่นนั้นจะส่งผลไปถึงผู้ร่วมงานได้ ความเชื่อมั่นที่ดีย่อมเป็นสิ่งที่ดีเพื่อความคิดบวกและจิตใจ

    8.ยอมรับคำวิจารณ์และยอมรับความผิดพลาด : คุณต้องทำงานเพื่อให้ได้การยอมรับของเพื่อนร่วมงานแม้ว่าเขาอาจจะเคยติความคิดของคุณไปบ้าง แต่ในทางที่ดีใช้แรงกดดันนั้นเป็นแรงผลักตัวเองให้ทำงานต่อไปให้ได้ดีขึ้น

    9.รักษาคุณธรรมเพื่อการทำงานที่น่าเชื่อถือ : อย่าพยายามลดมาตรฐานตัวเองเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่ง จงทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมาเพื่อรักษามาตรฐานที่ดีของตนเองเอาไว้และเป็นที่ไว้วางใจ

    10.ฟื้นตัวให้เร็วหลังจากผิดพลาด : คุณอาจล้มเหลวในบางธุรกิจ แต่อย่ามัวเอาแต่เสียใจ ควรที่จะคิดในแง่ที่ดีและนำความผิดพลาดนั้นมาคิดวิเคราะห์และเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาบริษัทต่อไป และจงจำไว้คุณแก้ไขอดีตไม่ได้ จงทำอนาคตและปัจจุบันให้ดีที่สุด

    11.ลองเสี่ยงดูเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า : ลองเสี่ยงในการที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆให้กับบริษัทหรือวงการธุรกิจ ซึ่งคุณอาจจะพบว่ามีหนทางที่ดีอีกหลายอย่างที่เปิดโอกาสรอให้คุณได้ทดลองอยู่

    ลายเซ็นต์ warren buffett

    และต่อไปนี้ เป็นข้อคิดดีๆ ที่เป็นสุดยอดข้อคิดในการใช้ชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งจะค่อนไปทางการเล่นหุ้น แต่เราก็สามารถเอาปรับใช้ในเรื่องธุรกิจได้เหมือนกันนะครับ มีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน คือ

    1.อย่าขาดทุน

    นั่นหมายความว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุน ก็คือ คุณต้องพยายามอย่าให้ขาดทุน การลงทุนของบัฟเฟตต์จะเน้นการลงทุนถือหุ้นระยะยาวมาก หุ้นจะขึ้นหรือเปล่าในเดือนหน้าหรือปีหน้า เขาไม่สนใจ เขาสนใจแต่ว่าในระยะยาวแล้ว หุ้นที่เขาซื้อจะไม่ลดลงอย่างถาวร เนื่องจากผลการดำเนินงานแย่ลง

    2.ซื้อธุรกิจที่ดีสุดยอดในราคาปานกลาง แทนที่จะซื้อธุรกิจปานกลางในราคาที่ดีสุดยอด

    บัฟเฟตต์นั้นไม่เน้นซื้อของถูกหรือซื้อได้ในราคาที่ดีสุดยอด เขาคิดว่าธุรกิจที่ดีสุดยอดนั้น ในระยะยาวแล้วมูลค่าของกิจการก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพง ราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประกอบการ ยิ่งถือนานก็ยิ่งดี

    3.เวลาเป็นเพื่อนของธุรกิจที่ใหญ่ แต่เป็นศัตรูของธุรกิจเล็ก

    นั่นก็คือถ้าเราถือหุ้นของธุรกิจที่ใหญ่ หรือธุรกิจที่ดีสุดยอด คุณจะอยากถือไว้นานที่สุด ให้เวลากับการลงทุน เพราะยิ่งเวลาผ่านไป กำไรของบริษัทก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่สูงต่อเนื่อง

    ตรงกันข้าม ธุรกิจเล็กๆ นั้น ในบางช่วง เช่น ช่วงแรกๆ ราคาอาจจะปรับตัวขึ้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะรวมถึงการที่มีคนเห็นว่ามันเป็นหุ้นที่ถูกและเข้ามาซื้อทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น แต่เมื่อถือหุ้นนานขึ้นเรื่อยๆ แต่กำไรของบริษัทและราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้น ผลก็คือเมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนต่อปีก็จะลดลงเรื่อยๆ ยิ่งถือนานก็ยิ่งแย่

    4.กำไรจากการไม่มีการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะเปลี่ยนแปลง

    นั่นก็คือ บัฟเฟตต์มองว่าธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายด้วยปัจจัยอื่นโดยเฉพาะทางด้านของเทคโนโลยี จะถือว่าเป็นธุรกิจที่สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับเขาที่ต้องการลงทุนระยะยาวมากหรือตลอดไป ดังนั้นถ้าอะไรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย เขาก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่ลงทุน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางทีอาจจะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ก้าวกระโดด และทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นได้มหาศาล อย่างหุ้นอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย กิจการที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายก็มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่บัฟเฟตต์จะรับได้

    5.บริษัทใหญ่มักจะประสบกับปัญหาชั่วคราว เราต้องการซื้อมันเมื่อมันดูเหมือนใกล้จะเจ๊ง

    นี่เป็นโอกาสทองที่บัฟเฟตต์แสวงหาตลอดมา จากอดีตจะเห็นว่าเขาเคยทำเงินมหาศาลอย่างรวดเร็วจากการซื้อหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอด แต่ประสบปัญหาชั่วคราวที่สามารถแก้ไขได้ เช่น หุ้นของ American Express หุ้น Coke และหุ้นอีกหลายตัวในช่วงที่เกิดวิกฤติสินเชื่อ Subprime ในอเมริกา (ในประเทศไทยอาจเรียกว่า วิกฤต Hamburger)

    6.ผลตอบแทนลดลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น

    เมื่อนานมาแล้ว เซอร์ไอแซคนิวตัน นักวิทยาศาตร์ลือชื่อของโลก ได้ให้กฎ 3 ข้อของการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งเป็นผลงานที่เป็นอัจฉริยะ แต่ความสามารถของนิวตันไม่คลุมไปถึงเรื่องการลงทุน เขาได้เคยลงทุนในหุ้น และขาดทุนมากมายในวิกฤตการณ์ ฟองสบู่ South Sea ในประเทศอังกฤษ เขากล่าวภายหลังว่า “ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวได้ แต่ผมไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของคนได้”

    ถ้าเขาไม่ขาดทุนในวิกฤตการณ์ครั้งนั้นมากเกินไป เขาคงได้ค้นพบกฎกฎข้อที่ 4 ของการเคลื่อนไหว นั่นคือ “สำหรับนักลงทุนโดยรวม ผลตอบแทนลดลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น”

    ความหมายของคำกล่าวนี้ก็คือ บัฟเฟตต์มองว่า ยิ่งเราซื้อขายหุ้นมากขึ้น เราก็จะต้องเสียต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับส่วนต่างราคาซื้อราคาขาย และอาจจะเกิดความผิดพลาดในด้านของจังหวะการซื้อขาย ทั้งหมดนั้นทำให้ยิ่งเทรดหุ้นมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลง

    7.ใครว่ายน้ำตัวเปล่าก็ต่อเมื่อกระแสน้ำลดลง

    ความหมายก็คือ การที่จะดูว่าใครมีฝีมือในการลงทุนจริงๆ หรือหลักการลงทุนแบบไหนได้ผลในระยะยาวจริงๆ นั้น เราจะต้องดูตอนที่ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำหรือซบเซาลงมากๆ เพราะนั่นคือเวลาที่จะพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การลงทุนใช้ได้ผลจริง เพราะในยามที่ตลาดดี หรือช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นกระทิง กลยุทธ์หลายๆ แบบอาจให้ผลดี หรือแม้แต่ดีกว่ากลยุทธ์ที่กูรูระดับโลกใช้กัน แต่ในยามที่ตลาดตกต่ำ กลยุทธ์นั้นอาจจะทำให้ขาดทุนมหาศาลและทำให้ผลตอบแทนโดยรวมระยะยาวกลับแย่ลงหรือไม่ดีอย่างที่คิด

    ทั้งหมดก็เป็นเพียงบางส่วนของความคิดอัจฉริยะของบัฟเฟตต์ ที่ได้ผ่านการทดสอบมาต่อเนื่องยาวนาน เขาบอกว่า “คนชอบอ้างอิงความคิดของเรา แต่น้อยคนที่จะปฏิบัติตามแนวทางการลงทุนที่เราทำ” และนี่ก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติของคน หลักการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ มันฝืนความรู้สึกของคนที่มักจะชอบ “ทำอะไรบางอย่าง” การซื้อแล้วถือหุ้นไว้เฉยๆ แบบบัฟเฟตต์นั้น ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย

  • ทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดัง

    หลายๆ ท่านที่ทำธุรกิจ บางท่านก็อาจจะจบทางด้านบริหารธุรกิจมาโดยตรง แต่สำหรับบางท่านแล้วก็อาจะไม่ได้ศึกษามาทางด้านบริหารธุรกิจโดยตรง ทำให้พลาดโอกาสในการศึกษาทฤษฎีต่างๆ ในเชิงธุรกิจไป ซึ่งวันนี้ผมได้หยิบยกทฤษฎีการขายในทางธูรกิจมาให้ได้ลองอ่านกันดู ซึ่งทฤษฎีที่ว่านี้ก็คือ ทฤษฎีไอดาส (Aidas Theory) ซึ่งทฤษฎี Aidas นี้เป็นทฤษฎีการขายที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย หรือท่านที่ทำธูรกิจส่วนตัว เอาหล่ะครับเรามาเริ่มศึกษาทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดังกันเลยนะครับ

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่หนึ่ง : A (Attention)

    แปลว่า ความตั้งใจ หรือความเอาใจใส่

    ซึ่งเราต้องใส่ใจในการผลิตสินค้า หรือบริการ ให้ออกมาอย่างมีคุณภาพตามที่ได้วางไว้ ใส่ใจในการปรับปรุงแก้ไขสินค้า หรือบริการในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีตรงตามมาตรฐานให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องรู้จุดแข็ง และจุดอ่อนของสินค้า หรือบริการของเรา เช่น ข้อดี คือ มีคุณภาพ ข้อด้อย คือ ราคาที่อาจจะแพงกว่าสินค้าในท้องตลาดประเภทเดียวกัน และเราต้องตอบลูกค้าได้อย่างทะลุปุโปร่งถึงสินค้า หรือบริการของเราว่ามีคุณประโยชน์ที่ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการจะได้รับอย่างไรบ้าง

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สอง : I (Interest)

    แปลว่า ความสนใจ

    ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจตอนนี้นั้นมีสินค้า และบริการอยู่มากมายนับกันไม่หมดว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ และจะมีพวกแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ในบรรดาแบรนด์อันมากมายมหาศาล คุณสามารถจำได้ทั้งหมดกี่แบรนด์ คำตอบน่าจะอยู่ในหลักร้อยแบรนด์ ซึ่งคำตอบก็คือว่า เป็นเพราะแบรนด์ที่คุณจำได้ แบรนด์เหล่านั้นสร้าง Interest คือ สร้างความสนใจขึ้นมา จนคุณได้จดจำแบรนด์เหล่านั้นไว้ บางแบรนด์คุณก็อาจจะไม่เคยไปซื้อสินค้า หรือบริการของเค้า แต่เห็นจนจำได้ เพราะเค้าใช้การโปรโมท สร้างความสนใจ ดึงคนเข้ามานั่นเอง

    ถ้าคุณเป็นเจ้าของสินค้า หรือบริการ ก็จะต้องใช้โลโก้ หรือสโลแกน มาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดให้ผู้คนจดจำแบรนด์ของคุณให้ได้ และต้องปฏิบัติตามสโลแกนที่ได้สร้างขึ้นมา

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สาม : D (Desire)

    แปลว่า ความปรารถนา

    ความปรารถนานั้นเป็นสิ่งที่มันมากกว่าความต้องการ มันคือความหลงใหล ที่ดึงลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า หรือบริการของคุณ ซึ่งวิธีการสร้าง Desire หรือความปรารถนาให้บังเกิดในตัวลูกค้า จะเหมาะสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อในระดับสูง และต้องการความแตกต่าง เช่น บริษัทขายกระเป๋าแบรนด์เนมที่จะขายกระเป๋าให้ลูกค้า สาขาละ 10 ใบเท่านั้น ขายครบ 10 ใบแล้ว ค่อยมาซื้อใหม่วันพรุ่งนี้ หลักการตลาดแบบนี้จะทำให้ลูกค้าเกิดความปรารถนาจะได้สินค้านี้ไปครอบครอง ทำให้สินค้าเราดูมีระดับ จะทำให้วันต่อๆ ไป ลูกค้าต้องมาจองคิวซื้อสินค้ากัน

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่สี่ : A (Action)

    แปลว่า การกระทำ

    การกระทำในที่นี้ คือ การตกลงที่จะซื้อสินค้า หรือบริการนี้กับคุณ สำหรับวิธีการทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า หรือบริการของเรานั้น ก็สามารถกระทำได้ด้วยการประชาสัมพันธ์ถึงแบรนด์ของคุณให้ลูกค้าทราบ ผ่านสื่อการโปรโมทต่างๆ ถ้ามีเงินทุนหนาหน่อย เป็นแบรนด์ดัง ก็โฆษณาทางทีวี หรือหนังสือพิมพ์ แต่ถ้ามีเงินทุนน้อยหน่อย ก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ลงนิตสาร หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการของเรา เช่น ขายกระเป๋า ก็ไปลงโฆษณาในนิตสารที่เกี่ยวกับผู้หญิง หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับแฟชั่นต่างๆ หรือทำ Fanpage ขึ้นมาโปรโมทสินค้าของเราเองร่วมด้วย ซึ่งสินค้า และบริการในปัจจุบันนี้ จะมีเว็บไซต์ หรือ Fanpage เป็นของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาดูรายละเอียดของสินค้าได้ง่ายขึ้น หรือถ้าสามารถซื้อสินค้าผ่านเว้บไซต์ได้เลย ยิ่งดีใหญ่ เป็นการเพิ่มช่องทางในการขายได้มากขึ้น

    ทฤษฎีการขาย Aidas ตัวที่ห้า : S (Satisfaction)

    แปลว่า ความพึงพอใจ

    ซึ่งก็เป็นการสร้างคุณสมบัติพิเศษของสินค้า หรือบริการ ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจเมื่อมาซื้อ หรือมาใช้บริการ ซึ่งก็มีหลักการง่ายๆ คือ สินค้า หรือบริการของคุณจะต้องออกสู่ตลาดให้เร็วกว่าคู่แข่ง ต้องมีคุณสมบัติเหนือกว่าสินค้าคู่แข่ง และสุดท้ายราคาต้องสมเหตุสมผล ไม่แพงลิบลิ่วจนเอื้อมไม่ถึง ถ้าราคาของสินค้า หรือบริการของคู่แข่งอยู่ที่ 1 พันบาท ของเราจะต้องขายที่ 950 บาท โดยที่ยังคงได้กำไรอยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบสินค้าราคาที่ถูกกว่ากันทั้งนั้น นอกจากว่าสินค้าของคุณอยู่ในระดับบน คู่แข่งขายที่ 2 พันบาท แต่คุณขาย 3 พันบาท แพงกว่ามาก แต่ลูกค้าซื้อเพราะแบรนด์ของคุณ ซื้อเพราะคุณภาพสินค้าที่อยู่ในระดับดีเยี่ยมจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็เพียงแค่ทำสินค้า หรือบริการให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด เพราะคุณสามารถทำให้ลูกค้าซื้อที่แบรนด์ ไม่ใช่ซื้อที่ราคาได้แล้ว

    สรุป

    สำหรับทฤษฎี Aidas ทฤษฎีการขายอันโด่งดังนี้ ท่านที่จะเป็นกลยุทธ์ใช้ในทางธุรกิจการค้า ก็สามารถนำไปใช้ได้เลยนะครับ ธุรกิจในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันสุง เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การขายติดตัวไว้เพื่อพัฒนาแบรนด์ของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งในเชิงธุรกิจแล้วในเรื่องทฤษฎีการขายก็ยังมีมากมายอีกหลายอย่าง แต่ทฤษฎี Aidas นี้ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งถ้าได้ลองนำทฤษฎีการขายนี้ไปใช้แล้ว น่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าของท่านได้อย่างแน่นอน

  • เรียนรู้ 11 เทคนิคการขายสินค้าอย่างมืออาชีพ

    การขายสินค้า เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ แต่หลายคนก็เป็นเพียงแค่คนขายไม่ใช่นักขายมืออาชีพ ซึ่งในความเป็นมืออาชีพ มักจะมีอะไรที่พิเศษกว่าความทั่วไป นั่นคือการมีเทคนิคการขายสินค้าที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัว และค้นพบด้วยตัวเองจากประสบการณ์การขาย แต่ถ้าหากคุณเป็นนักขายมือใหม่ และอยากก้าวสู่ความเป็นนักขายมืออาชีพ ก็ควรศึกษา เรียนรู้เทคนิคการขายสินค้า ไว้เหล่านี้ไว้ เอาหล่ะมาเริ่มกันเลยครับ

    ขายสินค้าด้วยใจรัก

    การขายสินค้าด้วยใจรักนี้ หมายถึง การรักในสิ่งที่ทำ การขายสินค้าถือเป็นการหารายได้ที่ทำเป็นประจำ เราจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้เกือบทุกวัน ดังนั้นควรมีใจรักกับอาชีพที่ทำ ขายสินค้าก็ควรขายเพราะชอบที่ขายสินค้าสิ่งนี้ เทคนิคการขายสินค้าด้วยใจรักนี้สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ค้า หรือนักขายมือใหม่ที่ต้องมี

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการพูด
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการพูดเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอสำหรับการขายสินค้า การขายสินค้าด้วยการใช้คำพูดเป็นอาวุธถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่จะช่วยให้คุณเปิดการขายได้ คำพูดที่ใช้ก็ต้องเป็นคำที่สุภาพ ลูกค้าร้อยทั้งร้อยต้องชอบการพูดจาที่สุภาพไพเราะเสมอ

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการฟัง
    เทคนิคการขายสินค้านอกจากการพูดจะสำคัญแล้วการฟังก็สำคัญ เพราะการฟังเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่หลายๆ คนมองข้ามไปว่าไม่มีความสำคัญต่อ เทคนิคการขายสินค้า แต่การฟังถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ดีเพราะจะทำให้นักขายทราบถึงความต้องการของลูกค้า หรือจุดบกพร่องเกี่ยวกับสินค้าที่นักขายไม่เห็น ทำให้สามารถนำมาปรับแก้ได้

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการนำเสนอ
    เทคนิคการขายสินค้าที่ดีต้องนำเสนอขายสินค้าให้เป็น เพราะสินค้าไม่ใช่ว่าตั้งอยู่เฉยๆ แล้วจะขายได้ต้องใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการนำเสนอที่น่าสนใจ ประกอบกับ เทคนิคการขายสินค้าด้วยการพูดที่มีชั้นเชิง น่าฟัง ทำให้การขายสินค้าเป็นไปอย่างรารื่นและนำมาซึ่งยอดขาย

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำ
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำ นักขายที่ดีควรแนะนำลูกค้า ในเชิงให้คำปรึกษาเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน ไม่ใช่เชิงเป็นการยัดเยียดให้ซื้อ เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดและเหมือนถูกบังคับ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการแนะนำจะทำให้คุณได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามาก และยิ่งคุณแนะนำสินค้าที่ตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ยอดขายไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการทดลองสินค้า
    เทคนิคการขายสินค้าด้วยการให้ลูกค้าทดลองสินค้าถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ให้ผลตอบรับดีจากลูกค้า เพราะการให้ทดลองสินค้าทำให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้ามากขึ้น เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการให้ทดลองสินค้าสามารถสร้างยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการถาม
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยซักถามความต้องการของลูกค้า ต้องยกให้ลูกค้าเป็นคนสำคัญ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการถามควรใช้คำถามที่มีไหวพริบ เป็นคำถามปิดให้ลูกค้าตอบอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อนักขายจะได้ขายสินค้าตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการตอบ
    เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการตอบก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงอยู่ไม่น้อย เพราะการตอบลูกค้าควรตอบอย่างตรงประเด็น พร้อมเสนอสินค้าสอดแทรกไปกับคำตอบได้ด้วย เพราะทุกช่องทางการสื่อสารระหว่างคนขายกับลูกค้าควรแทรก เทคนิคการขายสินค้า เข้าไปในการสื่อสารให้มากที่สุด เพื่อการตอบลูกค้าอันเป็น เทคนิคการขายสินค้า จะได้ทำให้นักขายเข้าถึงการขายสินค้ากับลูกค้าได้ง่ายขึ้น

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการเปิดการขาย
    จุดประสงค์หลักในการขายสินค้า ก็เพื่อขายสินค้าให้ได้ การเปิดการขายจึงเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่ต้องคำนึงถึง โดยนักขายจะต้องดึงจุดเด่นของสินค้ามาเป็นตัวชูโรงในการเปิดการขาย แนะนำจุดเด่นของสินค้าให้มากที่สุด ด้วย เทคนิคการขายสินค้า ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการปิดการขาย
    เมื่อมีการเปิดการขายก็ต้องมีการปิดการขาย จึงจะเรียกว่าการขายที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคการขายสินค้า การปิดการขาย ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการตัดสินในการซื้อสินค้า นักขายควรเลือกใช้คำถามเป็นคำถามปลายปิด เช่น จะรับสินค้าคุณภาพชิ้นนี้เลยมั้ย แต่สำหรับ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการปิดการขายไม่ใช่การยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อสินค้า เพราะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

    ควรใช้ เทคนิคการขายสินค้า ด้วยการบริการหลังการขาย
    ใครๆ ก็ชอบการบริการที่ดี แม้กระทั่งตัวนักขายเองก็ชอบ เพราะการบริการลูกค้าถือเป็น เทคนิคการขายสินค้า ที่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ทุกรายละเอียดของลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ การดูแลลูกค้าด้วย เทคนิคการขายสินค้า การบริการหลังการขายช่วยส่งผลต่อการซื้อที่เร็วขึ้น

    เทคนิคการขายสินค้า เป็นสิ่งที่คู่กันกับนักขายไปแล้ว ซึ่งนักขายมืออาชีพจะมี เทคนิคการขายสินค้า ที่มีชั้นเชิงและยอดขายที่ทะลุเป้า แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักขาย จึงจะทำให้ เทคนิคการขายสินค้า เป็นที่ยอมรับของลูกค้าได้

  • ขั้นตอนในการวางแผนทำธุรกิจ

    ในการดำเนินธุรกิจ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ การวางแผน เพราะธุรกิจที่มีการ’วางแผนที่ดี มีประสิทธิภาพ ย่อมจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และแน่นอนว่าแม้จะเป็นธุรกิจขนาดย่อม หรือขนาดใหญ่ หากขาดการวางแผนที่ดีแล้ว งานย่อมยากที่จะประสบผลสำเร็จไต้ ธุรกิจหลายอย่างที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนมากมักมีสาเหตุมาจากการไม่ได้วางแผนที่ดีไว้ก่อนเสมอ สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนธุรกิจนั้นมีหลากหลาย โดยคุณอาจลองตั้งรายการคำถาม ทั้งนี้เพื่อหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าคุณสามารถตอบคำถามต่าง ๆ เหล่านั้นได้ดีเพียงไร อาทิ

    1. จะเริ่มธุรกิจประเภทใด?
    2. ธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจอย่างไร?
    3. การขายปลีกจะขายอะไร?
    4. การผลิต เราจะผลิตอะไร?
    5. การบริการ เราจะใช้สินค้า บริการลูกค้าอย่างไร?

    คำตอบโดยรวม ก่อนอื่นหากจะเริ่มก่อตั้งธุรกิจขึ้นมานั้น นักธุรกิจขนาดย่อมต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ความรู้ความสามารถสำหรับธุรกิจนั้นก่อนว่า ธุรกิจประเภทใดที่เหมาะสมกับตนเองก่อน สินค้าที่จะขายหรือผลิตนั้นที่จะต้องตรงตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของนักธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งถ้าเลือกสินค้าไม่ตรงตามความรู้ และความถนัดแล้ว อาจเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังไต้

    ในสภาพแวดล้อมของ เศรษฐกิจปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการเริ่มต้นธุรกิจเป็นอย่างมาก นักธุรกิจขนาดย่อมต้องพิจารณาว่า ธุรกิจประเภทที่จะจัดตั้งขึ้นมานั้น เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างไรบ้าง เช่น ในระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นหนักทางด้านการเกษตร ประเภทของธุรกิจจำพวกอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภ้ณฑ์ทางการเกษตรมีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะโรงงานผลิตอาหาร สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อที่จะวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจให้แคบ และลงลึกในรายละเอียดของธุรกิจนั้นเอง

    การตัดสินใจที่จะเริ่มทำธุรกิจ ก่อนอื่นนั้นจะต้องสำรวจตัวเองก่อน ว่าจะทำธุรกิจอะไร โดยมีสาเหตุที่มา หลายแนวทางด้วยกัน ได้แก่

    1. ทำเป็นงานอดิเรก
    2. ทำเพราะเป็นธุรกิจเดิมของครอบครัว
    3. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน
    4. ทำเป็นธุรกิจที่เลียนแบบผู้อื่น
    5. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ตามกระแสนิยม
    6. ทำเพราะเป็นธุรกิจที่ซื้อลิขสิทธิ์จากธุรกิจเดิมที่มีชื่อเสียง
    7. ทำเพื่อเป็นธุรกิจเสริมจากอาชีพหลัก

    ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจาก “การทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ”

    มารู้จักความหมายของแผนธุรกิจกันดีกว่า แผนธุรกิจ หมายถึงแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ ที่แสดงถึงกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะจัดทำในรูปโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ของธรกิจ โดยผู้ประกอบการก็คือ

    1. จะทำอะไร (What)
    2. ทำไมจึงต้องทำ (Why)
    3. ใครเปีนผู้ทำ (Who)
    4. จะทำอย่างไร (How)
    5. จะทำที่ไหน (Where)
    6. จะทำเมื่อใด (When)

    ซึ่งแนวทางในการจัดสรรทรัพยากร หรือปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้แก่เงินทุน กำลังคน วัตถุดิบ เครื่องมืออุปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระยะเวลาของแผนอาจกำหนดเปีนแผนระยะสั้นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ระยะปานกลาง ระยะเวลาประมาณ 1-3 ปี และระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

  • คุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

    คุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
     

    ผมจะขอแนะนำคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จว่าต้องมีอะไรบ้าง ถ้าท่านคือนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ต้องกำลังสร้างธุรกิจอยู่ หรือนีักธุรกิจหน้าเก่าที่ต้องการปรับปรุงตนเองเพิ่มเติม ท่านต้องไม่พลาดบทความนี้ครับ

    ความอ่อนน้อมสำคัญตรงไหน

    ความอ่อนน้อมถ่อมตนถือว่ามีความสำคัญในวงการธุรกิจ แม้ว่าในวงการธุรกิจจะเต็มไปด้วยการแข่งขันกันก็ตาม แต่อย่าลืมว่าในสังคมไทยนั้น คนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ย่อมจะเป็นคนที่เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป ดังนั้นเราควรรู้ว่าเมื่อไรควรที่จะอ่อนน้อม และเมื่อไรควรที่จะแข็ง แต่แข็งในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การแข็งกระด้าง และคำว่าอ่อนน้อมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโอนอ่อนผ่อนตามในทุกเรื่อง แต่ความอ่อนน้อมหมายถึง การพูดจาให้เกียรติคนอื่น ไม่ดูถูกหรือ ว่าพูดจาไม่ดี การแข็งในที่นี้ก็หมายถึงการเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ไหวเอนในสิงที่เป็นผลเสียง่ายๆ

    อย่างไรก็ดี หากบุคคลใดมีความอ่อนน้อมอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ย่อมจะเป็นที่รักของคนทั่วไป และไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้รับความช่วย เหลือเกื้อกูลอยู่เสมอ

    ความเป็นผู้นำ

    คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูง เพราะว่าคนที่มีความเป็นผู้นำสูง มักจะได้รับความเชื่อถือ และความไว้วางใจจากผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีบุคลิกของคนที่จะประสบความสำเร็จสูงด้วย คนที่มีความเป็นผู้นำมีบุคลิกดังต่อไปนี้

    1.เชื่อมั่นในตัวเอง
    2.รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
    3.เป็นคนมีเหตุผล
    4.มีความรับผิดชอบ
    5.เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น

    บุคลิกและลักษณะที่กล่าวมานี้เป็นบุคลิกคร่าวๆ ของคนที่เป็นผู้นำที่ดี ซึ่งคนที่เป็นผู้นำจะต้องมีลักษณะเช่นนี้ จึงจะได้รับความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป

    ความคิดสรัางสรรค์สำคัญแค่ไหน

    ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง งานคิลปะเพียวๆ เท่านั้น แต่หมายถึงศาสตร์และคิลป์ในการทำงาน และการดำเนินชีวิตต่างๆ รวมไปถึงคิลปะในการดำเนินธุรกิจด้วย

    ความคิดสร้างสรรค์เป็นคำพูดที่กว้าง และสามารถมีได้ทุกคน หากว่าใช้บ่อยๆ ก็จะมีหัวทางด้านความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ถ้าถามว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญแค่ไหน ขอบอกว่ามีมาก เพราะว่าคนเราจะนำหน้าคนอื่นแค่ไหนก็ตรงความคิดสร้างสรรค์เนี่ยแหละ ยกตัวอย่างเช่น ความคิดสร้างสรรค์ในการแต่งร้านให้สวยงาม หรือความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนนำไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะความคิดสร้างสรรค์นี่แหละเป็นตัว สร้างความแตกต่างของคนเรา

    บุคลิกภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ

    คงเคยได้ยินคำว่า “สง่าราศี” กัน ซึ่งอาจจะมีคนเคยพูดให้ฟังผ่านหูว่า “คนนี้สง่าราศีดี” สง่าราศีดูกันที่ไหนหล่ะ ก็ดูกันที่บุคลิก และการแต่งกายน่ะสิ

    คงเคยเห็นบางคนที่หน้าตาสวยหน้าตาหล่อ แต่เดินหลังค่อม บุคลิกภาพแย่ ภาพเหล่านี้ก็ทำให้เราดูหมดความน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าดู ในการประสบความสำเร็จ ภาพพจน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเรามีบุคลิกภาพดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งดูน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่นมากเท่านั้น และยิ่งในด้านการทำธุรกิจแล้วละก็ บุคลิกสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะคงจะไม่มีใครอยากจะท่างานกับคนที่ดูไม่น่าเชื่อถือหรอก จริงไหม

    ความจริงแล้ว บุคลิกนั้น บางส่วนก็สะท้อนออกมาจากความรู้สึกนึกคิดข้างใน ซึ่งหากว่าเรามีความมั่นใจในตัวเอง บุคลิกภาพของเราก็จะเป็นลักษณะที่เดินไหล่ตั้งหลังตรง กล้าสบตาคนที่เรากำลังพูดด้วย แต่หากเราเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไหล่ของเราก็จะงองุ้ม เดินก้มหน้าก้มตาไม่น่ามอง

    ดังนั้น เราจึงควรฝึกให้ตนเองมีบุคลิกภาพที่ดีทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งจะท่าให้เราดูน่าเชื่อถือขื้นเยอะเลย

    การแต่งกายก็มีผลต่อความสำเร็จ

    แม้ว่าเราอยากจะปฏิเสธเท่าไหร่ แต่การแต่งกายก็มีผลต่อความเชื่อถือ เพราะคงไม่มีใครอยากจะเจรจาธุรกิจกับคนที่ใส่เสือยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์ขาดๆ กันหรอก เพราะนอกจากจะไม่ถูกกาลเทศะแล้ว ยังดูไม่น่าเชื่อถืออีกต่างหาก ลงทุนใส่เสื้อผ้าดีๆ ไปคุยเรื่องงานคงไม่เสียหายเท่าไหร่หรอก

    ความสะอาดของเสื้อผ้าและร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะไม่ว่าใครก็อยากที่จะคุยกับคนที่สะอาด เพราะนั่นแปลว่าเขาเป็นคนใส่ใจในตัวเอง เพราะรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่คนเราจะใส่ใจ ซึ่งหากว่าเราดูเป็นคนไมใส่ใจตัวเองแล้ว เรื่องธุรกิจหรือว่าสิ่งอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นผลเท่าไหร่ ยิ่งเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารการกินแล้ว การแต่งกายให้สะอาดเป็นเรื่องสำคัญเลยทีเดียว เพราะนั่นหมายถึงความสะอาดของอาหารที่เราทำด้วย

    ความมีเอกลักษณ์ให้คนจำได้

    เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ หรือสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของเราเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคม หรือว่าในเรื่องของธุรกิจ เพราะหากว่าเรามีเอกลักษณ์ประจำตัว และโดดเด่น เราก็จะเป็นที่จดจำ และน่าสนใจ

    ไม่แปลกเลยที่เราจะจำคนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น อย่างเช่น คนนี้ผมยาวมากจนเราจำได้ว่าเขาชื่ออะไร แต่กับบางคนที่ไม่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเรากลับจำไม่ได้ ดังนั้นเอกลักษณ์จึงสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาจำเราได้หรือไม่ และยิ่งเป็นเรื่องของการทำงาน หรือธุรกิจยิ่งสำคัญ เขาถึงมีคำกล่าวที่ว่า คนสวยคนหล่อ มักจะได้เปรียบในการทำงาน เพราะเขาจะเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจเมื่อแรกเจอ ดังนั้นแม้ว่าเราจะไม่สวยไม่หล่อ แต่เราก็สามารถที่จะสร้างเอกลักษณ์ได้ โดยเราอาจจะมีบุคลิกดูดี หรืออาจจะเสียงเพราะ ยิ้มสวย หรืออะไรก็ตามที่เป็นจุดเด่นของเรา พยายามที่จะดึงออกมาให้เห็นชัด เพื่อจะได้กลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเรา

  • มารู้จักกับการบริหารงานแบบ Top Down ของจีน

    มีผู้อ่านท่านใดทำงานที่บริษัทของญี่ปุ่นบ้างครับ ทราบหรือไม่ครับว่าบริษัทญี่ปุ่นบริหารงานในรูปแบบใด บริษัทญี่ปุ่นนั้นก็จะมืการบริหารจากล่างขึ้นบนแบบ BOTTOM UP ซึ่งในการพัฒนากันในรูปแบบนี้จะจับจุดจากพนักงานที่อยู่ในระดับล่างสุด แล้วจึงค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาในระดับบริหาร เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนากันในจุดเล็กเพื่อที่จะไล่ไปหาจุดใหญ่

    แต่ผลเสียของการพัฒนางานในรูปแบบ BOTTOM UP นี้ (ผู้อ่านที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอย่าพึ่งว่าผมนะครับ) มันจะอยู่ที่ตรงว่าพวกที่อยู่ในระดับล่างสุด เขาจะไม่มืดัวอย่างที่ดีในการที่จะกระทำตาม พนักงานในระดับล่างสุดไม่อาจที่จะพัฒนากันให้เป็นไปได้ตามเจตจำนง บางครั้งยิ่งพัฒนาให้ก้าวไปข้างหน้า ก็จะยิ่งเกิดเป็นความไม่ร่วมสนับสนุนกันไปใหญ่ คือ ยิ่งกระทำก็จะยิ่งยํ่าแย่ลง และต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนากันค่อนข้างใช้เวลานาน เนื่องจากพนักงานที่อยู่ระดับล่างสุด พวกเขาจะทำงานโดยการใช้แรงงานกันเป็นหลักเท่านั้น อย่างเช่น ฝ่ายผลิต ที่มีหน้าที่ผลิตอย่างเดียว พวกเขาจะไม่มีหลักการแนวทางแห่งความคิดอันใดเลยแทบทั้งสิ้น มันอาจจะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือดีไม่ดีจะกลายเป็นการต่อต้านกันขึ้นมาซะด้วยช้ำไป ประมาณว่า เค้าอยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะให้เค้ากระเถิบขึ้นไปไหน

    เพราะฉะนั้นการทำเช่นนั้นก็สามารถสื่อความได้ว่ามันเป็นการแก้ไขกันอย่างไม่ถูกจุด หรือไม่ได้ใช้หลักใช้คนให้ถูกกับงาน โดยเฉพาะทางด้านของความเชื่อถือ ซึ่งเมื่อหากว่าได้มีการพัฒนากันไปแล้ว ผู้บริหารงานที่อยู่ในระดับสูงนั้นแน่ใจกันแล้วหรือว่าจะให้ความเชื่อถือพนักงานทีอยู่ในระดับล่างสุด จะยินยอมรับความคิดเห็นของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? พวกเขาจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริหารงานกันคนละกี่เปอร์เซ็นต์

    มาว่ากันถึงฝั่งของจีนบ้าง ชาวจีนจะมีการบริหารงานกันกันในแบบที่ว่าพัฒนาจากล่าง TOP DOWN โดยมีผู้บริหารงานทีอยู่ในระดับสูงคอยควบคุมการพัฒนาของเหล่าพนักงาน รวมทั้งผู้บริหารงานทีอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดียวกัน คือจะมีการพัฒนากันที่ในระดับสูงสุดก่อน เพื่อที่จะได้ให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกน้อง ทำให้เกิดเป็นความเชื่อถือกันเองขึ้นมาให้ได้เสียก่อน พอทำได้สำเร็จแล้ว ก็ค่อยๆ สร้างการพัฒนาให้กับพนักงานในระดับสูง แล้วจึงค่อยสร้างการพัฒนาลงมาจนถึงพนักงานในระดับกลาง และระดับล่าง สุดลดไหล่ลงมาตามลำดับ

    เมื่อเทียบการบริหารกันแล้ว ของทางจีนอาจจะง่ายกว่าของทางญี่ปุ่นนะครับ และมันก็ยังช่วยประหยัดเวลาในการที่จะเรียนรู้กันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย และการพัฒนาความเชื่อถือในตัวของแต่ละบุคคล ผู้บริหารงานในระดับสูง เมื่อท่านได้เป็นต้นแบบแล้วก็ขอให้นำความสามารถในการพัฒนาพนักงานที่อยู่ในทุกระดับชั้นให้ได้มีความเจริญไปในทางที่ดีคล้อยตามกันไป ดั่งเป็นเงาที่คอยติดตามตัวไปตลอดทุกระยะเวลา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ให้ความเสมอภาคกับทุกคน โดยเฉพาะการพัฒนาในความเชื่อถือและความเชื่อมั่นที่พวกเขามีให้กับผู้บริหารงานในระดับสูงนั้น มันจะเป็นการสร้างรอยติดตราตรึง จนกลายเป็นอุปนิสัยแห่งความเชื่อมั่นที่ดีมากยิ่งขึ้น และพวกเขาเหล่านั้นจะเข้าใจในการทำงานได้กันเป็นอย่างดีได้อีกต่อไปในอนาคตภายภาคหน้าครับ

  • ข้อดีที่สุดของการเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว อย่างที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

    ตั้งแต่เรานั้นมีอินเทอร์เน็ตใช้กันตลอดมานี้ โฉมหน้าของวงการธุรกิจในบ้านของเรานั้นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะใครที่ทำธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว ในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ง่าย และสามารถทำรายได้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากคุณคือหนึ่งในคนที่ต้องการ หรือปรารถนาในการเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคุณอย่างแน่นอน มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

    ธุรกิจเจ้าของคนเดียวคืออะไร

    คำถามแรกเลยคือ ธุรกิจเจ้าของคนเดียว คือธุรกิจแบบใด หากว่ากันแบบภาษาชาวบ้าน หรืออย่างง่ายๆ แล้ว ธุรกิจนี้คือธุรกิจอะไรก็ได้ที่ใช้คนเพียงแค่หนึ่งคน หรือเพียงคนเดียวเท่านั้นก็สามารถก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาได้แล้ว ถือเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะหลายๆงาน ถือเป็นแบบเจ้าของคนเดียวกันทั้งสิ้น อีกทั้งธุรกิจเจ้าของคนเดียวแบบใหม่ในปัจจุบัน ยังสามารถทำรายได้ได้อย่างมหาศาลมากเสียด้วย

    ตัวอย่างของธุรกิจเจ้าของคนเดียว

    ด้านล่างต่อไปนี้ ผู้เขียนได้ลองรวบรวม ธุรกิจเจ้าของคนเดียว แบบใหม่ ที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน และไม่แน่ว่าถ้าคุณได้อ่านบทความนี้จบแล้ว ตัวคุณอาจเป็นหนึ่งในผู้เลือกธุรกิจเจ้าของคนเดียวเหล่านี้ขึ้นมาทำด้วยตนเองก็เป็นได้ครับ

    1.ธุรกิจขายสินค้าอาหาร

    เดี๋ยวนี้การทำอาหารขายนั้น ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูป เช่นซูชิ หรืออื่นๆ แบบนี้สามารถที่จะทำขายได้อย่างไม่ยากนัก และใช้คนเพียงแค่หนึ่ง หรือสองคนก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อีกทั้งยังมีรายได้ที่ดีอย่างน่าตกใจอีกด้วย

    2.ธุรกิจรับเขียนบทความ

    งานเขียนบทความดูเหมือนจะเป็นงานที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และดูเหมือนว่าใครหลายๆคนนั้นต่างต้องการที่จะกระโดดเข้ามาในงานเขียนบทความ เพราะการเริ่มต้นที่ง่าย อีกทั้งยังสามารถทำเงินได้อย่างรวดเร็ว จึงถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจเจ้าของคนเดียว ที่น่าจับตามอง

    3.ธุรกิจแคชชิ่งเกมส์

    ชื่ออาจจะฟังดูแล้วแปลกใหม่และอาจสร้างความสับสนให้สำหรับมือใหม่ว่า นี่คือธุรกิจอะไร และมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งผู้เขียนขออธิบายว่านี่คือธุรกิจของการเล่นเกมส์โชว์นั่นเอง ไม่มีอะไรที่มีความซับซ้อน เป็นเรื่องของการเล่นเกมส์ และนำมาโชว์เพียงเท่านั้น ซึ่งผมบอกเลยครับว่าอย่าได้ดูเบา เพราะคนไทยสามารถหารายได้จากธุรกิจนี้ได้รับล้านบาทต่อเดือนเลยนะครับ

    นอกเหนือจากตัวอย่างที่ผู้เขียนนั้นหยิบยกขึ้นมาให้พิจารณานี้ ยังมีธุรกิจเจ้าของคนเดียว อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากคุณนั้นสนใจหรือว่ามีความอยากรู้ว่าธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวนี้มีธุรกิจอะไรบ้าง และเราสามารถลงมือทำในธุรกิจใดได้ ก็ลองศึกษาจากเว็บไซต์อย่าง fiverr.com ดูเพื่อเป็นแนวทางประกอบดูก็ได้นะครับ

    ขั้นตอนการเริ่มต้นทำธุรกิจเจ้าของคนเดียว

    หลายๆคนอาจจะเกิดแรงบันดาลใจว่า ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ก็สามารถสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราจะเริ่มต้นในการทำธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบของคำถามนี้ง่ายมากๆครับ และมันคือสิ่งเหล่านี้ หากคุณต้องการเริ่มต้นในธุรกิจนี้อย่างแท้จริงแล้ว จงสำรวจตนเองในด้านต่อไปนี้

    1.ความคิด หรือความเก่งในตนเองเรื่องใด

    สิ่งแรกที่คุณนั้นจะต้องเริ่มต้นในการตรวจสอบก่อนเลยคือ การตรวจสอบว่าตัวเรานั้นมีความเก่งหรือมีความชำนาญในเรื่องใดด้านใดเป็นพิเศษ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสมือน จุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้คุณนั้นสามารถที่จะต่อยอดกลายมาเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริงในการทำงานธุรกิจเจ้าของคนเดียวได้

    2.ทุนเริ่มต้น

    แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีทุนไว้บ้าง บางทีมันอาจใช้เงินเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาท แต่นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้หลายๆคนนั้นรู้จัก และทำให้สามารถเริ่มต้นในการสร้างสรรค์ธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น อีกทั้งหากเกิดกรณีลูกค้าลดลง หรือว่าสายป่านขาด คุณสามารถใช้ทุนสำรองที่มีในการเติมเต็มโอกาสการทำงานของคุณเพิ่มขึ้นได้อีก

    3.การสร้าง Portfolio

    จงเน้นเรื่องของการสร้าง Portfolio เป็นสำคัญ เพราะว่าการสร้าง Portfolio นั้น ถือเป็นเสมือนประตูสู่ความสำเร็จ ถือเป็นแนวทางอย่างง่ายๆสำหรับใครหลายๆคนที่ต้องใช้เพื่อเป็นฐานในการทำให้ลูกค้านั้นมองเห็นสินค้าหรือบริการ หรือผลิตภัณฑ์ของเราด้วย

    4.แนวทางในการมัดใจลูกค้าของคุณ

    สุดท้ายคือ กลยุทธ์ที่จะเติมเต็มความมั่นใจ ให้กับลูกค้าของเรานั้นคืออะไร จำไว้เลยว่าหากเราเตรียมการมาดี และมีแนวทางในการมัดใจของลูกค้าไว้ให้อยู่กับเราแล้ว โอกาสที่ธุรกิจของเราจะไม่ทำเงินหรือว่าทำเงินได้น้อยนั้นอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยนะครับ

    5.จงขยายฐาน

    สุดท้ายแล้ว หัวใจที่สำคัญที่สุดคือ การขยายฐานของลูกค้าของคุณให้เติบโตมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งขยายฐานออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเจ้าของคนเดียวเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นหากคุณกำลังมองหาหนทางในการทำธุรกิจแล้ว บางทีความสำเร็จแบบปัจเจกชน หรือความสำเร็จในรูปแบบของเจ้าของกิจการคนเดียวก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง หรือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพิจารณาของคุณได้ครับ ลองเริ่มต้นดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าธุรกิจเจ้าของคนเดียว ก็สามารถสร้างความสำเร็จได้เช่นกัน

error: Content is protected !!