Category: บทความธุรกิจ

  • 8 สินค้าไทยส่งออกทำกำไรในต่างประเทศ

    การทำธุรกิจส่งออกของไทยมียอดการส่งออกที่สูงเพราะต่างชาติต่างรับรู้ว่าสินค้าของไทยมีคุณภาพดี มีราคาถูก ซึ่งนับได้ว่าการธุรกิจการส่งออกยังสามารถทำกำไรในต่างประเทศได้ดี หากเรากำลังมองหาสินค้าเพื่อจะทำธุรกิจส่งออกมาลองดูว่าสินค้าใดที่จะสร้างกำไร และเติบโตเร็ว ที่น่าจะทำกำไรในต่างประเทศในปีouhได้บ้าง

    1.ข้าวหอมมะลิไทย

    ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม ข้าวหอมมะลิจึงเป็นสินค้าส่งออกได้ดีที่สุด ในปัจจุบันชาวต่างชาตินิยมบริโภคข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิของไทย และไทยเรายังคงเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 มาตลอด จึงขึ้นชื่อเรื่องข้าวคุณภาพดี สร้างชื่อเสียงโด่งดังไกลไปทั่วโลก หากเราจะทำธุรกิจส่งออกประเภทข้าวหอมมะลิ จะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยเพื่อการส่งออกตามกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานข้าวให้ได้คุณภาพและได้ราคา

    2.พืชผักต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

    ผลผลิตทางการเกษตรนอกจากข้าว เห็นจะเป็นพืชผักต่างๆ ของไทยที่มีมากมายหลายชนิด เป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกที่น่าทำกำไรได้ดีเนื่องจากต้นทุนต่ำ ทั้งพืชผักพื้นบ้านของไทย หรือจะเป็นผัก organic ผักปลอดสารพิษสู่ครัวโลก โดยขอให้สำรวจความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศและดูทิศทางของการทำสินค้าธุรกิจส่งออก หาวิธีและพัฒนาพืชผักต่างๆ ให้ง่ายต่อจัดเก็บ และการส่งออก จะทำเป็นผักแช่แข็ง หรือแปรรูปอื่นๆ ได้ เพราะสินค้าง่ายๆ ในบ้านเรา หากสร้างความแตกต่างก็สร้างรายได้ เป็นกำไรให้ผู้ค้าอย่างแน่นอน

    3.ผลไม้ไทยตามฤดูกาล

    ขึ้นชื่อว่าผลไม้ไทยย่อมเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนต่างชาติ เพราะผลไม้ไทยมีรสชาติถูกปาก ราคาดี มีหลากหลายชนิดให้ลูกค้าได้เลือกบริโภค หากเราสามารถนำผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ ของไทยทำเป็นสินค้าเพื่อส่งออกนอกจากจะส่งออกในรูปแบบผลไม้สดแล้ว เราต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวสินค้าด้วยการแปรรูปเพื่อให้สะดวกในการจัดส่งและสามารถเก็บได้นาน เช่น การดอง การแช่อิ่ม การอบแห้ง หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและกว้างขึ้นอีกด้วย

    4.อาหารไทยสู่โต๊ะอาหารต่างชาติ

    อาหารไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในแถบประเทศเพื่อนบ้าน และทางยุโรป ดูได้จากอัตราการเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยที่ขยายสาขามากขึ้น หากเราสามารถนำอาหารไทยมาจัดให้เป็นสินค้าธุรกิจส่งออก โดยการจัดทำให้เป็นอาหารไทยสำเร็จรูปตามเมนูยอดนิยมต่างๆ เพื่อให้คนต่างชาติสามารถเลือกบริโภคได้โดยง่าย หรือจัดทำเป็นเครื่องปรุงสำเร็จรูปให้ทำเองได้โดยไม่ต้องพึ่งครัวไทยก็อร่อยไปไกลถึงต่างแดนได้

    5.ผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล

    ประเทศไทยมีแหล่งอาหารทะเลที่เพียบพร้อม ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอยู่แล้ว ด้วยความที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องการส่งออก เพราะมีทางออกทางทะเลทั้ง 2 ด้าน ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ทำให้สะดวกในการขนส่งและเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นดีเพื่อการส่งออก หากจะสร้างความแตกต่างแล้วต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล โดยทำเป็นอาหารทะเลตากแห้ง อบแห้ง หรือปรุงรส คือต้องมีการแปรรูปให้สามารถจัดเก็บได้นาน ง่ายต่อการนำไปบริโภค

    6.งานฝีมือ

    การใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างงานฝีมือสามารถผลิตงานได้เอง มาเปลี่ยนจากงานเล็กๆ รายได้น้อยๆ ให้เป็นธุรกิจสินค้าส่งออกที่สร้างกำไรให้ได้อย่างงาม และงานฝีมือนั้นๆ จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพงานดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถนำไปใช้งานได้จริง ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งโดยปกติสินค้าประเภทนี้ไม่ได้ซื้อขายกันเป็นประจำ การจะทำให้เป็นสินค้าธุรกิจส่งออก ต้องทำการหากลุ่มลูกค้าและขยายตลาดให้มากยิ่งขึ้น ก็จะส่งออกสินค้าได้มากเช่นกัน

    7.งานหัตถกรรมไทย

    งานหัตถกรรมไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากภูมิปัญญาคนไทยและเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือ เช่น งานจักสาน งานหวาย เครื่องประดับ งานประดิษฐ์ เครื่องปั้นดินเผา งานสิ่งทอ เป็นต้น จากที่มีการพัฒนาเป็นงานหัตถกรรมอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการผลิต นั่นแสดงว่าคู่แข่งจะน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย สินค้าประเภทงานหัตถกรรมไทยจึงเป็นสินค้าธุรกิจส่งออก ที่มีมูลค่าสูง ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของไทย สามารถทำรายได้ สร้างกำไรได้ดี

    8.ผ้าไหมไทย

    สินค้าที่ผลิตจากผ้าไหมไทยเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมไทย ที่เป็นสินค้าธุรกิจส่งออกที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดเกือบจะทั่วโลกก็ว่าได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมไทยได้เข้าสู่ตลาดแฟชั่นระดับโลก ด้วยความที่ผ้าไหมไทยมีความประณีตสวยงาม คุณภาพดี มีเอกลักษณ์ จึงได้รับความนิยม ดังนั้นเราสามารถต่อยอดงานผ้าไหม ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายตลาดการส่งออก

    การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความเสี่ยง และการทำธุรกิจส่งออกก็เช่นกัน ต้องมีเงินทุน สายป่านต้องยาว ยิ่งปัจจุบันการแข่งขันสูงจนทำให้มือใหม่ไม่กล้าลงตลาด ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมแข่งขัน ดังนั้นการทำธุรกิจต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา ต่อยอดจากสินค้ายอดนิยม สร้างความแตกต่าง มีเอกลักษณ์ หรือจะคิดให้ต่าง คิดใหม่ ทำใหม่ พัฒนางานอยู่เสมอ หาข้อมูลประกอบการบริหารธุรกิจส่งออกเพิ่มเติม หากเราสามารถจับจุดสำคัญได้ย่อมเกิดกำไรแน่นอน

  • 9 เทคนิคการเจรจาต่อรองที่นักธุรกิจต้องมี

    เทคนิคการเจรจาต่อรองของนักธุรกิจ
     

    เมื่อพูดถึงการเจรจาต่อรองแล้ว ก็ต้องนึกถึงแวดวงธุรกิจ ซึ่งในแวดวงธุรกิจโดยเฉพาะในเรื่องการค้าขาย การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่สำคัญ และนักธุรกิจก็คำนึงถึงการเจรจาต่อรองอย่างมากด้วย ซึ่งการเจรจาให้ทุกอย่างราบรื่นก็ต้องมีเทคนิคการเจรจาต่อรอง ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ การพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาในแวดวงของธุรกิจ เมื่อมีการเจรจาซื้อขายก็ต้องมีการเจรจาต่อรองราคา ซึ่งนักธุรกิจแต่ละคนก็จะใช้ไม้เด็ดต่างๆ ด้วยวิธีสารพันมากมาย แต่ในบทความนี้จะขอนำเสนอเทคนิคการเจรจาต่อรองที่เป็นกลยุทธ์แบบมืออาชีพ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

    มีการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ

    การเตรียมตัวให้พร้อมเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ขั้นพื้นฐานที่นักธุรกิจมืออาชีพควรมี ความพร้อมในที่นี้คือ ความพร้อมในด้านการพูด การเจรจาต่อรองต้องใช้คำพูดประกอบกับข้อมูลความรู้เป็นสำคัญ นักธุรกิจควรมี เทคนิคการเจรจาต่อรอง ด้วยการเตรียมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเจรจาต่อรอง ควรฝึกฝนการพูดให้คล่องแคล่ว มีไหวพริบในการตอบคำถามกับอีกฝ่าย

    มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

    การอ่อนน้อมถ่อมตนก็ถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่สำคัญและนักธุรกิจจะขาด เทคนิคการเจรจาต่อรอง ข้อนี้ไปไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ชอบพูดจากับคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งการอ่อนน้อมถ่อมตนสามารถช่วยให้การเจรจาไปเป็นอย่างราบรื่น นักธุรกิจต้องวางตัวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวด พูดจาข่ม ไม่ถือตนหรือทำตัวเหนือกว่าคู่เจรจา เพราะจะทำให้คุณเป็นเพียงแค่นักธุรกิจคนหนึ่ง ไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ

    มีความน่าเชื่อถือ

    ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจมืออาชีพต้องมีความน่าเชื่อถือ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ นักธุรกิจต้องพยายามสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการมีชั้นเชิงในการพูดเจรจา ด้วย เทคนิคการเจรจาต่อรอง ความน่าเชื่อถือเสริมสร้างให้นักธุรกิจสามารถก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือในที่นี้หมายถึง ความน่าเชื่อถือในคำพูด การเจรจาต่อรองใช้คำพูดเป็นสื่อ ดังนั้นคุณควรสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดมากที่สุด ไม่ใช่การพูดถึงอะไรลอยๆ ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

    มีการวางแผนที่ดี

    การวางแผนล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวเรื่องบุคลิกภาพที่ดี การเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจาต่อรอง ต้องเตรียมข้อมูลที่มีแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การวางแผนที่ดีและวางแผนล่วงหน้าถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่มีชั้นเชิงและเหนือกว่าคู่เจรจา

    มีไหวพริบ

    เทคนิคการเจรจาต่อรอง อีกข้อหนึ่งคือนักธุรกิจต้องมีไหวพริบในการเจรจาต่อรองอยู่เสมอ ควรซักถามคู่เจรจาเพื่อให้ได้รับข้อมูลกลับมามากๆ ทำให้นักธุรกิจทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งของคู่เจรจา เทคนิคการเจรจาต่อรอง ด้วยการมีไหวพริบต้องสั่งสมประสบการณ์ในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ทุกการเจรจาต่อรองเป็นไปอย่างราบรื่น ไหวพริบสามารถมาใช้กับการเจรจาต่อรองได้เป็นอย่างดี เพราะการมีไหวพริบตอบคำถามตรงประเด็น จับจุดในการเจรจาได้อย่างเฉียบขาด ทำให้นักธุรกิจทราบถึงความต้องการของคู่เจรจาได้ การเจรจาต่อรองอย่างมีไหวพริบถือเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่นักธุรกิจทุกคนควรมี

    มีความกล้า

    ความกล้า เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่นักธุรกิจหลายคนเลือกใช้เป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง เฉพาะตัว ความกล้าคือกล้าได้กล้าเสีย นักธุรกิจต้องกล้าที่จะปฏิเสธในสื่งที่คุณเห็นว่าไม่เข้าท่า หรือเสียประโยชน์มาเกินไปได้

    มีจุดยืน

    การเจรจาต่อรองด้วย เทคนิคการเจรจาต่อรอง นักธุรกิจควรมีจุดยืนที่มั่นคง เพราะจุดประสงค์ในการเจรจาต่องรองก็ต้องทำเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งที่จะต้องได้รับความสำเร็จนั้นกลับมาหลังจากการเจรจาต่อรอง ดังนั้น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ของนักธุรกิจแบบมืออาชีพต้องมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน รู้ว่าตนเองต้องการอะไรแต่ในขณะเดียวกันก็ควรรับฟังความคิดเห็นหรือข้อมูลของคู่เจรจาด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่จุดยืนของตนเองเพียงอย่างเดียว

    มีชั้นเชิง

    การเจรจาอย่างมีชั้นเชิงก็เหมือนการถือไพ่ที่เหนือกว่า การมีชั้นเชิงคือ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่สำคัญสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพ โดย เทคนิคการเจรจาต่อรอง อย่างมีชั้นเชิงนี้จะนำมาซึ่งความสำคัญ การมีชั้นเชิงคือการเจรจาที่มากกว่าการพูดจากันทั่วไปแต่คือการใช้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง อย่างเต็มประสิทธิภาพให้การเจรจาต่อรองบรรลุเป้าหมายของนักธุรกิจและนำมาซึ่งความสำเร็จ

    มีความคิดในแง่บวก

    การเจรจาด้วยความคิดในแง่บวกเป็น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ที่ดี เพราะในการเจรจาต่อรองนั้นในทุกครั้งหลังจากการเจรจาต่อรองจะต้องมีคำตอบเสมอว่าการเจรจาต่อรองนั้นสำเร็จหรือไม่สำเร็จ การมีความคิดในแง่บวกสามารถช่วยให้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ของนักธุรกิจนั้นน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของการเจรจาต่อรองก็ต้องออกมาในแง่บวกด้วยเช่นกัน

    สรุป

    การเป็นนักธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนักธุรกิจต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจึงจะสามารถเป็นนักธุรกิจอย่างมืออาชีพได้ เพียงแค่คุณสมบัติไม่พอ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็มีความสำคัญมาก เพราะในแวดวงธุรกิจต้องมีการเจรจาต่อรองกันอยู่เสมอ ดังนั้น เทคนิคการเจรจาต่อรอง ก็เป็นเรื่องที่นักธุรกิจควรคำนึงถึงและควรสั่งสมประสบการณ์ หมั่นหา เทคนิคการเจรจาต่อรอง หาเทคนิคเฉพาะตัวให้เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด และใช้ เทคนิคการเจรจาต่อรอง ในการเจรจาต่อรองทุกครั้งเพื่อความสำเร็จในธุรกิจ

  • แนวทางการทำธุรกิจส่วนตัวให้ประสบความสำเร็จ

    แนวทางการทำธุรกิจส่วนตัวให้รวย ถ้าพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจส่วนตัว ในช่วงนี้ใครก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา ไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยเศรษฐกิจก้าวหน้า ซึ่งในช่วงนั้นจะมีเงินสะพัดเป็นอย่างมาก แต่ทุกวันนี้ก็มีธุรกิจส่วนตัวเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน เป็นพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ที่มีความหวังจะขอส่วนแบ่งในตลาด ตามแต่กำลังจะสามารถทำได้

    บางคนเค้าบอกว่า ใครอะไรก็แข่งกันได้ แต่แข่งวาสนากันแข่งไม่ได้ บางทีก็ดูเหมือนจะจริงว่า บางคนทำธุรกิจใดๆ ก็เจ๊งทุกอย่าง ส่วนอีกคนทำเหมือนกัน กลับเจริญก้าวหน้า บางคนอาจจะลืมในจุดนี้ไปว่า ยิ่งทำบุญ ธุรกิจของท่านยิ่งเจริญก้าวหน้า บุญเปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็นที่ยังอุ้มเราอยู่ คนที่เชื่อย่อมพบแต่สิ่งดีๆ ธุรกิจส่วนตัวเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

    ผลบุญทำให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาที่คุณเองยังต้องส่ายหัวไปได้อย่างหวุดหวิด แข่งขันกันในโลกธุรกิจอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องแข่งวาสนากันด้วย ฉะนั้นถ้าอยากรวยด้วยธุรกิจส่วนตัว จะต้องฉลาดทั้งในเรื่องธุรกิจของตัวเองที่ทำ และฉลาดในเรื่องการทำบุญต่อบุญให้ตัวเองเจริญก้าวหน้าในชีวิต และการงานที่สร้างอยู่ ในเรื่องของการทำบุญผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่าทำบุญยังไง เราสามารถทำบุญกันได้ทุกวันอยู่แล้วตามแต่ปัจจัยจะเอื้ออำนวย อาจจะหักไว้ 5-10% ของเงินที่ได้มา เพื่อที่จะนำไปทำบุญ และถ้าทำต้องทำให้ต่อเนื่อง บุญนั้นจะส่งผลกับเราได้อย่างสม่ำเสมอ

    แต่ถ้าท่านไม่ทำบุญเลย แล้วบอกว่าธุรกิจส่วนตัวของเราดีแล้ว ไม่เห็นต้องงมงายทำอะไรเพิ่มเลย นั่นคือท่านกำลังกินของเก่าอยู่ ของเก่าท่านยังไม่หมด แต่ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านเคยทำไว้มาก่อนแล้ว แต่มันยังเหลืออยู่ แต่ถ้าวันใดบุญนั้นหมด กิจการของท่านจะกระท่อนกระแท่นทันที ขายดีไม่ได้เหมือนเดิม โดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุนั้น ไปจ้างซินแสต่างๆ นาๆ มาจัดฮวงจุ้ยห้างร้านใหม่ หมดเงินไปหลายแสน แต่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมไม่กระเตื่องขึ้น หารู้ไม่ว่าแค่ทำบุญเพิ่มประคองตัว กิจการก็ก้าวหน้าเหมือนเดิมแล้ว

    เอาหล่ะครับ ขอวกกลับมาที่การทำธุรกิจส่วนตัวในโลกปัจจุบันต่อ การทำธุรกิจส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับหลายๆ คนที่ไม่ชอบเป็นลูกน้องคนอื่น ชอบความอิสระในการทำงาน แต่ท่านก็ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งทั้งการบริหาร การจัดการ ประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นถ้าอยากลองทำธุรกิจส่วนตัวกันแล้ว ก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยง ถ้าอยากเดินหน้าก็อย่ากลัวว่าจะสะดุด และควรมีความมั่นใจสุดๆ ด้วย ถึงจะฝ่าฟันไปถึงความฝันที่วาดหวังไว้ ซึ่งการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็มีองค์ประกอบที่จะต้องมีก็เช่น

    1. มีเป้าหมายที่ตัวเองอยากทำซะก่อน

    เพราะบางคนก็อยากทำแค่ธุรกิจเล็กๆ อย่างมี รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำผลไม้ หรือขายผลไม้เต็มตัวไปเลยก็พอ แต่บางท่านก็อยากทำธุรกิจใหญ่ขึ้นมาอีกนิด แบบต้องมีพื้นที่หลักแหล่งแน่นอน เช่น เปิดร้านขายหนังสือ หรือร้านขายอุปกรณ์กีฬา หรือทำเป็นสำนักงานขายตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ จึงขึ้นอยู่กับคุณแล้วหล่ะว่า อยากทำอะไร และสิ่งที่อยากทำนั้นมีวี่แววจะไปรอดหรือไม่ ต้องคำนึงถึงตรงนี้ไว้ด้วย อย่าลืมซะหล่ะครับ

    2. มีไอเดียที่แตกต่าง

    การทำอะไรซ้ำๆ ตามๆ กัน ใครทำ เราก็ทำ นั่นคือทำธุรกิจรอเวลาเจ๊งครับ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจของเราต้องแตกต่างครับ อย่าทำตามกัน นั่นไม่ได้ทำให้คุณรวย ถ้าคุณอยากรวยคุณต้องทำอะไรที่แตกต่างออกไป ธุรกิจมีเอกลักษณ์ชัดเจน ทำให้ต่างให้ได้ แล้วลูกค้าจะจำแบรนด์คุณได้เร็ว และบอกต่อตามๆ กันไป เป็น viral marketing อีกทาง นี่เป็นผลพลอยได้จากการทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

    3. ศึกษาในสิ่งที่ทำ อย่างทะลุปรุโปร่ง

    รู้อะไรอย่างลึกซึ้งแต่เพียงอย่างเดียว จะดีกว่ารู้หลายอย่าง แต่ไม่ดีสักอย่าง ถ้าคุณเชี่ยวชาญในการทำกาแฟ คือเป็นบาริสต้า มาก่อน ชื่นชอบกาแฟมากๆ แต่พอจะทำธุรกิจ กลับมองว่าร้านกาแฟเปิดเยอะแล้วกลัวเจ๊ง ไปเปิดร้านขายมักกะโรนีดีกว่า ส่วนกาแฟเอาไว้ชงกินยามว่างๆ ในกรณีนี้คุณไปในเส้นทางที่คุณไม่รู้ ที่คุณคิดว่ามันน่าจะดี คนยังทำน้อย แต่คุณไม่ได้ทำด้วยจิตวิญญาณของคุณ ทำไปสักพักเดี๋ยวคุณก็เบื่อ กลับไปหาจุดของตัวเองอีกครั้ง ทีนี้กลับมาเปิดร้านกาแฟ คุณมีความสุข ยิ้มให้กับทุกคนที่เข้าร้าน กาแฟของคุณในตอนนี้อร่อยมาก เพราะคุณใส่จิตวิญญาณในการทำลงไปด้วย ร้านของคุณดูมีชีวิตชีวามาก เพราะคุณชอบกาแฟ คุณจึงตกแต่งมันเป็นอย่างดีอย่างที่มันควรจะเป็น ถ้ารูปการณ์เป็นอย่างนี้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในธุรกิจกาแฟมีสูงครับ

    4. ต้องลงทุนมากน้อยแค่ไหน

    ช่วยตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตัวด้วยนะ หากมีทุนน้อยก็อย่าคิดการใหญ่ หรืออยากทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวก็เจ๊ากะเจ๊งแล้วก็ได้ท้อใจกันพอดี ถ้ามีทุนน้อยก็ทำธุรกิจเล็กๆ ไปก่อน แล้วค่อยขยับขยายลงทุนไปสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น หรือถ้าคุณมีเงินทุนหนาอยู่แล้ว และมีความรู้ในทางธุรกิจ เช่น อาจจะเรียนมา อย่างนี้ก็ลุยได้เลยครับ แต่ท่านที่มีแต่ทุน แต่ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ ท่านต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งในธุรกิจของท่านให้ดีก่อนนะครับ

    5. จะลงทุนคนเดียวหรือลงทุนกับเพื่อน

    บางคนกลัวการลงทุนคนเดียว จึงอยากมีหุ้นส่วน จะได้หารต้นทุนแล้วไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมากก็ว่ากันไป แต่บางคนหมอดูทักว่าอย่าไปลงทุนกับคนอื่น แม้แต่กับเพื่อนตัวเอง เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร เสียเพื่อนกันเพราะเงินก็มีให้เห็นตัวอย่างกันเยอะแล้ว ท่านตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ซะก่อน แล้วจะค่อยๆ มองเห็นเค้ารางว่าควรทำธุรกิจอะไรชัดขึ้น

    6. มีทำเลที่ดี

    การมีทำเลทางธุรกิจที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทำเลที่ดีอยู่ตรงไหน ที่ไหนมีคนสัญจรไปมาเยอะนั่นคือทำเลที่ดี เพราะคนเหล่านี้จะมาซื้อของท่าน จะมาใช้บริการที่ร้านท่าน ในทาง Internet Marketing เค้าบอกไว้ว่า traffic คือ เงิน ในโลกแห่งความเป็นจริงก็เช่นกัน คนอยู่ที่ไหน เงินอยู่ที่นั่น

    7. รู้เรื่องการตลาด

    ก่อนจะธุรกิจใดๆ นอกจากมีเป้าหมาย มีเงินลงทุน ทำทำเลที่ดีแล้ว ถ้าเปิดบริษัท หรือเปิดร้าน โดยไม่มีการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ขายไปวันๆ อย่างนี้โอกาสรวยยากครับ แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องทำการตลาดครับ ทำเลดีๆ นั้นโอเคครับ แต่การตลาดที่ดีจะทำให้คนมาใช้บริการที่ร้านของท่าน หรือมาซื้อสินค้าที่ร้านของท่านเยอะขึ้นครับ

    ก็ขอจบบทความทำธุรกิจให้รวยไว้แต่เพียงเท่านี้ ผมก็ขอให้ประสบความร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • สินค้าที่ขายดีตลอดกาล มีอะไรบ้าง

    หลายๆ ท่านที่เริ่มต้นคิดจะทำธุรกิจ อาจจะมีปัญหาหนักอก คือ ไม่รู้จะขายอะไรดี หรือจะขายอะไรรวย อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี หรือบางท่านเกิดความกลัว กลัวว่าเอาสินค้านี้มาขาย แล้วจะขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ โอกาสทางธุรกิจของเราในการล้มแล้วลุกใหม่อาจจะมีไม่มาก บางท่านเก็บหอมรอมริบ นำเงินมาสร้างธุรกิจ แต่ขายสินค้าแปลกๆ ที่คนไม่ซื้อกัน หรือขายสินค้าตามเทรน ซึ่งเมื่อหมดเทรนก็ขายใครต่อไม่ได้

    ซึ่งบทความขายอะไรดีขายอะไรรวยนี้ก็จะตอบโจทย์ข้อนี้ให้กับคุณผู้อ่าน ที่จะทำให้คุณได้ทราบว่าสินค้าขายดีนั้น คือ สินค้าอะไร ถึงแม้วันเวลาผ่านไป มันจะยังมีคนซื้อมั้ย หรือเข้าหน้าร้อน ผ่านไปหน้าหนาวแล้วมันจะยังขายดีมั้ย ผมอยากบอกว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่มีผลครับ สินค้าที่ผมจะบอกคุณนี้ อยู่เหนือกาลเวลา ตราบใดที่ยังมีคนอยู่บนโลกนี้ ตราบนั้นยังขายได้อยู่แน่นอน

    ผมจะอธิบายให้กับท่านผู้อ่านให้ทราบว่าจะขายอะไรรวย เอาหล่ะมาเริ่มดูสินค้าขายดีตลอดกาลกันเลยนะครับ

    1. สินค้าที่ทำให้คนดูดีในสังคม

    คุณคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับ ว่าคุณก็อยากสวย อยากหล่อ อยากดูดีเมื่อไปปรากฏตัวในสังคม ไม่ว่าจะงานเลี้ยง งานแต่งงาน งานบวช หรือการออกเดท คุณย่อมอยากที่จะดูดีเสมอเมื่อปราฏตัว เช่นกันครับคนอื่นๆ ก็อยากดูดีเมื่อปรากฏตัวในสังคมเช่นเดียวกัน ดังนั้นสินค้าชนิดนี้จึงขายได้ทุกฤดูกาลครับ ยกตัวยอย่างเช่น พวกสินค้าที่ให้เราสวยขึ้น หล่อขึ้น พวกครีมชะลอความแก่ ครีมกระชับสัดส่วน รวมไปถึงพวกน้ำหอมชนิดต่างๆ หรืออาจจะเปิดเป็นศูนย์ที่ทำให้คนที่มารับบริการดูดีขึ้น เช่น ศูนย์ดูแลผิวภัณท์ หรือเสริมความงามต่างๆ เป็นต้น

    2. สินค้าที่ซื้อให้กับคนที่คุณรัก

    แน่นอนว่าเวลาที่คุณซื้อสินค้าให้กับคนที่คุณรัก คุณจะกั๊กเงินไว้มั้ยครับ คุณย่อมซื้อของที่ดีที่สุดให้กับคนที่คุณรักใช่มั้ยครับ สินค้าประเภทนี้จะค่อนข้างกว้างมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วหนีไม่พ้น ที่เป็นกระเช้าอย่างเช่นพวกซุปไก่ หรือรังนกครับ หรือพวกสินค้าที่บำรุงร่างกายชนิดอื่นๆ ครับ

    3. สินค้าที่แก้ความทุกข์ให้กับคน

    สินค้าชนิดนี้ก็เป็นสินค้าขายดีตลอดกาล เพราะไม่มีใครในโลกนี้ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เนื่องจากร่างกายคนเราไม่ได้ทำมาจากเหล็ก ที่ไม่มีวันผุพัง จึงทำให้คนเราแสวงหายารักษาโรค หรือรักษาร่างกายตัวเองกันอยู่เสมอๆ ที่นิยมกันเป็นอมตะน่าจะเป็น ยาลดความอ้วน เพราะเวลาคนเราอ้วนแล้วทุกข์มั้ยครับ ถ้าคนเราทุกข์ก็ต้องขวนขวานหาทางทำให้ความทุกข์นั้นหมดไปใช่มั้ยครับ ถ้านึกสินค้าที่จะขายในหมวดนี้ไม่ออกลองนึกย้อนไปตั้งแต่ศรีษะไปจนถึงเท้าว่า คนเราสามารถเจ็บป่วยตรงไหนได้บ้าง ถ้าทำเป็นทีละหัวข้อออกจะได้ไอเดียในการขายสินค้าได้เยอะเลยนะครับ

    4. สินค้าที่ตอบสนองงานอดิเรกของคน

    สินค้าชนิดนี้ไม่กว้าง สินค้าชนิดนี้จะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ขายดีตลอดกาลเหมือนกัน เพราะสินค้าเรื่องราวเฉพาะกลุ่มยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าคนๆ นั้นจะเปลี่ยนความสนใจไปสู่สิ่งใหม่ แต่ก็จะยังมีคนใหม่มาสนใจเรื่องราวเฉพาะกลุ่มนั้นๆ ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น สินค้ากลุ่มแต่งรถ สินค้ากลุ่มที่ชอบออกกำลังกาย fitness หรือสินค้าสำหรับผู้ที่ชอบเต้นรำอย่างเช่นพวกชุด หรือรองเท้า เป็นต้น

    5. สินค้าที่สร้างความหวัง

    สินค้าชนิดนี้จะเป็นสินค้าที่เราจะนำไปขายต่อไป เช่นเรารับสินค้าจากผู้ผลิตมา ผู้ผลิตก็ให้ความหวังว่าสินค้าชนิดนี้ยังไม่มีในประเทศไทย นำไปขายได้แน่นอน เช่น มือถือรุ่นใหม่ๆ สินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ รวมไปถึงแฟรนไชส์ต่างๆ ที่เราซื้อ และนำมาบริหารจัดการต่อ

    6. สินค้าเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ

    ดูอาจจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันน้อย แต่บางสิ่งบางอย่างถ้าเป็น ก็ต้องขวนขวานหายามารักษา สินค้าเกี่ยวกับเรื่องทางเพศก็ถือว่าเป็นสินค้าขายดี แต่เวลาเราจะไปกล่าวกับคนอื่นว่าเราขายอะไร เราจะดูไม่ดีไปในทันที ถ้าคิดจะขายสินค้าชนิดนี้ต้องมองข้ามในบางเรื่องไป ให้ถือซะว่ายังเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปลักขโมยใคร

    สรุป

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับท่านผู้อ่าน ก่อนอ่านบทความนี้อาจจะมีคำถามว่าจะขายอะไรดีขายอะไรรวย ตอนนี้เมื่ออ่านจบกันแล้ว อาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา อยากจะไปขายของให้ได้ในตอนนี้เลย สินค้าขายดีนั้นจริงๆ แล้วก็อยู่รอบตัวเรา เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวัน ใช้แล้วหมดไป มีการซื้อซ้ำ หลักการมีเท่านี้เองครับ และเมื่อเราหาสินค้าที่คาดว่าจะขายดีได้แล้วนั้น มีสินค้าอยู่ในมือแต่คนไม่รู้จักก็เปล่าประโยชน์ครับ ขั้นตอนต่อไปต้องหาช่องทางในการโปรโมทให้สินค้าของเรานั้นมีคนรู้จักมากขึ้น เพื่อที่จะขายได้มากขึ้น

    เราไปวางของขายตามตลาดนัด จะได้ลูกค้าแถบเฉพาะตลาดนัดนั้น แต่ถ้าเราเอาไปขายในออนไลน์ จะมีคนรู้จักสินค้าเรามากมาย โอกาสได้เงินมีมากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งช่องทางออนไลน์ก็เป็นช่องทางการทำเงินที่ทำเงินได้มากในสมัยนี้

    น่าจะหมดคำถามขายอะไรดีขายอะไรรวย แล้วนะครับขอให้พบสินค้าขายดีกันไวๆ นะครับ

    ขอให้ร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • อยากรู้มั้ยทำธุรกิจอะไรได้กำไรถึง 130 เท่า

    Stanford University

     

    หลายๆ ท่านที่กำลังทำธุรกิจกันในตอนนี้ก็อาจจะปวดหัวกับสภาพการขายสินค้า คือไม่รู้จะขายอะไร หรือขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ทำกำไรได้ไม่เข้าเป้าสักที ถ้าอย่างงั้นมาลองอ่านบทความนี้นะครับ เผื่อจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาบ้างครับ

    ถ้าสมมติว่าวันนี้เราสามารถมีเงินเริ่มทำธุรกิจได้เพียงแค่ 150 บาท หรือประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ เราจะทำยังไง จะทำยังไงให้มันเกิดกำไรสูงขึ้นมาแบบทะลุขีดจำกัดไปถึง 130 เท่า แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะทำได้ แต่ด้วยไอเดียดีๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ

    ศาสตราจารย์ Tina Seelig สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจกับนักศึกษาว่า สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ คุณจะทำยังไงให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 14 ทีม และให้เวลาเพียงแค่ 1 อาทิตย์ไปคิดหาวิธีมา และให้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติในการทำเงินให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาที

    ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้จะคิดหาไอเดียอย่างไรดี

    เราลองมาดูไอเดียที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมได้เลือกทำกันจากเงิน 5 เหรียญนี้

    กลุ่มที่หนึ่ง เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย อืม…ก็เข้าท่า

    กลุ่มที่สอง ได้ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย คิดเงินคันละ 1 เหรียญ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน อันนี้ออกแนวการกุศล

    กลุ่มที่สาม ได้เงินมากกว่าทั้งสองกลุ่ม และมีคิดสร้างสรรค์ได้ค่อนข้างดี คือ พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาวๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ ได้ลัดคิวกันไปเลยไม่ต้องยืนรอ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง เพราะใครๆ ก็อยากมาแล้วได้ทานอาหารเลย

    กลุ่มที่สี่ กลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ สามารถหาเงินได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไรกัน

    หลังจากที่พวกเขาประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะขายเวลา นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า พวกเขานั่งประชุมกันนานว่า จะทำอะไรกันดี บางคนบอกไปซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส และอื่นๆ แต่ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีต่างหาก สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจำนวนเป็นร้อยๆ คน ที่ต้องการนั่งฟังรายงานโดยไม่ลุกไปไหน

    นักศึกษากลุ่มนี้จึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้า แล้วก็ได้ขายเวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา 3 นาทีโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน (ไม่ต้องเหนื่อยกันเลยทีเดียว) พอถึงวันที่ต้องรายงาน นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจากฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัวเอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วทางบริษัทได้จ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ เรียกได้ว่าไอเดียดีจริงๆ ครับ

    และอาจารย์ปลื้มใจที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบเหลือเชื่อ

    What I Wish I Knew When I Was 20

    บทความนี้มาจากหนังสือชื่อ What I Wish I Knew When I Was 20

    น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ20

    ตอนนี้มีพิมพ์ออกมาในภาษาไทยแล้ว ชื่อหนังสือว่า น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20
    Tina Seelig

    ผู้เขียนคือ Tina Seelig จาก มหาวิทยาลัย Standford

    ถือได้ว่าเป็นบทความที่ดี ที่อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้จักใช้ไอเดียที่มีให้เป็นประโยชน์ ไอเดียดีๆ จะสร้างเงินให้เรากลับมาได้หลายเท่าเลยทีเดียวครับ

    แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือน่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20

    เริ่มต้น ทำไมคุณน่าจะรู้แบบนี้ ตั้งแต่ตอนอายุ 20 ปี
    บทที่ 1 ซื้อหนึ่ง แถมสอง

    มองปัญหาให้เป็นโอกาส : เธอได้ให้โจทย์นักเรียนคือแบ่งทีมกัน และใช้เงินทุนเพียง 5 ดอลลาร์หรือ 150 บาทเท่านั้น ทีมที่หาได้มากสุดคือ 650 ดอลลาร์หรือ 19,500 บาทในเพียง 2 ชั่วโมงของการทำงาน ส่วนทีมที่ล้มเหลวคือการซื้อล็อตเตอรี่ เพราะความเสี่ยงที่ขาดทุนมีมากที่สุด

    เธอบอกว่าหลายคนมักกลัวปัญหา ซึ่งความกลัวไม่เป็นเรื่องแปลก แต่ความกลัวนั้นจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม จนไปต่อไม่ได้เลยทีเดียว เธออยากให้มองปัญหาของตัวเองและคนอื่นเป็นโอกาส สิ่งที่ทำให้ทีมได้รับเงินมากขนาดนั้นคือการเปิดรับบริการฝากซื้อของจากคนที่ไม่ต้องการต่อแถวนานๆ ซึ่งในอเมริกาการยืนต่อแถวซื้อของนั้นหลายครั้งแถวจะยาวมาก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนในอเมริกาเลยทีเดียว

    บทที่ 2 ละครสัตว์แบบกลับตาลปัตร

    ตีลังกามองโลก : บทนี้พูดธุรกิจละครสัตว์แบบเดิมที่กำลังตกต่ำ เพราะตลาดอิ่มตัว หรือเบื่อละครสัตว์แบบเดิมๆ เขาเลยทำสวนสัตว์แบบใหม่ โดยไปถามลูกค้าหลายคนที่เบื่อแบบเดิมว่าไม่ชอบอะไรบ้าง จากนั้นตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพิ่มมูลค่าเพิ่ม และการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆให้ดูดีขึ้น อย่างในไทยให้นึกถึง Thai Fight ในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับมวยไทยในวัดแบบยุคเก่า คุณจะเห็นภาพได้ชัดครับ สิ่งที่สำคัญของบทนี้ก็คืออย่าให้ตัวเรายึดติดความคิดในระบบเก่าจนไปต่อไม่ได้ เพราะหลายคนยึดติดกับระบบเก่าจนล้มเหลวได้ครับ

    บทที่ 3 ซูชิหน้าแมลงสาบ

    เปลี่ยนเรื่องเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เธอเล่าเรื่องที่ดูเพี้ยนที่สุดอย่างซูชิหน้าแมลงสาบ ธุรกิจที่มีอยู่จริงในโลกนี้ และขายดีมากในบางประเทศ เปรียบเทียบในบ้านเราก็มีเรื่องการขายแมลงทอดที่แรกๆดูบ้าสุดๆ แต่ก็ขายดีจนถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งเธอบอกว่าไอเดียที่ดูบ้า,เพี้ยนสุดๆ นั้นอาจเป็นไอเดียที่ดีที่สุดก็ได้ จงอย่ามองข้ามมัน

    โดยรวม เธอจะเล่าให้ฟังว่าคนเรามีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือคนที่บอกว่าต้องทำอะไรถึงจะยอมทำ ประเภทที่สองคือไม่ต้องสั่ง มีไอเดียของตัวเองก็พร้อมที่จะทำ ซึ่งแบบที่สองจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีแนวคิดแบบที่สอง คืออนุญาตให้ใจตัวเองประสบความสำเร็จก่อนเลย จากนั้นลงมือทำเลย ที่สำคัญคือกล้าตัดสินใจที่แตกต่างจากคนอื่นๆ กล้าที่ล้มเหลวเพราะคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเคยล้มเหลวกันมาทั้งนั้น กล้าที่จะมองปัญหาของคนอื่นๆเป็นโอกาส กล้าจะรวมกลุ่มทำธุรกิจ กล้าที่จะทำงานที่รักรวมกับมีความสามารถในงานนั้น หรือหาคนที่รักงานนั้นรวมกับความสามารถในงานนั้นมาทำ เพราะคนที่รักในงานชนิดนั้นรวมกับมีฝีมือด้านนั้นจะทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด

    เธอยังบอกต่อว่าคนที่โชคดีเพราะเขาลงมือทำเท่านั้น คนที่ไม่ทำอะไรเลยนั้นจะไร้ซึ่งโชค เพราะโอกาสจะยิ่งน้อย ที่สำคัญก็คือการโฟกัสให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จมากกว่าจะทำเพียงเพื่อให้ผ่านไปวันๆ

    บทสรุป หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนทั่วไปที่จะเริ่มทำธุรกิจและมีธุรกิจอยู่แล้วและอยากได้เงินมากขึ้น ถามว่าคุ้มค่าไหม ที่ราคาเล่มละ 170 บาทแลกกับความรู้ ผมว่าคุ้มครับ เพียงแต่คุณต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะหนังสือเล่มนี้เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆเหมือนครูสอนนักเรียน ถ้าไม่จับใจความที่มีประโยชน์ในคำพูดที่ยาวเหยียด การเอาไปลงมือทำก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้มากกว่าเดิมครับ

    ที่สำคัญที่สุด ถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องลงมือทำด้วยนะครับ

  • โรงงานรับผลิตสินค้า (OEM) คืออะไร สำคัญอย่างไร

    OEM คืออะไร
     

    สำหรับในบททความนี้ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการไม่ได้ผลิตสินค้าด้วยตัวเอง แต่จะจ้างโรงงานที่รับผลิต ผลิตสินค้าให้เราแทน ซึ่งโรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้านี้ มีคำเรียกในภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า OEM หรือชื่อเต็มคือ Original Equipment Manufacturer

    OEM นั้นจะคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการทั้งหลาย ที่ต้องการมีสินค้าเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีเครื่องจักร ไม่ต้องไปจ้างพนักงานมาผลิต เพียงแค่มีงบประมาณไปจ่ายให้กับ OEM เท่านั้น

    ข้อดีของการจ้างให้โรงงานผลิตสินค้าให้

    – OEM ทำให้ผู้ประการหน้าใหม่ลดความเสี่ยงในการขาดทุนไปได้มาก แทนที่จะเอาเงินไปจมกับการซื้อหรือเช่าที่ทำโรงงาน การสร้างโรงงาน การซื้อเครื่องจักรอุตสาหกรรม การจ้างพนักงงาน เราก็ตัดขั้นตอนตรงนี้ไป เอาเวลาไปบริหารธุรกิจดีกว่า และก็เงินตรงนั้นไปจ้าง OEM แทน
    – เราสามารถทำธุรกิจได้ แม้ไม่เชียวชาญในการผลิตสินค้านั้นๆ
    – เราสามารถเป็นเจ้าของสินค้าที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในการผลิต
    – เราสามารถสั่งผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่ต้องการ
    – มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการผลิตสินค้า

    ข้อเสียของการจ้างให้โรงงานผลิตสินค้าให้

    – เราอาจจะไม่เข้าใจในตัวสินค้าเหมือนกับการผลิตสินค้าของตัวเอง
    – เราไม่สามารถควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตได้ บางโรงงานรับผลิตอาจจะแค่ผ่านมาตรฐาน แต่ถ้าเราผลิตเองอาจจะทำได้ดีกว่านั้น
    – ถ้าสั่งผลิตสินค้าน้อย ต้นทุนต่อหน่วยจะสูง
    – ถ้าโรงงานผลิตขาดความรับผิดชอบในตัวสินค้า ย่อมส่งผลกระทบของธุรกิจเราในภาพรวม

    จ้างผลิตสินค้าอะไรดี

    คำถามนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากคือ ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ ประสบการณ์ยังน้อย ไม่รู้ว่าจะขายอะไรดี เราก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ดูข่าวธุรกิจ ดูทิศทางเศรษฐกิจ ดูความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ และที่สำคัญต้องดูเทคโนโลยีว่าไปถึงไหนแล้ว ส่วนที่ว่าง่ายก็คือ บางท่านมีประสบการณ์ทางธุรกิจอยู่แล้ว เช่น เคยทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทมาก่อน มีความรู้เกี่ยวสินค้าที่จะขาย หรือทางบ้านขายสินค้านี้มาก่อน จะออกมาต่อยอดสินค้าเพิ่ม เช่นนี้เป็นต้น

    ซึ่งจริงๆ แล้วโรงงานรับผลิตสินค้า หรือ OEM สามารถผลิตสินค้าได้ทุกประเภท ถ้าท่านใดนึกไม่ออกว่าจะขายสินค้าชนิดใด ผมก็จะจำแนกประเภทไว้คร่าวๆ นะครับ

    – อาหารและเครื่องดื่ม เช่น อาหาร อาหารเสริม ชา กาแฟ น้ำดื่ม
    – ผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา สบู่ ยาสระผม โฟมล้างหน้า โรลออน
    – ยาแผนโบราณ และสมุนไพร เช่น ยาดม ยาหม่อง ยาสมุนไพร น้ำมันนวดตัว
    – สินค้าเพื่อการเกษตร เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี
    – สินค้าที่ใช้ทั่วๆ ไป เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ร่ม
    – งาน hand mad เช่น งานไม้ต่างๆ

    โดย OEM จะดูแลในเรื่องกระบวนผลิตทั้งหมด ตั้งแต่สูตรที่จะใช้ผลิตสินค้า จะเป็นของเราเฉพาะ ทั้งการออกแบบฉลาก และบรรจุภัณฑ์ โดยจะช่วยดูแลตรวจสอบสินค้าให้มีคุณภาพ และผ่านมาตรฐานตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุไว้

    พิจารณา OEM ก่อนไปจ้างผลิตสินค้า

    ซึ่งในปัจจุบันนี้มี OEM เกิดขึ้นมากมาย จนเราไม่รู้ว่าจะไปจ้าง OEM ที่ไหนผลิตสินค้าให้เราดี เราอาจจะพิจารณาได้จากตัวอย่างสินค้า ที่โรงงานเคยผลิตมาแล้ว ซึ่งสินค้าที่เค้าเคยผลิตมาแล้วจะสะท้อนความสามารถในการผลิตของโรงงานนั้นๆ ว่ามีคุณภาพ หรือได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคหรือไม่

    ศึกษาข้อมูลให้พร้อมก่อนไปจ้างผลิต

    เราต้องศึกษาหาข้อมูลมาว่า จะผลิตสินค้าอะไร วัตถุดิบที่จะใช้เป็นเกรดไหน แพ็คเก็จจิ้งเป็นอย่างไร พร้อมไอเดียในการทำธุรกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการจะมีข้อมูลเพื่อไปบอกให้กับผู้ผลิตได้ทราบถึงความต้องการ

    สูตรในการผลิตสินค้า

    สูตรในการผลิตสินค้า ทาง OEM ต้องให้สูตรที่เป็นเฉพาะของตัวเราเอง เพื่อเป็นการสร้างจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น เราจ้างผลิตน้ำหอมจากโรงงานรับผลิตน้ำหอมแห่งหนึ่ง น้ำหอมสูตรของเราจะต้องไม่มีกลิ่นซ้ำๆ กับกลิ่นอื่นๆ ที่มีอยู่ในโรงงานนั้น ซึ่งอาจจะต่างกันแค่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 1 ชนิด ซึ่งสูตรจะต้องไม่ซ้ำกับผู้ที่จ้างผลิตท่านอื่น ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องเช็คดูด้วยนะครับว่าสูตรมีการซ้ำกันมั้ย

    ตรวจสอบคุณภาพสินค้า

    เราต้องตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่เราไปจ้างผลิตเสมอ เพื่อความมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ เช่น เราสั่งผลิตโลชั่นทาผิว เราก็ต้องเอามาทาเอง หรือให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ได้ทดลองใช้สินค้า ว่าทาผิวแล้วเกิดอาการระคายเคืองหรือไม่ เพื่อที่เราจะปรับปรุงพัฒนาสินค้าของเราให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภค

    การออกแบบบรรจุภัณฑ์

    เราควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสินค้าของเราเอง เพื่อสร้างจุดแข็ง และสร้างความแตกต่าง ไม่ไห้ซ้ำกับสินค้าที่มีอยู่มากมายตามท้องตลาด เพราะความแตกต่างเพียงเล็กน้อย จะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับตัวสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเป็นที่จดจำได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว

    การขอ อย.

    สำหรับการขอ อย. ในกรณีที่สินค้าเป็นอาหารและยา สินค้าต้องได้รับการรับรองคุณภาพ และมาตรฐาน อย. จึงจะสามารถนำออกไปจำหน่ายได้ ซึ่งทาง OEM เอง เค้าก็จะไปขอ อย. สินค้าที่เราจ้างผลิต มาให้เราเอง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อดีของ OEM นะครับ

    จ้างผลิตจากจำนวนน้อย

    ด้วยการที่เราเป็นผู้จ้างผลิต เราอาจจะทำความตกลงกับทางโรงงานว่า จะขอให้ผลิตสินค้าในจำนวนตามขั้นต่ำที่โรงงานได้กำหนดไว้ก่อน เพื่อเอาไปทดลองตลาดก่อน หากผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ จะค่อยสั่งผลิตสินค้าให้มากขึ้น

    สรุป

    จากวิธีการที่ได้กล่าวมาในบทความนี้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ มีสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน ภายใต้แบรนด์ของเราเอง ทำให้เราหมดห่วงในเรื่องการผลิต และเอาไปเวลาไปโฟกัสในเรื่องการขาย การตลาด การบริหารธุรกิจให้ได้กำไรยิ่งๆ ขึ้นไป การทำธุรกิจต่างๆ ยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ตัวแล้ว มีประสบการณืมาบ้างแล้ว ทีนี้เราจะสนุกกับการทำธุรกิจ ความกังวลใจจะลดน้อยลง เพราะหลายๆ คนที่มาทำธุรกิจ จะกลัวกันมาก คือ เรื่องการขาดทุน แต่ถ้าเรามีการศึกษาเรื่องธุรกิจมาดี มีการเตรียมตัวมาดี โอกาสที่จะทำธุรกิจแล้วรวยก็มีมาก ผมก็ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านได้ร่ำรวยจากการขายสินค้าที่ดีมีคุณภาพกันทุกท่านนะครับ

  • เป้าหมายธุรกิจ ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง

    เป้าหมายธุรกิจ
     

    เมื่อพูดถึงคำว่า “เป้าหมายของธุรกิจ SMEs” ย่อมหมายถึงว่า “การไปสู่สิ่งที่เป็นสิ่งมุ่งหวังของผู้ประกอบการ SMEs ” ดังนั้น ถ้าต้องการความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ย่อมต้องมีการตั้งเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป้าหมายในส่วนของอัตราการเติบโตของธุรกิจ หรือ Growth Rate จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการที่เป็นระบบมารองรับการตั้งเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

    นอกจากนั้นแล้ว การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ SMEs สามารถแยกแยะได้ว่ากิจกรรมใดเป็นประโยชน์ และกิจกรรมใดไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้นจึงสามารถเลือกทำแต่ในกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารเวลาของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่มักละเลย

    การตั้งเป้าหมายธุรกิจ

    ซึ่งในการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ หรือเป้าหมายใดก็แล้วแต่ เป้าหมายนั้นจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีความเฉพาะเจาะจง และมีความชัดเจน

    ความเฉพาะเจาะจง และความชัดเจน จะช่วยให้ท่านสามารถใช้ทรัพยากร หรือกำลังที่ท่านมีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านพูดประโยคสองประโยคต่อไปนี้ คือ ประโยคแรก คือ

    “ต้องการได้เงินทุนสักก้อนหนึ่ง”

    ประโยคที่สองท่านพูดว่า

    “ต้องการเงินทุน 1,000,000 บาท ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560”

    จะเห็นได้ว่าประโยคสองประโยคนี้ดูเผินๆ แล้ว จะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ความจริงไม่ใช่เลย ประโยคสองประโยคนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประโยคแรกนั้นเป็นประโยคที่ไม่มีความชัดเจนเลย เนื่องจากไม่ได้พูดถึงเลยว่าต้องการเท่าไหร่ และต้องการเมื่อใด ฟังดูแล้ว มันช่างเป็นความหวังที่ลมๆ แล้งๆ เสียจริง เมื่อเปรียบเทียบกับประโยคที่สองนั้น ดูแล้วหนักแน่นจริงจัง กล่าวคือ ต้องการ 1,000,000 บาท และต้องการภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560

    2. ต้องมีความเชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะเป็นจริงอย่างแน่นอน

    ท่านจะสังเกตุได้ว่า บุคคลที่ประสบสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะบุคคลที่ประสบผลสำเร็จในระดับโลกนั้น ล้วนแล้วแต่อาศัยพลังแห่งความเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น บิล เกตต์ มีความเชื่อว่า “การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ไม่ได้ให้ในสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง” ดังนั้น เขาจึงลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard ตั้งแต่ปีหนึ่ง เพื่อออกมาตั้งบริษัทเขียนโปรแกรม ผลลัพธ์แห่งความเชื่ออันแรงกล้า ก็คือ Microsoft Corps ในปัจจุบัน แล้วท่านหล่ะ มีความเชื่อในตัวเองหรือไม่ ว่าจะทำสิ่งที่ท่านมุ่งหวังให้ประสบผลสำเร็จ

    3. ต้องมีความเป็นไปได้

    การตั้งเป้าหมายที่ดี นอกจากจะต้องมีความชัดเจน เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นแล้ว ยังต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ต้องมีการคิดอย่างมีเหตุมีผล ถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมายนั้น ด้วยการวิเคราะห์การดำเนินการในอดีต และเฝ้าสังเกตสถานการณ์ปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ธุรกิจของท่านสามารถทำยอดขายได้เฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท แต่จู่ๆ ในปีที่สี่ ท่านก็ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ได้เดือนละ 1,000,000 บาท โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์ หรือความเป็นไปได้เลย ดังนั้นท่านจะต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนที่จะตั้งเป้าหมาย การตั้งเป้าหมายที่ปราศจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ถือว่าเป็นการตั้งเป้าหมายที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

    4. เป้าหมายต้องมีทั้งระยะสั้น และระยะยาว

    การเป็นผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน จะต้องมีทักษะในการตั้งเป้าหมายที่มีคุณสมบัติทั้งสามคุณสมบัติข้างต้น ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ระยะสั้นอาจจะเป็นช่วง 6-12 เดือนแรก ถ้าเป็นเป้าหมายระยะยาว อาจจะเป็นในช่วงปีที่ 2, 5, 10 หรือมองไปไกลถึงในอีก 20 ปีข้างหน้า

    นี่คือ คุณสมบัติที่จำเป็นของการตั้งเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของผู้ประกอบการ SMEs ยุคใหม่

    การจินตนาการในเป้าหมายธุรกิจ

    ถ้าในวันนี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ประกอบการ SMEs อยู่แล้ว หรือกำลังคิดที่จะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ SMEs ท่านจำเป็นจะต้องเรียนรู้การวางแผน สิ่งแรกที่ท่านต้องทำ ก็คือ หยิบกระดาษเปล่ามาหนึ่งใบ แล้วเขียน “เป้าหมายทางธุรกิจ” ของท่านลงไปในกระดาษใบนั้น หลังจากนั้น ให้นำกระดาษใบนี้ไปถ่ายเอกสารสัก 10-20 แผ่น ต่อจากนั้นนำไปติดไว้ในจุดที่ท่านเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น White Board บนโต๊ะทำงานของท่าน, ในห้องน้ำ, แปะบนกระจกเงา, หน้าตู้เย็น

    ในเวลาที่ท่านเริ่มเขียน “เป้าหมายทางธุรกิจ” ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการนำตัวท่านไปสู่ความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้ท่านระลึกถึง สิ่งนี้เหมือนกับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ นอกเหนือไปจากการสร้าง “เป้าหมายทางธุรกิจ” แล้ว สิ่งสำคัญประการหนึ่ง ก็คือ การสร้างกำหนดเวลา หรือ Milestone ให้กับความสำเร็จของเป้าหมายย่อยๆ ของ “เป้าหมายธุรกิจ” ของท่านด้วย

    สิ่งที่ผมต้องการให้ท่านทำก็คือ ขอให้ท่านลองหลับตา และจินตนาการว่า ท่านได้ไปสู่ความสำเร็จตาม “เป้าหมายทางธุรกิจ” ที่ท่านได้ตั้งไว้แล้ว จงพยายามสร้างจินตนาการที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ณ จุดนั้น ท่านกำลังแต่งกายอย่างไร สถานะภาพ หรือฐานะของคุณเป็นอย่างไร คุณกำลังทำอะไร และรู้สึกอย่างไรที่ประสบผลสำเร็จ จงจินตนาการแบบนี้ทุกๆ วัน และฝึกให้เป็นนิสัย

    ยกตัวอย่างเช่น ท่านจินตนาการว่า ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ก็ให้จินตนาการให้เห็นธุรกิจร้านอาหารของท่าน มีคนจองเต็มทุกๆ วัน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ มาขอสัมภาษณ์ท่าน มีผู้คนมากมายสนใจในธุรกิจร้านอาหารของท่าน และต้องการขอซื้อแฟรนไชส์ ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน ก็มีแต่คนชื่นชมธุรกิจร้านอาหารของท่าน เป็นต้น

    ที่สำคัญที่สุด ขอให้ท่านเขียนวิสัยทัศน์ หรือภาพพึงประสงค์ในอนาคตที่เกี่ยวกับ วิถีชีวิตของท่านที่ท่านต้องจะให้มันเป็นด้วย

    – จงปลดปล่อยจินตนาการของให้ท่านให้เป็นอิสระ แล้วสร้างพลังแห่งการมองภาพในอนาคต
    – จงมองไปที่จินตนาภาพแห่งความสำเร็จ แล้วเดินก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังแห่งจินตนาการที่ท่านสร้างขึ้นในมโนทัศน์ของท่าน
    – จงอย่าคิดไปก่อน วิสัยทัศน์ที่ท่านคาดหวังไว้ ไม่น่าจะมีทางเป็นไปได้

    ข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่าง ผู้ที่ประสบความสำเร็จ กับผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือบุคคลที่ประสบความสำเร็จจะเชื่อ และมุ่งมั่นที่จะทำตามจินตนาการที่ตนเองกำหนดไว้ แต่บุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จ จะคิดไปก่อนว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อคิดอย่างนี้เสียตั้งแต่ทีแรก ก็เลยไม่สานต่อจินตนาการนั้น

    สิ่งผมกล่าวไปข้างต้น คือ พลังแห่งมองภาพแห่งความสำเร็จ หรือ Power of Visualization ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของผู้ประกอบการ และของบุคคลทั่วไป ที่ต้องประสบความสำเร็จในชีวิต SMEs

    เทคนิคเหล่านี้ เป็นหลักการที่เรียกว่า “Visualization” ซึ่งจะช่วยสร้างมโนภาพในลักษณะ “Positive Thinking” ให้เกิดกับท่าน และสร้างพลังแห่งการทุ่มเท ให้การดำเนินธุรกิจ หรือการดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่ของท่าน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกของการวางแผนเพื่อไปสู่ความสำเร็จ หรือ “Plan for Success”

  • เคล็ดลับการค้าขายของคนจีน

    การค้าขายแบบซื่อสัตย์ของชาวจีน

    จุดเด่นอย่างหนึ่งของชาวจีนสมัยก่อนในเรื่องทำการค้าคือ นอกจากจะต้องฉับไวแล้ว ต้องรักษาคุณธรรมด้วย คุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ที่มีมานานแสนนาน ชาวจีนส่วนใหญ่นมัสการกราบไหว้บูชาเทพเจ้า โดยเฉพาะเทพเจ้ากวนอู ซึงเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ชาวจีนสมัยก่อนทำการค้าโดยยึดหลักคุณธรรมความชื่อสัตย์ หรือที่เรียกว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” นั่นเอง หรือ “หมั่นรักษาความซื่อสัตย์ ให้เหมือนดั่งเม็ดเกลือที่รักษาความเค็ม” ชาวจีนสมัยก่อนถือว่าความชื่อลัตย์คือความดีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนผลดีไม่วันใดก็วันหนึ่ง

    ชาวจีนสมัยก่อนยึดถือคุณธรรมความซื่อสัตย์ในการค้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าลูกหลานจะได้รับการชื่นชมยินดีไปด้วย ชาวจีนได้รับความสำเร็จในการค้า ด้วยการวางแผนงานที่รอบคอบ มีการบริการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี อีกทั้งในแนวทางแห่งความเป็นนักคิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งนั่นก็เป็นบทสรุปที่ง่ายๆ ในการที่จะนำเอามาอ้างอิง ชาวจีนได้ทำการสืบต่อแนวทางแห่งความคิดกันในรูปแบบนี้มาได้จากการใช้วิสัยทัศน์ของตนเองในแต่ละบุคคล อย่างเช่น พ่อเลียนแบบปู่ และลูกก็เลียนแบบพ่ออีกทอดหนึ่ง

    จะเห็นได้ว่าการค้าขายของชาวจีนสมัยก่อนได้ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของการค้ากันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย กล่าวคือการยึดหลักการในแนวความคิด แบบอย่างเดียวกันที่ว่า ค้าขายกันโดยอาศัยแนวทางของคุณธรรมมาเป็นข้อกำหนด ค้าขายกันแบบพึงพาอาศัยกันไปไม่ใช่ต่างคนต่างขาย หากเปรียบเทียบในยุคนี้แล้ว การค้าในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายก็ตาม เขาจะไม่สนใจกัน ต่างคนต่างค้าขาย นานๆ ถึงจะมีการลดทิฐิบ้างก็ตอนที่ของขาดตลาด คนค้าขายในยุคนี้เมื่อจะหยิบยืมของกันก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าลักวันหนึ่งเขาจะมายืมเราบ้าง อีกทั้งคอยระแวงกันเอง เพราะต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง หากลูกค้ารู้จะไปซื้อร้านนั้น หรือกลัวว่าเขาเอาไป จะไปขายของตัดราคากัน

    ชาวจีนในอดีตที่ได้เข้ามาเปิดกิจการค้าขายกันในต่างแดน และนับคำกล่าวที่ว่าพวกเขาได้ค้าขายกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนั้น พวกเขาไม่ได้มีความคิดที่จะแก่งแย่งชิงลูกค้าซึ่งกันและกันเลย การหยิบยืมของจึงดูเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ความซื่อสัตย์ ไม่โอ้อวด พ่อค้าชาวจีนสมัยก่อนทุกคนไม่ว่าจะยึดอาชีพเดียวกัน หรือต่างกัน ทุกคนต่างล้วนระลึกอยู่เสมอว่า พวกเขามายืนหยัดอยู่ ณ จุดนี้เพื่ออะไร พวกเขาซึ่งเป็นชาวจีนด้วยกัน บางคนลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทุกคนไม่ต่างกันจากการเป็นพี่น้องเพื่อนพ้องร่วมชนชาติเดียวกัน และตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์ หลักการคุณธรรมเดียวกัน รักใคร่ปรองดองกัน

    การหาเงินของคนจีน

    ในโลกนี้มีวิธีการหาเงินมากมายหลายวิธี แต่ทุกๆ วิธีนั้นจะมีจุดร่วมกันอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะตกอยู่ในลถานการณ์แบบใด ชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถแก้ไข ดัดแปลงการค้าของตนให้ได้ตามกันไป เช่น เมื่อครั้งนั้าท่วมสมัยหลายปีก่อน ขาวจีนโพ้นทะเลก็จะนำเอาสิ่งของใช้ที่จำเป็นมาทำการค้าขาย กรณียุคเงินดอลลาร์สหรัฐวิกฤติชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนให้กลายเป็นหลักฐานที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น หรืออย่างในกรณีสงครามโลก ชาวจีนโพ้นทะเลเล็งเห็นว่าสินค้าต่างๆ ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องบริโภคปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ตามด้วยสินค้าอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

    หลายคนพูดว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นคนฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง ในขณะที่คนอื่นเดือดร้อน ซึ่งตามหลักความเป็นจริง ชาวจีนโพ้นทะเลไมได้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสภาวการณ์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกว่า เป็นการวางแนวความคิดในการช่วงชิงโอกาสทองด้วยปัญญาไหวพริบในโลกธุรกิจการค้า ที่ไม่ได้แข่งกันแต่กำไรอย่างเดียว พวกเขาต้องสร้างประสิทธิภาพ และชื่อเสียงในผลิตผลนั้นๆ ด้วยการลดต้นทุนจากการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อต้องการจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่ถูก เป็นการเอากำไรแต่น้อย เพื่อที่จะให้ลูกค้าได้มีการซื้อหาสินค้ามาเพื่อทำการทดลองใช้ ดังนั้นการที่จะกล่าวหาว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นพวกฉกฉวย หรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ฟังดูแล้วออกจะเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงกันเกินไป

    ชาวจีนโพ้นทะเลทำงานโดยยึดหลักรูปแบบของตนเอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการค้าในรูปแบบใหม่ ๆ แต่ชาวจีนโพ้นทะเลจะยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้ การเปลี่ยนอาชีพของชาวจีนโพ้นทะเลจะดูจากโอกาสวาระที่เห็นสมควร เช่น หากใครค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็จะพัฒนาเป็นร้านตัดเสื้อ ใครเคยเปิดร้านตัดผม ก็เปลี่ยนมาเปิดเปีนกิจการทำวิกผม ออกแบบทรงผมแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ใครเคยอยู่เบื้องหลังการปรุงอาหาร หรือเกี่ยวข้องกับตำราอาหาร ก็พัฒนาเปิดร้านขายอาหาร โดยการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นการพัฒนาไปเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต่อยอดของเดิมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

    เจ้าสัวจีนไม่เดินตามรอยเท้าผู้อื่น

    นักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จในการค้าขายไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจในชนชาติใด ๆ ก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีการละเลยปิดกั้นโอกาสทองของตัวเอง การจำหน่ายค้าขายสินค้ามากมายหลายชนิด มันเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ว่า สินค้าในชนิดไหนที่ขายดีกว่ากัน? การวิเคราะห์ในจุดนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์จากข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ ประกอบกับการใช้ วิจารณญาณในการออกสำรวจตลาดการค้าว่า ในขณะนี้ความต้องการของตลาดทางการค้านั้นต้องการอะไรกันบ้าง? การตามสภาวะของตลาดให้ทัน จึงเป็นเรื่องที่นักธุรกิจทุกคนต้องให้การเรียนรู้ ศึกษา และเจาะลึกกันลงไปในกลุ่มของผู้ซื้อให้ได้โดยละเอียด

    เจ้าสัวจีนทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเดินตามรอยเท้าของผู้อื่น หาได้ใช่นักค้าขายตัวจริงไม่ พวกเขามักที่จะชอบทำอะไรก่อนหน้าใคร ๆ คือ จะเป็นผู้บุกเบิกกันให้จงได้ แต่ทว่าถ้าเข้าตาจนกันจริงๆ เสือลำบากตัวนี้ก็จะ นำเอาความคิดของผู้อื่นมาเสริมเติมกันในส่วนที่คิดว่าดีเลิศ จากนั้นก็จะผสมผสานกันเข้ากับความคิดที่วิเศษสุดของตนเอง เมื่อความคิดที่ว่าดีเลิศกับความคิดที่วิเศษสุดมาเจอกัน ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะต้องเยี่ยมยอด ไม่มีความคิดของผู้ใดที่จะมาเทียบเทียมรัศมีได้ การไม่เดินตามรอยผู้อื่นจึง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำกันเป็นอย่างยิ่ง เจ้าสัวจีนจะไม่เดินตามรอยผู้อื่น หากแต่ว่าจะแกะรอยความคิดความอ่านที่เป็นเพียงบางส่วนของความคิดในด้านที่ดีเลิศจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทาบรัศมีรอยเท้าของผู้อื่นให้ได้ตรงตามขนาดที่เรียกได้ว่า พอดีเป็ะ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย อย่าได้เข้าใจกันไปแบบผิดๆ

    การค้าขายของคนจีนมีเครดิต และไม่จำเป็นอย่าให้มีหนี้สูญ

    ประโยคที่ลูกหนี้ไม่อยากได้ยินมากนัก ก็คือประโยคที่ว่า การเป็นหนี้ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องจ่าย เมื่อเราไปทวงหนี้ ถ้าผู้ที่เป็นลูกหนี้เกิดควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ก็อาจจะมีการแสดงความไม่พอใจกันออกมาให้เห็น บางทีโมโหเป็นการกลบเกลื่อน หรือเราในบานะเจ้าหนี้อาจจะถึงขนาดตัดขาดการติดต่อซื้อขายกันเป็นไปเลย เพราะเค้าอาจจะติดเงินเราไว้มาก ชาวจีนหลายต่อหลายคนครับ ที่อยู่ในสภาพของการเป็นลูกหนี้นั้น มักที่จะยึดคำพูดอยู่ในใจที่ว่า การเป็นหนี้ช้าหรือเราเร็วก็ต้องจ่าย เราก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินให้เจ้าหนี้อยู่วันยังค่ำ ซึ่งการผ่อนชำระหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการต่อรองกันในระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเครดิตไปมากกว่าเดิม

    แต่การชำระหนี้ในรูปแบบตังกล่าว เจ้าหนี้บางคนก็เห็นชอบด้วย ประมาณว่าก็ยังดี ดีกว่าไม่ยอมจ่ายเอาซะเลย หรือเจ้าหนี้บางรายก็อาจที่จะเกิดความไม่พอใจกับการที่ต้องชำระเงินเช่นกันในแบบนี้ โดยเขาอาจจะมีการโต้แย้งกลับออกมาว่า

    “เวลาลื้อหยิบยืมอั้ว เอาเงินก้อนใหญ่ไป แต่ครั้นพอเวลาจ่ายอั้ว กลับจ่ายกันเป็นเศษเงิน”

    อันนี้ก็ว่ากันไป นานาจิตตัง แล้วแต่ว่าใครจะมีความคิดเห็นกันอย่างไร เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่พูดได้ และมันก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เลยสักที บางทีเป็นญาติกันบ้าง เป็นเพื่อนกันบ้าง แต่ในอารมณ์ของเจ้าหนี้ น่าจะมีหลุดๆ กันบ้างตามประสามนุษย์ปุถุชนคนเดินดิน

    ซึ่งหนี้สินของคนเราส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการขอหยิบขอยืมทรัพย์กันมาใช้ก่อน อาจจะด้วยเงินหมุนไม่ทัน หรืออาจจะเกิดจากการเปิดบัญชีเครดิตทางการค้า ด้วยการนำสินค้าไปขายก่อนแล้วค่อยคิดผ่อนชำระเงินกันในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน น่าจะทราบกันเป็นพื้นฐาน

    ชาวจีนนั้นไม่ว่าพวกเขาจะตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ ก็จะไม่ยอมให้ตัวเองเสียเครดิตที่ตนที่ได้สร้างสมมาแล้วนั้น ต้องสูญเสียกันไปได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าได้ว่าไม่ยอมให้ชื่อเสียงของตัวเองต้องเสียลงไปในวันเดียว จะหามาจ่ายทันทีเมื่อถึงเวลาจ่าย หรือถ้าหากในกรณีไม่มีจ่ายจริงๆ ก็จะยอมขายทรัพย์สินอื่นๆ ที่ตัวเองมีอย่างเช่น สร้อยคอ นาฬิกา แหวนมีค่า เอาไปใช้หนี้ไปพลางๆ ก่อน และในกรณีที่พวกเขาไม่มีทรัพย์สินใดๆ เลย พวกเขาก็จะไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อนำเอาไปใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ ดูๆ ไปแล้วมันก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นดินพอกหางหมู ซึ่งเป็นการยืมต่อๆ กันไป แต่ด้วยความรักในพี่น้อง ชาวจีนทำได้ เพราะมันเป็นการรักษาเครดิตให้กับพี่ให้กับน้องกันเอาไว้ก่อนที่จะสูญสิ้นเครดิต

    กลับกันถ้าหากว่าชาวจีนอยู่ในฐานะของการเป็นเจ้าหนี้บ้าง พวกเขาจะมีหลักวิธีในการทวงหนี้ เพี่อพยายามไม่ให้เป็นหนี้สูญขึ้นมาได้ แต่ว่าขั้นตอนในการทวงหนี้ของพวกเขายังไม่เป็นการเปิดเผยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตามสไตน์ของแต่ละคน บางคนใจดี บางคนอารมณ์ร้อน บางคนต้องการเงินให้ได้

    ผู้ค้าหน้าใหม่บางคนให้เครดิตกับลูกค้าอย่างพร่ำเพรื่อ จนเป็นช่องโหว่ทำให้ผู้ค้าหน้าใหม่เกิดหนี้สินเพราะหมุนเงินไม่ทัน และตัวลูกค้าเองก็ยังคงไม่มีเงินที่จะนำมาจ่าย ผู้ค้าหน้าใหม่ก็คิดกันเพียงว่าจะปล่อยสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะความใหม่จึงต้องการกำไรให้ได้มากที่สุด ไม่เหมือนกับผู้ค้าหน้าเก่ายอมเอากำไรที่น้อยกว่าเพื่อให้เงินหมุนได้ทัน ดังนั้นในการคิดของผู้ค้าหน้าใหม่จึงเป็นสาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเป็นหนี้กันแบบงูกินหาง

    และที่ต้องระวังให้มากที่สุด คือการที่ผู้ค้าหน้าใหม่ปล่อยบัญชีให้กับลูกค้า โดยที่สินค้าของตนเองนั้นนำเข้ามาในสต๊อกแบบจ่ายเงินสด เนื่องจากว่าผู้ค้าหน้าใหม่ยังไม่ได้รับความเชื่อถือจากโรงงานในเรื่องของการเปิดบัญชีเครดิตให้นั่นเอง

    ชาวจีนที่มีความชำนาญในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจะมองดูลูกค้าที่เข้ามาหาแบบจับเสือมือเปล่า คือลูกค้าที่ชั่วโมงบินสูงในเรื่องการเล่นตุกติก ลูกค้าเงินเชื่อในแต่ละคนนั้นยากที่จะผ่านการตรวจสอบจากผู้ค้าชาวจีนที่มากไปด้วยประสบการณ์ได้ มันจึงดูเป็นการยากที่จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสินค้าไปโดยปราศจากความไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ลองสังเกตดูกันให้ดีๆ ถ้าไม่จำเป็นกันจริงๆ แล้ว ผู้ค้าชาวจีนจะไม่ยอมเป็นเจ้าหนี้ของใครโดยเด็ดขาด ขนาดร้านกาแฟ หรือร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่อยู่ในซอยแคบ ๆ ก็ยังมีการขึ้นป้ายบอกเอาไว้เลยว่า “กินวันนี้จ่ายวันนี้ งดเชื่อเบื่อทวง” หรือร้านขายของชำบางร้านที่ติดป้ายว่า “จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง”

    คติการค้าคนจีน ขยัน อดทน และขยับขยาย

    การประกอบอาชีพของชาวจีนกับคำว่า “ผู้ค้าที่มีคุณภาพ” จึงเป็นสิ่งที่จะต้องให้อยู่คู่กันมาโดยตลอด เป็นที่รู้ ๆ กันดีอยู่แล้วว่าชาวจีนนั้นมีความขยัน มีความอดทนอดกลั้นที่เป็นเลิศ ถ้าพวกเขาต้องการในสิ่งใดก็จะทำการเที่ยวเสาะแสวงหา ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้นจะต้องใช้ความยากลำบากในการเสาะแสวงหากันอย่างมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะว่าทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นมันมีความสำคัญกันเป็นอย่างยิ่ง

    พวกเขาจะต้อง พยายามสร้างสรรค์ทำความฝันให้ได้กลายเป็นจริง โดยการอดทนอดกลั้น ในการทำการติดต่อซื้อหากันมาให้จงได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็ตรงที่ว่าพวกเขาจะใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ตนเองมีอยู่ เป็นต้นว่าพูดชักจูงให้เกิดการยินยอม เพื่อที่จะให้เจ้าของได้งานในสิ่งของตังกล่าวให้ได้ และอีกอย่างพวกเขาก็จะใช้ความสามารถในการต่อรอง อย่างเช่นจะใช้การแลกของ โดยกำหนดให้ของที่นำเอาไปแลกนั้น จะต้องมีมูลค่าที่มากกว่าของที่ตนต้องการจะได้มา

    หลายคนก็อาจที่จะนึกเอะใจว่า แล้วมันคุ้มค่ากันหรือเปล่ากับการเสียเปรียบคนอื่นเขา? แต่ชาวจีนกลับคิดว่ามันเป็นการเสียเปรียบที่ทำให้ฝันของพวกตนเป็นจริง จะเรียกว่าเป็นการกล้าได้กล้าเสีย ก็คงจะไม่ผิดเพี้ยน

    เห็นไหมล่ะว่า สิ่งใด ๆ ก็ตามที่ใครคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะแสวงหามา พวกเขาก็จะต้องหามาให้จงได้ ยกเว้นในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะไม่ต้องบอกหรอกว่ามันเป็นอะไร

    ชาวจีนมักจะชอบ ขยับขยายกิจการของตนเองไปทีละนิดทีละน้อย ไม่ใช่ว่าจะต้องขยายกันออกไปแบบเร่งรัด รวดเร็ว และบทสุดท้ายก็จะต้องพบกับความผิดพลาดกันไปในที่สุด การขยับขยายกิจการกันแบบเร่งรัด เป็นการทำให้หลักทรัพย์ที่หามาได้ รวมทั้งเงินทุนสำรองที่ต้องมามีอันจมปลักอยู่กับที่ มันไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์ แต่มันเป็นการทำลายตนเองที่มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการรวดเร็วฉับไวเกินกว่าความจำเป็น หรือขาดความชำนาญในการที่จะไต่เต้าก้าวขึ้นบันไดได้ในชั้นสูง ๆ มันจะเป็นการทำให้ตนเองลื่นไถลตกลงมากระแทกลงพื้นดินในลักษณะแบบเดียวกันกับนกปีกหัก ยิ่งบินสูงและบินเร็วได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งตกลงมาจนทำให้ต้องเจ็บตัวได้มากขึ้นเท่านั้น

    ชาวจีนจะยึดถือแนวแห่งความคิดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพสูงออกมาโดยที่ไม่ต้องเกี่ยงงานกัน ยึดถือเอาหลักสำคัญของความเป็นญาติมิตร เพื่อนพ้องในอุดมการณ์เดียวกันมาเป็นหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ว่าใครที่ได้ดีกว่า แล้วเกิดความอิจฉาริษยาแกมหมั่นไส้ ชาวจีนมืความคิดในการที่จะผลักดันซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนจุนเจือกันมาโดยตลอดจนกลายเป็นอุปนิสัยส่วนตัวกันไปโดยตลอด และนั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี สมควรอยู่แล้วมิใช่หรือกับการกระทำที่น่าให้การยกย่องสรรเสริญกันไปในรูปแบบนี้

    การสนทนากันของนักธุรกิจจีนเป็นอย่างไร

    ข่าวสารที่แน่นอน และละเอียด ที่มีความเป็นจริงทุกๆ กระเบียดนิ้ว ไม่มีการสอดแทรกด้วยข่าวลือ หรือข่าวที่ทำให้ผู้อื่นต้องได้รับความเสียหาย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ข่าวสารที่เที่ยงตรงนั้นถือเป็นอาหารอันโอชารสของนักธุรกิจทั้งหลาย ไม่ว่าเขาเหล่านี้จะเป็นชนชาติใดๆ ก็ตาม ข่าวสารที่มีความกระจ่างชัด และได้ผ่านจากการกลั่นกรองกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจทุกคนต่างก็ล้วนมีความต้องการอยากได้มาเป็นข้อมูลด้วยกันทั้งน้น ขออย่างเดียวคือ ข่าวที่ได้มาจะต้องเป็นข่าวที่ให้ความเชื่อถือได้ไม่ใช่ข่าวลวง

    แต่จะว่ากันไปแล้วจะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าข่าวสารใดเป็นข่าวที่ถูกต้อง และข่าวสารใดที่เป็นข่าวถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง

    เจ้าสัวจีนจะมีความคิดอ่านอยู่อย่างหนึ่งที่ดูออกจะสอดคล้องกันก็ตรงที่ว่า เมือได้มาถึงแหล่งที่มาของข่าวสารแล้ว จะทำการวิเคราะห์กันว่าแหล่งข่าวนั้นเชื่อถือได้เลยหรือไม่? ถ้าหากว่าแหล่งที่มาของข่าวนั้นไม่เป็นที่น่าให้ความเชื่อถือ ก็จะไม่เก็บเอาข่าวสารนั้นมาทำให้การดำเนินงานในแต่ละครั้งต้องเกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้พวกเขาก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบกันเป็นอย่างดีให้แน่นอนเสียก่อนว่า ข่าวสารต่างๆ ที่ได้มาเหล่านั้นจะเป็นข่าวจริงๆ หรือเป็นข่าวที่ปราศจากข้อมูลแห่งความเป็นจริง

    เจ้าสัวจีนทุกคนรู้ดีแล้วว่า แหล่งข่าวสารต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากคำพูดและการกระทำของคน และจากจุดตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขาชอบที่จะหาโอกาสพบปะและพูดคุยกัน โดยการหยิบยกเอาปัญหาต่างๆ มาเล่าบรรยายสู่กันฟัง คนจีนมักชอบแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่อย่างนี้มาข้านานแล้วสีบทอดต่อๆ กันมาจนถึงในยุครุ่นของลูกหลาน พวกเขาชอบที่จะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เป็นอย่างอื่น จากนั้นก็จะเอาข้อมูลมาทำการจับประเด็นวิเคราะห์ และใช้วิจารณญาณในการคิดคำนึงกันถึงในส่วนที่มันจะเป็นไปได้

    หัวข้อเรื่องส่วน ใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องราวของการค้าการขาย รองลงมาก็คือ เรื่องราวของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องลัพเพเหระต่างๆ ในขณะ ที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ลองจับใจความแล้วเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้มีความลับปกปิดอะไรกันเลย ใครไม่รู้จะคิดว่าพวกเขาชอบคุยโวโอ้อวด แต่ที่จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขาเพียงเพื่อต้องการที่จะส่งข่าวคราวของการดำเนินงานต่อกัน มันไม่ใช่เป็นการคุยโวโอ้อวดหรือไม่ใช่เป็นการคุยโม้ แต่มันเป็นการเสนอเรื่องราวที่ดีๆ พอที่จะให้ดูสนทนาเก็บเอาไปใช้เป็นบทเรียน หรือเป็นแบบอย่างในการดำเนินงานกันในครั้งต่อๆ ไปในภายภาคหน้า

    ส่วนใหญ่แล้วชาวจีนเวลาที่พวกเขาได้มาพบปะสังสรรค์ หรือพูดคุยกันในระหว่างพรรคพวกเดียวกัน ลองสังเกตดูให้ดีๆ พวกเขาจะไม่มีความลับต่อกันเลย ทุกอย่างที่ต้องแสดงออกมานั้น ดูเป็นการโจ่งแจ้งเปิดเผย มันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ต้องคิดว่าทำไมหนอพวกเขาถึงยอมเผื่อแผ่กันได้ถึงเพียงนี้? ตอบกันจนเป็นที่กระจ่างชัดได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า

    “พวกเราลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ใจคอต้องหนักแน่นเข้าไว้ พวกเราจะไม่ทำร้ายกันเองโดยเด็ดขาด นอกจากนำเสนอ ความคิดของตัวเราเอง เพื่อที่จะสร้างตำนานแห่งการค้าให้มันยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลก และพวกเราก็พร้อมแล้วที่จะก้าวเดินต่อไป และก้าวเดินไปอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยให้คงเอาไว้ซึงความเป็นมิตรภาพแห่งเพื่อนพ้องที่ดีต่อกัน”

    เจตนารมณ์ทุกอย่างนั้นจะยังความยืนหยัดอยู่บน อุดมการณ์เดียวกันมาโดยตลอดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากว่าชาวจีนมีโอกาสที่จะเปิดฉากสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนนอก แน่่นอนล่ะการสนทนานั้นก็จะเกิดขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามกันเพียงอย่างเดียว คู่สนทนาของชาวจีนยิ่งพูดออกมามากเท่าใด ความลับของพวกเขา ก็จะถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเท่านั้น พ่อค้าชาวจีนจะนึ่งฟังเพียงอย่างเดียว และก็อาจที่จะมีการพูดคุยโต้ตอบกลับไปบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้คู่สนทนานั้นเกิดความกังขา จนทำให้จับไต้ และเกิดการหยุดชะงัก เพราะถ้าหากว่าคู่สนทนาหยุดชะงักคำพูดหรือเกิดการลังเลในการที่จะพูดคุยต่อ ซึ่งนั่นก็ย่อมที่จะต้องหมายความถึง การหยุดส่งข่าวสารของเขานั่นเอง เรื่องแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าชาวจีนส่วนใหญ่รู้กันเป็นอย่างดี

    เคล็ดลับการค้าจีน ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว

    การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและฉับพลัน อีกทั้งยังไม่เป็นการทำให้ตนเองนั้นต้องตกจากอานม้า นักธุรกิจที่มองการณ์ไกลจะหยั่งรู้ได้เลยในทันทีว่า โอกาสทองในช่วงนั้นเหมาะสมหรือไม่ ที่จะไขว่คว้าเอาไว้ หรืออาจจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปตามกระแสลมอย่างหน้าตาเฉย พ่อค้ามือฉมังจะใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบายได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครๆ

    การรีบไขว่คว้าโอกาสทอง ไม่เพียงแต่ใช้ความฉับไวกันแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่ต้องคำนึงกันให้มากที่สุดก็คือ โอกาสทองที่ได้ก้าวเข้ามาเยือนถึงถิ่น โดยเฉพาะการเข้ามาในขณะที่ผู้ค้าคนนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะการณ์ฉุกเฉิน จึงถือเป็นการหลอกล่ออย่างหนึ่ง หลอกล่อเพื่อที่จะให้หลงดีใจ แล้วรีบไขว่คว้าโอกาสทองนั้นกันไว้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจอมปลอม เป็นการเย้ายวนล่อใจจากแผนการของคู่แข่งที่อยู่ในฝั่งตรงข้าม ใช่แล้วถ้าหากว่าผู้ค้าคนนั้นขาดความยั้งคิด บวกกับสภาวะฉุกเฉินของกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ จะรีบไขว่คว้าเอาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ตอนนี้ก็เท่ากับว่าผู้ค้าดวงตกคนนั้น ต้องมาติดบ่วงของนายพรานล่าเนื้อกันอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลยจรีงๆ ดังประโยคทองที่ว่า “ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว”

    ชาวจีนถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เป็นเสือลำบากที่จนมุมไม่มีทางไป ก็จะไม่ยอมปลดปล่อยให้จิตวิญญาณต้องตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตากันไปได้อย่างเด็ดขาด ดังคำกล่าวที่ว่า “หมดหนทางต่อสู้ ประตูทางออกถูกปิดตาย ก็จะขอเอาพลังแห่งความคิดมางัดข้อกับสิ่งเลวร้ายที่มันกำลังสุมรุมคุกคามอยู่” ชาวจีนดั้งเดิมไม่ใช่ว่าจะต้องเก่งกล้าไปชะหมดทุกเรื่อง ที่น่าแปลกคนเราก็มีสองมือ สองเท้า หนึ่งความคิดเหมือนกันทุกคน แต่ความคิดอ่านของชาวจีนทำไมถึงได้กว้างยาวและไกลกันนัก?

    พวกเขาคิดกันได้อย่างไร? โอกาสทองมันเป็นโอกาสทองของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นน่ะหรือ? มืหลายคนคิดเช่นนั้น ซึ่งอันที่จรืงแล้วมันไม่ได้ เป็นเช่นนั้น โอกาสทองเป็นของทุกคนแต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นช่องทาง ที่จะเข้าถึงโอกาสกันในแต่ละครั้ง ชาวจีนมีการเล็งเห็นถึงช่องทางที่ จะเข้าถึงโอกาสทองกันในทุกครั้งที่มืจังหวะ ช่องทางที่เปิดให้ได้ก้าวเดินเข้าไป เพื่อจะแสวงหาในผลประโยชน์ ตอนนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าใครสามารถที่จะไขว่คว้าเอาโอกาสทองนั้นมาไว้ในอุ้งมือได้มากน้อยแค่ไหน? และทำได้อย่างไร?

    การกระจายการลงทุนของชาวจีน

    การค้าการขายนั้นมันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงกันได้อยู่ตลอดเวลา มีได้ก็ต้องมีเสีย และมีเสียก็ต้องมีได้ ได้กับเสียจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ใช่เป็นเรื่องราวที่มันใหญ่โต ดังนั้นการที่ชาวจีนจะคิดทำการค้ากันในแต่ละครั้ง พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้หวังเพียงแต่จะต้องได้อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีการเผื่อในส่วนที่เสียกันเอาไว้ด้วย เพราะถ้าหากว่าเกิดการผิดพลาดกันขึ้นมาครั้งคราใด ก็จะได้หาหนทางแก้ไขกันได้อย่างทันท่วงที

    ชาวจีนจะมีความคิดอยู่ในรูปแบบอย่างเดียวกันตรงที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะพยายามหาหนทางในการที่จะกระจายทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การกระจายทรัพย์สินของพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่ดูจะสำคัญยิ่ง อย่างเช่น ชาวจีนจะนำเอาทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปลงทุน เพื่อที่จะทำการค้าอีกอย่างหนึ่ง โดยอาจจะเข้าหุ้นกันกับพรรคพวก หรือทำการค้าส่วนตัวก็สุดแล้วแต่ และบางคนก็จะนำเอาทรัพย์สินไปซื้อหุ้นกัน แต่ในกรณีเช่นนี้พวกเขาต้องมีความมั่นใจกันเป็นอย่างดีแล้วว่าหุ้นที่ซื้อมาแล้วนั้นจะต้องไม่มีวันร่วง ตกหล่น หรืออาจจะมีการนำเอาทรัพย์สินมาซื้อที่ดิน เพื่อจะมาซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว แล้วจัดแจงตกแต่งให้แลดูสวยสดงดงามตา เป็นวิมานในฝันที่น่าอยู่ จากนั้นก็จะปล่อยให้เช่า แล้วก็เก็บค่าเช่ากันเป็นรายเดือน เข้าทำนองที่ว่า “เสือนอนกิน” นอนรอให้มีคนเดินเข้ามาอย่างเดียวก็เพียงพอ

    แต่จะอย่างไรก็ตามในการกระจายทรัพย์สินของชาวจีน พวกเขาจะต้องเล็งเห็นกันมาจนเป็นอย่างดีแล้วว่าการนำเอาทรัพย์สินไปทำอะไรก็ตาม จะต้องมองกันให้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งกันไปเลยว่า สิ่งที่พวกเขาได้ลงทุนไปนั้นจะต้องไม่เป็นการสูญเปล่า ถ้าหากว่าไม่เห็นผลกำไรอย่างน้อยๆ กิจะต้องเสมอตัว ถือว่าวิธีการในลักษณะเช่นนี้เป็นการนำเอาเงินไปต่อเงิน ความหมายนั้นก็คือ การนำเอาเงินไปปันผลกันในส่วนอื่นๆ เป็นการกระจายทรัพย์สินออกไปเพื่อให้ได้ถึงคุณค่า ยังดีกว่าปล่อยให้เงินจมปลักอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้มีผลประโยชน์อันใดงอกเงยกันขึ้นมาเลย

    แต่ยังมีชาวจีนส่วนหนึ่งซึ่งยังมีความคิดเป็นอื่นที่มากไปกว่าการเก็งกำไรกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว ถ้าหากว่าไม่มีใครตามติดต่อขอซื้อ หรือขอเช่า พวกเขาก็จะเก็บเอาไว้ในยามที่ตัวเองเกิดภาวะฉุกเฉิน เป็นการวางหมากเพื่อเอาไว้ใช้ยามที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ พวกเขามองว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมกันเอาไว้นั่นเอง

    ทำไมชาวจีนสมัยก่อนคาดคะเนเรื่องการค้าได้อย่างแม่นยำ

    หลายคนมักที่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบน่าที่จะไปยึดอาชีพเป็นซินแสหมอดู คอยทำนายทายทักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่มัน ยังไม่ได้เกิดขึ้น

    เข้าใจว่าถ้าทำได้แบบนี้หรือยึดอาชีพดังกล่าวนี้กันจริงๆ คงได้มีชาวจีนในรุ่นใหม่ๆ ยึดอาชีพนี้กันเป็นว่าเล่น แต่ก็มีอยู่อีกหลายต่อหลายคนที่ได้กล่าวกันมาด้วยว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนมีความสามารถในการคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ นานากันได้เป็นอย่างดี เผลอๆ เก่งกว่าซินแสหมอดูทั้งหลายซะอีก

    การหยั่งรู้อนาคตได้ล่วงหน้าและยังคาดเดาเหตุการณ์กันได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น มันเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เชื่อไหมล่ะว่า เรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้พวกเขาขำกลิ้ง กันแล้ว มันยังทำให้พวกเขากระหยิ่มยิ้มย่อง คิดไม่ถึงว่าชาวโลกจะมองพวกเขาเป็นเช่นนั้นจริงๆ

    น่าแปลกแท้ๆ ที่คนธรรมดาอยู่ๆ ก็ได้ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นซินแสเป็นผู้วิเศษ แถมยังมีญาณทิพย์อีกต่างหาก ความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ การคาดเดาเหตุการณ์กันได้ อย่างทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นจากการใช้วิจารณญาณการวิเคราะห์กันถึงเรื่องราวต่างๆ ผนวกเข้ากับความคิดที่มันควรจะเป็นไปได้โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา จึงสามารถที่จะคาดหมาย และเดาเหตุการณ์ล่วงหน้ากันได้ และอีกอย่างพวกชาวจีนในยุคสมัยก่อนนั้นจะแสวงหารวบรวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่มันได้ผ่านพ้นไปแล้ว พวกเขาจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านี้ โดยการนำเอามาบันทึกเป็นข้อมูลกึ่งตำราแห่งบทเรียนการค้ากันเลยทีเดียว

    การดำเนินชีวิตทางการค้าของชาวจีน

    ในแต่ละก้าวของชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม และความมุมานะในการดำเนินชีวิต จำเปินต้องใช้ความสามารถ การดำเนินชีวิตจะอาศัยความเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ ชาวจีนโพ้นทะเลยังได้อาศัยหลักโดยยึดแบบอย่างของเทพเจ้าที่ตนบูชา เข้ามาเพื่อช่วยประกอบอาชีพให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้ากวนอู (เทพเจ้าแห่งความชื่อสัตย์) เทพเจ้าฮก ลก ซิ่ว (ตัวแทนของการดำเนินชีวิต 3 รูปแบบ) และเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือที่ชาวจีนเรียกก้นว่า “ไฉ่ซิ้งเอี้ย” เปีนต้น การอาศัยหลักการของเทพ เจ้าในการดำเนินชีวิตและการงาน จึงเป็นเรื่องของการมีความเชื่อถือส่วนบุคคล การนับถือเทพเจ้าถือเป็นเรื่องดี กล่าวคือทำให้รูสิกเติมเต็มความเชื่อมั่นในการทำงาน มีกำลังใจ ประกอบกับมีคุณธรรม

    ปัญหาอีกนานัปการถ้าหากรู้จักควบคุมทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ด้วยดี ชาวจีนโพ้นทะเลมีลักษณะเช่นนี้สืบทอดต่อกันมานาน การเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์เป็นของธรรมดา คนเก่งกว่าย่อมเป็นครู ก้าวแรกของบันไดแห่งความสำเร็จจึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องอาศัยความสามารถ ความสุชุมรอบคอบ รู้จักควบคุมจังหวะในการก้าวเดินขึ้นไปแบบช้าๆ ไมรีบร้อน หากรีบเร่ง ไม่รู้จักควบคุมจังหวะ ก็ไม่ต่างจากคนที่ขาดสติ สติจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคนผู้นั้นขาดสติ ย่อมขาดความรับผิดชอบ ซึ่งอาจนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่คนรอบข้าง ชาวจีนโพ้นทะเลจีงมีสุภาษิตว่า

    “ทุกจังหวะในการก้าวเท้าเดิน ไม่ว่าจะเร็วหรอช้า จะเดินขึ้นหรือเดินลง หากขาดการควบคุมจังหวะ ย่อมทำให้สะดุด แทนทีจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ กลับต้องสะดุดหยุดชะงัก แบบไม่น่าจะให้เกิดขึ้นเลย”

    วิธีการค้าขายกับคนหมู่มากแบบเจ้าสัวจีน

    “โอกาสทองกำลังจะหลุดลอยไป ถ้าหากยังมัวเอาความกังวลใจมาคล้องคอไว้” เป็นคำเตือนว่าจะมัวมาวิตกหรือกังวลใจทำไม ในเมื่อโอกาสทองอยู่เพียงแค่เอื้อมแล้ว คำกล่าวนี้จึงดูมีค่าและเป็นที่ยอมรับกันของเจ้าสัวชาวจีนโดยทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างกำลังใจให้ฮึกเหิมเตรียมพร้อมต่อไป ไม่ใช่มานั่งกอดเข่า สายตามองไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ความคิดในการที่จะไขว่คว้าหาทางที่จะสอยโอกาสลงมาเพื่อปรับปรุงนั้น ยังไม่สายเกินไปนัก

    จงระลึกอยู่เสมอว่า “ตั้งต้นในเวลานื้ เริ่มต้น กันในวินาทีนี้ มันก็ยังจะดีเสียกว่านอนเอามือก่ายหน้าผาก หรือนั่งกอดเข่ารออัศวินม้าขาวมาช่วย”

    กระแสความต้องการของคนหมู่มากนั้น จะมีอยู่ในช่วงของระยะเวลาเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น กับคำพูดที่ว่า “เห่อของใหม่” ความต้องการของคนหมู่มากจะมีมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่ามีผู้ให้การตอบสนอง หรือมีผู้รู้ใจ รู้ว่าพวกเค้าทั้งหมดอยากได้อะไร ต้องการอะไร ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าชาวต่างประเทศได้ทำการค้าแบบสวนกระแส โดยหารู้ไม่ว่าตนเองนั้นได้เดินหมากผิดรูปแบบกันไปซะแล้ว การค้ากันในรูปลักษณะที่ว่าสวนกระแสนั้น จะกระทำกันได้ก็ต่อเมื่อ สินค้าเป็นชนิดเดียวกัน เกรดเดียวกัน แต่ราคาของเราจะต้องถูกกว่าในท้องตลาด จึงเรียกได้ว่าเป็นการค้าขายแบบสวนกระแส แต่ทว่าการค้าแบบนี้เป็นการขายของไม่ทันตามยุคสมัย ขายกันตามความพอใจในรูปแบบของตนเอง ใช้ตนเองเป็นหลักในการกำหนดรูปแบบสินค้า โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของคนทั่วไป

    ที่มีการกล่าวกันว่ากระแสความต้องการของคนหมู่มากมีระยะเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอขยายความเพื่อให้ได้เข้าใจกันต่อไปดังนี้ ความต้องการของคนหมู่มากนั้นเป็นความต้องการที่ไม่คงที่ กล่าวคือ พวกเขามีความต้องการกันในแบบที่ไม่เป็นการถาวรหรือไม่ตายตัว คือ เมื่อมีของที่ใหม่กว่า พวกเขาก็จะลืมของเดิมๆ และเมื่อใดที่มีของใหม่กว่า ของใหม่ที่มีมาก่อนก็กลายเป็นของเก่าไปโดยปริยาย

    ดังนั้นเหล่าเจ้าสัวจีนจึงจับจุดการค้ากับคนหมู่มากว่า มีความต้องการสินค้าในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เจ้าสัวจีนจึงมีแนวความคิดในเชิงการค้าว่าจะไม่มีการกักตุนสินค้า ค้าขายกันแบบหมดแล้วค่อยหามาเพิ่ม และการหามาเพิ่มในครั้งต่อไปนั้น ก็ใช่ว่าจะต้องหามาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม น้อยกว่าเดิม หรือเท่าเดิม ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ว่าความสนใจของมหาชน มันถึงเวลาของจุดอิ่มตัวกันแล้วหรือยัง จะเสี่ยงต่อไปดีไหม หรือว่าจะหยุดเพียงเท่านี้ ชาวจีนโพ้นทะเลจะมีการวิเคราะห์ไปถึงการหาข้อผูลที่น่าจะเป็นไปได้ของความต้องการจากความต้องการของคนหมู่มากในแต่ละครั้ง จนทำให้ผลผลิตเหล่านั้นเป็นที่น่าพึงพอใจกับความต้องการของคนทั่วไป นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าเป็นการค้าขายกันตามกระแสความต้องการของคนหมู่มากโดยแท้จริง

  • 10 ข้อดีของการทำธุรกิจ ที่คนไม่ได้ทำธุรกิจไม่รู้

    ธุรกิจคือสิ่งที่ช่วยให้ทุกๆคนที่ต้องการเติบโตและมีความฝันนั้นสามารถสร้างตนเองและฐานะขึ้นมาจนกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะทำธุรกิจ และยังไม่รู้หรือว่าไม่แน่ใจว่าธุรกิจนั้นจะสามารถสร้างสรรค์อะไรให้เกิดขึ้นกับชีวิตคุณได้แล้ว บทความชิ้นนี้จะขอเป็นแนวทางในการนำพาคุณนั้นไปทำความรู้จัก และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจ และประโยชน์ของธุรกิจเพิ่มมากขึ้นครับ

    1.ทำให้เรากล้าที่จะฝัน

    หากในโลกนี้ไม่มีธุรกิจแล้ว เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้อย่างแน่นอน หากเราต้องเป็นคนธรรมดา แต่ต้องการพัฒนารายได้ของเราให้เติบโตขึ้นแล้ว แต่ไม่มีธุรกิจ สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้เรานั้นไม่กล้าที่จะมีความฝันบนเส้นทางนี้ ดังนั้นประโยชน์ของธุรกิจข้อแรกคือการทำให้เรากล้าที่จะฝัน กล้าที่จะบินออกไปให้กลายเป็นคนที่ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่านั่นเอง

    2.ช่วยหารายได้เสริมเพิ่มเติม

    ประโยชน์ของธุรกิจประการที่สองคือ หากคุณเคยทำงานประจำอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นมากคุณอยู่เสมอคือในเรื่องของรายได้ที่เป็นแบบเดือนชนเดือน หรือรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งการมีเพดานรายได้นั้นไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงในการทำงาน และทำให้คุณไม่สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ธุรกิจจะช่วยทำให้คุณมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง และมากเท่าที่คุณนั้นต้องการได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเอง

    3.ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงอิสรภาพทางการเงินได้

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากและธุรกิจจัดเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะนำพาเรานั้นมาถึงจุดๆนี้ได้อย่างเหลือเชื่อ ประโยชน์ของธุรกิจคือเมื่อมันสามารถทำเงินให้กับคุณได้มากแล้ว มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่คุณมีรายได้เข้ามาโดยที่ไม่ต้องทำงานแล้ว นั่นแหละจะเป็นตัวบอกว่าคุณสามารถมาถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ได้แล้ว

    4.ช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้น

    คุณอาจเคยได้ยินว่าคนที่ทำธุรกิจ มักไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว แต่อาจลืมหันมามองว่า คนธรรมดาที่ทำงานแบบกินเงินเดือนนี่ล่ะครับ ที่ไม่มีเวลาในการดูแลครอบครัวเหมือนกัน เพราะเวลาส่วนที่เหลือนั้นคุณจะต้องมอบให้กับนายจ้างของคุณ และเขาอาจให้คุณทำงานมากกว่าวันละ 8-10 ชั่วโมงเลยนะครับ แต่ถ้าคุณทำธุรกิจ แม้ว่าคุณอาจต้องทำงานตลอดทั้งวัน แต่ธุรกิจสามารถบอกให้คุณหยุดพักได้ตามต้องการ ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดแต่อย่างใด

    5.ธุรกิจช่วยให้คุณไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกังวล

    ในต่างประเทศมีเรื่องราวให้คุณนั้นได้เรียนรู้มากมาย และเป็นเรื่องแปลกว่าเมื่อมนุษย์เริ่มออกเดินทาง ก็มีเรื่องราวต่างๆมากมายให้มนุษย์นั้นได้ทำการศึกษาได้ทำการเรียนรู้ แน่นอนว่าประสบการณ์แห่งชีวิตข้อนี้ต้องใช้เงิน และถ้าคุณมีเงิน สิ่งนี้จะสามารถประคับประคองคุณให้คุณสามารถไปเที่ยวได้ และเงินมาจากไหนละ แน่นอน ทำธุรกิจสิครับ

    6.ธุรกิจช่วยให้คุณรู้ศักยภาพของตนเอง

    ภายหลังจากที่คุณนั้นเรียนหนังสือมา ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า คุณมีความเก่งเท่าใด เพราะดีที่สุดคือการเปิดดูสมุดพกของคุณเท่านั้นเพื่อตรวจสอบและดูว่าคุณมีความเก่ง หรือเป็นคนอ่อนในเรื่องใด แน่นอนว่าเมื่อคุณก้าวออกมาสู่โลกของธุรกิจ ธุรกิจจะเป็นตัวบอกคุณถึงการแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าและศักยภาพในตัวคุณมีมากน้อยหรือไม่อย่างไร อยากรู้ศักยภาพของตนเองต้องทำธุรกิจนะครับ

    7.ธุรกิจช่วยให้คุณเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น

    คนที่ออกมาทำธุรกิจทุกคนนั้น ชีวิตอาจไม่ได้โรยด้วยกุหลาบหรอกครับ ไม่มีความสำเร็จแบบอายุน้อยร้อยล้าน หรือมาทำงานแค่ปีหรือสองปีแล้วสำเร็จ มันเป็นนิยายหลอกเด็กครับ ชีวิตและหนทางในการเติบโตในทางธุรกิจนั้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน และอาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นประโยชน์ของธุรกิจข้อนี้คือ ธุรกิจจะช่วยให้คุณเรียนรู้ชีวิตของคุณมากยิ่งขึ้นและทำให้ประสบการณ์ของเราจะเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆได้เป็นแรงบันดาลใจต่อไป

    8.ธุรกิจช่วยให้คุณภูมิใจในชีวิต

    เชื่อไหม หากคุณจะต้องนึกย้อนกลับไปว่าชีวิตที่เราเกิดมานั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่เราทำออกมาแล้ว ควรที่จะมีความภาคภูมิใจ หากมีเรื่องอะไรแล้วล่ะก็ ผู้เขียนขอนึกถึงเรื่องของการทำธุรกิจครับ อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วว่า หากคุณทำธุรกิจและประสบความสำเร็จ เรื่องราวของคุณจะถูกเล่าต่อๆกันไปในครอบครัว กลายเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจ และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นอยากภูมิใจในชีวิต อย่าลืมทำธุรกิจ

    9.ธุรกิจที่ดีจะช่วยให้เราทำเป้าหมายของชีวิตได้

    เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมไปเสียหน่อย แต่ผู้เขียนต้องการบอกกับเราว่า หากคุณสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้ว คุณสามารถใช้ช่วงเวลาที่เหลือนั้นในการสร้างสรรค์เป้าหมายของเราได้ เช่นการให้เวลากับตนเองในการไปปฏิบัติธรรม หรือการให้เวลากับตนเองในการช่วยเหลือสังคมเป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่เราได้เกิดมาเลย

    สรุป

    ประโยชน์ของธุรกิจนั้นยังมีอีกมากมายหลายข้อ ยากที่จะเขียนให้หมดและครบถ้วน แต่ถ้าสรุปออกมาแล้วก็คือ ขอเพียงแค่คุณนั้นมีเวลาและมีโอกาสในการลองมาศึกษาเรื่องราวของธุรกิจและลงมือทำดูสักครั้ง ผู้เขียนเชื่อว่ามั่นว่าคุณต้องประสบแต่ความสำเร็จและเรื่องดีๆอีกมากมายอย่างแน่นอน ลองมาลุยในธุรกิจกันครับ

  • หลักการตั้งชื่อบริษัท ตั้งชื่อบริษัทอะไรดี

    หลายๆ คนเมื่อจะตั้งบริษัท จะหนักใจกับการตั้งชื่อบริษัทอย่างไรดี ไม่แพ้กับนั่งกลุ้มใจเรื่องการตลาดเลยทีเดียว การตั้งชื่อบริษัทที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณดูแตกต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจ และยังช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับบริษัทได้อีกด้วย ถึงแม้ชื่อบริษัทอาจจะไม่ได้มีผลโดยตรงกับการทำงานของบริษัท หรือเพิ่มยอดขายของคุณ แต่เราก็ควรพิจารณาหลัการต่อไปนี้ เมื่อเริ่มคิดจะตั้งชื่อบริษัท เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ

    ให้ความสำคัญกับชื่อบริษัท

    การตั้งชื่อบริษัท หรือสินค้านั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะคนอื่นจะรู้จักสินค้าคุณ ก็มาจากชื่อบริษัท หรือชื่อสินค้านี่แหล่ะ เหมือนคนต้องมีชื่อ และมันจะเป็นชื่อที่คุณจะต้องใช้ในการทำการตลาดด้วย ชื่อบริษัทมีผลต่อภาพลักษณ์และจุดยืนในตลาด ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ นะครับ

    หลีกเลี่ยงการเล่นคำจำยากในชื่อ

    การเล่นคำมากไป หรือใช้คำแผลงๆ อาจจะทำให้ลูกค้าจำยาก การใช้คำที่ผวนได้จะส่งผลในด้านลบต่อศีลธรรมอันดีงาม และอาจโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ ควรตั้งสั้นๆ กระชับได้ใจความจะดีกว่าครับ หรือเราอาจจะให้คนอื่นช่วยอ่านออกเสียง หากอยากใช้ชื่อบริษัทที่แปลกๆ หรือใช้ภาษาท้องถิ่น ลองให้คนอื่นอ่านออกเสียงดูว่า เขาได้อ่านง่ายหรือออกเสียงถูกหรือไม่ ชื่อบริษัทที่ดีนอกจากสื่อความหมายได้ดีมีเอกลักษณ์แล้ว ยังต้องสามารถทำการสะกดและเขียนได้ง่ายอีกด้วย เพราะหลายครั้งชื่อที่ทำการเขียนและสะกดยากมักจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้อยู่บ่อยครั้ง เช่น การทำเอกสารติดต่อต่างๆ การทำสัญญากรซื้อขายกับกิจการที่เป็นคู่ค้าของทางบริษัท รวมถึงการเขียนเช็คสั่งจ่ายมายังบริษัทของเราด้วยเพราะอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เช่น บริษัทล้านนา กับบริษัทลานนา มีการอ่านออกเสียงที่เหมือนกันมาก จนบางทีแทบจะออกเสียงเหมือนกันอาจสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ นอกจากนี้แล้วยังอาจมีปัญหาในการนำชื่อไปจัดทำเว็บไซต์ของทางบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยเพราะไม่รู้จะสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไรอีกต่างหาก

    ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรย่อ

    การใช้ตัวอักษรย่อให้กับชื่อบริษัท อาจจะทำให้การโฆษณา หรือสื่อสารง่ายขึ้น แต่ในบริษัทขนาดเล็กคงไม่มีกำลังทางด้านการเงินมากพอที่จะคอยบอกกลุ่มเป้าหมายว่าชื่อบริษัทนี้มีความหมายอย่างไร ดังนั้นให้ใช้ชื่อเต็มที่ไม่ต้องยาวนักจะดีกว่า เพื่อให้เกิดการจำได้ในตอนแรกก่อนครับ

    เน้นชื่อให้มีจุดเด่น

    คุณสามารถตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการของคุณที่คิดว่าเด่นเป็นจุดขายให้บริษัท คิดง่ายๆ ว่า “บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะเท่านั้นที่ลูกค้าต้องการ” เช่น ทำธุรกิจคาร์แคร์ ก็อาจจะใช้ช

    ไม่ควรใช้ชื่อให้ใกล้เคียงบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

    ตัวอย่างเช่น กรณีของนาย Victor Moseley ที่เมืองอลิซาเบท รัฐเคนตักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้ชื่อ Victor’s Secret เป็นชื่อร้านขายของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ และชุดชั้นในสตรี เมื่อฝ่ายกฏหมายของ Victoria’s Secret ร้านชุดชั้นในสตรีชื่อดังของสหรัฐ พบเข้าจึงได้ยื่นหนังสือฟ้องร้านของนาย Victor ในข้อหาละเมิดชื่อบริษัท แม้เขาจะรีบเปลี่ยนชื่อเป็น Victor’s Little Secret ก็ยังโดน Victoria’s Secret ฟ้องอยู่ดี เพราะถึงจะเปลี่ยนแล้ว ชื่อก็ยังใกล้เคียงกันอยู่มาก ทางที่ดีเลี่ยงนะครับ เรามาสร้างแบรนด์ด้วยชื่อของเราดีกว่าครับ

    ตั้งชื่อเผื่อวันข้างหน้า

    ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งคิดว่าจะดำเนินธุรกิจแต่เพียงในระดับอำเภอหรือจังหวัดเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าชื่อบริษัทจะต้องจำกัดด้วยสถานที่ที่คุณตั้งบริษัทเท่านั้น เช่น ร้านส้มตำ หัวหิน เพราะมีที่ตั้งอยู่ที่หัวหิน เมื่อในอนาคตมีลูกค้าที่สนใจจะซื้อแฟรนไชส์จากทางร้านเพราะเห็นว่ามีคุณภาพดี เกิดยกเลิกความตั้งใจอย่างกะทันหันเพราะเห็นว่าทางร้านอยู่ไกลขณะที่ตัวเองอยู่ที่กรุงเทพ จึงทำการยกเลิกการซื้อและหันไปซื้อจากร้านที่ใกล้กว่าเอามาทำเป็นแฟรนไชส์ จึงถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างโดยใช่เหตุเพราะคุณอาจขยายกิจการไปจังหวัดอื่น หรือทั่วประเทศเลยก็ได้ ฉะนั้นใช้ชื่อที่เป็นกลางๆ มีเอกลักษณ์ดีกว่าครับ เผื่อในอนาคตคุณมีลู่ทางขยายกิจการ คุณก็เอาชื่อเดิมไปใช้ต่อได้เลย เช่นชื่อ ร้านส้มตำ แซ่บสุดๆ การใช้ชื่อสถานที่นำมาเป็นชื่อของบริษัทเป็นสิ่งที่ควรทำการหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะกิจการอาจจะเจริญก้าวหน้าไปในอนาคต

    หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อตัวเอง

    เจ้าของบริษัทหลายท่านมักจะใช้ชื่อตัวเองตั้งเป็นชื่อร้าน หรือชื่อบริษัท เช่น ร้านทองต่างๆ ที่เถ้าแก่จะใช้ชื่อตัวเองมาตั้ง ข้อเสียคือหากคุณวางแผนจะขายกิจการในอนาคต ชื่อร้านที่เป็นตัวบุคคลเช่นนี้ไม่ดึงดูดใจผู้ซื้อเลยเมื่อเทียบกับบริษัทที่สร้างชื่อจากสินค้าหรือบริการ เพราะถ้าเค้าซื้อร้านคุณต่อเมื่อเค้าเปลี่ยนชื่อใหม่ คนเดิมจะจำไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นร้านใหม่ ทำให้คนเข้าซื้ออาจจะน้อยลง ทั้งๆ ที่ทำเลเดิม แต่อย่างชื่อเช่น ร้านทอง The best golden อันนี้เป็นชื่อกลางๆ เมื่อขายแล้ว เจ้าของใหม่ ไม่ต้องเหนื่อยกับการสร้างแบรนด์ใหม่

    ตั้งชื่อที่เอาไปทำเว็บไซต์ได้ง่าย

    ผู้บริโภคนั้นโดนกรอกหูกรอกตาด้วยชื่อบริษัทร้านค้าทุกวันอยู่แล้ว งานของคุณคือต้องเลือกชื่อที่ผู้บริโภคจะจำได้ง่าย ชื่อเว็บไซท์ควรเป็นชื่อเดียวกับบริษัทและพยายามอย่าขีดเส้นระหว่างคำ เพราะมันจำยาก เช่น คุณตั้งชื่อบริษัทว่า สุรเดชรับสร้างเว็บไซต์ เวลาคุณจะไปจดโดเมนทำเว็บคุณต้องใช้ สุรเดชรับสร้างเว็บไซต์.com ซึ่งมันจำยาก เราอาจจะจะลองตั้งชื่อบริษัทว่า make web cool เวลาเอาจดโดเมนจะได้ใช้ชื่อว่า makewebcool.com ซึ่งมันจะพิมพ์เข้าง่าย จำง่ายกว่ากันเยอะเลย

    ลองตรวจดูว่าไม่มีชื่อซ้ำ

    ถ้าเราจะตั้งชื่อบริษัทให้ดีทั้งทีควรใช้เวลาลองตรวจดูว่าไม่มีคนอื่นใช้ก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีก็อาจะปรับชื่อให้คล้ายๆ กันหากว่าไม่ใช่ธุรกิจที่คล้ายกัน แต่ทางที่ดีผมว่าไม่คล้ายใครเลยจะดีที่สุด ดีกับการสร้างแบรนด์ของคุณด้วย ดีกับการหลีกเลี่ยงที่จะมากล่าวหาเราว่าใช้ชื่อพ้องกับเค้าด้วย ซึ่งคุณสามารถค้นหาและไปจองชื่อนิติบุคคล ได้ที่เว็บไซท์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่เว็บ www.dbd.go.th ย้ำนะครับว่า ตรวจสอบให้ละเอียดเลยนะครับ จะได้ไม่มีการผิดพลาดในภายหลังครับ

    เมื่อชื่อบริษัทไม่ดี อย่าลังเลในการเปลี่ยนชื่อบริษัท

    หลายบริษัทเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในการตั้งชื่อบริษัทกับมีความลังเลที่จะรีบดำเนินการแก้ไข บางบริษัทถึงกับปล่อยเลยให้มันผ่านไป ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีมากๆ เพราะถ้าคิดกันถึงหลักเหตุผลแล้ว กับชื่อธุรกิจคุณยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วในอนาคตปัญหาที่ใหญ่กว่านี้คุณจะสามารถแก้ปัญหาให้ผ่านลุล่วงไปได้อย่างไร วิธีการที่ดีที่สุดเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับชื่อบริษัทไม่ว่าจะเป็นชื่อซ้ำ การสะกดผิด ตีความผิดไปจากที่ต้องการ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาทางการตลาดที่ผู้บริโภคไม่สามารถจำชื่อบริษัทเราได้ก็แล้วแต่ ควรรีบที่จะดำเนินการแก้ไขในทันทีอย่าได้รีรอ เพราะการที่คุณสามารถแก้ไขได้เร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากเท่านั้นนั่นเอง

    สรุป

    สำหรับบทความนี้เราก็คงทราบถึงหลักการตั้งชื่อบริษัท จะตั้งชื่อบริษัทอะไรดี ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ และหน้าเก่า ไม่ควรที่จะมองข้ามละเลยในจุดตรงนี้ไป โดยชื่อบริษัทที่ดีต้องมีองค์ประกอบในด้านต่างที่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องความหมาย เอกลักษณ์ จุดเด่น การอ่านออกเสียง รวมไปถึงการสะกด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทของคุณสามารถจดจำได้ง่ายในสายตาความคิดของผู้บริโภค และคู่ค้าทางธุรกิจของคุณอีกด้วย ถ้าคุณปล่อยปะละเลยในจุดนี้ไปอาจจะสร้างปัญหาให้ธุรกิจของสะดุดได้นะครับ

    เอาหล่ะครับ ตอนนี้เราก็ลองไปดูชื่อบริษัทของเรานะครับว่าดีหรือยัง สะกดยากหรือเปล่า ซ้ำกับใครหรือเปล่า ชื่อโดเมนเวลาพิมพ์ดูเว็บไซต์สะกดยาก ทำให้สะกดถูก สะกดผิดหรือเปล่า ซึ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็มีผลกับธุรกิจของเราเหมือนกัน การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องเก็บให้ได้ในทุกรายละเอียดครับ เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจครับ

  • การหาแหล่งค้าส่งสินค้าราคาถูก เพื่อนำไปขายต่อ หาได้ง่ายๆ

    ผมเชื่อว่าต้องมีสักห้วงความคิดหนึ่งหล่ะ ที่คุณอยากจะทำธุรกิจส่วนตัวขึ้นมาบ้าง หรืออยากจะมาค้าขายสินค้าเอง แทนที่จะไปนั่งทำงานในออฟฟิตในบริษัททั้งวัน ซึ่งอันดับแรกที่คุณต้องนึกถึงเลยก็คือว่า คูณจะขายอะไร หรือจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง วันนี้ผมก็จะมาแนะนำสินค้าที่หาได้จากแหล่งค้าส่ง ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าปกติตามท้องตลาด

    ไปในแหล่งที่มีร้านขายสินค้าที่คุณต้องการ เนื่องจากว่าในแหล่งนั้นจะมีผู้ขายสินค้าขายส่งอยู่หลายเจ้า ฉะนั้นแล้วการที่เรามุ่งตรงไปยังแหล่งขายส่งจะทำให้คุณมีโอกาสมองหา หรือได้เลือกสินค้าได้หลากหลาย และสามารถนำมาเปรียบเทียบในส่วนของราคาได้ เช่น ถ้าคุณต้องการขายเสื้อผ้าราคาถูก ก็ไปดูที่โบ้เบ้ ต้องการขายอะไหล่คอมพิวเตอร์ก็ไปดูที่ Pantip เป็นต้น

    โรงงาน ถ้าเราไปซื้อสินค้ามาจากผู้ผลิตโดยตรง เราจะได้ราคาที่ถูกที่สุด ไม่ต้องผ่านคนกลางใดๆ ดังนั้นถ้าคุณมีสินค้าที่ต้องการจะขายแล้วหล่ะก็ ให้ลองค้นหาดูว่ามีโรงงานไหนผลิตสินค้าชนิดนี้บ้าง และคุณสามารถที่จะซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตมาขายได้ จะทำให้คุณได้สินค้ามาในราคาถูกมาก แต่ข้อเสียคือส่วนใหญ่แล้วโรงงานมักจะขายสินค้าทีละจำนวนมาก ถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำการค้าขาย ยังไม่เคยขายสินค้าประเภทนั้นมาก่อน อาจจะต้องคิดให้ดีก่อนว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมากมาขายดีหรือเปล่า จะหาลูกค้ามาซื้อต่อได้จากที่ไหน เพราะถ้าเราขายสินค้าได้ไม่หมดก็หมายถึงการขาดทุน อาจจะทำให้เสียกำลังใจในการขายต่อไปได้

    เว็บไซต์ คือการหาสินค้ามาขายจากในเว็บไซต์ที่มีสินค้าที่เราต้องการนำมาขาย ซึ่งข้อดีของการซื้อสินค้าจากในเว็บ คือ ความสะดวกสบายที่เราสามารถหาสินค้าขายส่งได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสของเราเอง และสามารถทำการเปรียบเทียบราคาของแต่ละเจ้าได้อย่างรวดเร็วว่องไว แต่มีข้อเสียก็คือ สินค้าต่าง ๆ ที่แสดงในเว็บกับสินค้าจริงอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด รูปภาพสินค้าส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปภาพโชว์เท่านั้น ในความเป็นจริงสภาพสินค้าเป็นอย่างไรเราก็ไม่อาจทราบได้เลย นอกจากซื้อแล้วมาส่งเท่านั้นถึงจะได้เห็นสินค้าจริง ๆ ว่ามีสภาพอย่างไร หรือบางเจ้าอาจจะโกงเงินเรา โดยที่เราโอนเงินไปแล้วไม่ยอมส่งสินค้ามาให้เราก็เป็นไปได้ วิธีแก้ก็คือ ให้ซื้อสินค้าจากผู้ขายที่มี feedback จากลูกค้าที่ค่อนข้างดี หรือนำชื่อคนขาย หรือชื่อร้านค้าค้นหาใน google ว่าผู้ขายรายนี้เคยโกงไหม

    งานแสดงสินค้า ในงานแสดงสินค้าแต่ละครั้งนั้น จะมีผู้ผลิตสินค้าไปรวมตัวกันอยู่ในที่เดียวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าเราสละเวลาไปงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับสินค้าที่เราอยากจะขาย ซึ่งคุณจึงสามารถที่จะเปรียบเทียบสินค้าและราคาได้ภายในงานเดียว โดยไปดูให้ทั่วเลยว่าในงานนี้มีร้านขายขายสินค้าชนิดนี้บ้าง จดราคามาเปรียบเทียบกันร้านต่อร้านเลย เราก็จะได้มองออกว่าร้านไหนขายถูกที่สุด แต่ถูกที่สุดแล้วเราก็ยังต้องดูสภาพสินค้าด้วยว่าเป็นอย่างไร ให้ถือสมุดโน๊ตเล่มนึงติดตัวไว้ตลอดงานเลยยิ่งดีครับ

    นำเข้าสินค้าจากเว็บต่างประเทศ เช่น จากเว็บไซต์ ebay ,taobao หรือ alibaba ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เราสามารถเลือกสินค้าจากผู้ผลิตจากต่างประเทศ ทำให้สินค้าที่เราจะเอามาขายนั้นมีความหลากหลายมากกว่าซื้อจากผู้ผลิตในประเทศอย่างเดียว แต่ข้อเสียก็คือการขนส่ง ถ้าส่งมาทางเรืออาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าส่งทางเครื่องบินก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจจจะต้องวัดใจกับสภาพสินค้าที่กว่าจะถึงมือเราสภาพจะเป็นอย่างไร หรือถ้ามีสินค้าชำรุด การส่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาข้ามประเทศจะทำให้เสียเวลา และอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่คุ้มครับ บวกกับกลโกงจากผู้ขายโดยเฉพาะใน alibaba ที่ผมคิดว่าอาจจะต้องให้ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการสั่งสินค้าเข้ามาดำเนินการให้ เพื่อไม่ให้ถูกหลอกเสียเงินฟรีครับ

    ทำเองหรือจ้างผลิต ในกรณีที่คุณคิดว่าสินค้าในท้องตลาดมันคล้ายๆ กันหมด จะหาความแตกต่างได้อย่างไร ถ้าคุณต้องการความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ การผลิตสินค้าเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะคุณสามารถจินตนาการออกแบบสินค้าได้ตามที่ต้องการ และสินค้าที่คุณผลิตได้ก็จะไม่ซ้ำแบบใคร ดูแปลกใหม่ ยิ่งออกแบบสินค้าให้ดูดีได้ ก็จะสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้มาก แต่เมื่อออกไปสักระยะหนึ่งก็จะมีของก็อปแบบที่คุณทำเข้ามาในท้องตลาด ซึ่งคุณก็ต้องคอยตรวจสอบในจุดนี้ให้ดี แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะผลิตสินค้าเอง ก็สามารถไปจ้างผลิตสินค้าได้ โดยในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตหลายรายที่รับจ้างผลิตสินค้าอบู่มากมายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบครับ

    ผมขอแนะนำตลาดให้นะครับ

    – ถ้าจะขายให้ต่างประเทศ จตุจักร สินค้า handmade หาได้ราคาถูกราคาส่งไปวันศุกร์ครับ จะเจอเยอะเลยครับ เพราะเค้ามาตรงจากทางภาคเหนือ
    – ถ้าจะขายเสื้อผ้า โบ้เบ๊ ก็ถูกเช่นกันครับ ทั้ง 2 ตึกเลยครับ หรือสะดวกช่วงเช้าต้องไปเช้ามืด ตี 3 มีเยอะครับ
    – ของกิ๊ฟช๊อป ต้องไปตลาดเช้าที่สำเพ็ง เที่ยงคืนเป็นต้นไป ไปจอดรถแถวเวิ้งแล้วเดินไป มีเยอะมากและถูกด้วยครับ
    – ตลาดเสือป่า นอกจากจะมีเคสแล้ว ยังมีเครื่องหนัง อุปกรณ์เครื่องหนังทำกระเป๋า
    – วงเวียนใหญ่ อุปกรณ์เครื่องทำกระเป๋า มีทุกอย่างครับ
    – สะพานเหล็ก ขายส่งเกมส์ และของเล่นรถบังคับ เลโก้ต่างๆ จากเมืองจีน ราคาถูกครับ

    ผมก็หวังว่าบทความการหาแหล่งค้าส่งสินค้าราคาถูก เพื่อนำไปขายต่อนี้จะสามารถช่วยให้ท่านที่จะทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำมาค้าขายได้หาแหล่งค้าส่ง ซื้อสินค้ามาขายได้หลายช่องทาง และขอให้ค้าขายสินค้าร่ำรวย ๆ กันทุกท่านนะครับ

  • 13 วิธีปิดการขาย ที่นักขายต้องรู้

    วิธีปิดการขาย
     

    ถ้าพูดถึงนักขายมือทองทุกคน นอกจากจะต้องรู้วิธีการนำเสนอสินค้าอย่างไรให้ดูน่าสนใจ และให้ดูน่าซื้อแล้ว นักขายมือทองยังรู้เทคนิควิธีปิดการขายแบบมืออาชีพ และถ้าตอนนี้คุณเป็นพนักงานขายสินค้า ที่มีความสามารถในการนำเสนอสินค้าได้อย่างน่าสนใจ แต่คุณไม่รู้ว่าจะปิดการขายสินค้านั้นๆ ได้อย่างไร คุณรู้หรือไม่จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบนั้นง่ายมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณอาจจะขายสินค้าไม่ได้เลย หรือขายได้น้อยมาก และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เราจึงได้รวบรวมเทคนิควิธีปิดการขายจากนักขายที่มีประสบการณ์จริง นำมาให้คุณได้อ่าน ในเนื้อหาด้านล่างต่อไปนี้

    1. รู้ใจลูกค้าก่อน

    การที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านเรา แล้วดูสินค้าของเราไปทีละตัวๆ แล้วไม่ซื้อ แล้วก็เดินไป แล้วเราก็นั่งเฉยๆ อยู่เหมือนเดิม ครั้งต่อไปให้เปลี่ยนใหม่นะครรับ เวลาลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน เราจะต้องรู้ใจลูกค้าก่อน โดยการเข้าไปถามลูกค้าว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ/คะ ถ้าคุณเจอลูกค้าที่สนใจสินค้าในร้านจริงๆ ลูกค้าก็จะบอกสิ่งที่เค้าต้องการมา เช่น ร้านเราขายเสื้อกันหนาว ลูกค้าก็อาจจะตอบกลับมาว่า “พอดีว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องการเสื้อแขนยาวหนาๆ หน่อย” จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะแนะนำเสื้อแต่ตัวที่เรามีว่าหนาแค่ไหน ใส่แล้วอุ่นสบาย แต่ถ้าไปถามลูกค้าแล้ว ลูกค้าตอบกลับมาว่า “ขอเดินๆ ดูก่อน” อันนี้เราก็ต้องปล่อยให้เค้าเดินดูไปก่อน เราก็กลับไปนั่งที่เดิม

    เพราะผู้ที่เข้ามาในร้าน จะมีผู้ที่ต้องการซื้อจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ซื้อร้านเรา ก็ซื้อร้านอื่น และก็ลูกค้าที่ต้องการเดินๆ ดูก่อน เนื่องจากยังไม่ได้จำเป็นที่จะใช้สินค้านั้น แค่เข้ามาดูเฉยๆ ฉะนั้นการรู้ใจลูกค้าก่อน จะทำให้เราสามารถ focus ไปที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ ได้

    2. เสนอทางเลือก

    วิธีนี้นักขายมืออาชีพจะถนัดมากเป็นพิเศษ มันเป็นการเสนอทางเลือกเพื่อปูทางไปสู่การปิดการขาย เช่น คุณต้องการสีแดง หรือดีดำดีครับ หรือคุณต้องการของแถมชิ้นไหนดีครับ เดี๋ยวผมไปหยิบให้ดูครับ ประโยคในลักษณะนี้จะทำให้ลูกค้าตอบ โดยการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คุณเสนอมา โดยลืมไปเลยว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ซื้อก็ได้

    3. ชี้นำถึงการขาย

    วิธีนี้ใกล้เคียงกับวิธีแรกมาก มักใช้ในกรณีที่ไม่มีสินค้าให้กับลูกค้า เช่น ลูกค้าถามถึงร่มสีแดง แต่ร่มสีแดงที่ร้านของคุณขายหมดแล้ว คุณก็สามารถชี้นำให้ลูกค้าสนใจสีอื่นแทนได้ เช่น ขอโทษนะครับ ร่มสีแดงของเราหมดแล้ว คุณพี่ลองเลือกสีอื่นดูสิครับ หรือร่มสีแดงของเราหมดแล้วนะครับคุณพี่ แต่ทางร้านเรายังมีร่มสีเขียวกับสีน้ำเงินอยู่นะครับ สนใจลองชมดูมั้ยครับ เป็นต้น

    4. ชี้นำถึงความปลอดภัย

    วิธีนี้อิงปัจจัยพื้นฐานทาด้านจิตใต้สำนึกของคน โดยปกติแล้วจิตใต้สำนึกของเราจะเลือกสิ่งที่ดี และปลอดภัยเอาไว้ก่อน ดังนั้นเวลาที่คุณขายอะไรก็ตาม คุณจงชี้ถึงความปลอดภัยของสินค้าด้วย เช่น เมื่อคุณเป็นเซลล์ขายรถ คุณได้เสนอขายรถให้กับลูกค้าที่สนใจมาชมรถ รถโดยรวมนั้นดีแล้ว แต่ลูกค้ายังลังเลใจไม่ซื้อ ก็ให้คุณนำเสนอเรื่องระบบความปลอดภัยของรถ ว่ามีระบบตัวถึงที่แข็งแกร่งอย่างไร รวมไปถึงมีระบบกันขโมยที่ดีเยี่ยมอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น

    5. ประโยชน์ของสินค้า

    วิธีนี้ให้คุณนำเสนอสินค้าโดยการนำเสนอประโยชน์ของสินค้า เชื่อมโยงเข้ากับตัวของลูกค้า เช่น บอกลูกค้าของคุณไปว่าจะได้รับประโยชน์อะไรจากสินค้าชนิดนี้ เพราะลูกค้าบางคนมีความลังเลสงสัยว่าซื้อไปแล้วจะใช้เอาได้จริงมั้ย หรือมีประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อลูกค้าเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด ก็ให้คุณทำการปิดการขายได้ทันที

    6. สังเกตปฏิกิริยาการตอบตกลงหรือการยอมรับ

    หมายถึงภาษากายของลูกค้าที่บ่งบอกว่าลูกค้าตกลงจะซื้อสินค้าของคุณแล้ว วิธีนี้คุณฝึกได้จากการสังเกต คือ การสังเกตน้ำเสียง และกิริยาท่าทางของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าของคุณโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อฟังคุณพูด ซึ่งแปลว่าเขากำลังสนใจ หรือทำทางอื่นๆ ที่ดูสนใจสินค้าของคุณมาก จังหวะนี้คุณก็สามารถพูดปิดการขายได้เลย

    7. ทุกอย่างต้องง่าย และสะดวก

    เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายในการขายสินค้าของคุณ คุณต้องจัดการพูดให้ดูเหมือนทุกอย่างมันง่าย และสะดวกมาก เพราะมนุษย์เราไม่ชอบอะไรที่มันยาก และซับซ้อน มนุษย์เราชอบอะไรที่มันง่าย และสะดวก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการได้ข้อมูลจากลูกค้า ถ้าคุณให้ลูกค้าของคุณกรองข้อมูลเองโดยตรง พวกเขาอาจจะรู้สึกว่ามันยุ่งยาก จึงไม่อยากจะกรอกข้อมูล แต่ในทางกลับกันถ้าคุณสอบถามแล้วทำการกรอกข้อมูลเอง ลูกค้าของคุณจะยินดีให้ความร่วมมือด้วย วิธีนี้นักขายประกันจะใช้กันมากคือ กรอกข้อมูลแทน ทำทุกอย่างแทนหมด ลูกค้าทำเพียงแค่จ่ายเงิน เป็นต้น

    8. ปูทางด้วยความเห็นชอบ

    เมื่อคุณนำเสนอทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าของคุณเสร็จแล้ว และเห็นสมควรแก่การปิดการขาย คุณอาจจะปูทางสู่การปิดการขาย โดยการพูดอะไรก็ได้ ถามอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวข้องกับตัวลูกค้า และตัวสินค้า แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าทุกคำถามของคุณนั้นลูกค้าของคุณต้องตอบเห็นด้วย หรือตอบว่าใช่ จริงด้วย ตกลง เป็นต้น และคำถามสุดท้ายของคุณ ก็คือคำถามปิดการขาย เช่น รับกี่ชิ้นดีครับ รับสีไหนดีครับ รับของแถมเป็นอะไรดีครับ ให้ผมจัดส่งสินค้าไปที่ไหนดีครับ เป็นต้น

    9. กระตุ้นด้วยเวลา

    วิธีนี้เป็นการจำจัดเรื่องของเวลา กดดันให้ลูกค้ารีบตัดสินใจซื้อสินค้าก่อนที่จะหมดเวลาจำหน่าย เช่น
    – คุณพี่ครับ เราลดวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ถ้าคุณพี่ไม่รับสินค้าวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะขึ้นราคาตามปกติแล้วนะครับ
    – ทางร้านของเราให้โปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ 50% เฉพาะลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อก่อนวันอาทิตย์นี้เท่านั้นครับ
    หรือทำการลดราคาตามเทศกาลต่างๆ เช่น ลดราคาตามเทศกาลสำคัญๆ ต่างๆ แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย เพราะโดยปกติในช่วงเทศกาลส่วนใหญ่ลูกค้าจะมาจับจ่ายใช้สอยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าร้านของเราช่วงก่อนเทศกาลขายได้ไม่ค่อยดี เราก็ต้องลองใช้วิธีลดราคาเฉพาะในช่วงเทศกาล เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ไม่ให้ติดลบก็ยังดี ซึ่งวิธีกระตุ้นด้วยเวลานี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องเลิกลังเลแล้วตัดสินใจซื้อเลย

    10. กระตุ้นด้วยจำนวน

    วิธีนี้เป็นการจำจัดเรื่องของจำนวน เพื่อเป็นการทำให้ให้ลูกค้าต้องตัดสินใจซื้อเดี๋ยวนั้นเลยทันที เพราะสินค้ามีจำนวนจำกัด ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ลูกค้าอาจจะพลาดโอกาส ไม่ได้สินค้าเลยก็เป็นได้ เช่น
    – ร้านของเราเหลือรองเท้ายี่ห้อนี้เพียงแค่ 50 คู่เท่านั้น หมดแล้วหมดเลย
    – กางเกงลายนี้มีอยู่สองตัวสุดท้ายในร้านเราแล้วครับคุณลูกค้า ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าทางโรงงานจะผลิตลายนี้อีกรึเปล่า เป็นต้น
    วิธีกระตุ้นด้วยจำนวนนี้คุณต้องใช้มัน เมื่อแน่ใจว่าลูกค้าอยากได้จริงๆ และเห็นคุณค่าของสินค้า

    11. ราคาเท่าทุนแล้ว

    วิธีนี้สำหรับ ผู้ขายที่เจอลูกค้าตื้อให้ลดไปเรื่อยๆ เช่น เสื้อยืดตัวละ 100 บาท ซื้อ 3 ตัว ลูกค้าต้องจ่าย 300 บาท แต่ขอลดเป็น 250 บาท เราก็อาจจะพูดในทำนองว่า 250 บาท นี่ราคาทุนแล้วนะครับ ขอกำไรผมนิดหน่อยได้มั้ยครับ ซัก 270 บาทละกันครับ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะดูดีกว่าเวลาที่ลูกค้าต่อ แล้วเราพูด ลดไม่ได้แล้วครับ/ค่ะ สำหรับตลาดในประเทศไทยการตั้งราคาสินค้าควรเผื่อไว้สักหน่อย สำหรับสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในห้างที่ราคา fix ตายตัว เพราะเอาราคาเผื่อไว้ให้ลูกค้าต่อราคา วิธีราคาเท่าทุนนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่กล้าต่อรองคุณมากไปกว่านี้อีกแล้วหล่ะ

    12. เอ่ยคำชมลูกค้า

    วิธีนี้เหมาะกับการขายเสื้อผ้านะครับ เวลามีคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายสนใจมาซื้อเสื้อผ้าในร้าน และได้ลองเสื้อผ้า เมื่อลองเสร้จก็ยังไม่มีความมั่นใจที่จะซื้อ กลัวใส่แล้วไม่สวย หรือหล่อ หน้าที่นี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะกล่าวชมเชยลูกค้า ว่าเสื้อตัวนี้ กางเกงตัวนี้ เหมาะกับคุณลูกค้ามาก ใส่ออกมาแล้วดูดีมาก ก็จะทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น จนยอมซื้อเสื้อผ้าในร้านเรา ทุกคนล้วนชอบการถูกยกย่องชมเชยจากผู้อื่น ดังนั้นการที่คุณเอ่ยคำชมเชยกับลูกค้า ก็จะทำให้ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกดี เกิดความมั่นใจ จนยอมซื้อเสื้อผ้าในร้านเรา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการพูดชมเชยเด็ดขาด

    13. รับประกันตัวสินค้า และบริการหลังการขาย

    ส่วนใหญ่แล้ววิธีรับประกันตัวสินค้า และบริการหลังการขายจะเหมาะกับพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า รับประกันเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในตัวสินค้า ว่าซื้อไปแล้ว ถ้าเครื่องใช้ไม่ได้ หรือชิ้นส่วนตรงไหนพัง ให้นำมาเปลี่ยนได้ฟรีภายในกี่วัน หรือในกรณีสินค้าชิ้นใหญ่มากๆ ถ้าซื้อแล้วมีการส่งสินค้าไปที่บ้านหรือไม่ ฟรีหรือไม่ ซึ่งนักขายต้องคอยบอกลูกค้าให้ชัดเจน ลูกค้าจะได้อุ่นใจ ว่าซื้อไปแล้ว จะมีรถไปส่งสินค้าที่บ้าน หรือถ้าเสีย ก็เรียกช่างของศูนย์ไปซ่อมได้ อย่างนี้เป็นต้น

    อย่าเพิ่งยอมแพ้

    หากคุณได้เสนอขายไปหลากหลายวิธีแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่พร้อมที่ซื้อในวันนี้ ก็อย่าพึ่งถอดใจ เค้าอาจจะมาซื้อใหม่ในครั้งต่อๆ ไปก็ได้ หรือทุกคั้งที่ลูกค้าปฏิเสธ ก็จะยิ่งทำให้เราได้ฝึกการพูดขายสินค้า ทำให้เราชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นปฏิกิริยาของลูกค้าว่า ลูกค้าเวลาจะซื้อ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร หรือลูกค้าไม่ยังไม่พร้อมซื้อจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเป็นนักขายที่เก่งขึ้น

    สรุป

    ทั้งหมดนี้คือวิธีปิดการขายที่นักขายสามารถนำไปใช้งานได้จริง แต่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการวิธีปิดการขาย นักขายต้องรู้วิธีการนำเสนอสินค้า หรือวิธีการขายสินค้าเสียก่อน เพราะการปิดการขายถือเป็นลำดับขั้นสุดท้าย ดังนั้นคุณควรต้องศึกษาเรื่องวิธีการขายสินค้าด้วย เพื่อนำมาผสมผสานกันให้เทคนิควิธีปิดการขายให้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการมากที่สุด

    และวิธีวิธีปิดการขายถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวบุคคล ในทางทฤษฎีอาจจะเขียนไว้มากมาย แต่ในทางปฏิบัติจริงเราจะต้องใชการฝึกฝนจากการขายจริงๆ ประสบการณ์จริงๆ หรือดูวิธีการขายของเซลล์ที่เก่งๆ ในแวดวงสินค้าเดียวกัน คอยเกี่ยวเกี่ยวประสบการณ์ขายให้มีชั่วโมงบินที่สูงขึ้นเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักขายมือทองได้ในที่สุดครับ

    เมื่อมีความฝันต้องทำได้ครับ

error: Content is protected !!