Category: สูตรอาหาร

  • สูตรวิธีทำเค้กช็อกโกแลต พร้อมคำแนะนำในการขายเค้กช็อกโกแลต

     

    ในบทความนี้ก็ขอแนะนำเกี่ยวกับวิธีทำเค้กช็อกโกแลตสุดแสนอร่อย ท่านใดชื่นชอบเค้กช็อกโกแลตไม่ควรพลาดบทความเลยนี้นะครับ ซึ่งการทำเค้กช็อกโกแลตก็อาจจะมีวิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนนิดนึง ถ้าเราทำครั้งแรกๆ หรือ 2-3 ครั้งแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จ อย่าล้มเลิกครับ ให้ทำต่อไป ศึกษาข้อผิดพลาดในครั้งก่อนๆ ถ้าทำไมถึงทำไม่สำเร็จ หรือว่าทำไมถึงทำไม่อร่อย เอาหล่ะครับ เรามาดูกันกว่าว่าเค้กช็อกโกแลตมีวิธีการทำอย่างไร

    สูตรวิธีการทำเค้กช็อกโกแลต (เค้กช็อกโกแลตฟัดจ์)

    ส่วนผสมตัวเค้ก (ช็อกโกแลตสปันจ์)

    – แป้งเค้ก 90 กรัม
    – ผงโกโก้ 10 กรัม
    – เบคกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
    – ผงฟู ¼ ช้อนชา
    – กลิ่นโกโก้ 1 ช้อนชา
    – เนยสดจืด 70 กรัม
    – เกลือป่น ¼ ช้อนชา
    – ไข่ไก่ เบอร์ 0 3 ฟอง
    – น้ำเปล่า 40 กรัม
    – สารเสริม SP 10 กรัม
    – น้ำตาลทราย 110 กรัม

    ส่วนผสมช็อกโกแลตราดเค้ก

    – ผงวุ้น 1 ช้อนชา
    – น้ำเปล่า 300 กรัม
    – นมข้นจืด (1) 200 กรัม
    – นมข้นจืด (2) 150 กรัม
    – น้ำตาลทราย 200 กรัม
    – ผงโกโก้สีเข้ม 50 กรัม
    – แป้งข้าวโพด 40 กรัม
    – เนยสด 150 กรัม

    วิธีการทำตัวสปันจ์เค้ก

    – วันนี้เราจะใช้เตาอบแก็สแบบ 2 ชั้นครับ วางเค้กด้านบนอย่างเดียว เปิดไฟล่างเท่านั้นนะครับ ให้วอร์มเตาที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
    – เตรียมพิมพ์ ขนาด 3 ปอนด์ หรือ 9 นิ้วครับ รองก้นด้วยกระดาษไข ใครจะใช้สเปรย์ไขก็ได้นะครับ แล้วแต่ความถนัดครับ
    – ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู ผงโกโก้ เบคกิ้งโซดา ไว้บนถาด ร่อนสัก 2-3 รอบนะครับ เสร็จแล้วนำไปผึ่งแดดสัก 30 นาทีครับ (วันไหนไม่มีแดด ไม่ต้องผึ่งก็ได้ครับ แต่เค้กอาจจะแน่นกว่าทุกวันนิดนึง)
    – ตอกไข่ไก่ น้ำเปล่า สารเสริม SP กลิ่นโกโก้ลงในชามผสมเลยครับ ใช้ Mixer ที่ตีหัวตะกร้อเริ่มที่สปีดกลาง ค่อยๆ เทน้ำตาลลงไปทีละครึ่ง จนหมดแล้วเพิ่มความเร็วเป็นสปีดสูงสุดเลยครับ ตีสัก 5-8 นาที เนื้อเค้กก็จะหนืดๆ ข้นๆ ครับ
    – ทีนี้ก็เบาความแรงลง เทแป้งลงไปในเครื่องผสม ทีละน้อยนะครับ ตีด้วยความเร็วต่ำสุด พอแป้งหมดเพิ่มความเร็วระดับกลาง 1 นาที จนแป้งไม่เป็นเม็ด
    – แล้วก็เบาเครื่องอีกครั้ง เดิม นม และเนย ตามลงไป เวลาริน ให้รินทีละน้อยเป็นสายๆ นะครับ อย่าเทพรวดเดียว เดี๋ยวส่วนผสมจะเข้ากันยาก ตีเบาๆ จนครบ 2 นาที ยกมาปาดอ่างนิดนึงนะครับ ดูว่าตรงก้นอ่างเข้ากันดีหรือยัง ถ้าเรียบร้อยแล้วก็เตรียมเทลงพิมพ์ได้เลยครับ
    – นำเค้กที่ได้เทลงพิมพ์นะครับ เค้กจะเหลือห่างจากขอบพิมพ์ประมาณครึ่งนิ้ว แต่พออบเสร็จก็เต็มพิมพ์พอดีครับ เคาะพิมพ์เบาๆ 1-2 ครั้งครับ (เทคนิคไล่ฟองอากาศ คือ ใช้ไม้ลูกชิ้นจุ่มไปในเนื้อเค้ก ลากไปมานะครับ สัก 2-3 รอบ เพื่อไล่ฟองอากาศ)
    – เช็คดูความร้อนที่เตาอบนะครับ ว่าได้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียลตามที่ต้องการไหม ถ้าได้ ก็นำเค้กเข้าเตาอบโลด
    – อบนาน 30 นาทีนะครับ ตอน 25 นาที ผมเอาเค้กออกมาเช็ค ยังชุ่มอยู่ เลยรีบเอากลับเข้าตู้อบต่อจนครบเวลา กลิ่นหอมมาเลยครับ
    – พอได้ที่แล้วเอาเค้กออกจากเตาอบ รีบเอาออกจากพิมพ์ คว่ำเค้กไว้แบบนั้นก่อนนะครับ รอจนเค้กเย็น ค่อยหงายหน้าเค้กกลับมา สไลด์เค้กเป็น 3 ชั้น เราจะได้เค้กเนื้อเนียนละเอียดมากๆ เลยครับ พักไว้เตรียมรอแต่งหน้ากันต่อครับ

    วิธีการทำช็อคโกแลต

    – ขั้นตอนต่อไป เรามาทำตัวช็อกโกแลตกันครับ โดยนำแป้งข้าวโพด และนมข้นจืด (2) ผสมกันใส่ถ้วยพักไว้ก่อนครับ
    – นำผงวุ้น น้ำเปล่า นมข้นจืด (1) น้ำตาลทราย ผงโกโก้สีเข้มใส่ลงในหม้อ ผสมให้กันแล้วเอามากรองซัก 1 รอบนะครับ ครีมช็อกโกแลตที่ได้จะเนียนสวยครับ เสร็จแล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน คนด้วยตะกร้อมือเบาๆ เรื่อยๆ พอเริ่มเดือด นำส่วนผสมของแป้งข้าวโพดและนมข้นจืด (2) ที่เตรียมไว้ มารินใส่ครับ อีกมือก็คนไป อย่าหยุดนะครับ (เคยลองแล้วครับ ก้นไหม้ กลิ่นไหม้มาเต็มเลยครับ)
    – คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อครีมช็อกโกแลตข้นๆ ยกตะกร้อขึ้นแล้วเห็นเป็นรอยตะกร้อมือ ก็ใส่เนยลงเลยไปครับ ตอนนี้เบาไฟสุดเลยนะครับ คนจนเนยละลาย จนครีมช็อกโกแลตคลายความร้อนเป็นใช้ได้ เตรียมนำมาราดบนเค้กครับ
    – ขั้นตอนประกอบร่างเค้กไม่ยาก เราใช้พิมพ์แบบถอดก้นได้ วางเค้กชั้นแรกลงไป ตักครีมช็อกโกแลต 4 ช้อนโต๊ะ ราดลงไป ปาดให้ทั่วเค้กแล้ววางชั้นต่อไปทับ กดเบาๆ เพื่อให้เค้กอยู่ตัว ทำสลับจนมาถึงชั้นที่ 3 เทครีมช็อกโกแลตที่เหลือทั้งหมดลงไปเลยครับ
    – พอเสร็จแล้ว อาจเหลือพื้นที่ด้านข้างที่ช็อกโกแลตไม่ไหลเข้าไปนะครับ ตอนนี้อย่ากระแทกพิมพ์ครับ ให้หมุนพิมพ์ไปมาสักพัก ครีมช็อกโกแลตจะไหลเข้าไปเองครับ
    – สุดท้ายนำเค้กที่ได้ ใส่เข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ เพื่อให้เค้กเซ็ตตัว อย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมงนะครับ (อย่าใจร้อนเอาใส่ช่องแช่เข็งนะครับ เพราะถ้าใส่ช่องแช่เข็ง เวลาเอาเค้กมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ตัวน้ำแข็งจะละลายแล้วเค้กจะเละๆ ไม่น่ารับประทานครับ) ครบ 2 ชั่วโมงแล้วให้ยกออกจากพิมพ์ จัดแบ่งชิ้น ยกเสิร์ฟได้เลยครับ
    – สูตรนี้ใครจะต่อยอดเอาไปแต่งหน้าด้วยผลไม้สดก็ได้นะครับ ช็อกโกแลตกับ ผลสดรสเปรี้ยวๆ อมหวาน เพื่อตัดความขมของช็อกโกแลต อร่อยมากเลยครับ

    การขายเค้กช็อกโกแลต

    เค้กช็อกโกแลต ถ้าเราทำขายก็เยี่ยม ตอนนี้เค้กช็อกโกแลตเป็นเค้กยอดนิยมประจำร้านเค้กไปแล้ว ถ้าเราเปิดร้านขายเค้ก แล้วใส่เมนูเค้กช็อกโกแลตเพิ่มเข้าไป จะทำให้เมนูของร้านเรามีสีสันขึ้นมามากทีเดียว ซึงถ้าเราเปิดร้านขายเค้กอยู่ การจะทำเค้กช็อกโกแลตอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก และเรื่องง่าย ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการทำเค้กช็อกโกแลตของเรา ซึ่งตำราของต่างประเทศก็มีตำราเค้กช็อกโกแลตมากมาย ให้เราไปศึกษา และนำมาปรับใช้กับการทำเค้กช็อกโกแลตของเรา เมนูนี้ถ้าทำอร่อย คนทานติดใจแน่นอน

  • วิธีปลูกลูกพรุน พร้อมคำแนะนำในการขายลูกพรุน

    ลูกพรุน (Prunes) หรือลูกพลัม (Plum) หรือลูกไหน ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้คือผลไม้ชนิดเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่ลูกพรุนคือผลที่ได้จากการนำลูกพลัมมาตากแห้ง ส่วนลูกไหนก็เป็นชื่อที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกลูกพลัมนั่นเอง ลูกพรุนเป็นผลไม้ที่อยู่ในสกุลเดียวกับลูกท้อ และเชอร์รี เปลือกนอกมีหลากหลายสี ตั้งแต่สีเขียว น้ำเงิน เหลือง สีแดงเข้มไปจนถึงดำ เนื้อมีสีแตกต่างกัน ทั้งสีเหลืองครีม สีแดงเข้ม สีม่วง หรือสีเขียวอ่อน ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ รสชาติหวานอร่อย แต่หากยังไม่สุกเต็มที่จะมีรสชาติฝาด มีมากมายหลายพันธุ์แตกต่างตามภูมิประเทศและสถานที่ปลูก

    สำหรับในประเทศไทยนั้น การปลูกพลัมในสมัยก่อนจะมีการนำเข้าสายพันธุ์มาจากเมืองจีน เรียกกันว่า ลูกไหน ซึ่งเป็นพลัม ที่มีคุณภาพที่ไม่ดีนัก ตามดอยต่าง ๆ บางทีอาจจะพบพลัมผลขนาดเล็กปลูกกันอยู่บ้าง เป็นพลัมที่จีนฮ่อนำเข้ามาปลูกในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันโครงการหลวงได้ทำการวิจัยจนประสบผลสำเร็จและได้แนะนำสายพันธุ์ต่าง ๆ ให้เกษตรกรปลูกอยู่ในขณะนี้ ตัวอย่างเช่น พันธุ์ Gulf Ruby จะมีขนาดใหญ่และรสดี นอกจากจะใช้รับประทานสดแล้ว ยังใช้แปรรูปได้ดีอีกด้วย พันธุ์ลูกพลัมที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ในสายสกุล Japanese plum แต่ก็ยังมีอีกหลายสายพันธุ์ที่สามารถปลูกในไทยได้เช่นกันแต่เจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าพันธุ์ญี่ปุ่น พลัมสามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พลัมชนิดที่ใช้รับทานแบบสด ๆ เหมือนผลไม้ทั่วไป ได้แก่พันธุ์กัลฟ์โกล พันธุ์กัลฟ์รูบี้ พันธุ์เหลืองบ้านหลวง และพันธุ์แดงบ้านหลวง อีกชนิดหนึ่งคือพลัมสำหรับการแปรรูป เช่น การนำมาทำเป็นแยมพลัม น้ำลูกพลัม นำมาดอง หรือนำแช่อิ่ม ได้แก่ พันธุ์จูหลี่

    วิธีการปลูกต้นพลัม สำหรับการปลูกต้นพลัมนั้น จะต้องปลูกในพื้นที่ที่สูงกว่าน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป และต้องมีความหนาวเย็นในการทำลายการพักตัวยาวนานประมาณ 100 – 300 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกพลัมออกดอกออกผล ซึ่งส่วนใหญการออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็มีบางสายพันธุ์เหมือนกันที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่สูงกว่าน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป พลัมจะสุกใกล้เคียงกับท้อคือประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม

    การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์มีหลายวิธีเช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง แต่ในปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์โดยการใช้ต้นท้อพันธุ์พื้นเมืองเป็นต้นตอ แล้วจึงนำกิ่งพันธุ์ของพลัมไปเสียบยอดกับต้นตอท้อ

    การเตรียมแปลงปลูก ควรปลูกพืชเป็นแนวหรือทำแนวกั้นลม เพื่อป้องกันต้นพลัมบอบช้ำ พื้นที่ปลูกน้ำต้องไม่ท่วมขัง ซึ่งระยะปลูกที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 4×4 เมตร แต่จะใช้ระยะปลูกที่ 3×4 เมตร หรือ 2×4 เมตรก็ได้เช่นกันแต่ต้องมีการดูแลรักษาอย่างดี เมื่อขุดหลุมเสร็จควรตากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อฆ่าเชื้อโรค หากดินเปรี้ยวปรับปรุงดินโดยการโรยปูนขาวให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
    การปลูก ให้ใช้ดินเดิมผสมกับปุ๋ยหมักชีวภาพหรือปุ๋ยคอกและแกลบดำ ในอัตราส่วน 2:2:1 รองก้นหลุม แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลงปลูก กลบดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นให้เป็นรูปหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำขัง

    การให้น้ำ ในช่วงแรกนั้นให้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น จากนั้นจึงทิ้งช่วงไปเรื่อย ๆ เป็น 3 วันครั้ง 7 วันครั้ง

    การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือปุ๋ยคอกประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง อัตราการใส่ปุ๋ยก็ควรให้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของต้นพลัมและในช่วงที่ต้นพลัมติดดอกออกผลให้ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงดอกและผล

    การตัดแต่งกิ่ง พลัมมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีการแตกกิ่งก้านสาขามากมาย จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตัดแต่งในช่วงการปลูกระยะแรก ๆ อาจจะต้องมีการตัดแต่งอย่างหนัก เพื่อให้เกิดทรงต้นที่เหมาะสม ซึ่งทรงต้นที่เหมาะสมสำหรับพลัมควรจะเป็นแจกันหรือเป็นพุ่มแจ้ เพื่อต้นมีอายุแข็งแรงและให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นพลัมอายุมากขึ้นก็สามารถลดปริมาณการตัดแต่งลงได้ เนื่องจากต้นพลัมจะเป็นทรงพุ่มไปตามธรรมชาตินั่นเอง นอกจากนี้ในช่วงก่อนการออกดอกหรือช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวควรมีการการตัดแต่งกิ่งน้ำค้างหรือกิ่งอ่อนจะช่วยเร่งให้ต้นพลัมเกิดกิ่งสเปอร์มากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการออกดอกและการติดผลมากขึ้นไปด้วยและเมื่อพลัมติดผลแล้วจะต้องมีการปลิดผลส่วนเกินออกบ้างเพื่อให้ผลที่เหลือมีคุณภาพที่ดีและขนาดผลใหญ่ขึ้น การปลิดผลควรปลิดผลควรปลิดให้เหลือผลห่างกันประมาณ 7-10 เซนติเมตร ผลที่อยู่เป็นกลุ่ม ๆ ควรปลิดออกให้เหลือเพียงผลเดียว

    ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต พลัมแต่ละพันธุ์มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแตกต่างกัน แต่ก็จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนการเก็บเกี่ยวลูกพลัมในช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือในช่วงที่ลูกพลัมสุกเต็มที่แต่ผลของมันยังแข็งอยู่นั่นเอง

    โรคและแมลงศัตรูพืช โรคที่พบบ่อยจะเป็นโรคพวกเชื้อราเช่น โรครา โรคราแป้ง แก้ไขด้วยการใช้สารกำจัดเชื้อราหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มาราดหรือพ่นบริเวณที่เกิดโดรค ทุก ๆ 5 -7 วันจะกว่าจะหาย แมลงศัตรูพืชที่พบเจอบ่อยคือเพลี้ยไฟและแมลงวันทอง ป้องกันและกำจัดได้ด้วยการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่น ทุก ๆ 3 วันจนกว่าแมลงจะหาย หมั่นทำความสะอาดสวนและบริเวณโคนต้นให้สะอาด แดดส่องถึง หากมีแมลงวันทองระบาดหนัก ให้ใช้เชื้อราเมธาไรเซียมราดบริเวณพื้นดินทั่วทั้งสวนเพื่อเป็นการกำจัดตัวอ่อนของแมลงวันทองที่ฟักตัวอยู่ในดินนั่นเอง

    พลัมยังถือว่าเป็นพืชที่ปลูกยากอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ในแต่ละสายพันธุ์ยังมีการดูแลที่แตกต่างกัน บางสายพันธุ์เป็นต้นที่มีทั้งเพศผู้และเพศเมียในต้นเดียว แต่บางสายพันธุ์ก็จะเป็นต้นแยกพันธุ์ ผู้ที่ต้องการปลูกควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ดีเสียก่อน

  • สูตรวิธีทำน้ำมะตูม พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะตูม

    สูตรน้ำมะตูม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะตูม

    – มะตูมแห้ง 5 ชิ้น
    – น้ำ 1 ลิตร
    – น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม

    วิธีการทำน้ำมะตูม

    – การทำน้ำมะตูมเริ่มจากให้นำมะตูมแห้งไปย่างไฟหรือคั่วในกระทะ ให้ใช้ไฟอ่อน ระวังอย่าให้แรงขนเกินไป คั่วหรือย่างจนมีกลิ่นหอม แล้วพักไว้
    – จากนั้นให้ตั้งไป แล้วนำหม้อใส่น้ำลงไปแล้วเอามะตูมที่ย่างไฟแล้วลงไปต้มให้ใช้ไฟกลางจนน้ำเดือด สังเกตดูว่าสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนไป อาจจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
    – ต่อไปเราก็จะเติมรสชาติให้กับน้ำมะตูม ด้วยการใส่น้ำตาลทรายแดง แล้วคนจนน้ำตาลทรายแดงละลาย จากนั้นให้เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำมีสีที่เข้ม แล้วยกลงจากเตา
    – เพื่อให้น้ำมะตูมที่ใสไม่มีกาก เราจะใช้ผ้าขาวกรองเพื่อจะแยกกากออก จากนั้นพักไว้จนเย็น
    – เมื่อจะดื่มก็สามารถเทใส่แก้วใส่น้ำแข็ง ดื่มได้ทันที

    สูตรน้ำมะตูม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะตูม

    – มะตูมแห้ง
    – ใบเตย
    – น้ำตาลกรวด
    – น้ำตาลทราย

    วิธีการทำน้ำมะตูม

    – นำใบเตยไปล้างให้สะอาด แล้หั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นก็นำใบเตยไปปั่นให้พอหยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วจึงนำใบเตยไปคั้นกับน้ำสะอาด ด้วยการขยำใบเตยจนได้น้ำสีเขียว แล้วจึงเอาไปกรองกับผ้าขาวบางเพื่อจะแยกกากใบเตยออก
    – จากนั้นนำน้ำใบเตยที่ได้ไปตั้งไฟใช้ไฟปานกลาง แล้วเอามะตูมแห้ง ใส่ลงไป ต้มจนเดือด จากนั้นใส่น้ำกรวดลงไป จะให้รสชาติที่นุ่มนวลขึ้น จากนั้นให้ ใส่น้ำตาลทรายจะช่วยเพิ่มรสหวานแหลม จากนั้นให้ปิดฝาแล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 20 – 25 นาที แล้วปิดไฟ ยกลงทิ้งไว้สักพักให้เย็น
    – สามารถกรอกใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ นำมาดื่มคลายร้อนได้ หรือจะใส่แก้วเติมน้ำแข็งก็ได้

  • สูตรวิธีทำน้ำฝรั่ง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำฝรั่ง

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่งแก่จัด 1 ลูก
    – น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุก 200 มล.
    – เกลือป่นเสริมไอโอดีน ½ ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่ง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    – ปั่นฝรั่งและน้ำต้มสุก ในเครื่องปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอาแต่น้ำ
    – เมื่อได้น้ำฝรั่งแล้ว เติมน้ำเชื่อมและเกลือ คนผสมให้เข้ากัน
    – แช่ในตูเย็นให้เย็นก่อนนำมาดื่มครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่งแก่จัด 3 ขีด
    – น้ำมะนาว ¼ ถ้วย
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่งให้สะอาด ผ่าฝรั่ง คว้านเม็ดฝรั่งออก แล้วหั่นเนื้อฝรั่งป็นชิ้นเล็กๆ
    – นำฝรั่งที่หั่นแล้วส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่ง 3 ขีด
    – นมเปรี้ยวรสธรรมชาติ 150 ซีซี หรือยาคูลล์ 2 ขวด
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ½ ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่งให้สะอาด ผ่าฝรั่งออกแล้วคว้านเม็ดออก หั่นเนื้อฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ
    – ใส่ฝรั่งและส่วนผสมในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เมื่อปั่นแล้วเทใส่แก้วยกเสิร์ฟครับ

    สูตรน้ำฝรั่ง สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำฝรั่ง

    – ฝรั่ง 3 ขีด
    – น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำแข็งบด 1 ถ้วย
    – เกลือป่นนิดหน่อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำฝรั่ง

    – ล้างฝรั่ง แล้วคว้านเม็ดออก
    – หั่นฝรั่งเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ปั่นได้ง่าย
    – ใส่ฝรั่ง ลงในเครื่องปั่น แล้วใส่ส่วนผสมทุกอย่างตามลงไป ทำการปั่นรวมกันทั้งหมด เสร็จแล้วเทใส่แก้วดื่มได้ครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำใบบัวบก พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำใบบัวบก

    สูตรน้ำใบบัวบก

    ส่วนผสมน้ำใบบัวบก

    – ใบบัวบก 600 กรัม
    – น้ำ 6 ถ้วย
    – ใบเตย มัดเป็นปม 2-3 ใบ
    – น้ำเชื่อม 1 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งชนิดก้อน
    – กลีบบัวบก สำหรับตกแต่ง

    วิธีการทำน้ำใบบัวบก

    – เตรียมใบบัวบก แล้วนำไปล้างให้สะอาด จากนั้นใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำออกจนหมด แล้วหั่นเป็นท่อนสั้น พักไว้
    – ตั้งไฟปานกลาง ต้มน้ำสะอาดกับใบเตยจนเดือด เมื่อเดือดแล้วก็ปิดไฟ ทิ้งสักพักให้น้ำอุ่น
    – ค่อยๆ ใส่ใบบัวบกลงในเครื่องปั่น แล้วเทน้ำต้มสุกที่อุ่นแล้วลงไป 1 ถ้วย จากนั้นก็ปั่นจนละเอียดเป็นน้ำ อาจจะแบ่งใบบัวบกที่เตรียมไว้เป็น 6 ส่วน ใส่ทีละส่วน แล้วปั่นพอละเอียดก็ใส่ส่วนต่อไป ทำซ้ำจนหมด จากนั้นก็ยกลงมากรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออก ให้เหลือแต่เฉพาะน้ำ พักไว้
    – ปรุงรสน้ำใบบัวบก ไม่ให้เฝื่อนเกินไป ด้วยการใส่น้ำเชื่อมลงในน้ำใบบัวบก แล้วคนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
    – จะดื่มทันทีด้วยการใส่น้ำแข็งก็ได้ หรือ จะแช่เย็นแล้วนำมาดื่มภายหลังก็ได้เช่นกัน

  • สูตรวิธีทำน้ำองุ่น พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำองุ่น

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 4 ถ้วย (องุ่นสีอะไรก็ได้)
    – น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำต้มสุก 2 แก้ว
    – เกลือ ½ ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่นให้สะอาด แล้วผ่าครึ่งองุ่น แกะเมล็ดออก
    – ใส่องุ่นและน้ำในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำองุ่น
    – ใส่เกลือและน้ำเชื่อมผสมในน้ำองุ่น คนให้เข้ากัน แล้วแช่ในตู้เย็น เมื่อเย็นจึงดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่นดำ หรือองุ่นแดงแบบไร้เมล็ด 500 กรัม
    – น้ำ 1/2 ถ้วย
    – น้ำมะนาว 1/2 ลูก
    – น้ำแข็ง

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น แล้วผ่าครึ่งแกะเมล็ดออก
    – ใส่น้ำและองุ่น ในเครื่องปั่น แล้วปั่น เมื่อปั่นองุ่นละเอียดดีแล้ว ให้กรอกแยกกากออกเพื่อเอาแต่น้ำองุ่น
    – เมื่อจะดื่ม ตักน้ำองุ่นใส่แก้วครึ่งแก้ว บีบมะนาวแล้วชง
    – ตักน้ำแข็งใส่ในแก้วน้ำองุ่นที่บีบมะนาว คนให้เข้ากันดื่มได้ครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 3 ขีด
    – โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
    – น้ำเชื่อม 50 ml.
    – เกลือ ½ ช้อนชา
    – น้ำแข็งบด

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น ผ่าครึ่ง เอาเมล็ดออก
    – ใส่ส่วนผสมทุกอย่างในเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้ว เสร็จขั้นตอนการทำแล้วครับ

    สูตรน้ำองุ่น สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำองุ่น

    – องุ่น 3 ขีด
    – นมสดรสจืด 100 มล.
    – น้ำเชื่อม 100 มล.
    – น้ำแข็งบด 300 มล.

    วิธีการทำน้ำองุ่น

    – ล้างองุ่น แล้วผ่าเพื่อแกะเมล็ด
    – ใส่ส่วนผสมในเครื่องปั่นแล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่แก้วดื่มแก้ร้อนหรือเป็นเครื่องดื่มยามว่างได้อย่างดีเลยครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำบ๊วย พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำบ๊วย

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วย 1 ลูก
    – น้ำบ๊วย 3 ช้อนชา
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 1 แก้ว
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ใส่น้ำตาลลงในแก้ว แล้ว ตักบ๊วยและน้ำบ๊วยใส่แก้ว ใช้ช้อนบี้ลูกบ๊วยให้แตก
    – ใส่น้ำร้อน ชงให้น้ำตาลละลาย
    – ใส่น้ำแข็งแล้วเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – ลูกบ๊วย 1 เม็ด
    – น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำร้อน 100 ซีซี
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักน้ำตาลทรายใส่แก้ว ใส่ลูกบ๊วย 1 เม็ดบี้ให้แตก แล้วค่อยใส่น้ำบ๊วยตามลงไป
    – ใส่น้ำร้อน ชงให้น้ำตาลละลาย แล้วชงให้เข้ากัน
    – ใส่น้ำแข็ง เสิร์ฟได้ครับ หรือจะปั่นเป็นบ๊วยปั่นก็สามารถทำสูตรนี้ได้เลยครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 3

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วยดอง 5 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวสด 2 ลูก
    – น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งบด 2 ถ้วย
    – เกลือเล็กน้อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – บี้เม็ดบ๊วยในแกวให้เม็ดบ๊วยแตก แล้วใส่น้ำบ๊วย น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเกลือลงไป ชงให้เข้ากัน
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว แล้วรินน้ำบ๊วยมะนาวโซดา ลงไป จัดเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 4

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วยดอง 3 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – น้ำมะนาวสด 2 ลูก
    – น้ำหวาน เฮลบลูบอย เขียวหรือแดงก็ได้ 1/2 ถ้วย
    – น้ำแข็งบด 2 ถ้วย
    – เกลือเล็กน้อย 1/5 ช้อนชา

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักเม็ดบ๊วยใส่แก้วแล้วบี้ และเทน้ำบ๊วย น้ำตาล น้ำมะนาว น้ำหวาน เกลือ ใส่ตามลงไป ชงให้เข้ากัน
    – ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำบ๊วยแดงหรือเขียว มะนาวโซดา ใส่ในน้ำแข็งยกเสิร์ฟได้ครับ

    สูตรน้ำบ๊วย สูตรที่ 5

    ส่วนผสมน้ำบ๊วย

    – บ๊วย 3 เม็ด
    – น้ำบ๊วย 1 ช้อนโต๊ะ
    – เกลือ 1/5 ช้อนชา
    – สไปรส์
    – น้ำแข็ง 1 แก้ว

    วิธีการทำน้ำบ๊วย

    – ตักเม็ดบ๊วยใส่แก้วแล้วบี้ให้แตก
    – ใส่น้ำบ๊วย เกลือ น้ำสไปร์ ตามชอบ ชงให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำแข็ง ดื่มได้เลยครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำตำลึง พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำตำลึง

    สูตรน้ำตำลึง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำตำลึง

    – เครื่องปั่น 1 เครื่อง
    – ตำลึง 50 กรัม
    – น้ำมะนาว 3 ลูก
    – น้ำผึ้ง หรือ น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วยตวง
    – น้ำต้มสุก 1 ลิตร ต้องรอให้เย็นก่อน
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำน้ำตำลึง

    – ขั้นตอนแรกจะเริ่มจากการทำความสะอาดใบตำลึงก่อน ให้เลือกใบตำลึงที่ไม่แก่มาก เด็ดออกจากเถาให้เรียบร้อย มาทำความสะอาดโดยการล้างน้ำสะอาด สะอาด แล้วใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ
    – ตั้งไฟปานกลางต้มน้ำให้เดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็นแล้วก็เทน้ำที่เย็นแล้วลงไปในเครื่องปั่นนำใบตำลึงที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไปในเครื่องปั่น ปิดฝาเครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด พักไว้
    – ต่อไปเราจะกรองเอากากออก ให้ใช้ผ้าขาวบางเพื่อกรองน้ำตำลึง ให้ได้แต่น้ำ แยกกากทิ้งไป
    – เสร็จแล้วให้ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำผึ้งใส่ลงไป หรือน้ำเชื่อม และใส่เกลือลงไปนิดหน่อย จากนั้นคนให้เข้ากัน
    – สามารถนำไปแช่เย็นเพื่อให้เย็น แล้วค่อยนำมาดื่ม หรือจะใส่น้ำแข็งแล้วดื่มทันทีก็ได้

  • สูตรวิธีทำน้ำลูกยอ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำลูกยอ

    น้ำลูกยอ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. ลูกยอสุก 2 ผล
    2. น้ำผึ้ง ½ ถ้วย
    3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    4. เกลือป่น ½ ช้อนชา
    5. น้ำสะอาด ½ ถ้วย

    วิธีทำ

    1. ล้างลูกยอให้สะอาด
    2. นำลูกยอและน้ำสะอาด ใส่ในหม้อ แล้วนำไปต้ม เมื่อลูกยอเปื่อยทั้งหมด ปิดไฟยกลง
    3. นำน้ำลูกยอกกรองในผ้าขาวบางที่วางบนกระชอน ยีลูกยอเพื่อคั้นเอาน้ำให้มากที่สุด
    4. นำน้ำลูกยอที่กรองแล้ว ไปต้มต่อ ด้วยไฟอ่อน ปรุงด้วย น้ำผึ้ง น้ำตาล และเกลือ แล้วคนให้เข้ากัน
    5. เมื่อน้ำลูกยอเดือด ปิดไฟ พักให้เย็น แล้วนำน้ำลูกยอที่เย็นแล้วไปใส่เหยือกแช่เก็บไว้ในตูเย็น เมื่อจะดื่ม รินใส่แก้วดื่มได้เมื่อต้องการครับ

    น้ำลูกยอ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    ลูกยอดิบแก่จัด 1.5 กิโลกรัม
    น้ำตาลทรายแดง ½ กิโลกรัม
    น้ำสะอาด 5 ลิตร

    วิธีทำ

    1. ล้างลูกยอให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ พักไว้ก่อนครับ
    2. นำภาชนะแบบมีฝาปิด มา ใส่น้ำตาลทรายแดงและน้ำลงไปคนผสมให้เข้ากัน
    3. นำลูกยอที่หั่นแล้ว ใส่ลงไปในภาชนะที่ผสมน้ำเชื่อมไว้ แล้วปิดฝา
    4. เราจะหมักไว้ 3 เดือน แต่ต้องเปิดฝาคนน้ำลูกยอหมักนี้ทุก 7 วัน
    วิธีนี้เป็นการทำหัวเชื้อเพื่อเก็บไว้ทำน้ำลูกยอสูตรอื่นๆได้ต่อไป เช่นการนำมาผสมน้ำอุ่นดื่มเป็นต้นครับ

    น้ำลูกยอ สูตรที่ 3

    ส่วนผสม
    1. น้ำลูกยอ 2 ช้อนโต๊ะ
    2. ฝรั่งสุก ½ ลูก
    3. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
    4. น้ำแข็ง 300 ซีซี

    วิธีทำ

    หั่นฝรั่งเป็นชิ้นนเล็กๆ ใส่ในเครื่องปั่น ใส่น้ำลูกยอ น้ำผึ้ง และน้ำแข็ง ปั่นรวมกันจนละเอียด เทใส่แก้ว ดื่มเป็นเครื่องดื่มยามว่างสำหรับผู้ที่ชื่นชอบน้ำลูกยอครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำมะยม พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำมะยม

    สูตรน้ำมะยม สูตรที่ 1

    ส่วนผสมน้ำมะยม

    – มะยม 5 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง
    – น้ำสะอาด 15 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมะยม

    – ล้างมะยมให้สะอาด
    – นำมะยมและน้ำ ต้มในภาชนะ ใช้ไฟกลาง ต้มจนมะยมนิ่มและน้ำเดือด
    – นำกระชอนมาวางบนภาชนะ
    – เทมะยมและน้ำที่ต้มมะยม ลงบนกระชอน ยีเม็ดมะยมให้แตกด้วยทับพี และใช้ทัพพีคลึงมะยมให้ทั่ว ให้ได้น้ำมากที่สุด
    – เทน้ำตาลทรายลงไปคนผสมให้น้ำตาลละลาย พักให้เย็น จัดเสิร์ฟโดยใส่น้ำแข็ง หรือ จะแช่เย็นไว้ทานภายหลังก็ได้ครับ

    สูตรน้ำมะยม สูตรที่ 2

    ส่วนผสมน้ำมะยม

    – มะยม ½ ถ้วยตวง
    – น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
    – เกลือ ¼ ช้อนชา
    – น้ำแข็ง 300 มล.
    – น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง

    วิธีการทำน้ำมะยม

    – ล้างมะยมให้สะอาด
    – นำมะยม และน้ำต้มสุก ใส่โถปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด
    – กรองมะยมในกระชอนเอาแต่น้ำนะครับ
    – นำโถปั่นมาตั้งวาง แล้วใส่น้ำมะยมที่กรองแล้ว และใส่น้ำแข็ง น้ำเชื่อม เกลือ และน้ำแข็ง แล้วปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วรินใส่แก้ว ยกเสิร์ฟได้ครับ

  • สูตรวิธีทำน้ำส้มโอ พร้อมคำแนะนำในการขายน้ำส้มโอ

    น้ำส้มโอ สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    1. ส้มโอแกะเอาแต่เนื้อ 2 1/2 ถ้วยตวง
    2. น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง
    3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
    4. น้ำต้มสุก 3 1/2 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    1. นำเนื้อส้มโอใส่ในเครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุกลงไป แล้วปั่นให้ละเอียด
    2. นำน้ำส้มโอที่ปั่น ไปกรองในผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ
    3. อุ่นน้ำส้มโอให้ร้อน แล้วใสเกลือและน้ำเชื่อมลงไป แล้วคนผสมให้เข้ากัน
    4. นำน้ำส้มโอที่ผสมแล้ว ใส่ภาชนะสะอาดมีฝาปิดแล้วนำไปแช่ตู้เย็น เมื่อจะดื่ม นำออกมารินใส่แก้วดื่มได้ครับ

    น้ำส้มโอ สูตรที่ 2

    ส่วนผสม

    1.เนื้อส้มโอ ปริมาณตามชอบ
    2.น้ำมะนาว 2 ออนซ์
    3.น้ำส้มโอ 3 ออนซ์
    4.น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
    5.น้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
    6.น้ำแข็งป่นละเอียด

    วิธีทำ

    นำ น้ำส้มโอ น้ำต้มสุก น้ำผึ้ง น้ำมะนาว มาผสมรวมกัน ในเหยือก แล้วชงให้เข้ากัน ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำส้มโอใส่ในแก้วน้ำแข็ง ใส่เนื้อส้มโอลงไป ยกเสิร์ฟได้ครับ

error: Content is protected !!