Category: ธุรกิจต่างๆ

  • วิธีการเปิดร้านขายข้าวแกงให้ประสบความสำเร็จ

    เปิดร้านขายข้าวแกง
     

    ขอแนะนำทุกท่านที่จะเปิดร้านขายข้าวแกงได้อ่านบทความนี้ก่อนเปิดร้านขายข้าวแกงครับ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกๆ ด้าน การลงทุนในธุรกิจ หรืออาชีพต่างๆ ล้วนมีความเสี่ยงเกือบทั้งสิ้น ทำให้หลายๆ คนหันมาลงทุนทำธุรกิจหรือขายสินค้าเกี่ยวกับของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันและธุรกิจประเภทอาหารการกินกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่เน้นการเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง ที่มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด โดยมองข้ามร้านขายข้าวราดแกง ธุรกิจเล็กๆ ที่สร้างรายได้ ให้ไม่แตกต่างไปจากร้านอาหารประเภทอื่นๆ

    เอาหล่ะครับมาเริ่มกันเลยครับ

    ขายข้าวแกงใครๆ ก็กิน

    ว่ากันว่าสินค้าที่ขายได้แน่ๆ ไม่ต้องกลัวเจ๊งก็คือ อาหาร ขอเพียงทำเลดี มีคนเยอะๆ มีโอกาสขายได้แน่นอน ยิ่งถ้าฝีมือดีก็จะเรียกลูกค้าที่อยู่ไกลๆ ให้ดั้นด้นมากินที่ร้านได้ ส่วนจะทำอาหารอะไรขายก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน และขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของร้านด้วย แต่อย่างแรกที่อยากแนะนำก็คือ ข้าวแกง ครับ

    การเริ่มต้นธุรกิจ ร้านขายข้าวราดแกง เริ่มจากที่ผมเป็นคนที่ชื่นชอบการทำขนมหวาน และทำอาหารว่างแบบไทยๆ เช่น สลิ่ม ทับทิมกรอบ หรือเมี่ยงคำ เพื่อขายเป็นรายได้เสริมยู่แล้ว โดยใช้พื้นที่หน้าบ้านทำเป็นร้านขนมหวานเล็กๆ เมื่อมีลูกค้ามาซื้อขนม ก็มักจะบ่นว่าอาหารสำเร็จรูปที่ทำมาขายนั้นไม่อร่อย บูดหรือเสียเร็ว เก็บไว้ได้ไม่นาน

    เมื่อมีลูกค้าขนมหวานอยู่แล้ว ผมจึงเริ่มทำข้าวราดแกงขายเพิ่มโดยมีลูกค้าขนมหวานเป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่วงแรกทำอาหาร 5 อย่าง อย่างละไม่มากเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกทาน กำไรไม่มากนัก เพราะผมเน้นที่ปริมาณ และคุณภาพของอาหารที่ สด ใหม่ ถึงแม้จะมีกำไรไม่มากแต่ก็ทำให้ไม่สิ้นเปลืองค่ากับข้าว จุดขายที่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้ก็คือ อุ่นกับข้าวให้ร้อนอยู่เสมอ การทานอาหารร้อนๆ ทำให้ได้รสชาติมากกว่า และยังสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

    ร้านข้าวแกงที่เราเห็นส่วนมากจะเป็นข้าวแกงรสชาติแบบภาคกลางทั่วไป กับข้าวแกงปักษ์ใต้ ส่วนทางอีสานกับเหนือจะไม่ค่อยเน้นข้าวแกงนัก ก็เลือกทำตามที่ถนัดแล้วกันครับ ถ้าหากเป็นแผงเล็กๆ ตักใส่ถุงขายก็ขอแนะนำให้มีกล่องติดไว้บ้าง เผื่อลูกค้าอยากซื้อไปกินเลย จะได้จัดแบบกล่องให้ไป

    ส่วนถ้าหากสถานที่อำนวยก็จัดให้มีโต๊ะมีเก้าอี้ให้นั่งกินเลยก็ยิ่งดีใหญ่ เป็นสิ่งที่ควรจะมีนะครับ ที่สำคัญคือต้องเน้นเรื่องความสะอาดด้วยนะครับ ทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ ทั้งสิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องเมนูอาหาร การจัดร้าน การตั้งราคา ก็ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน เหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ลูกค้ามากหรือน้อยได้ครับ

    เมนูกับข้าว เลือกทำดีๆ กำไรอื้อ

    ถ้าจะเปิดร้านขายข้าวแกง อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำทุกเมนูที่นึกออกนะครับ เพราะบางทีทำเมนูอาหารมากไปก็เสียเวลาเปล่า เป็นภาระให้กับตัวเองอีกต่างหาก ถ้าเราบริหารเมนูให้ดีๆ ก็จะได้ไม่ต้องทำมากให้เหนื่อย อย่างวันหนึ่งๆ เราอาจทำแกงส้ม แกงกะทิ ผัดผัก ผัดเผ็ด ต้มยำ ต้มจืด ยำ อย่างละอย่างสองอย่างพอ แต่หมุนเวียนเปลี่ยนสลับอย่าให้ซ้ำ เพื่อลูกค้าจะได้ไม่เบื่อเสียก่อน ส่วนเมนูไหนยอดนิยม เช่นผัดกะเพรา จะทำทุกวันก็ไม่ว่ากัน

    ทีนี้ก็มาดูวัสดุที่จะนำมาประกอบอาหารบ้าง จะใช้ ปลา หมู ไก่ ก็เลือกให้ดี หน้าไหนอะไรแพงก็เลี่ยงไปใช้อย่างอื่น จะได้ไม่ต้องขึ้นราคาให้ลูกค้าตกใจ อะไรที่ซื้อโดยตรงกับเกษตรกรเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าก็ลองติดต่อซื้อดู เพื่อจะได้ลดต้นทุน กับข้าวแต่ละอย่างใช้วัตถุดิบไม่เหมือนกัน ดังนั้นบางอย่างจึงมีกำไรดี บางอย่างอาจได้กำไรน้อย บางอย่างใช้เวลาทำนาน บางอย่างทำแป๊บเดียว ก็อย่าลืมคิดเผื่อในส่วนนี้ด้วยนะครับ

    เมนูเสริม เพิ่มรายได้แบบเนียนๆ

    บางคนคิดแต่เรื่องทำกับข้าวเมนูหลัก อย่างพวกแกงๆ ผัดๆ อย่าลืมว่ายังมีพวกเมนูเสริมที่ทำง่ายๆ แต่ก็กำไรดี หรือกำไรอาจน้อยแต่ก็เพิ่มรายได้ให้เราแบบง่ายๆ ด้วย อย่างเช่น ไข่ดาว ไข่ต้ม กุนเชียง ทอดมัน พวกนี้ใช้เวลาในการทำไม่นาน และเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้าสั่งโดยไม่ได้คิดล่วงหน้ามาก่อน เพราะกับข้าวพวกนี้กินกับกับข้าวอื่นได้แทบทุกอย่าง

    ที่ควรเพิ่มมาอีกอย่างก็คือ ขนมหวาน มีติดร้านไว้สักอย่างสองอย่าง พวกกะทิ น้ำเชื่อม สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นี่ก็ทำให้ลูกค้าสั่งโดยไม่รู้ตัวได้ดีเหมือนกัน มีหลายๆ คนครับที่ติดนิสัยกินข้าวแล้วต้องกินขนมตาม

    ปิดท้ายที่น้ำดื่มซี่งสำคัญไม่แพ้กัน สำหรับร้านที่มีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งทานที่ร้านก็ควรมีน้ำดื่มให้ลูกค้าเลือกบ้างก็ดี อย่าบังคับให้ลูกค้าดื่มอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ส่วนจะมีน้ำอะไรบ้างก็แล้วแต่ความสะดวกในการจัดหาละครับ ถ้าทำเองได้ก็รวยเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ซื้อเอาสะดวกกว่า

    สร้างบรรยากาศให้ร้านข้าวแกง

    ของบางอย่างช่วยให้ลูกค้าติดอกติดใจจนต้องมาอุดหนุนเป็นประจำไม่ไปร้านอื่น อย่างเช่น บนโต๊ะมีทิชชู ไม้จิ้มฟันให้ มีน้ำปลาพริกน่ากินๆ เตรียมไว้ มีน้ำให้เติมฟรี หรืออย่างร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ที่มีผักให้กินฟรีก็น่าเจริญรอยตาม เพียงแต่อาจต้องยอมจ่ายเพิ่มสักหน่อย ซึ่งหากคิดๆ ดูแล้วก็น่าจะคุ้มในระยะยาว เพราะรับรองได้ว่าลูกค้าต้องชอบแน่นอน เคยไปกินบางร้านที่ไม่มีอะไรให้เลย รู้สึกหงุดหงิดนิดๆ เพราะบางทีก็จำเป็นต้องใช้ขึ้นมา

    ที่สำคัญเจ้าของร้านก็ต้องช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยนะครับ ประเภทขายไปทะเลาะกับร้านข้างๆ ไป หรือทะเลาะกันเองแบบนั้นก็ไม่ไหว บางร้านมีอุปกรณ์ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน เช่น ทีวี หรือหนังสือไว้ให้ลูกค้าอ่านระหว่างรออาหาร ถ้าอากาศร้อนก็มีพัดลมเปิดช่วยให้คลายร้อน ก็ต้องเอาใจลูกค้ากันหน่อยละครับ เพราะลูกค้าคือพระเจ้า และผู้จ่ายเงินให้กับเรานั่นเอง

    กลุ่มลูกค้า

    กลุ่มลูกค้ามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจประเภทนี้ ช่วงแรกๆ อาจจะเปิดร้านขายข้าวแกงเล็กๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในย่านละแวกนั้น อาจจะเป็นคนทำงานที่พักเที่ยง แล้วแวะเวียนมากินข้าวแกงที่ร้านของเราเป็นประจำ จากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เอง ที่ทำให้ท่านสามารถต่อยอด และขยายธุรกิจร้านขายข้าวราดแกงเล็กๆ ออกไปได้ โดยอาจจะรับทำข้าวกล่อง อาหารและอาหารว่างให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดประชุมสัมมนา หรือเมื่อมีงานเลี้ยงเล็กๆ งานพิธีต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานแต่ง

    ช่วงแรกๆ ก็อาจจะรับงานทำอาหารของกลุ่มลูกค้า และคนสนิทที่คุ้นเคยกันดี เมื่อเรามีฝีมือและมีการบริการที่ดี อาหารอร่อย ไม่เอาเปรียบลูกค้า ก็ทำให้มีงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงอาจจะได้รับเหมาทำอาหารให้กับองค์กรต่างๆ ครับ

    ดำเนินการสร้างร้านขายข้าวแกง

    เงินลงทุน ประมาณ 10,000 บาท (รถเข็น 3,500 บาท เตาพร้อมถังแก๊ส 2,000 บาท ถาดสแตนเลส 400 บาทต่อใบ)
    เงินทุนหมุนเวียน 1,000 บาทต่อวัน
    รายได้ 1,800 – 2,000 บาทต่อวัน
    วัสดุอุปกรณ์ รถเข็น เตาพร้อมถังแก๊ส เตาถ่าน (มีไว้เสริมเพื่อให้รวดเร็วขึ้น) หม้อ/กะละมัง/ถาดใส่อาหารขาย ทัพพี และอุปกรณ์ในครัวเรือนสำหรับประกอบอาหาร
    แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ร้านค้าทั่วไป ย่านเวิ้งนาครเขษม สำเพ็ง ห้างสรรพสินค้า
    แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบ ตลาดบางกะปิ ตลาดคลองเตย ปากคลองตลาด ตลาดบางกอกน้อย ตลาดพรานนก หรือตลาดทั่วไปใกล้บ้าน
    การจ่ายตลาด ถ้าขายช่วงเช้า ควรเริ่มจ่ายตลาดก่อนตี 5 ถ้าขายช่วงสาย บ่าย เย็น ควรจ่ายตลาดช่วงเช้า
    การเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ ควรให้พอเหมาะกับการขายแต่ละวัน และต้องมีความใหม่สด เช่น
    เนื้อหมู ต้องมีสีชมพู เนื้ออิ่มเป็นมัน หนังเกลี้ยง
    เนื้อวัว ต้องมีสีแดงสด เนื้อละเอียดแน่น
    ไก่ ต้องมีหนังสด บาง สีไม่ซีด
    กุ้ง ต้องมีเนื้อแน่น ตัวเขียวปนน้ำเงินสดใส
    ปลา ต้องมีเหงือกแดง ตานูนสดใส เนื้อแข็งแน่น
    ปลาหมึก ควรเลือกที่เยื่อหุ้มตามตัวยังไม่ลอก
    ผักสด มีใบติดแน่น สีเขียวสด ไม่ช้ำ
    กะทิ ควรเลือกซื้อจากร้านที่ใช้มะพร้าวใหม่สด
    เครื่องแกง หากไม่ทำเอง ก็ต้องเลือกซื้อจากร้านที่ทำไม่ค้าง

    การตลาดร้านขายข้าวแกง

    ผมได้รวบรวมการตลาดร้านขายข้าวแกง เหมาะสำหรับท่านต้องการเปิดร้านขายข้าวแกง ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ตามแต่ละท่านครับ เอาหล่ะมาเริ่มอ่านกันเป็นข้อๆ ไปเลยครับ

    – เดินสำรวจตลาดก่อนครับ แถวนั้นขายกันที่เท่าไหร่ เราจะขายถูกลงมาหรือเท่าเขาก็ได้
    – แต่ถ้าเท่าเขาเราต้องมีชุดเด่น อื่นมากกว่าเขา เช่น เน้นเรื่องความสะอาดกับความอร่อย หรือเป็นอาหารสูตรใหม่ๆ
    – ต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราคือใคร เพราะว่า แต่ละกลยุทธ์ไม่สามารถใช้ได้กับลูกค้าทุกกลุ่ม กลุ่มลูกค้ามีหลายประเภท เช่น คนทำงาน หรือชาวบ้านทั่วไป หรือขายพวกแท็กซี่ คนขับรถรับจ้าง เรื่อยไปจนกระทั่งคุณขายที่ภาคไหนของประเทศไทย ซื่งการกินอาหารจะแตกต่างกันไป สิ่งต่างๆ เหล่านีจะกำหนดเองว่าควรขายราคาเท่าใด จัดร้านอย่างไร ควรจะขายอาหารชนิดไหน
    – ต้องเช่าสถานที่เช่า หรือเปิดขายเองที่บ้าน ส่วนนี้ก็มีผลต่อราคาครับ ถ้าต้องเช่าสถานที่เราก็ต้องขายแพงขึ้นหน่อยครับ และต้องดูทำเลที่ขายคนเยอะหรือเปล่า
    – มีคนบอกไว้ว่าถ้าได้ทำเลทองไม่อร่อยก็ขายได้ แต่ผมว่าทำให้อร่อยๆ ไว้ดีกว่าครับ
    – อาหารอร่อย ราคาคุ้มค่า ดูน่ากิน มีให้เลือกเยอะ สดสะอาด เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค บริการดี
    – กับข้าวเน้นความหลากหลาย สลับกันไป ว่าวันนี้จะทำเมนูอะไร หรือพรุ่งนี้จะทำเมนูอะไร
    – เรื่องช้อนส้อม ถ้าเป็นไปได้ให้มีนํ้าร้อน ให้ลวกก่อนนำไปใช้จะดีมาก ทำแบบห้างใหญ่ๆ
    – ไม่มีแมลงวันบินในตู้วางอาหาร
    – มีหนังสือพิมพ์ให้อ่านระหว่างรอ
    – เครื่องปรุงพริกน้ำปลา พริกน้ำส้ม อย่าให้หมด
    – ที่นั่งต้องจัดหาให้เพียงพอ ตามความเหมาะสม ถ้าลูกค้าต้องมายืนกินข้าวแกงร้านคุณ นั่นบ่งบอกว่าคุณต้องซื้อโต๊ะ และเก้าอี้เพิ่มแล้วครับ
    – ถ้าเป็นร้านแบบรถเข็น ส่วนใหญ่จะมีน้ำดื่มให้ลูกค้าตักไปกินฟรี
    – ถ้าร้านใหญ่ขึ้น ต้องมีเมนูอาหารด้วยนะครับ ขาดไม่ได้เลย
    – บางร้านที่ผมเห็นจะมีบริการเสริมทำข้าวแกงใส่กล่องส่งตามบ้าน หรือตามบริษัทต่างๆ
    – ถ้าร้านใหญ่ขึ้นไปอีก มีที่จอดรถด้วยก็จะดีมากๆ ครับ
    – ที่สำคัญอย่าหยุดขายบ่อย เดี๋ยวลูกค้าหายครับ
    – การขายแบบรถเข็นควรมีอาหาร 5-8 อย่าง เพื่อความเหมาะสมกับขนาดของรถ สำหรับอาหารที่ควรมีประจำได้แก่ แกงกะทิ แกงส้ม ผัดเผ็ด ผัดผัก ต้มจืด ต้มยำ น้ำพริก-ปลาทู-ผักจิ้ม เป็นต้น รวมทั้งข้าวสวย
    – การปรุงอาหารต้องสะอาด รสชาติอร่อยและสม่ำเสมอ ความทั้งมีสีสันน่ารับประทาน หากยังไม่ชำนาญในการปรุง ก็ศึกษาได้จากตำราอาหาร หรือฝึกอบรมเพิ่มเติม
    – หม้อ กะละมัง และถาดที่ใส่อาหารขาย ควรเป็นสแตนเลส เพราะใช้งานได้ทนทาน ปลอดภัย และทำให้ดูน่ารับประทานกว่าอลูมิเนียม โดยสัดส่วนที่สวยงามในการบรรจุอาหารใส่ภาชนะ ควรเป็น ¾ หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งของภาชนะ (เริ่มต้นการขายครั้งแรกควรใช้ถาดหรือกะละมัง เพราะหม้อจุมากกว่าและราคาแพงกว่า)
    – บริการลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และอัธยาศัยดี คือต้องตักอาหารใส่ถุงได้คล่องแคล่ว หรืออาจตักใส่ถุงเตรียมไว้ก่อนเลยบางส่วน
    – ราคาอาหาร ควรขายในราคาถูก แต่อาจลดปริมาณลงเล็กน้อย เช่น ขายถุงละ 10 หรือ 15 บาท แทน 20 บาท โดยพิจารณาจากทำเลด้วยว่าควรขายราคาใด
    – ราคาขาย 1 อย่าง 25 บาท / 2 อย่าง 30 บาท / 3 อย่าง 35 บาท อย่างที่บอกการตั้งราคาอาจจะคิดเรทตามค่าเช่าสถานที่ด้วย
    – ข้าวแกงที่ทุกร้านต้องมี เพราะถูกปากคนไทยมากที่สุดอย่างหนึ่งเลยก็คือ ข้าวกะเพราไข่ดาว
    – และสุดท้าย การเปิดร้านขายข้าวแกงต้องมีทุนครับ ในช่วงแรกต้องมีทุนหมุนเวียนครับ ไม่งั้นเกิดอะไรขึ้นมา อย่างเช่น คนมากินน้อย หรือเงินซื้อกับข้าวหมด จะทำให้การขายขาดช่วงครับ ฉะนั้นต้องคำนวณเรื่องทุนที่จะต้องใช้กันให้ดีๆ นะครับ

    ปัญหาหรืออุปสรรค

    ปัญหาหรืออุปสรรค์สำหรับการเปิดร้านขายข้าวราดแกง สิ่งที่ควรระวังก็คือการลงทุนโดยไม่มีการคิดหรือคำนวณต้นทุน เมนูอาหารที่ทำในแต่ละวันต้องมีการคิดคำนวณอย่างดี เช่น ทำอาหาร 10 อย่าง ควรเป็นอาหารที่ลงทุนสูงประเภท หมู ไก่ หรือ อาหารทะเล ไม่เกิน 5 อย่าง ส่วนที่เหลือควรเป็นอาหารประเภทผัก น้ำพริก ที่ลงทุนไม่มากนัก และสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ การเปิดร้านขายข้าวราดแกงต้องมีจุดขาย โดยเน้นอาหารประเภทที่เราถนัดที่สุด เป็นจานที่เด่นและทำชื่อเสียงให้กับร้าน เช่น น้ำพริก แกงป่า หรือเมนูพิเศษที่เป็นพืชผักตามฤดูกาลที่หาทานได้ยาก

    สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ผมประสบมาแล้วทั้งสิ้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่สนใจและกำลังมองหาธุรกิจ ผมแนะนำว่าทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่เรารัก ทำแล้วเรามีความสุข ถึงเราจะไม่ถนัด ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ แต่หากใจเรารัก ก็จะพยายามแสวงหาและเชื่อว่าจะทำสิ่งนั้นได้ดี ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านครับ

    สถานที่ฝึกอบรมการทำข้าวแกงของหน่วยงานราชการ

    1. โรงเรียนหรือศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร โทร 02-613-7177-8
    2. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานกลาง โทร. 02-691-8440, 02-276-0717
    3. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8460,02-579-2294 ต่อ 218-224
    4. สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 02-211-2056, 02-212-5700-1
    5. วิทยาลัยการอาชีพจังหวัด

  • วิธีการทำอาชีพขายผลไม้ให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำอาชีพขายผลไม้ให้ประสบความสำเร็จ
     

    ผมเชื่อว่า ไม่ว่าเราจะทำอาชีพใดก็ตาม เราสามารถรวยได้ทั้งนั้น อยู่ที่ความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจของเรา อาชีพขายผลไม้อาจจะดูรวยยาก แต่เราก็จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เพื่อที่เราจะยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ อาจจะทำเป็นรถเข็นขายผลไม้ เมื่อมีเงินแล้วก็เปิดเป็นร้านขายผลไม้เล็กๆ แล้วก็ขายเป็นร้านขายส่งผลไม้ จนถึงสุดท้ายทำสวนผลไม้เสียเองเลย มันจะเป็นขั้นๆ ไปแบบนี้ อย่าให้ใครมาหยุดฝันของเราได้ครับ

    เอาหล่ะครับในบทความรวยด้วยการทำอาชีพขายผลไม้ ผมจะบอกวิธีอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปนะครับ

    ข้อดีของการทำอาชีพขายผลไม้

    1. ผลไม้สามารถขายได้ทุกวัน

    ผลไม้จะขายได้ดีกว่าขนมหวาน เพราะมีคนซื้อเยอะ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายซื้อ คนทำงานซื้อ สาวโรงงานซื้อ คนทำราชการซื้อ นักเรียนนักศึกษาซื้อ แถวสถานีขนส่งซื้อ แถวหน้าโรงหนังซื้อ ย่านคนรวยซื้อ ย่านตลาดสดซื้อ บางแหล่งแม้เวลาดึกดึกก็ยังซื้อ ซื้อกันเยอะมั้ยหล่ะครับ

    แถวๆ ที่ทำงานของผม มีแผงขายผลไม้ประเภทปอกตัดแบ่งขาย อย่างนี้อยู่ 3 แผง และมีรถเข็นอยู่ 3 คัน แต่มีร้านขายขนมหวานอยู่แค่ 1 แผงครึ่งเอง ที่เรียกว่าครึ่งแผง ก็เพราะว่าบางวันเค้าก็ขาย บางวันเค้าก็ไม่ขาย รู้สึกว่าตอนต้นเดือนเค้าจะมาขายต่อเนื่อง 2-3 วัน แต่วันอื่นๆ จะไม่แน่ แต่แผงขายผลไม้ปอกตัดแบ่งขายแบบนี้ มาขายทุกวัน มาพร้อมกันทั้ง 6 แผง สามัคคีกันขายเอากำไรจริงๆ

    2. ผลไม้ไม่ต้องปรุงก่อนขาย

    ปอกเปลือกเสร็จก็ตัดแบ่งขายได้ทันที เคยสังเกตแหล่งขายบางแหล่ง คนขายดูยังวัยรุ่นอยู่เลย ยังหั่นและตัดผลไม้ไม่ค่อยคล่อง คงจะเพิ่งหัดขาย แต่อาชีพนี้ก็มีข้อดีแบบนี้ ผลไม้ตัดแบ่งขาย มันจะอร่อยด้วยตัวของมันเอง ไม่จำเป็นจะต้องใช้ฝีมือในการปรุงเข้ามาช่วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพริกกะเกลือ ทุกร้านต้องมีนะครับ

    3. ขายผลไม้ใช้เงินลงทุนน้อย

    เราไม่ต้องจัดหาถ้วยชาม ไม่ต้องมีเงินหลักหมื่นหลักแสนก็สามารถขายผลไม้ได้ อาจซื้อมาน้อยเดินเร่ขายน้อย แต่ถ้ามีเงินเยอะก็สามารถใช้เงิน คัดเกรดผลไม้ดีๆ มาจัดวางขายบนรถเข็น บนแผงผลไม้ มีตู้กระจก มีน้ำแข็งรักษาความสด และสามารถเลือกขายที่ทำเลหรูมีแอร์ อย่างแถวศูนย์การค้า แถวหน้าโรงหนัง หรือแถวศูนย์อาหารของสำนักงานตึกสูงๆ

    4. ขายผลไม้ได้กำไรสูง

    ราคาการขายผลไม้แต่ละชนิดได้กำไรเท่าไหร่ ลองดูได้เลยครับ

    – แตงโมใบโตเนื้อแดงกรอบหวาน ลูกละ 40 บาท จะแบ่งขายได้ 8 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท ถ้าลูกขนาดปกติลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท
    – แคนตาลูปเนื้อเหลืองหวานและหอม ลูกละ 33 บาท จะแบ่งขาย 2 ซีก ซีกละ 33 บาท
    – มะละกอแขกดำเนื้อแน่นหวานสีแดงส้ม ลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท
    – สับปะรดลูกโตเนื้อหวานฉ่ำทั้งลูก ลูกละ 30 บาท จะแบ่งขายได้ 6 ชิ้น ชิ้นละ 10 บาท
    – ฝรั่งแก่จัดรสกรอบหวาน โลละ 30 บาท ราวๆ 3 ลูก จะเฉาะใส่ถุงขายได้ 6 ถุง ถุงละ 10บาท
    – ชมพู่ องุ่น มันแกวก็เช่นกัน ซื้อมาเป็นกิโล แบ่งขายถุงละ 10 บาท ได้กำไรเท่าตัวทุกประเภท
    – ส้มเช้ง ละมุด พวกนี้จะยากตอนปอกเลือกและตัดแบ่งขาย แต่ราคาที่ขายถุงละ 20 บาท ก็ได้กำไรเท่าตัวทุกประเภทเช่นเดียวกัน

    สิ่งที่ต้องมีเมื่ออยากทำอาชีพขายผลไม้

    1. ต้องรู้จักธรรมชาติของผลไม้ และเลือกผลไม้เป็น

    ท่านจะต้องรู้ว่าผลไม้บางอย่างซื้อเก็บไม่ได้ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ องุ่น มันแกว เพราะซื้อเก็บมันจะไม่สด จะต้องซื้อผลไม้พวกนี้วันต่อวัน แต่ผลไม้บางอย่างท่านซื้อเก็บได้ เช่น มะละกอ แตงโม สับปะรด ส้มเช้ง ผลไม้บางอย่างท่านจะต้องจับต้องและห่อหุ้มต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่งั้นจะผลไม้จะเสียสภาพหมด ทั้งช้ำและไม่สวย เช่น มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ ละมุด

    ท่านจะต้องเลือกผลไม้เป็น เมื่อปอกออกแล้วจะต้องเป็นผลไม้ที่กินอร่อย ถ้าเลือกไม่เป็นท่านจะต้องหาคนที่เขาเลือกเป็นจริงๆ ไปช่วยท่านเลือกด้วยในระยะแรก เมื่อท่านชำนาญแล้วจึงไปเลือกซื้อเองคนเดียว

    การซื้อ ท่านไม่ควรเลือกซื้อทุกลูกจากผู้ขายเจ้าเดียว ควรเลือกผลไม้ที่ดีที่สุดจากผู้ขายหลายเจ้า และท่านต้องทราบแหล่งที่มีผู้ขายหลายเจ้าด้วยว่าอยู่ที่ไหน เช่น แถวตลาดมหานาค และตลาดสี่มุมเมือง

    ท่านควรจะทราบเวลาที่ผลไม้แต่ละชนิดลงขาย และควรจะขยันไปเลือกซื้อก่อนผู้อื่นทุกวัน หากราคาที่ซื้อจะแพงหน่อย ก็อาจจะจะยอมซื้อเพื่อหวังขายคุณภาพเพื่อให้ลูกค้าติดใจ แล้วค่อยตัดแบ่งขายแพงหน่อย ก็แล้วกัน กินของดีแต่แพงหน่อย ลูกค้าบางกลุ่มเขาก็ไม่ว่าหรอก

    2. ต้องปอกผลไม้และตัดแบ่งผลไม้เป็น

    ท่านจะต้องปอกผลไม้เร็วตัดแบ่งเร็ว ปอกสวยตัดแบ่งผลไม้สวย ดูน่ากิน ขนาดเท่ากัน ไม่ช้ำ มีดคม ไม่เฉือนเนื้อออกเยอะเกินไป ไม่ตัดแบ่งผลไม้แล้วเหลือเศษชิ้นเล็กๆ มากเกินไป

    3. ผลไม้ต้องสะอาด

    ท่านจะต้องล้างผิวผลไม้ล้างให้สะอาดแต่เบามือ อาจต้องล้างด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำผิวละเอียด อาจต้องล้าง 2 น้ำ ผลไม้บางชนิดอาจต้องล้างด้วยด่างทับทิม เพื่อให้สะอาดปราศจากสารปนเปื้อน มือที่จะปอกและตัดแบ่งผลไม้ต้องสะอาด ใช้มีดสะอาด อาจล้างมีดบ่อย ถัง กะละมังที่ใช้ และบรรจุภัณฑ์ที่จะใส่ผลไม้ ต้องสะอาด จัดวางบรรจุภัณฑ์ในตู้หรือในถังแช่ความเย็นที่สะอาดปราศจากแมลงและฝุ่น ผู้ขายที่หยิบจับเงินจากลูกค้าจะหยิบได้แค่บรรจุภัณฑ์ผลไม้
    ต้องไม่หยิบจับตัวผลไม้

    4. หาตลาดที่ขายได้มาก

    ท่านอาจจะจ้างเด็กช่วยขายแทนท่าน ขายบนรถเข็น ขายบนรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขายบนรถกระบะที่ขับตระเวนไปจอดขายหลายที่ต่อวัน หรือถ้ามีเงินทุนน้อยก็อาจจะใส่ตะกร้ายืนขายในบริเวณที่ที่มีคนสัญจรมาก และแถวนั้นไม่ควรมีร้านค้าคู่แข่ง เช่น ตอนเช้าอาจขายใกล้ป้ายรถเมล์ ขายหน้าโรงพยาบาล ขายหน้าโรงงาน ตอนเที่ยงอาจขายใกล้ร้านแม่ช้อยชวนชิม ขายในหน่วยงานราชการ ขายหน้าโรงงาน ตอนบ่ายขายหน้าอู่ซ่อมรถ ขายหน้าร้านเสริมสวย ตอนเย็นขายหน้าโรงเรียน ขายใกล้ป้ายรถเมล์ ขายใกล้ทางเข้าสวนสาธารณะหรือสนามกีฬา ตอนกลางคืนขายใกล้ร้านแม่ช้อยชวนชิม และขายหน้าสถานบันเทิง เป็นต้น

    วิธีการทำอาชีพขายผลไม้ให้ประสบความสำเร็จ
     

    กลยุทธ์ในการขายผลไม้

    – ท่านอาจจะบรรจุผลไม้ 2 ประเภทขายในบรรจุภัณฑ์เดียว หากบรรจุในถุงพลาสติกและแม็กปากถุงขาย ใส่จำนวนน้อยหน่อย ขายถุงละ 10 บาท หากบรรจุในถาดโฟมและปิดคลุมด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร ใส่จำนวนมากหน่อย ขายถาดละ 15 บาท

    – นอกจากขายปลีกแล้ว ท่านอาจจะแจกใบปลิวแก่ลูกค้า บอกคุณภาพของผลไม้ ความสะอาดของผลไม้ที่ขาย มีรูปภาพบรรจุภัณฑ์ แล้วท่านอาจรอคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์ แล้วให้เด็กนำไปส่งขายถึงที่ตามคำสั่งซื้อ หรืออาจสอบถามลูกค้าที่สั่งซื้อประจำว่า ต้องการรับผลไม้ตัดแบ่งขายทุกวันหรือไม่ เพราะจะนำไปให้คัดเลือกซื้อถึงที่ ทุกวัน ขายคล้ายๆขายยาคูล์ที่ส่งลูกค้าทุกวันนั่นแหละครับ แต่ผลไม้ของท่านจะมีชนิดและรสชาติหลากหลายให้เลือกซื้อมากกว่ายาคูล์ กลยุทธ์การขายเชิงรุกแบบนี้เพื่อเพิ่มยอดขาย เพิ่มจากการขายปลีก

    – มีหลายหน่วยงานทีเดียวที่ต้องการรับซื้อผลไม้ตัดแบ่งแบบนี้ ขอให้ส่งถึงที่ เพื่อจะใช้เป็นเบรกของว่าง ขณะประชุม และขณะฝึกอบรมตอนบ่าย หากท่านขายเป็นเบรกของว่างขณะประชุมหรือขณะฝึกอบรมได้สัก 2 หน่วยงาน โดยขายได้สักวันละจำนวน 100 แพ็ค ราคาขายแพ็คละ 15 บาท คิดเป็นเงิน 1,500 บาท ผมได้เคยบอกในตอนต้นแล้วว่า ขายผลไม้ตัดแบ่งแบบนี้ ท่านจะได้กำไรเท่าตัว ฉะนั้นท่านจะได้กำไรจากการส่งขายเพื่อเป็นเบรกของว่างขณะประชุมหรือขณะฝึกอบรมแบบนี้ ได้วันละ 750 บาท

    – ฉะนั้นท่านควรจะหาตลาดขายผลไม้ของท่าน จากหน่วยงานที่เขาจัดประชุมจัดฝึกอบรมในตอนบ่าย เพิ่มเติมจากการขายปลีกด้วย ยิ่งหาได้มากๆหน่วยงาน ท่านก็จะยิ่งได้กำไร

    – อย่าตกใจว่าท่านขายแพง ผลไม้ที่มีให้เลือก 2 ชนิด ที่สด รสชาติดี ตัดแต่งสวย บรรจุสวยและสะอาด ราคาขายแพ็คละ 15 บาท เป็นราคาที่ขายไม่แพงเกินไปหรอกครับ เพราะศิริวัฒน์แซนด์วิช ที่เขาขายแซนด์วิชให้กับงานประชุมหรืองานฝึกอบรม เฉพาะขายแซนด์วิชอย่างเดียวก็ราคา 18 – 35 บาทแล้ว เขาก็ยังขายดี ไม่มีหน่วยงานไหนต่อราคาแซนด์วิชของเขากันเลย

    – ผลไม้ที่ตัดแบ่งขายแบบนี้ ราคาจะขายแน่นอนคงที่ไม่ 10 บาทก็ 15 บาทละครับ ฉะนั้นท่านคงไม่ต้องยืนขายปลีกหรือขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างขายปลีกเอง แต่ท่านอาจจ้างเด็กมาช่วยขายแทนท่านได้ ท่านควรนำเวลาไปใช้เพื่อการหาตลาดที่ควรจะขายดีกว่าเดิม นำเวลาไปใช้เพื่อการหาหน่วยงานที่ต้องการจัดเบรกของว่างบ่ายในการประชุมหรือการฝึกอบรมจะดีกว่า เพราะราคาขายผลไม้ที่คงที่ หากเด็กของท่านนำผลไม้ไปขาย 80 ถุง ราคาขายถุงละ 10 บาท เด็กก็จะต้องนำเงินมาคืนท่าน 800 บาท ซึ่งท่านจะได้กำไรจากยอดขายของเด็กคนนี้ 400 บาท ท่านจะต้องแบ่งเป็นค่าจ้างขายให้เด็กประมาณ 200 บาท ท่านก็จะได้กำไรสุทธิจากยอดขายของเด็กคนนี้ 200 บาท

    – สำหรับกลยุทธ์การขายในข้อนี้ ท่านจะต้องตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ให้สีสวยสะดุดตา ให้เด็กสวมเสื้อสะอาดสีสวยสะดุดตา มีเสียงแตรเรียกร้องความสนใจ มีถุงบรรจุภัณฑ์ที่สวยแปลกตา และฝืกอบรมให้เด็กมีบุคลิกท่าทางสุภาพ สะอาด พูดจาไพเราะ ทั้งหมดนี้อาจจะให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด

    – นอกจากผลไม้จะมีรสชาติดี แช่เย็นแล้ว ยังจะต้องสดใหม่ด้วย ฉะนั้นเด็กที่ช่วยนำผลไม้ไปขาย จึงไม่ควรจะให้นำไปขายครั้งละจำนวนมาก แต่ควรจะให้นำไปขายจำนวนน้อยเพื่อขายเฉพาะของสดใหม่ เมื่อขายใกล้จะหมดก็ให้แจ้งกลับมาที่แหล่งปอกและตัดแบ่งผลไม้ เพื่อนำไปส่งเพิ่มเติมจะดีกว่า

    – การปอกเปลือกและตัดแบ่งผลไม้บรรจุถุงและถาดโฟม แล้วแช่เย็นไปขายนี้ ทำกันที่บ้าน ท่านจึงอาจจะซื้อผลไม้มีตำหนิ แต่เป็นผลไม้สด รสชาติดี ล้างสะอาดมาตัดแต่งบรรจุถุงขาย ก็ได้
    ราคาซื้อผลไม้จะได้ถูกลง

    – ผลไม้ต่อวันหากขายไม่หมด ไม่ควรจะนำมาขายอีกในวันรุ่งขึ้น แต่ควรจะนำไปแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ เป็นแยมผลไม้ เป็นผลไม้เชื่อม หรือตากแห้งอบแห้งแล้วนำมาปรุงรสเพิ่มเติม แล้วนำไปวางขายเป็นถุงร่วมกับผลไม้สด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้า และท่านก็จะได้ไม่เสียของ

    ถ้าท่านชอบผลไม้ ก็น่าจะสนับสนุนใหัผู้อื่นทานผลไม้ เป็นผลไม้ที่ท่านคัดเลือกคุณภาพเอง สดใหม่ ล้างและตัดแบ่งบรรจุถุงสะอาด แล้วแช่เย็นให้ผู้อื่นกิน นอกจากจะเป็นอาชีพแล้ว ยังเป็นความสุขใจนะครับ ที่มอบสิ่งดีดๆ ให้ผู้อื่น

    แหล่งขายส่งผักผลไม้ราคาถูก

    สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากลองมาจับตลาดประภทนี้ดู อยากเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายผักผลไม้ดูสักตั้ง แต่ยังไม่ทราบว่าจะไปรับสินค้ามาจากที่ไหน ผมได้รวบรวมแหล่งขายส่งผักผลไม้ไว้ในบทความนี้เลยละกันครับ

    แหล่งขายส่งผักผลไม้ที่แนะนำให้ไปซื้อคือซื้อจากเกษตกรผู้ปลูกโดยตรงครับ ดีที่สุด เพราะเราจะได้สินค้าราคาถูกสามารถนำมาขายทำกำไรได้เยอะกว่า แต่ถ้าท่านไม่อยากเสียเวลามานั่งรวบรวมผลผลิต เพราะอยากจะขายผักผลไม้หลายอย่าง ก็สามารถเลือกไปซื้อที่ตลาดขายส่งผักผลไม้ใกล้บ้านท่านได้ครับ ซื่งถ้าจะให้อธิบายทุกจังหวัดคงจะยาวเกินไป ดังนั้นผมจึงขอแนะนำเฉพาะตลาดขายส่งผักผลไม้ที่ใหญ่ติดอันดับประเทศเอาก็แล้วกันนะครับ

    – ตลาดไท
    – ตลาดสี่มุมเมือง
    – ตลาดศรีเมือง

    ตลาดเหล่านี้จะมีผู้คนหมุนเวียนเข้าออกตลอดครับ ทั้งเกษตกร พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าแม่ค้าขายส่งขายปลีก ตลอดถึงชาวต่างชาติที่มาสังเกตการณ์ราคาผักผลไม้เพื่อที่เลือกนำเข้ามาจำหน่ายได้ถูกจังหวะ ถ้ามีโอกาสลองไปเยี่ยมชมก่ผนตัดสินใจซื้อมาจำหน่ายก็ได้ครับ ไปดูก่อนว่าเค้าทำงานกันยังไง ขายยังไง ผักผลไม้เข้าช่วงไหน

    ผมก็ขอให้ทุกท่านที่สนใจจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ได้รวยด้วยการทำอาชีพขายผลไม้กันทุกท่านนะครับ

  • วิธีทำธุรกิจสบู่สมุนไพรให้ประสบความสำเร็จ

    สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ ผมมีธุรกิจแนวสร้างสรรค์ สำหรับคนชอบคิด ชอบทำ มาแนะนำกันอีกแล้วนะครับ โดยวันนี้ขอเสนอการทำสบู่สมุนไพรแฮนด์เมดผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติครับ เมืองไทยเราได้ขึ้นชื่อว่ามีพืชพรรณธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น มะพร้าว มะขาม มะละกอ แครอท หรืออาจจะลองผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างเช่น มะนาว หรือมะเขือเทศดูบ้าง ก็น่าสนใจนะครับ

    สำหรับรูปแบบของการขาย ถ้าอยากจะเน้นตัวสินค้ากันไปเลย ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำแพคเก็จจิ้งกันให้ยุ่งยาก และสิ้นเปลื้อง แถมยังทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกด้วย เน้นขายสบู่กันแบบเพียวๆ ไปเลยดีกว่า โดยอาจตัดเอาไว้เป็นก้อนวางเรียงราย ให้ลูกค้าเลือกหยิบได้อย่างหลากหลายตามใจชอบ แล้วขายแบบชั่งน้ำหนักเป็นขีด หรือเป็นกิโลเอาแทนครับ เป็นไอเดียแปลกอีกแนว ที่น่าลองเลยทีเดียวนะครับ

    โดยจุดขายที่ขอนำเสนอ จะเป็นการใช้สบู่ที่ทำจากสมุนไพร ไม่มีสารเคมีเจือปน ซึ่งสบู่แต่ละก้อนจะทำจากส่วนผสมที่ไม่เหมือนกัน ก็จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปเลยครับ เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย เป็นคุณสมบัติอีกอย่างที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไป ทั้งยังให้ความสดชื่นแบบเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วย

    สำหรับการขายสบู่สมุนไพร ก็เป็นชนิดสบู่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนะครับ แต่ด้วยความที่อาจจะมีคู่แข่งเยอะ เจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ แล้วเรามาใหม่อยากแจ้งเกิด หรืออยากมีพื้นที่ในตลาดนี้ เราจะทำอย่างไร ผมก็ได้รวบรวมแนวคิด วิธีการในการที่จะไปยืนในตลาดนี้จนถึงความประสบความสำเร็จนะครับ

    แนวคิดและวิธีการสร้างแบรนด์สบู่สมุนไพร

    – กำหนดชื่อแบรนด์ให้ชัดเจน ชื่อที่สื่อถึงผิวพรรณ หรือชื่อไทยๆ เอาชื่อจำง่ายๆ เรียกง่ายๆ ให้ติดหู
    – จ้างออกแบบ Logo ออกแบบฉลาก ทำออกมาเป็นแบบสติ๊กเกอร์ แล้วนำไปติดบนสินค้า
    – บรรยายสรรพคุณของสบู่แต่ละแบบอย่างชัดเจน แต่ไม่อวดสรรพคุณมากจนเกินพอดี ที่สำคัญต้องผ่าน อ.ย. ด้วย
    – เรื่อง Packaging กำลังผลิตยังน้อย หาพลาสติกใส มาห่อให้ดูดี หรือจะซื้อกล่องพลาสติกใสมาใส่ก็ได้ (มีขายที่ 7-11 ที่สาขาใหญ่หน่อยจะมีหลายยี่ห้อเลยครับ) และยังช่วยรักษากลิ่นให้คงทนด้วย
    – การออกแบบฉลากสติ๊กเกอร์สินค้า ต้องเน้นสีสรร ลูกเล่นด้วยนะครับ เช่น ตัวหนังสือสีทอง ตัวหนังสือนูนมันหรือด้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
    – ปรับรูปลักษณ์สินค้า ใส่รูปให้ชัดเจน หรือออกแบบกล่องหรือห่อบรรจุ ให้เหมาะกับตลาดที่จะขาย เช่น อาจจะใส่ความเป็นไทยเพื่อส่งออก
    – ลองทำสินค้าตัวอย่างหลาย ๆ แบบ
    – ทำเว็บไซต์ หรือทำ fanpage ให้ลูกค้าสามารถติดตามได้ ทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของคำว่า สบู่สมุนไพร
    – รายละเอียดการติดต่อชัดเจน
    – ออกงานบ่อย ๆ สร้างแบรนด์ให้ติดปากติดหู
    – คนซื้อส่วนใหญ่จะดูที่ความหอมของสบู่ ดังนั้นความหอมต้องไม่เป็นรองใคร ยิ่งหากลิ่นใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากตามท้องตลาดได้ยิ่งดี
    – มาตรฐานในเรื่องความสะอาดของสบู่ของต้องมี อาจจะนำไปทดสอบกับคนที่มีกลิ่นตัวแรงว่าเค้าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้ผลมั้ย
    – สำหรับคนที่กลิ่นตัวปกติ ถ้ายิ่งหอมติดตัวนาน คนจะซื้อบ่อย
    – สบู่สมุนไพรบางชนิดที่ใช้แล้วผิวจะดีขึ้น ต้องมีรูป before และ after ของผู้ใช้มาประกอบจะทำให้ผู้บริโภคได้มีข้อมูลประกอบการซื้อ
    – เรื่องราคา ต่อให้หอมและดีแค่ไหน ถ้าไม่จำเป็นอย่าให้เกินก้อนละ 30 บาท
    – ถ้าหากอยากให้สบู่สมุนไพรขายดีมากยิ่งขึ้น ราคาขายควรจะอยู่ที่ก้อนละ 15 บาท และถ้ามีปริมาณมากกว่าเจ้าอื่นจะช่วยในการตัดสินซื้อของผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง
    – จ้างดาราช่วยโปรโมทสบู่ของเรา ซึ่งอาจจะใช้เงินทุนมาก แต่ถ้าเงินทุนมีเหลือน่าจะลองดูสักครั้ง
    – เมื่อตีตลาดได้แล้ว ให้ขยายสาขาออก หรือส่งสินค้าออกไปขายที่ต่างประเทศ เพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น

    ส่วนผสมและวิธีทำสบู่สมุนไพร

    ส่วนผสมสบู่สมุนไพร

    – ส่วนผสมสบู่สมุนไพรอย่างแรกเลย คือ การหาไขมันมาทำสบู่ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันดอกทานทานตะวัน หรือถ้าจะทำแบบพรีเมี่ยมไปเลย ก็ใช้น้ำมันมะกอกครับ ทั้งนี้อาจจะใส่น้ำนมวัว หรือน้ำนมแพะ เพื่อเพิ่มคุณภาพของสบู่ขึ้นอีกด้วยก็ได้
    – โดยน้ำมันแต่ละชนิดจะมีค่าการชะล้าง และการให้ฟอง ไม่เหมือนกัน จึงเหมาะสมกับสภาพผิวที่แตกต่างกันไปครับ เช่นน้ำมันมะพร้าวค่าการชะล้างสูงจึงไม่เหมาะกับผิวแห้ง ส่วนน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลืองจะมีค่าการชะล้างปานกลาง และมีวิตามินอีสูงครับ แต่อายุการใช้งานจะสั้นกว่า
    – ด่าง หรือโซดาไฟเพื่อใช้ทำปฏิกิริยากับไขมันให้เกิดเป็นก้อนสบู่
    – น้ำเปล่า
    – สมุนไพรซึ่งมีทั้งแบบผง แบบคั้นนำ หรือแบบสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ก็สามารถใช้ได้หมด

    วิธีทำสบู่สมุนไพร

    – ค่อยๆ เทโซดาไฟผสมกับน้ำให้เข้ากัน แล้วตั้งทิ้งไว้
    – ตุ๋นน้ำมัน หรือไขมัน โดยใช้วิธีนำหม้อใส่น้ำมัน แช่ในหม้อน้ำที่ตั้งไฟเอาไว้ทีอีกหนึ่ง แทนการเอาหม้อน้ำมันตั้งโดนไฟตรงๆ เพราะจะเกิดความร้อนมากเกินไปครับ
    – รอให้ของเหลวที่ได้จากสองข้อแรกอุณหภูมิลดลงจนเหลือ 40 องศา จึงค่อยผสมเข้าด้วยกัน คนกันจนได้ที่ แล้วใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้ หากจะใส่น้ำหอมก็สามารถใส่ได้ตอนนี้เลย เสร็จแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ครับ
    – รอประมาณสามอาทิตย์ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นการทำสบู่สมุนไพร สามารถนำออกจากพิมพ์ แล้ววัดค่าความเป็นกรดเบสให้เหมาะสมที่ประมาณ 8-9 จึงจัดว่าใช้ได้ครับ

    การขายสบู่สมุนไพรถือได้ว่าเป็นไอเดียน่าสนุก น่าลองทำทีเดียวนะครับ การขายก็อาจจะเปิดร้านตกแต่งแนวธรรมชาติ แบบดูอบอุ่น น่ารักๆ หรือเลือกขายออนไลน์ทาง Fanpage หรือเว็บไซต์เอาก็ได้เช่นกันครับ

    สุดท้ายผมขอมอบสโลแกนสบู่สมุนไพรไว้นะครับ

    “หอมนาน ปริมาณเยอะ ราคาถูก สะอาดจริง”

    ขอให้ขายสบู่สมุนไพรขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันทุกท่านครับ

error: Content is protected !!