Category: การเงิน

  • ออมเงินแบบไหนดี ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ

    สำหรับบทความนี้ก็เกี่ยวกับเรื่อง การออมเงินแบบไหนดี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีวิธีการออมเงินออกมามากมายหลากหลายแบบ จนหลายๆ ท่านก็จะไม่รู้จะไปใช้ทฤษฎีการออมเงินแบบไหนดี ซึ่งตัวผมเองก็อ่านวิธีการออมเงินแบบไหนดีมาสารพัดทฤษฎี สารพัดหนังสือ ซึ่งผมก็พบว่าวิธีการออมเงินนั้นมีมากมายจริงๆ ตามแต่ผู้รู้ทางการเงินจะคิดกันขึ้นมาได้ แต่ทฤษฎีบางอย่างก็ปวดหัวกับการนำมาปฏิบัติ สู้วิธีง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ปฏิบัติง่ายๆ ไม่ได้ครับ ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ ผมก็มีตัวเลือกมาให้คุณผู้อ่าน ขอแนะนำวิธีการออมเงินแบบเลขสิบ

    การออมด้วยเลขสิบ หรือว่าการออม 10% นี้ มีอยู่สองวิธี ซึ่งเราอาจจะทำทั้งสองวิธีควบคู่กันไป ก็คือเพิ่มสิบกับลบสิบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับยอมรับแล้วว่า สามารถออมเงินอย่างได้ผล และช่วยให้เงินเก็บของเราเพิ่มขึ้นขึ้นมากทีเดียว เอาหล่ะเรามาเริ่มศึกษาการออมเงินแบบเลขสิบกันเลยครับ

    ออมเงินแบบไหนดี หลักกการมีอยู่ง่ายๆ คือ ลบสิบ และเพิ่มสิบ

    ออมเงินแบบลบสิบ

    วิธีการนี้เรียกว่า ลบสิบ เป็นวิธีการที่ช่วยให้เราเก็บเงินได้ขึ้น ซึ่งก็มีวิธีการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเรื่องอะไรที่ยุ่งยากครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่เราดึงเงินออมจากรายได้ของเรา ไม่ว่าเราจะมีเงิน หรือว่ารายได้จากทางไหน เราจะต้องหักออก 10%

    อย่างเราได้ เงินเดือน 10,000 บาท เราก็ดึงออก 1,000 บาท เพื่อเป็นเงินออม หรือเราอาจจะได้เงินจากรายได้พิเศษมา 3,000 บาท เราก็หักออก 300 บาท หรือเราอาจจะขายของได้ 90 บาท ก็หักเงินออมออกมา 9 บาท เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีเงินออมเหลือเก็บ อย่างแท้จริง

    จากนั้นเราก็นำเงินได้มาไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารแบบฝากประจำ เอาแบบที่เราไม่สามารถถอนเงินออกก่อนได้เลย หรือใครใจเด็ดใส่ในกระปุกออมสินของตัวเอง ใส่อย่างเดียว ไม่แคะออกมาเลย สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มวินัยในการออมเงินไปในตัวว่าห้ามนำออกมาใช้ก่อนเวลา และเงินจำนวนนี้เราก็เก็บไว้ในยามเกษียณก็ได้รับ อาจจะฟังดูไกลไปหน่อย ผมมีเหตุผลยังงี้ครับ ในช่วงชีวิตการทำงานของคนเรา จะมีแต่ช่วงหนุ่สสาว ไปจนถึงวัยกลางคนเท่านั้นที่เรามีโอกาสทำงานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าหากเราเกษียณแก่ตัวไปแล้ว เราจะมีโอกาสทำงานน้อยมาก เราจะอยู่กับเงินเก็บในอดีตของเรา หากเราไม่ออมเงินเสียแต่วันนี้ ถ้าวันข้างหน้าเราไม่มีเงินใช้ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ออมเราอาจจะจะกลับมาคิดมากเรื่องเงินนะครับ

    ออมเงินแบบเพิ่มสิบ

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ตรงกันข้ามกับวิธีที่แล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยลดความฟุ่มเฟือยทางการเงินให้กับเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เราเก็บเงินได้มากขึ้นเช่นกัน วิธีการก็ไม่ได้มีความยุ่งยากใดๆ เลย ข้อสำคัญมีอยู่อย่างเดียว คือ ต้องทำให้ได้ครับ

    ซึ่งวิธีลดสิบข้างต้นเป็นวิธีที่หักจากรายได้ แต่เพิ่มสิบเป็นวิธีที่ออมเงินจากการใช้จ่ายของเรา กล่าวคือ เวลาที่เราไปซื้อของอะไรก็ตามก็ให้บวกเงินไปอีก 10% แต่ 10% นั้นไม่ได้เอาไปไหน แต่ว่าเอาเก็บไว้เป็นเงินออมนั่นเอง อย่างเช่นเรา ซื้อเสื้อ 200 บาท ก็ให้เพิ่มเงินเก็บเอาไว้เป็นเงินออม 20 บาท จ่ายค่าโทรศัพท์ 1,000 บาท ก็ให้เพิ่มเงิน 100 บาทเป็นเงินออม ไม่ว่าสินค้าจะราคาใดก็ตาม ให้เพิ่มเงินออกมาออมไว้ วิธีเพิ่มสิบนอกจากจะช่วยเพิ่มการออมเงินแล้ว ยังช่วยทำให้เรารู้จักยั้งคิดก่อนที่จะใช้เงินด้วย เพราะการชื้อของโดยที่ต้องบวก 10% ทุกครั้งจะช่วยทำให้เราหยุดคิด

    วิธีการออมเงินแบบนี้ เราทำไปเพื่อจะมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามเจ็บป่วยด้วย หรือยามฉุกเฉินด้วย หรือสามารถที่จะเอาไปใช้ในการลงทุนต่างๆ เมื่อมูลค่าของเวินเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ด้วย เพราะหากว่าเราไม่รู้จักการเก็บออมเงินไว้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตเราอาจจะไม่มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามที่ต้องการเงินไปใช้จริงๆ นั่นเอง

    วิธีการออมเงินแบบเพิ่มสิบ เป็นวิธีเตือนใจตัวเอง ให้เบรคก่อนการซื้อใดๆ เพราะยิ่งใช้จ่ายมากก็จะยิ่งต้องนำไปออมมาก ยิ่งถ้าคุณซื้อรถราคา 5 แสน คุณต้องเอาไปออม 10% คือ 5 หมื่น คุณจะเสียดายเงิน คุณจะรู้ค่าของเงิน อย่าไปคิดว่าถ้าเรายิ่งใช้มาก เราก็จะยิ่งออมเงินได้มาก เพราะเราจะเหลือแต่เงินออม เราจะไม่มีเงินใช้ แล้วก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน สุดท้ายไม่มีเงินคืน ก็ไปแคะกระปุมการออมเงินแบบเลขสิบของเรา เอาไปใช้หนี้ แล้วก็ไปค้นหาวิธีออมเงินแบบไหนดีแบบใหม่ๆ ซึ่งทฤษฎีการอมเงินทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่ วินัยทางการออมเงินของคุณนนั่นเอง

    สรุป

    สำหรับบทความออมเงินแบบไหนดีนี้ ก็หวังว่าคงจะถูกใจท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่ว่าท่านจะใช้วิธีไหน หรือว่าใช้ทั้งสองวิธีผสมกันไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องทำอย่างสมํ่าเสมอ และไม่ขาด เพื่อที่เราจะได้มีเงินออม และสร้างนิสัยที่ดีในการบริหารเงินครับ

  • 7 วิธีปลดหนี้ให้เร็วที่สุด

    ในการแข่งขันกันทางธุรกิจการค้า หรือการดิ้นรนทำมาหากินในปัจจุบันนี้ คุณอาจจะไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเป็นหนี้กันมากขึ้น เพราะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีการกู้ยืมกันได้ง่าย เพราะการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจ หรือการค้าขายต่างๆ แข่งขันกันค่อนข้างสูง การลดฐานรายได้ของผู้กู้ลง เพียงมีสลิปเงินเดือน และหลักฐานประกอบไม่กี่ชิ้นก็สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินกันได้ การเก็บออมเงินเพื่อซื้อสินค้า หรือการลงทุนของผู้คนจึงลดตํ่าลง

    ค่านิยมในการวัดผลความสำเร็จของผู้คนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเป็นการวัดความสำเร็จด้วยวัตถุสิ่งของที่มี หรือจำนวนทรัพย์สินย์ที่หามาได้ หลายคนจึงตกที่นั่งเช่นเดียวกัน ด้วยการเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อ สินค้าเงินผ่อน หรืออย่างอื่นจิปาถะ บางอย่างก็เกินความจำเป็นในชีวิต และผมขอเสนอวิธีปลดหนี้ให้เร็วที่สุดควรเริ่มต้นจาก

    1. สำรวจหนี้สินของตนเอง

    ให้ทำการสำรวจหนี้สินที่มีของตนเองว่ามีหนี้ประเภทใดมากที่สุด แล้วในสัญญาหนี้แต่ละฉบับระบุข้อตกลงร่วมกันไว้อย่างไรบ้าง กรณีเกิดผิดนัดชำระจะมีอะไรบ้าง ตรวจสอบยอดคงเหลือของดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงินต้นที่ส่งคืน ดูว่าดอกเบี้ยมีการคิดเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ เก็บให้ทุกรายละเอียด เรื่องเงินทองเป็นของสำคัญ ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยในการบริหารหนี้ที่มีได้ดีขึ้น

    2. เลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงก่อน

    หลังจากทำการสำรวจหนี้สินแล้ว ให้ทำการวางแผน และกำหนดเป้าหมายการชำระหนี้แต่ละประเภทให้ชัดเจนไปว่า หนี้สินแต่ละประเภทจะใช้เวลานานเท่าใดในการสะสาง พิจารณาหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพง หรือมีดอกเบี้ยลอยตัวก่อน

    อย่างหนี้บัตรเครดิตใบที่ 1 มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 18% (คิดแบบลอยตัว) กำหนดผ่อนชำระขั้นตํ่า 10% บัตรเครดิตใบที่ 2 มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 15% สามารถผ่อนชำระขั้นตํ่าได้ 5% และค่างวดรถ ต้องผ่อนส่งเดือนละประมาณ 12,000 บาท (รวมดอกเบี้ยแบบคงที่) หากเป็นเช่นนี้ คุณจะต้องเลือกชำระหนี้บัตรเครดิตใบที่ 1 ก่อน เพราะมีดอกเบี้ยแพงวงเงินการผ่อนชำระขั้นตํ่าสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกโปะให้หมดทั้งต้นและดอก และยกเลิกบัตรเครดิตประเภทนึ๋ไปเสีย จากนั้นจัดการกับหนี้เครดิตใบที่ 2 สำหรับค่าผ่อนรถ ให้ผ่อนส่งไปตามปกติ เพราะไม่เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา หากคุณจะโละด้วยเงินก้อนต่องวดมากกว่ากำหนด เนื่องจากยังคงต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าเดิมอยู่ดี และคุณไม่ควรนำวงเงินในบัตรเครดิตใบที่ 3 มากลบหนี้ประเภทอื่น หรือแม้แต่บัตรเครดิตด้วยกัน เพราะบัตรเครดิตส่วนใหญ่มีดอกเบี้ยสูง

    ทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งของการชำระหนี้บัตรเครดิตคือการ โอนหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูง กับสถาบันที่เป็นสมาชิกบัตร เพื่อเลือกบัตรใหม่ที่มีดอกเบี้ยตํ่ากว่าเดิม เงื่อนไขในการคิดดอกเบี้ยการโอนจะเป็นแบบคงที่ในระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดระยะเวลาที่มีการผ่อนชำระหนี้

    3. ปรับปรุงแก้ไขการใช้จ่ายของตนเอง

    ให้เริ่มคิดจากรายได้ทั้งหมดที่มี แบ่งเป็นการเก็บออมสัก 10% รายจ่ายในชีวิตประจำวันสัก 30% เงินออมเผื่อฉุกเฉินสัก 5% และรายได้ที่เหลือให้นำไปจัดการกับหนี้สินที่ตนเองต้องจ่าย หรือยังค้างชำระอยู่ ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตใบที่ยังไม่ได้ใช้เพื่อ ป้องกันการเกิดหนี้สินเพิ่มเติม จัดการหนี้บัตรเครดิตที่เหลือโดยด่วนที่สุด เพราะดอกเบี้ยจะเพิ่มขิ้นมาอย่างต่อเนื่องหากไม่มีการชำระคืนเงินต้นทั้งหมด ใช้วิธีซื้อสินค้าที่ต้องการด้วยเงินสดที่เก็บออม หัดพกเงินสดติดตัวเป็นนิสัย เพราะการใช้จ่ายผ่านเงินสดจะสามารถควบคุมการใช้ได้ง่ายกว่าการพกบัตรเครดิต และทำให้ไม่กังวลเรื่องหนี้สินในภายหลัง

    4. ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตลงบ้าง

    เพื่อลดจำนวนเงินที่จะไหลออกไปโดยไม่จำเป็น ควรทำการจดบันทึกรายรับ และรายจ่าย ในแต่ละวันเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตบ้าง สามารถตัดทิ้งไปได้หรือไม่ ยึดหลักการประหยัดไว้เป็นที่ตั้ง เช่น จอดรถไว้บ้าน ใช้บริการรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าแทน ในยุคนํ้ามันแพงนี้ ดีกว่าขับรถไปติดอยู่กลางถนนเป็นเวลานานๆ การที่เรามีรถขับอาจจะดูสบาย แต่ถ้าเราเป็นหนี้แล้วยังไม่ปรับเปลี่ยนยังติดหรู เหมือนตัวเองไม่ได้เป็นหนี้ จะทำให้เราเก็บเงินไปโปะหนี้ไม่ทัน การขับรถไปทำงานไปกลับต้องเติมน้ำมันวันละเป็นร้อยบาท แต่ถ้าเรานั่งรถประจำทางอาจจะใช้เงินแค่ไม่เกิน 20-30 บาท ในกรณีที่เราเป็นหนี้อยู่ จะทำให้เราเก็บเงินแบบเก็บเล็กผสมน้อยไปได้เยอะขึ้น

    5. เปลี่ยนทัศนคติใหม่ๆ ให้ชีวิต

    ด้วยการมองปัญหาหนี้สินที่เกิดแบบแยกย่อย มองทีละด้าน พิจารณาทีละเรื่อง อย่านำเรื่องของหนี้สินทั้งหมดที่มีมารวมกัน เพราะมันจะกลายเป็นปัญหาของหนี้สินก้อนใหญ่ที่จะทำให้เกิดความท้อใจได้ง่าย และจะกลายเป็นปัญหาในชีวิตตามมา อาจจะเลยเถิดไปถึงปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว จนกระทั่งทำให้เรามีอาการเครียดสะสมจนนำไปสู่โรคต่างๆ ได้ ซึ่งถ้าเราทุกข์ตรงไหนมาก ก็ตัดทุกข์ในส่วนนั้นทิ้งไปก่อน พลิกแพลงชีวิตสู่วิถีที่เรียบง่าย ศึกษาวงจรชีวิตต้นแบบจากผู้ที่มีความสุขอยู่ได้บนรายได้น้อยๆ โดยไม่เดือดร้อนเรื่องหนี้สิน แม้มีเงินน้อยก็มีความสุขได้ คนเป็นหนี้อาจจะต้องใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีอะไรแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินไป

    6. ออมก่อน ผ่อนทีหลัง

    การเก็บเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่ต้องการด้วยเงินสด มีผลดีตรงที่ไม่ต้องจ่ายเงินมากเกินจริงกับอัตราดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระ สินค้าที่ได้จะมีราคาถูกกว่ามากเมื่อซื้อด้วยเงินสด นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกฝนความอดทนและความมีวินัย จากการอดออมอย่างมีเป้าหมายบนการรอคอย เป็นการฝึกตัวเองไม่ให้ต้องตามไปใช้หนี้ก้อนโตในภายหลัง ซึ่งถึงเวลาต้องชำระแล้วถ้าเกิดเงินขาดมือขึ้น จะทำให้ตามแก้เรื่องหนี้กันยากยิ่งขึ้น

    7. ทำอย่างไรเมื่อถูกติดตามทวงถาม

    การหนีหน้าเจ้าหนี้โดยไม่มีการเข้าไปเจรจาประนอมหนี้ หรือขาดการติดต่อ ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินจะถูกส่งมาติดตามทวงถามตามแหล่งหลักฐานที่มีการให้ไว้ตั้งแต่วันเริ่มทำสัญญาขอสินเชื่อ รูปแบบการติดตามถามหนี้ของเจ้าหนี้จะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นหนี้นอกระบบอาจจะถูกข่มขู่ด้วยวาจาทางโทรค้พท์ หรือส่งเจ้าหน้าที่มีหน้าตาดุออกมาทวงหนี้ หรือหนี้ในระบบอาจจะส่งเป็นจดหมายมา แต่เค้าจะไม่มีอำนาจใดๆ มายึดทรัพย์สินคุณได้ นอกจากจะมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้วเท่านั้น แต่กรณีการเช่าซื้อรถยนต์ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินสามารถยึดรถกลับไปได้เลย เนื่องจากกรรมสิทธิ์การยึดครองยังเป็นของเจ้าหนี้อยู่ จนกว่าจะมีการผ่อนชำระคืนเงินหมดแล้วเจ้าหนี้จึงจะโอนกรรมสิทธึ้ให้ลูกหนี้

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวิธีปลดหนี้ ทางที่ดีอย่ามีหนี้จะดีที่สุดครับ จะได้ไม่ลำบากในภายหลัง การถือเงินสดอยู่ในมือเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วครับ

  • วิธีบริหารเงินเดือนอย่างไรให้เหลือเก็บ

    คำถามสุดคลาสสิคสำหรับคนทำงานคือ จะบริหารเงินเดือนอย่างไรให้เหลือเก็บ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจจะมีปัญหาด้านการเงินไม่มีเงินเหลือเก็บเลย อาจจะใช้เงินเป็นเดือนชนเดือน หรือใช้เงินเดือนหมดก่อนสิ้นเดือนนั้น เราอาจจะต้องหาสาเหตุก่อนว่าทำไม่ถึงไม่มีเงินเก็บ โดยทั่วไปแต่ละคนก็จะมีการบริหารจัดการด้านการเงินแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทำงานในกรุงเทพก็อาจจะใช้เงินในการดำเนินชีวิตมากกว่าในต่างจังหวัด เพราะค่าครองชีพจะสูงกว่า และค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย

    รูปแบบแผนของการออมหรือการเก็บเงินในแต่ละเดือนนั้นถ้าสามารถทำได้ก็ควรที่จะเก็บอย่างน้อย 10 % ของเงินเดือนที่เราได้รับ และในส่วนที่เหลือก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าหอพัก ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหาร และค่าซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ในบ้าน เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาสำหรับคนที่ไม่มีเงินเหลือเก็บหรือเดือนชนเดือนนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าหนี้บัตรเครดิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในด้านการสังสรรค์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เราสามารถที่จะควบคุมได้

    ในที่นี้หมายถึงเราต้องตรวจสอบตัวเองว่า ถ้ามีหนี้ตรงนี้ขึ้นมาเราจะบริหารจัดการอย่างไรให้ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเก็บ หรือเงินออมของเราที่ต้องมีไว้ใช้ในโอกาสที่จำเป็นหรือฉุกเฉินในอนาคต ซึ่งนั้นคือโจทย์ที่สำคัญที่เราต้องบริหารให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

    ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่สามารถควบคุมการใช้จ่ายก็คือ การฝากเงินเข้าธนาคารในรูปแบบของการฝากประจำ ซึ่งนอกจากจะสร้างวินัยด้านการเงินให้กับตัวเองแล้ว ยังจะดอกเบี้ยอีกด้วยซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนอีกทางหนึ่งด้ว ยแม้ว่าดอกเบี้ยจะไม่มากเท่าไหร่ก็ตามถ้าฝากในจำนวนที่ไม่เยอะ แต่ถ้ามีโอกาสฝากเงินจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นตามเงินที่ฝาก แต่ก็คงต้องระมัดระวังด้วย เพราะอาจจะเกิดปัญหาได้เหมือนกันถ้าเราเพิ่มจำนวนเงินฝากมากไป ก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้เช่นกัน ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงินเดือนให้เหลือเก็บ ก็คงพอจะทราบว่าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริง ๆ ไม่มีข้อใดที่ตายตัว แต่สึ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรตระหนักถึงก็คือ คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ เราควรที่จะใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

    เรามาดูกันดีกว่าครับ ถ้าเราจะบริหารเงินเดือนกันแบบจริงๆ จัง ในแต่ละวันเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

    1. ค่ากิน ทุกวันนี้ค่ากินขั้นต่ำ 100 บาทต่อวัน ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ผ่านแบบเฉียดฉิว เพราะค่าข้าวสมัยนี้มื้อเดียวก็จะห้าสิบบาทแล้วครับ สามสิบบาทคือมาตรฐาน และข้าวมื้อหนึ่งไม่ได้มีสารอาหารครบโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผัก และผลไม้ ซึ่งคุณจะต้องซื้อผลไม้มากินเพิ่มเอง ยิ่งถ้าเป็นพวกอาหารเพื่อสุขภาพ ค่ากับข้าวก็จะแพงขึ้นไปอีก ก็ต้องเลือกนะครับ เราต้องกินอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดี เพี่ะถ้าเรากินกับข้าวที่ไม่มีสารอาหาร แล้วเราป่วย เราก็ต้องเอาเงินไปหาหมอ ซึ่งนั่นก็ไม่คุ้มค่าเลยครับ

    2. รายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต อย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปแน่นอน

    3. ค่าสิ่งอุปโภคบริโภคในบ้าน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม โรลออน น้ำหอม น้ำยาล้างห้องน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย พวกนี้อาจจะซื้อแค่เดือนละครั้ง แต่โดยรวม ๆ ก็ต้องมี 1,000 บาทขึ้นไป (ค่าใช้จ่ายตรงนี้คุณก็ไม่ได้คิดเช่นกัน)

    4. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์หรือการเดินทาง โอเคของคุณมีค่าผ่อนบ้าน+รถ แต่ไหนค่าน้ำมันล่ะครับ ค่าน้ำมันเดือนนึงผมว่าอย่างน้อยต้องมีประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป เพราะเติมน้ำมันครั้งหนึ่งก็ 500-1,000 บาทไปแล้วครับ ซึ่งถ้าไม่มีรถ ก็ต้องเสียค่ารถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ก็ค่าแท๊กซี่หรือค่ารถไฟฟ้าอยู่ดี

    5. ค่าใช้จ่ายในการเอนเตอร์เทน อย่างน้อยเราก็คงต้องไปกินข้าวหรือดูหนังกับเพื่อนเดือนละครั้ง ก็ต้องมี 500 บาทเป็นขั้นต่ำ (ถึงจะไปคนเดียวก็ควรจะมีซัก 500 บาทอยู่ดี ไม่งั้นเที่ยวไม่สบายใจ) แต่ถ้ามีแฟนก็ครั้งละ 1,000 ขึ้นไปแน่นอน (แล้วมีแฟนเนี่ยมันจะไม่ใช่เดือนละครั้ง อย่างน้อยต้องอาทิตย์ละครั้งโดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งคบกันใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นถ้ามีแฟน เตรียมไว้เถอะอย่างน้อยเดือนละเกือบ 10,000 บาท) และในสังคมทำงานหรือเรียนโทก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมเพิ่มเข้ามาอีก จะไม่จ่ายก็ได้ครับ แต่ก็อยู่ในสังคมลำบากหน่อย (และเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุเรศมาก เพราะบางครั้งเราไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ก็ต้องจ่ายเพราะสังคมมันบีบบังคับเรา)

    วิธีการบริหารเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต

    วิธีการบริหารจัดการเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต “เงิน” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของคนเรา คนส่วนใหญ่ทำงานหาเงินก็เพื่อให้ได้เงินมามากๆ เพราะคิดว่าเมื่อมีเงินก็จะสร้างความสุขสบายในชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงคนที่หาเงินมาได้ส่วนใหญ่กลับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือเมื่อมีรายได้มากๆก็มักจะไม่เก็บออมแต่จะนำเงินไปซื้อความสะดวกสบายให้กับตนเองเช่น นำเงินที่ได้ไปซื้อบ้าน ซื้อรถ

    บางคนเพียงที่มีรายได้ประจำมากขึ้นก็จะนำเงินที่เก็บไปซื้อสิ่งของหรือสินค้าเงินผ่อน ซึ่งนอกจากจะไม่มีเงินเหลือเก็บแล้วยังเป็นการสร้างหนี้หรือนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนอีกด้วย นั้นอาจเป็นเพราะคนเราคุ้นเคยกับการใช้เงินก่อนที่จะหาเงินมาได้นั้นเอง

    การบริหารเงินจึงมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะหากเราไม่สามารถบริหารเงินได้เราก็จะไม่สามารถใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนที่เราจะวางแผนในการบริหารเงินสิ่งสำคัญที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือสำรวจตัวเองก่อนว่า “เรามีเงินไม่พอใช้ หรือเราใช้เงินไม่พอ” ความหมายก็คือการมีเงินไม่พอใช้หมายถึงการหาเงินหรือมีเงินไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตแต่การใช้เงินไม่พอหมายถึงเราหาเงินมาได้เท่าไหร่หรือมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของตนเองในการนำไปใช้จ่าย

    เมื่อเราทราบปัญหาแล้วก็นำปัญหานั้นมาวางแผนเพื่อบริหารเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้เรามีเป้าหมายในการใช้เงินที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์มากขึ้น การบริหารเงินไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเพราะทุกคนผ่านการบริหารเงินมาแล้วแต่อาจไม่รู้ตัว เช่น การที่เราวางแผนว่าวันนี้เราจะใช้เงินซื้ออะไร ใช้เงินอย่างไรให้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือน หรือเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน

    วิธีบริหารเงินมีหลายรูปแบบไม่มีวิธีการหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว แนวทางการบริหารเงินของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับรายได้และภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทางการเงิน คนที่มีรายได้มากอาจมีวิธีบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บหลายรูปแบบ สำหรับคนที่มีรายได้น้อยและอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายมักจะไม่ให้ความสำคับกับการบริหารเงินหรือเก็บออมเงิน การที่คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารเงิน เพราะมีแนวคิดว่าการบริหารเงิน คือการใช้เงินที่มีอยู่อย่างประหยัด ให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการหารายได้

    เมื่อมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มักจะโทษปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา หากทุกคนมีแนวคิดในการหารายได้ ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ การบริหารเงินก็จะตามมาได้เอง แนวคิดในการบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บที่ทุกคนควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติก็คือ

    1. บริหารเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เป็นการบริหารที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เช่นเก็บออมไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ตกงาน หรือมีความจำเป็นสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การบริหารเงินแบบง่ายๆและเป็นวิธีที่ดีก็คือ การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือคิดว่ารายได้ไม่เหลือพอที่จะนำไปใช้ส่งเบี้ยประกัน ซึ่งความจริงแล้วถ้ามีการบริหารเงินที่เป็นระบบการทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพเป็นวิธีออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ดีที่สุด การออมเงินหรือเก็บเงินจากรายได้ไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง เพื่อนำมาจ่ายประกันหรือเก็บไว้ยามฉุกเฉิน บางคนอาจมีข้อโต้แย้งว่ามีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายซึ่งหากหักอีกร้อยละ 10 ก็เท่ากับเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นหากมองในมุมบวกวิธีนี้เป็นการกระตุ้นการทำงานเพื่อให้เกิดรายได้มากขึ้น

    2. บริหารเงินเพื่อให้เหลือเก็บออม การบริหารเงินให้เหลือเก็บมีหลักการบริหารง่ายๆ ที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว คือไม่ใช้เงินเกินรายได้ที่มีอยู่หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรเลือกซื้อหรือเลือกใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน และต้องไม่สร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หากเรายังไม่มีความพร้อม เช่นการซื้อรถยนต์เงินผ่อนเพราะนอกจากจะต้องผ่อนชำระงวดรถแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเพิ่มขึ้น หลายคนลืมคิดถึงภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพราะขาดการบริหารเงินที่ดี

    3. บริหารเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต หากเรามีการบริหารการเงินอย่างเป็นระบบ เช่น เมื่อบริหารเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินและมีเงินเก็บออมไว้ใช้ได้แล้ว ทุกคนก็คงต้องการความมั่นคงในชีวิต อาจมีการลงทุนเพิ่มหรือเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งอาจประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ตลอดเวลา ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่คือคนที่มีความมานะอดทน มีความเพียรพยามยาม เปิดใจเรียนรู้ทุกรูปแบบ และต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนแรกอาจมีการเรียนผิดเรียนถูกบ้าง จึงต้องค่อยๆเริ่มจากเล็กไปใหญ่เพื่อลดอัตราความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อกจากนั้นก็ยังทำให้เราได้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

    ความไม่แน่นอนในชีวิตเป็นเหตุผลสำคัญที่คนเราต้องบริหารการเงิน เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหลักการบริหารเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่น ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ

  • อยากปลดหนี้จากบัตรเครดิตต้องอ่าน

    ปลดหนี้บัตรเครดิต

     

    ถ้าท่านอยากปลดหนี้จากบัตรเครดิต หรืออยากหาทางออกหนี้บัตรเครดิต ต้องลองอ่านบทความนี้ดูก่อนครับ เนื่องจากด้วยสภาพเศรษฐกิจดังเช่นในทุกวันนี้ ที่คนทำงานอย่างเราๆ จะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินกันขึ้นมา หลายๆ ท่านที่มีอัตราเงินเดือนถึง ก็จำเป็นต้องไปทำบัตรเครดิต เพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้า หรือไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อน หลายๆ ท่านที่ใช้บัตรเครดิตแล้ว ผลปรากฎในภายหลังว่าตัวเองมีหนี้จากบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ไปปลดหนี้ไม่ทัน ทำให้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย แทนที่จะจ่ายน้อย ก็ต้องจ่ายมากขึ้น หรือเครียดกับปัญหาการเงิน ซึ่งก็เป็นปัญหาหนักอกอยู่ทีเดียวนะครับเรื่องเงิน จะต้องไปหาเงินกู้ยืมจากที่อื่นมาโปะหนี้บัตรเครดิต ทำให้วงจรทางด้านการเงินต้องติดลบไป และส่งผลเรื่อยมาถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลถึงชีวิตในด้านอื่นตามๆ มา

    ซึ่งผมก็มีวิธีการปลดหนี้จากบัตรเครดิตแบบง่าย ๆ ไปลองปรับใช้ดูเพื่อการลดหนี้บัตรเครดิตนะครับ

    1. ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

    ครับ สำหรับข้อแรกนี้ ก็เป็นการบอกกล่าวกันอย่างตรงประเด็นเลยว่า ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ถ้ามันเป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาทางการเงินต่างๆ ตามมา ซึ่งคุณก็อาจจะรู้อยู่แล้วว่า อาจจะจ่ายได้ไม่หมด ต้องเป็นหนี้อย่างแน่นอน

    ซึ่งการหมุนเงินบัตรเครดิต คือ คุณไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมด คุณจ่ายแค่ 5-10% เท่านั้น (หรือมากกว่า) หนี้ที่ค้างชำระก็จะเพิ่มในเดือนถัดไปเรื่อยๆ คุณจะถูกชาร์จดอกเบี้ย (ประมาณ 2.5-2.75% ต่อเดือนแล้วแต่ที่) ตามที่เงินต้นที่ติดค้าง และรวมไปถึงทุกธุรกรรมด้านการเงินที่จ่ายบัตรเครดิต

    ถ้าคุณมีหนี้ค้างชำระ 10,000 บาท และคุณออกไปทานข้าวซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 800 บาท จำนวนเงินที่คุณค้างชำระจะเป็น 10,800 บาท และดอกเบี้ยนั้นจะคิดกับเงินต้นที่ 10,800 บาท ไม่ใช่ 10,000 บาท

    ทางออก คือ เลิกใช้บัตรเครดิต เมื่อคุณต้องออกไปช้อปปิ้ง ให้เก็บมันหรือวางมันเอาไว้ที่บ้าน อย่าให้บัตรเครดิตมาเอาชนะชีวิตคุณ ใช้เงินสดแทนหรือสินเชื่ออื่นๆ จนกว่าคุณจะจ่ายหนี้หมด ให้ระลึกเอาไว้ในใจว่า การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขเลย ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป

    2. เอาบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งไปโปะใบที่เป็นหนี้

    เมื่อคุณเข้าไปในธนาคาร และขอทำธุรกรรมทางการเงิน ธนาคารหลายแห่งต่างยินดีที่จะบริการคุณในกรณ๊ที่คุณไม่เคยมีหนี้เครดิตบูโรมากก่อน ดังนั้นเขาจะเสนอวงเงินให้คุณใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคุณอาจจะมีความสุขในตอนที่ได้บัตรเครดิตมา คุณจะดูเหมือนว่าคุณจะเอาไปซื้ออะไรก็ได้ ส่วนเรื่องอื่นไว้ว่ากันทีหลัง

    ผมจะเสนอวิธีเอาบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งไปโปะใบที่เป็นหนี้ นั่นหมายความว่า สมมุติว่าคุณมีบัตรเครดิตของบริษัท A และคุณใช้วงเงินของบัตรเครดิตของบริษัท B จ่ายหนี้ที่คุณค้างชำระที่บริษัท A อะไรคือผลของข้อตกลงนี้ ผลของข้อตกลงนี้คือคุณจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราตามของธนาคาร B

    ดอกเบี้ยจะต่ำใน 6 เดือนแรก ซึ่งจะลดลงประมาณ 1.25%-1.75% คุณควรที่จะปิดหนี้ในช่วงเวลา 6 เดือนนี้ แต่ถ้าเกิน 6 เดือนนี้ ดอกเบี้ยจะกระโดดไปที่ 2.5%-2.75% ทันที

    3. ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลมาชำระหนี้บัตรเครดิต

    ผมคิดว่าบางท่านอาจจะเคยถูกพนักงานขายสินเชื่อโทรหา เป็นการขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ซึ่งเค้าจะมีฐานข้อมูลของเราอยู่ เพื่อเสนอสินเชื่อกู้ยืมเงินส่วนบุคคล (เหมือนเขาจะมีแบบนี้นี้บ่อยมากในช่วงนี้) หรือถ้าคุณทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารต่างๆ บ่อย คุณจะมีโอกาสกู้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่น้อยกว่าที่อื่นๆ

    ถ้าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.5%-2.75% ต่อเดือน และจะประมาณ 30%-33% ต่อปี ถ้าใช้มาตรฐานนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลจะถูกกว่า

    สินเชื่อส่วนบุคคลจะประมาณ 21% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น (14%-18% ต่อปี) ถ้าคุณเลือกธนาคารที่เหมาะสม ใช้สินเชื่อนี้ชำระหนี้บัตรเครดิตเพราะดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลน้อยกว่ามาก

    4. ขอผ่อนส่งเป็นรายเดีอน

    อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการพูดกับตัวแทนของบริษัทเจ้าของบัตรโดยตรง และขอให้เขาจัดตารางการใช้หนี้ของเราใหม่ ลองถามเค้าว่าสามารถระงับดอกเบี้ย และแยกหนี้ของคุณออกเป็นส่วนๆ เพื่อที่จะให้คุณสามารถจ่ายเป็นงวดๆ ได้หรือไม่ การจ่ายเป็นรายเดือนจะกำหนดจำนวนเงินที่คุณจะต้องจ่าย และเวลาที่คุณต้องใช้หนี้ จนกระทั่งคุณจ่ายเงินหมด ซึ่งจะเป็นเวลากี่เดือน หรือกี่ปีก็แล้วแต่คุณจะตกลงกับทางบริษัทเจ้าของบัตร

    สรุป

    ซึ่งผมเองก็ดูแล้วว่า การไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุด เป็นการทำให้ตัวเองไม่เดือดร้อนนอนทุกข์ หลังจากที่เราปลดหนี้จากบัตรเครดิตไปเรียบร้อยแล้ว เราควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของเราเสียใหม่ ด้วยการไม่แตะบัตรเครดิต เราต้องเดินสวนทางกับคนอื่น ถ้าเราไม่อยากเป็นหนี้อีกในอนาคต หลายๆ คนก็หาเงินใช้หนี้กันหลายปีจนหมด แล้วก็เลิกใช้บัตรเครดิตกันไปเลย แต่บางคนก็ยังไม่เข็ด เพราะว่าบัตรเครดิตมันย่างเย้ายวนใจเหลือเกิน

    เราอาจจะลองเก็บเงินในการซื้อสินค้าอะไรสักอย่างที่เราต้องการ ลองเก็บไปสัก 6 เดือน พอถึงเวลานั้นคุณอาจจะเกิดเปลี่ยนใจว่าสินค้าชนิดนั้นมันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรเท่าไหร่ ซึ่งเงินที่จะนำไปซื้อสินค้าของคุณทั้ง 6 เดือน ก็กลายเป็นเงินเก็บเข้าธนาคารของคุณไป หรือถ้าคุณเกิดเปลี่ยนใจคุณจะนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าชนิดนั้นก็ได้ แต่เป็นการซื้ออย่างสบายใจ ซื้อมาแล้วมีความสุข ไม่ต้องไปจ่ายหนี้ในภายหลัง ผมว่าวิธีนี้จะดีกว่านะครับ

    และผมอยากฝากไว้ “การไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ” นะครับ

  • วิธีเก็บเงินแต่งงาน และการออมเงินหลังจากแต่งงาน

    เก็บเงินแต่งงาน

     

    ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต ความรักเป็นก้าวแรกซึ่งนำไปสู่การแต่งงานจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ คู่รักหลายคู่ฝันที่จะแต่งงานเพื่อเลื่อนสถานะจากการเป็นแฟนไปสู่การเป็นสามีภรรยา ซึ่งการแต่งงานนั้นแน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดงาน ค่าชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว ค่าถ่ายรูปแต่งงาน ค่าสถานที่ ทุกอย่างในงานแต่งงานนั้น ล้วนใช้เงินทั้งสิ้น ดังนั้นคู่รักหลายคู่จึงเลือกที่จะช่วยกันเก็บเงินเพื่อแต่งงาน ในบทความนี้ผมก็จะขอแนะนำ 9 วิธีเก็บเงินแต่งงานครับ

    1. เปิดบัญชีเงินฝาก

    ควรเริ่มที่การเปิดบัญชีเงินฝากประจำร่วมกัน โดยชื่อบัญชีเป็นชื่อทั้งสองคน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเบิกถอน เพราะบัญชีร่วมจะต้องมีเจ้าของบัญชีมายืนยันในการถอนเงินทุกครั้ง ที่ต้องเลือกบัญชีแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับตัวของคุณเองว่า ต้องฝากประจำทุกเดือน และไม่เบิกถอนก่อนเวลาที่กำหนด โดยเลือกแบบฝากประจำ 1 ปีขึ้นไป โดยฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท ซึ่งการฝากเงินแบบประจำจะมีดอกเบี้ยที่สูงด้วยทำให้เงินฝากของคู่รักงอกเงยอีกด้วย ในปัจจุบันนี้มีหลายที่เปิดให้ฝากประจำ เพื่อเพิ่มช่องทางให้กับลูกค้าในการฝากเงิน ซึ่งบัญชีฝากประจำเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่ต้องการเก็บเงินแต่งงาน

    2. ออมเงิน

    การออมเงินควรทำทุกวิธีทาง โดยนอกจากจะฝากประจำในบัญชีธนาคารแล้ว ยังควรเก็บในกระปุก หากมีเงินเศษก็ควรเก็บใส่กระปุกออมสินไว้ ซึ่งมองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเงินเหรียญ เพราะถ้าคู่รักทำเป็นกิจวัตรประจำวันด้วยการออมเงินแบบหยอดกระปุก ก็จะช่วยทำให้คุณมีเงินเก็บมากขึ้น อีกทั้งในยามฉุกเฉินยังสามารถนำเงินจากในกระปุกมาใช้ได้อีกด้วย การออมเงินโดยการหยอดกระปุกควรทำทุกวัน โดยหยอดได้ทั้งเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ ซึ่งการหยอดกระปุกทุกวันจะช่วยเพิ่มเงินเก็บให้กับคู่รักอย่างเหลือเชื่อ

    3. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

    การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้คู่รักเห็นการเคลื่อนไหวของรายรับ รายจ่าย และเงินเก็บ ในแต่ละเดือน เพื่อที่จะได้ช่วยในการคำนวณเงินให้มีเงินหมุนเวียน และเพื่อจัดสรรแบ่งเงินในส่วนของ เงินเก็บในบัญชีฝากประจำ เงินออม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ากิน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ การทำบัญชีสามารถทำได้ง่ายแบบที่คู่รักเข้าใจ โดยระบุวันที่ เดือน ปี ในการได้รายรับ มีรายจ่ายต่างๆ อะไรบ้างควรเขียนอย่างละเอียดและนำมาตรวจดู เพื่อตัดข้อที่เกินความจำเป็นออกไปด้วย

    4. ตั้งเป้าหมาย

    คู่รักควรตั้งเป้าหมายเก็บเงินที่จะใช้ในการแต่งงาน เช่น เวลาภายในกี่ปีจะแต่งงาน หรือจะใช้เงินประมาณเท่าไหร่ คู่รักควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อจะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนในการเก็บเงิน อย่างเช่น ต้องการจัดงานแต่งงานโดยใช้เงินจำนวน 3 แสนบาท ก็จะสามารถคำนวณได้ว่าต้องเก็บเงิน 3 ปี ปีละ 1 แสนบาท เป็นต้น

    5. งดซื้อของฟุ่มเฟือย

    คู่รักควรงดซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย หรือของที่เกินความจำเป็น อย่างเช่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า หรือของตามกระแสต่างๆ ที่สร้างความฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น โดยคู่รักจะต้องไม่ใช้เงินในการซื้อของฟุ่มเฟือยอย่างเด็ดขาด เพราะของฟุ่มเฟือยอาจจะส่งผลกระทบถึงเงินเก็บในระยะยาวได้

    6. งดทานข้าวนอกบ้าน

    การไปทานอาหารนอกบ้านยังสามารถทำได้ โดยเลือกรับประทานเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งไม่ควรทานอาหารนอกบ้านบ่อยครั้งนัก เพราะอาหารในร้านอาหารจะมีราคาสูงกว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือการทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารนอกบ้าน เมื่อลดให้น้อยลงจะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น

    7. งดสังสรรค์ยามค่ำคืน

    การสังสรรค์ยามค่ำคืน เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่รักหนุ่มสาวทำกัน เพื่อเป็นการพบปะเพื่อนฝูงในวันสุดสัปดาห์ หรือในโอกาสพิเศษ แน่นอนว่าการสังสรรค์ยามค่ำคืนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือค่าบริการต่างๆ ดังนั้นสำหรับคู่รักที่ต้องการจะเก็บเงินแต่งงานควรงดสังสรรค์ยามค่ำคืนให้น้อยลง

    8. ไม่ก่อหนี้

    คู่รักไม่ควรก่อหนี้สินในระหว่างการเก็บเงินแต่งงาน เพราะหนี้สินนั้นสามารถทำให้คนหมดตัวได้ ดังนั้นคู่รักระหว่างที่เก็บเงินแต่งงาน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะก่อหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือการผ่อนสิ่งของเกินความจำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เพราะการใช้บัตรเครดิตในการผ่อนสินค้าส่วนใหญ่จะมีดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ซื้อของราคาที่สูงเกินกว่าปกติ ควรจะซื้อของด้วยเงินสดมากกว่า คู่รักที่จะเก็บเงินแต่งงานไม่ควรก่อหนี้สินอย่างเด็ดขาด

    9. หารายได้เสริม

    การหารายได้เสริม คือ การเพิ่มรายได้ที่ช่วยให้เงินสำหรับใช้เพื่อแต่งงานเพิ่มมากขึ้น โดยการหารายได้เสริมนั้น คู่รักสามารถเลือกทำได้ตามความสามารถ ซึ่งในปัจจุบันนี้อาชีพหารายได้เสริมมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขายของมือหนึ่ง มือสอง การเปิดร้านอาหาร ขายสินค้าอื่นๆ ตามความถนัด ที่จะทำให้เกิดรายได้เพิ่ม ซึ่งการหารายได้เสริมควรเริ่มด้วยเงินทุนที่ไม่มาก และที่สำคัญคือ ไม่กู้เงินมาเพื่อเป็นทุนหารายได้เสริมโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด

    สรุป

    การเก็บเงินแต่งงานสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การลดรายจ่าย และการเพิ่มรายได้ และท่องไว้คำเดียวว่า เก็บเงินอย่างเดียว โดยตั้งเป้าหมายงานแต่งงานไว้ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการจัดงานเท่าไหร่ และเงินอีกส่วนคือเงินที่จะใช้ร่วมกันเพื่อตั้งต้นชีวิตคู่ที่ราบรื่นต่อไปด้วย

    การออมเงินหลังจากแต่งงาน

    จากการเฝัาสังเกตชีวิตแต่งงานของหลายๆ คู่ ทำให้ทราบว่า ปัญหาครอบครัวโดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาไม่ได้ตกลงกันเรื่องการเงินให้ดีว่า จะหามาอย่างไร และจะใช้กันแบบไหน

    เพราะค่านิยมของคนไทยคือจะไม่พูดกันถึงเรื่องเงินถ้ารักกันจริง คือถ้าพูดถึงเรื่องเงินเมื่อไร จะทำให้อีกฝ่ายคิดทันทีว่าไม่รักกันหรือเปล่า และอีกประการหนึ่งก็คือ นิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการวางแผนล่วงหน้าในระยะยาวๆ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายขาดความเข้าใจกัน

    แม้การพูดจาตกลงกันเรื่องเงินจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งสามารถทำให้เกิดความน้อยอกน้อยใจ แต่ก็ต้องพูดกัน ตกลงกันให้ดี แล้วจะไม่มีปัญหาตามมาจนทำให้หมดรักกันในที่สุด

    เรื่องที่ต้องเปิดอกพูดคุยกันเป็นอันดับแรกก็คือ รายรับรายจ่ายของแต่ละคน เปิดเผยตัวเลขกันให้ละเอียดชัดเจนว่า แต่ละฝ่ายมีรายได้จากอะไรบ้าง มีทรัพย์สินมากน้อยขนาดไหน มีเรื่องให้ใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพื่อจะได้ทราบว่า คุณทั้งสองมีสถานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ใด ยากจน ปานกลาง หรือรํ่ารวยเหลือกิน เหลือใช้ ซึ่งจะทำให้สามารถวางแผนการหาเงิน และใช้เงินในระยะยาวต่อไปได้

    ต่อมาก็คือตกลงกันให้ดีว่า จะเพิ่มค่าใช้จ่ายตรงส่วนไหน หรือจะตัดค่าใช้จ่ายส่วนใดออกไป หรือจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายส่วนรวม ถ้าต่างฝ่ายต่างมีรายได้เป็นของตนเอง และต้องการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัว ก็ควรจะทำเพื่อเป็นการลดภาระของอีกฝ่ายที่ต้องหาเงินมาให้อีกฝ่ายใช้ส่วนตัวโดยไม่จำเป็น

    และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเรื่องของเงินเก็บเงินออม ควรจะมีการวางเป้าหมายร่วมกันว่าคุณจะเก็บเงินไว้เพื่ออะไรบ้าง เช่น ไว้ใช้สำหรับการแต่งงาน แทนที่เงินส่วนนั้นจะตกเป็นภาระของพ่อแม่ หรือไปกู้หนี้ยืมสิน ต้องหาเงินมาใช้หนี้กันหน้าดำหน้าแดง แทนที่จะนำเงินส่วนนั้นไปใช้สร้างครอบครัว หรือจะเก็บเงินออมไว้เผื่อยามจำเป็น เช่น ยามตกงาน ประสบอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

    ซึ่งการเก็บออมเงินนั้นต้องใช้ทั้งความอดทน และความมีวินัยที่เคร่งครัดอย่างมากทีเดียว ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันให้ดี ควบคุมพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ปัญหาการเงินให้ได้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินเกินเงินเดือน เล่นการพนัน หรือนำเงินไปใช้นอกลู่นอกทางโดยไม่ปรึกษาหารือกัน

    ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ “เงิน” จะไม่เป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่แน่นอน

  • ไม่อยากเป็นหนี้ต้องหยุดสร้างหนี้

    การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีทางการเงินของแต่ละบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของรายได้ที่มีการจัดสรรอย่างเหมาะสม สามารถที่จะมีเงินไว้ใช้จ่ายประจำวันอย่างพอเพียงโดยไม่สร้างภาระทางการเงินหรือใช้เงินเกินกว่ารายได้ที่ได้รับ นั่นคือต้องมีความสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่าย แต่คนส่วนใหญ่ก็คงต้องการความสมบูรณ์และมั่นคงในการดำเนินชีวิต การเก็บออมเงินเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทันหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับตนเองและครอบครัว รวมถึงความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงในการดำรงชีวิตที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ

    ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องมีการวางแผนในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยการนำเงินมาลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ที่เพียงพอต่อความต้องการในการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับตนเองและครอบครัวรวมถึงมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต

    แหล่งเงินทุนที่ต้องนำมาใช้มีอยู่ 2 แหล่งคือ

    1.แหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ
    2.เงินของเราเองที่เก็บออมไว้

    ในแง่ของการลงทุนคนส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมากกว่าการนำเงินสดที่มีอยู่มาลงทุน จึงถือว่าการกู้ยืมเงินเป็นเครื่องมือในการสร้างรากฐานทางการเงิน เพราะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งต่างจากการกู้ยืมเงินเพื่อจัดหาทรัพย์สินและซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับตนเอง เช่น กู้มาเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ประเด็นสำคัญในการกู้ยืมเงินอยู่ที่ว่าจะกู้ยืมเงินมาอย่างไรไม่ให้เป็นภาระต่อตนเองจนมากเกินไป หรือไม่ก่อหนี้จนเกินกว่ากำลังในการชำระคืนนั้นเอง

    การสร้างหนี้ ในทางปฏิบัติคนที่เป็นหนี้มักไม่ได้กู้ยืมเงินอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณและไม่ได้ประเมินความสามารถของตนเองในการชำระคืน โดยเฉพาะการกู้ยืมเพื่อการบริโภค เช่น บัตรเครดิตถือเป็นการกู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สามารถนำเงินออกมาใช้จ่ายได้ง่ายๆ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นหนี้จนเกินกำลังความสามารถในการชำระคืนก็มักจะสายเกินไปแล้ว และนอกจากนั้นยังส่งกระทบหรือส่งผลเสียต่อสถานะทางการเงินของผู้กู้อีกด้วย สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกได้ว่าคุณมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากเกินไป เช่น

    -ไม่เหลือเงินไว้เก็บออม
    -บัตรเครดิตมียอดใช้จ่ายเต็มวงเงิน
    -ชำระบัตรเครดิตด้วยยอดขั้นต่ำเสมอ
    -ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ต่างๆ ช้ากว่ากำหนดอยู่เป็นประจำ
    -ไม่รู้ยอดเป็นหนี้ที่เป็นอยู่
    -ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ

    เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่ามีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากจนเกินกำลังความสามารถในการชำระคืนแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก็คือการมีสติ หลายคนเมื่อมีหนี้สินจนเกินกำลังก็พยายามดิ้นรนทำงานหรือหาช่องทำกินเพื่อหารายได้ให้มากขึ้นซึ่งบางครั้งการแก้ไขด้วยวิธีเหล่านั้นอาจเป็นการสร้างหนี้สร้างภาระให้กับตนเองยิ่งขึ้น การมีสติและคิดวางแผนในการชำระหนี้ต้องเริ่มจากต้นเหตุคือสำรวจก่อนว่าเรามีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดในการบริหารเงินอย่างไร จากนั้นก็หาช่องทางหรือหาวิธีปลดหนี้ถ้าบริหารเงินให้เป็นหนี้สินเหล่านั้นก็อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับทุกคน

  • เทคนิคปลูกฝังวินัยการออมเงิน

    การออมเงินเป็นวิธีบริหารเงินที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่ให้ความสำคัญเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำไปใช้กับการบริหารธุรกิจบริหารการเงินของคนที่มีเงินเป็นจำนวนมากๆหรือคนที่มีเงินเหลือใช้แล้วเท่านั้น ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการออมเงินเป็นการบริหารเงินที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองหรือเกิดประโยชน์ต่อครอบครัว แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายมักจะคิดว่าแล้วจะนำเงินส่วนไหนไปเก็บออม

    ซึ่งในความเป็นจริงการออมเงินก็คือการแบ่งรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ทั้งหมดมาเก็บออมไว้โดยไม่มีการนำออกมาใช้จ่าย หรือมีการตั้งเป้าหมายการเก็บออมไว้ว่าควรจะนำออกมาใช้จ่ายเมื่อใด สิ่งสำคัญในการออมเงินให้ประสบความสำเร็จก็คือต้องปลูกฝังวินัยการออมเงินให้กับตนเองจนทำให้รู้สึกว่าการออมเงินเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ

    การเก็บออมเงินเป็นเรื่องที่ยากตอนเริ่มต้นและจะยากยิ่งขึ้นเมื่อต้องทำอย่างต่อเนื่อง การเริ่มต้นที่ดีคือการเลือกวิธีออมเงินของนักออมทั่วโลกมาลงมือทำทันทีอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกเฉพาะข้อที่เห็นว่าตรงตามวัตถุประสงค์และเหมาะกับตัวเราในการนำไปปฏิบัติ เช่น

    1.กันเงินที่เกิดจากรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ร้อยละ 10 เข้าบัญชีเงินฝาก และจะต้องหักทุกครั้งที่มีรายได้เกิดขึ้นถึงแม้จะเป็นรายได้เพียงน้อยนิดเพื่อเป็นการปลูกฝังวินัยให้กับตนเอง
    2.เก็บเงินเหรียญหยอดลงกระปุก โดยแบ่งแยกประเภทค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต วิธีนี้จะกระตุ้นให้เก็บออมเงินได้ดีที่สุดเพราะเมื่อถึงเวลาต้องนำเงินไปใช้จ่ายจะช่วยลดรายจ่ายในกระเป๋าลงได้มาก
    3. ตั้งงบประมาณรายจ่ายของตนเองในแต่ละเดือนและพยายามใช้เงินให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้
    4. ต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินก่อนไปตลาดหรือไปซื้อสิ่งของทุกครั้ง เพราะจะทำให้เราเลือกซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นและไม่ใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณที่มีอยู่
    5. พยามยามไม่ใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือซื้อสินค้าเงินผ่อน
    6. จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายหรือบัญชีครัวเรือนเพื่อช่วยสร้างวินัยให้กับตัวเองในการเก็บออมเงิน
    7. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าลดราคา
    8. เลือกบริโภคและอุปโภคสินค้าตามฤดูกาลนอกจากราคาถูกแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพ
    9. จัดสรรเวลาให้เป็นและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
    10. ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง

    วิธีปฏิบัติเพื่อปลูกฝังวินัยการออมให้กับคนเองไม่จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อ ขอแค่ลงมือทำอย่างจริงจังเพียงไม่กี่ข้อ เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนมีเงินเหลือเก็บแน่นอนครับ

  • การออมเงินอย่างฉลาด ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า

    การออมเงินอย่างฉลาดเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรามีทรัพย์สินมาก และเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น เพราะหากว่าเราสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าคนที่รู้จักใช้ รู้จักออมเงินนั้น จะเป็นคนที่รารวย แม้อาจจะไม่ได้มีเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่เขาก็ไม่เคยจะต้องมากลุ้มอกกลุ้มใจในเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยแม้แต่น้อย และหากว่ามีเรื่องเงินให้ต้องเดือดเนี้อร้อนใจ ก็จะมีเพราะจากคนอื่น น้อยนักที่จะมาจากตัวเอง ตังนั้นก้าวแรกสู่ความรํ่ารวยที่เราจะต้องจดจำเอาไว้ก็คือ เราจะต้องออมเงินให้ไต้มาก และรู้จักการใช้เงินนั่นเอง

    กฎเหล็กของการออมเงิน

    การออมเงินนั้นมีกฎเหล็กอยู่ไม่กี่ประการที่เราจะต้องจำเอาไวให้ดี เพราะหากว่าเราประมาท หรือว่าละเมิดกฎเหล็กไปเมื่อไร เงินทองที่เราเก็บสะสมอยู่ก็จะจางหายไปอย่างที่เราไม่คาดคิดเลยทีเดียว

    ทางที่เราจะสามารถที่จะออมเงินได้ดีนั้น เราจึงต้องมีกฎเหล็กเอาไว้ในใจ เพื่อที่จะทำให้การออมเงินของเรานั้น ไต้ผลดีมากยิ่งขี้น ซึ่งการออมเงินนั้นก็มีกฎเหล็กที่เราพึงยึดถือปฏิบัติเอาไว้ดังต่อไปนี้

    1. ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

    ส่วนใหญ่แล้วคนที่ยากจน หรีอว่าไม่มีเงินเก็บนั้น เป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต ใช้เงินเกินพอดี หรือเกินกว่ารายรับของตัวเอง ทำให้ต้องไปหยิบยืมกู้หนี้ยืมสินเขา หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าหมุนเงินนั่นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะว่าหากว่าเป็นเช่นนั้น เราจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน เพราะนอกจากเราจะไม่มีเงินเก็บ จะต้องใช้เงินเดือนชนเดือนแล้ว เงินที่ไต้มาก็ต้องเอาไปใช้หนี้จนหมด ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คีอ อาจจะมีดอกเบี้ยทบต้นทบดอกที่เมื่อเราไปกู้มาแล้วจะต้องจ่ายไม่มีวันหมดสิ้น และยิ่งดอกเบี้ยของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ง่ายๆ ที่โฆษณาอยู่ทุกวันนี้ก็ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะหากว่าจ่ายช้า ดอกเบี้ยก็อาจจะมากกว่าเงินต้นไปเลยก็เป็นได้ อย่างนี้เงินของเราก็อันตรธานหายไปหมดแน่

    ดังนั้นสิ่งที่ เราจะต้องทำก็คือ เราจะต้องใช้จ่ายเงินให้ตี อย่าใช้จ่ายเงินเกินตัว หากไม่มีและยังไม่จำเป็นก็ให้เก็บเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องซื้อ หากว่าเพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ต้องไปกับเพื่อนทุกครั้ง เพราะว่าอาจจะทำให้เงินในกระเป๋าของเราหายไปในพริบตาไต้ทันที

    2. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของเราเอง

    ไม่ว่าเราจะโสดหรือว่ามีครอบครัวแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ การทำบัญซีรายรับรายจ่ายเป็นของตัวเอง โดยกำหนดว่าในวันๆ หนึ่งนั้น เราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง มีรายรับเท่าไร และมีรายจ่ายใดบ้างที่จำเป็น ซึ่งก็จะทำให้เราสามารถเห็นสภาพทางการเงิน และแนวทางการใช้เงินของเราได้เป็นอย่างดีทีเดียว

    การทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นสำคัญมาก ไม่จำเป็นจะต้องเป็นห้างร้านหรือว่าเป็นบริษัทใหญ่โตก็ต้องทำ คนส่วนใหญ่นั้นมักจะละเลยในจุดนี้ ทำให้ฐานะทางการเงินค่อนข้างกระท่อนกระแท่น หรือหมุนเงินไม่ค่อยทัน ไม่มีเงินเก็บ ดังนั้นเราควรจะมีสมุดบัญชีเอาไว้แล้วเขียนค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเล็กน้อยแค่ไหนก็ให้เขียนแจกแจงไปทั้งหมด

    3. ตัดสิ่งของกี่ไบ่จำเป็นออกไป

    หากว่าเราลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเราได้ใช้จ่ายอะไรที่เกินตัวไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ หรือว่าของชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งของบางอย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ประโยชน์อะไรนัก เพียงแต่ชื้อมาเพื่อให้ตัวเองรู้สิกดีทีได้ซื้อมาแค่นั้นเอง นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินทองของเรารั่วไหลออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้นเสิยที

    เคล็ดลับก็คือ ก่อนที่เราจะซื้ออะไร ให้เราหยิบของชิ้นนั้น จากนั้นก็หลับตานึกถึงประโยชน์ของมัน ความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ ความสมเหตุสมผลระหว่างคุณภาพกับราคา หากว่าไม่มี 3 ข้อนี้เป็นอย่างต่ำก็ให้เราวางของชิ้นนั้นลง แล้วเดินไปทางอื่นเสิยเถิด อย่าไปคิดเสียดาย เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเราก็จะลืมของชิ้นนึ๋ไปเอง เพราะว่ามันไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตของเราเลย

    4. แยกแยะระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

    คุณจะประหยัดเงินได้มากมายถ้าคุณแยกแยะระหว่างความต้องการ (want) กับความจำเป็น (need) ความจำเป็นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น ที่พักอาศัย อาหาร เสื้อผ้า การขนส่ง ความต้องการคือสามารถทำให้คุณภาพครอบครัวคุณดีขึ้น รถคือความจำเป็น แต่รถสปอร์ตราคาเป็นล้านคือความต้องการ คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผมมีความจำเป็นที่จะต้อง…” แต่ความหมายที่แท้จริงคือ “จริง ๆ แล้วผมต้องการ…” นี่ไม่ได้แนะนำว่าไม่ให้คุณซื้อของที่ต้องการ (แค่จะให้คุณเห็นความต่างระหว่างความจำเป็น และความต้องการเท่านั้น) และทำให้ตัวเลขในบัญชีของคุณทำงานได้ประหยัดขึ้น

    5. ไม่ติดแบรนด์

    อาจจะขึ้นอยู่กับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขึ้น หรืออาจจะเป็น “การทำตัวให้เทียมหน้าเทียมตาคนอื่น” อาจจะเป็นอัตตา แต่ทุกคนเป็นเช่นนี้ เราดูเหมือนที่จะยืนยันที่ใช้สิ่งที่แพงที่สุดและดีที่สุด เมื่อรถราคา 100,000 บาท อาจจะยอมรับได้ แต่เราก็ยังพยายามซื้อรถในราคา 1,000,000 บาทอยู่ดี เสื้อราคา 500 บาทก็คุณภาพดีแต่เราเลือกที่จะซื้อเสื้อราคา 2,500 บาท เพียงเพราะมีชื่อดีไชเนอร์แปะอยู่ เราเลือกอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรูในราคา 1,000 บาท แทนอาหารมื้อละ 200 บาทที่อร่อยพอกัน

    ไตร่ตรองว่าคุณใช้เงินไปกับอะไรและแก้ไขปรับปรุงนิสัยในการ ใช้จ่ายเงิน

    6. อย่าซื้อเพราะเพียงแค่ราคาถูกหรือลดราคา

    หลาย ๆ คนหมดเงินไปกับการชื้อของราคาถูก หรือของลดราคาเป็นจำนวนมาก เพราะคิดว่ามันคุ้มค่าและประหยัดเงิน แต่บางครั้งนั้นเมื่อลองพิจารณาดีๆ แล้ว เราจะพบว่าของราคาถูก หรือว่าของลดราคาก็ทำให้เราหมดเงินไปมากเหมือนกัน

    อย่างที่คนเขาพูดกันว่า “ของดีและถูกไม่มึในโลกจริงๆ” เพราะส่วนใหญ่แล้วเมื่อของถูกแน่นอนว่าคุณภาพของมันก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเมี่อซี้อของถูกมา ไม่นานนักมันก็พังไป ทำให้เราต้องเสิยเงินซื้อใหม่ ดังนั้นทางที่ดีก็ให้เราดูคุณภาพ และราคาประกอบกันด้วย ซึ่งหากว่าคุณภาพต่ำ แล้วหากว่าเพิ่มเงินเพียงนิดหน่อยก็จะได้ของที่คงทน และคุณภาพที่ดีกว่ามาใช้ ก็ควรจะซื้อของที่มีคุณภาพมาตีกว่า แต่ก็ไม่ต้องซื้อแบบที่มีออฟชั่นมากมาย เอาแค่เพียงพอกับที่เราใช้ก็พอ

    นอกจากนี้ของลดราคาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเสืยเงินเสียทองไปมากมายเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเราเห็นเขาลดราคาเยอะๆ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ เพราะคิดว่าคุ้มค่า แด่หลายๆ อย่างเราก็ซื้อมาเพียงแค่เพราะมันถูก แต่ไม่ได้ใช้งานอะไรได้จริง ดังนั้นทางทื่ดี เราควรจะคิดก่อนที่จะซื้อ ไม่ว่าจะเป็นของลดราคาหรือว่าเป็นของราคาถูกก็ตาม

    7. เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

    วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากในระยะแรกๆ เพราะเรานั้นไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าของแบบนี้ที่ไหนจะขายถูก ขายแพง ซึ่งหากว่าเราเสืยเวลาหาแหล่งที่ขายของถูกใกล้บ้าน หรีอที่ทำงาบได้แล้ว เราก็ควรจะยึดแหล่งนั้นเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ภายในบ้านอย่างผงซักฟอก นํ้ายาปรับผ้านุ่ม นํ้ายาล้างจาน หรีอว่าจะเป็นเสือผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ

    บางทีเราอาจจะมองข้ามว่าของราคาต่างกันไม่กี่บาท จะทำให้เราเสียเวลา แต่ให้เราลองคิดว่า เราจำเป็นต้องใช้ของต่างๆ เหล่านี้อยู่ทุกวัน เงินไม่กี่บาทตรงนี้ พอรวบรวมนานๆ เข้าก็กลายเป็นร้อยเป็นพันได้เหมือนกัน หากว่าเราละเลยไม่ใส่ใจ เงินที่ควรจะเป็นเงินออมตรงนี้ ก็จะหายไปในพริบตา

    8. ลองก่อนซื้อ

    นี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องใช้เงินแบบไม่ประหยัดอีกต่อไป ก่อนหน้าที่จะซื้อของคุณควรที่จะขอลองใช้ของสิ่งนั้นก่อนไม่ว่าจะเป็นการยืมหรือเช่า โดยเฉพาะสิ่งของที่มีราคาสูง ๆ ถ้าคุณรู้สึกเบื่อหรือพิจารณาแล้วว่าคุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันคุณก็ไม่ต้องซื้อ

    สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องจำเอาไว้ เมื่อเรามาซื้อของก็คือ อย่าลืมรวมค่ารถค่านํ้ามันไปกับค่าซี้อของด้วย เพราะแม้ว่าค่าของจะถูกจริง แต่ไม่คุ้มกับค่ารถหรีอว่าค่าน้ำมัน ก็ไม่ควรที่จะลงทุน เราควรจะหาซื้อของราคาถูก แถวบ้านหรือว่าแถวที่ทำงาน เพื่อประหยัดทั้งค่าของและค่ารถ

    บทความการออมเงินอย่างฉลาดนี้ ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านหลายๆ ท่าน หันมาออมเงินใช้ เพื่ออนาคตในวันข้างหน้ากันมากขึ้นนะครับ

  • เป็นหนี้ทําไงดี ทางออกของคนมีหนี้

    เนื่องจากในเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ข้าวยากหมากแพง สินค้าขึ้นราคาหมด รายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงทำให้หลายๆ ท่านมีการกู้หนี้ยืมสิน เป็นหนี้กันตามมา ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีเลย ถ้าหากหนี้ของเราจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แบบดินพอกหางหมู เพราะเวลาที่ท่านกู้มากๆ จะไปทำธุรกิจทางการเงินกับบริษัท หรือกับใคร ก็จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ กลัวว่าท่านจะไม่มีเงินจ่าย

    ซึ่งหลายท่านก็กลุ้มใจว่าเป็นหนี้ทำไงดี จะหาทางออกอย่างไร ผมก็มีข้อคิดมาให้อ่านครับ ลองอ่านดูนะครับ

    ตั้งสติตัวเองก่อน

    ตั้งสติสำรวจตัวเองก่อน ว่าสร้างหนี้ไว้เท่าใดแล้ว ถ้าท่านสร้างหนี้ไว้เยอะแล้ว ก็ควรที่จะหยุดสร้างหนี้ หาเงินมาเคลียหนี้เก่า เพราะถ้าท่านไม่หยุด ท่านจะหนี้แบบดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ ท่านจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ ถ้างานประจำบวกลบกันแล้ว หักค่ากินค่าอยู่ เอามาใช้ไม่พอ ก็ลองหางาน part time เสาร์อาทิตย์ดู หรือถ้าตอนเย็นของวันจันทร์ถึงศุกร์ ถ้าที่ทำงานของท่านมีให้ทำงานโอที ก็อย่ารีรอ ทำงานทุกอย่างให้ได้เงินมาใช้หนี้ครับ

    จัดสรรรายได้ในแต่ละวัน

    ถ้าท่านคิดวนไปวนมาว่าเป็นเราหนี้ทําไงดี ให้ท่านลองบันทึกรายรับ และรายจ่ายของตัวเองในแต่วันว่าใช้อะไรไปบ้าง ให้บันทึกแบบนี้ทั้งเดือน พอสิ้นเดือนท่านก็จะทราบว่า เงินหมดไปกับอะไรมากที่สุด หรือตรงไหนจะสามารถประหยัดได้มากกว่านี้อีก ซึ่งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนทำงานก็จะเป็น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าเดินทาง ค่าอาหารการกิน ค่าผ่อนชำระต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยว หรืองานรื่นเริงต่างๆ ซึ่งอย่างค่าเดินทางถ้านั่งรถประจำทางไปทำงาน ถ้านั่งรถประจำทางไม่ปรับอากาศ ราคาก็จะถูกลง หรือข้าวราดแกงร้านนี้ขาย 40 บาท แต่เดินออกไปไกลหน่อย ราคา 30 บาท ก็น่าจะลองไปทานในร้านที่ราคาถูกกว่า หรือถ้าต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนทุกอาทิตย์ในวันศุกร์เลิกงาน ถ้าท่านเป็นหนี้ ก็ควรจะเพลาๆ ไว้ก่อน อย่างนี้เป็นต้น

    ดูว่ามีหนี้อยู่ที่ใดบ้าง

    ให้ลองสำรวจหนี้สินของตัวท่านเองดู ว่าตอนนี้มีหนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ลองเขียนใส่กระดาษแบ่งประเภทหนี้ แยกประเภทหนี้ และจำนวนหนี้ออกมา รวมไปถึงเขียนอัตราดอกเบี้ยที่ต้องไปชำระในแต่ละงวด และให้คำนวณยอดหนี้ทั้งหมดของเรา เรียงลำดับยอดหนี้เจ้าที่ต้องจ่ายจากมากไปหาน้อย การทำแบนี้ จะทำให้ได้รู้ว่าเรามีหนี้อยู่เพียงใด และในแต่ละเดือนจะมีเงินไปใช้หนี้พอหรือไม่

    จ่ายหนี้ที่สำคัญก่อน

    ท่านที่คิดอยู่บ่อยๆ ว่าเราเป็นหนี้จะทําไงดี ขอแนะนำว่าให้ท่านเลือกจ่ายหนี้ที่สำคัญก่อน แบบว่าเค้ากำลังจะมายึดทรัพย์สินของท่านไปแล้ว อย่างนี้ควรรีบจ่ายเจ้านี้ก่อนเป็นอันดับแรกเลย โดยเฉพาะหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ สำหรับหนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย ให้ทยอยค่อยๆ จ่ายไป ให้ท่านเลือกจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงก่อน

    ติดต่อขอประนอมหนี้

    สำหรับท่านที่จ่ายไม่ไหวจริงๆ หรือรู้ว่าตนเองไม่สามารถหามาจ่ายได้ทันเวลาจริงๆ ให้ติดต่อขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ของท่าน ให้ขอผ่อนจ่ายเท่าที่จ่ายไหวในแต่ละเดือน และห้ามหนีหนี้ หรือห้ามขาดการติดต่อกับเจ้าหนี้ ให้ยอมรับความจริงว่าเราหนี้ และค่อยๆ เก็บเงิน หาทางปลดหนี้ไป

    จ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาเครดิต

    ก็ขอแนะนำวิธีจ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาเครดิต สำหรับวิธีนี้ก็จะเหมาะกับท่านที่มีหนี้ไม่เยอะเท่าไหร่ มีหนี้อยู่ไม่เกิน 3 เจ้า ให้ทำการจ่ายหนี้ขั้นต่ำตามงวดเก็บเงิน หรือบางเดือนอาจจะได้เงินมามากหน่อย ก็จ่ายหนี้งวดนั้นเพิ่มขึ้นอีกนิด และสิ่งที่สำคัญในการผ่อนชำระหนี้ก็คือต้องมีวินัยในการชำระหนี้ และถ้าท่านผ่อนจนหมดหนี้แล้ว ไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มอีก เพราะกว่าจะผ่อนหมดไม่ใช่ของง่าย

    นำทรัพย์สินไปขายเอาออกมาเป็นเงินสด

    ถ้าท่านมีทรัพย์สินที่มีค่า ให้นำทรัพย์สินไปขายเอาออกมาเป็นเงินสด เพื่อนำออกมาใช้หนี้ ซึ่งถ้าท่านมีหนี้มากหลายที่ ให้ทำการเลือกปิดทีละเจ้า เพื่อให้จำนวนเจ้าหนี้ลดน้อยลง หรือถ้าท่านไม่มีทรัพย์สินมีค่าที่นำไปขายเพื่อจะปลดหนี้ได้ ก็จะไปสู่กระบวนการในชั้นศาล ในระหว่างระยะเวลานั้น ให้เก็บเงินเพื่อเคลียหนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด

    สุดท้ายกลับมาสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกครั้ง

    สุดท้ายให้กลับมาสร้างเครดิตให้กับตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ท่านปลดหนี้สินทั้งหลายแล้ว ระยะเวลาหลังจากนี้ไป 2-3 ปี ท่านก็จะสามารถไปขอสินเชื่อจากสถาบันทางการเงินได้ใหม่

    สรุป

    สำหรับบทความเป็นหนี้ทําไงดี ก็นำเสนอทางออกให้แก่ท่านที่มีหนี้ ซึ่งในระหว่างทางที่ท่านหาเงินมาปลดหนี้ ควรอดทนอดกลั้นต่อการใช้เงิน ไม่ใช้เงินอย่างตามใจ ถ้าจะเลือกของใช้ต่างๆ ก็แนะนำว่าช่วงนี้ให้ใช้ของธรรมดาราคาถูก ไม่ควรใช้ของแบรนด์เนม ควรเก็บเงินซื้อของแพง ไว้ใช้หนี้ให้หมดก่อนดีกว่า และควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อให้มีความสุขในชีวิตครอบครัวและการงาน

    ดังนั้นถ้าท่านได้สร้างหนี้ขึ้นมาแล้ว ท่านต้องมีวางแผนรับมือกับการเคลียหนี้ที่จะตามมาในอนาคต และถ้าท่านมีหนี้ ขออย่าได้หนีหนี้ หรือหนีปัญหาต่างๆ เราต้องบริหารหนี้ให้ได้

    ผมก็จะขอจบบทความเป็นหนี้ทําไงดี ไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ ขอให้ปลดหนี้กันได้ทุกท่านโดยเร็ววันนะครับ

  • การวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้

    บทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของการวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้ ซึ่งการเป็นหนี้สมัยนี้ง่ายเสียยิ่งกว่าการมีเงินออม เพราะแรงประโคมโฆษณา และใบปลิวสินเชื่อ เชิญชวนให้ผู้พบเห็นมาเป็นหนี้ และอีกหลากวิธีที่นำมาใช้ดึงดูดใจลูกค้า ทั้งสินค้าเงินผ่อนอีกร้อยแปด ที่เห็นมีเกือบทุกห้างร้านคอยกระตุ้นต่อมอยาก เหมือนการนำเหยื่อมาวาง ล่อรอเวลาที่จะมีปลาหิว (อยาก) มาฮุบเหยื่อ

    หากคุณไม่อยากติดอยู่ในบ่วงหนี้หรือมีความจำเป็นที่ต้องมีหนี้ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนหลงฮุบเหยื่อ (เงิน) ที่มีคนหยิบยื่นให้โดยแทบไม่ต้องออกแรงหามาเอง เพราะของ “ถูกและดี ยิ่งฟรี ด้วยแล้ว ไม่มีในโลก” โดยเฉพาะเรื่องเงินทองของสำคัญที่มีคนมาหยิบยื่นให้ยืมด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษเพราะไม่แน่ว่าการเป็นหนี้ในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับกับดักทางการเงินที่ทำให้คุณยํ่าแย่ลงได้ หากคุณกำลังลังเลว่าจะกู้เงินดีหรือไม่ เหตุผลต่อไปนี้จะช่วยคุณได้

    1. อยากได้เงินไปทำอะไร

    ค้นหาที่มาที่ไปของความอยากได้เงินที่ผู้อื่นมานำเสนอให้ก่อนว่าจริงแท้แล้วคุณจะเอาเงินต้นบวกดอกเบี้ยราคาแพงมาทำอะไร ความอยากได้อยากมี นั้นเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกเพศทุกวัย คงไม่ผิดอะไร ถ้าคุณจะมีความอยากเกิดขึ้นบ้าง ว่าแต่ความอยากของคุณสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่

    2. NEED หรือ WANT

    ตรวจสอบอารมณ์ความรู้สีกของคุณทุกครั้งว่าสิ่งที่คุณอยากซื้อหามานั้นเป็น NEED (ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้) หรือ WANT (ความต้องการที่เกิดขึ้น) NEED และ WANT มีความหมายใกล้เคียงกัน หากคุณสามารถแยก NEED ออกมาจาก WANT ได้อย่างชัดเจน ก็จะมีผลดีต่อตัวคุณเป็นอย่างมาก เพราะ NEED เป็นความจำเป็นที่คนเราต้องมี เช่น ปัจจัย 4 พื้นฐาน หากสิ่งที่คุณ NEED สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งกายและใจ เช่น การซื้อรถยนต์ หากคิดว่ามันมีความจำเป็นสำหรับการเดินทางไปไหนมาไหน คุณอาจต้องคิดเผื่อด้วยว่า การผ่อนซื้อรถยนต์สักคันนั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนกว่าจะหมดภาระผูกพัน ค่าบำรุงรักษา และเติมน้ำมัน เงินสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถจะเป็นเท่าไร คุ้มแล้วหรือไม่กับค่าเสื่อมราคา และการสีกกร่อนของเงิน และรถยนต์ ที่นำมาใช้อยู่ทุกวัน

    แต่ถ้าคุณมีอาชีพที่ต้องอาศัยรถยนต์เพื่อหน้าที่การงาน เช่น เซลส์แมน หรือประสานงานภายนอกก็ควรคู่ที่จะบอกว่ารถยนต์มีความจำเป็น เพราะมันจะช่วยให้หน้าที่การงานของคุณมีความก้าวหน้ามากขึ้น

    3. อะไรควรมาก่อนมาหลัง

    ข้าวของสมัยนี้ถูกผลิตมายั่วตาล่อใจให้เห็นว่ามีความจำเป็นต่อชีวิต โดยของแต่ละชิ้นไม่ได้ระบุมาในฉลากด้วยว่ามีความจำเป็นจริงหรือไม่ มากน้อยต่างกันอย่างไร ในการซื้อสินค้าที่ค่อนข้างมีราคาค่าตัวต่อหน่วยสูง จึงต้องอาศัยการตัดสินใจที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วหลายชั้น หรือแม้แต่การจะซื้อด้วยเงินผ่อนก็ต้องตรึกตรองให้ดีก่อนซื้อ

    ของที่คุณต้องการนั้นมีความจำเป็นอยู่ในปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการในการดำรงชีพหรือไม่ หากมันยังไม่ใช่ควรตัดรายการนั้นออกหรือเลื่อนไปอยู่ในระดับท้ายๆ ของความจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาในการจับจ่ายหรือผ่อนชำระ เพราะสิ่งของหลายอย่างจะถูกมองว่าจำเป็นต้องมี (ถ้ายังไม่ผ่านการไตร่ตรองให้ดี) และสิ่งที่เกือบมีความจำเป็นจริงๆ เหล่านี้ จะกลายมาเป็นภาระหนี้สินให้คุณ เมื่อคุณเป็นหนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือการใช้คืนเงิน ต้นบวกดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ และบางสถาบันการเงินจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ บวกเพิ่มไปในวงเงินกู้ ประกอบกับข้อกฎหมายและพันธะสัญญาเป็นตัวบังคับคุณอยู่กลายๆ ให้คุณต้องจ่าย

    หลังผ่านการตรึกตรองมาหลายขั้นแล้วพบว่าคุณมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องสร้างหนี้ อาจจะเพื่อประกอบกิจการ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เช่าซื้อบ้าน และอื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่เหตุผลในขณะนั้น ซึ่งไม่สามารถรอได้จากการเก็บออมหรือผลกำไรในการประกอบการ เงินที่เก็บไว้อาจจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติม การเตรียมความพร้อมในข้อถัดไปจะช่วยคุณให้เสียเปรียบเจ้าหนี้น้อยลง

    4. หลักการคิดก่อนชีวิตมีหนึ้

    – คิดทบทวนหลายๆ รอบว่ายังมีความจำเป็นต้องกู้ยืมอยู่หรือไม่
    – ศึกษาข้อมูลการกู้ยืมประเภทต่างๆ จากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบเรื่อง ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ และอัตราดอกเบี้ยต่างๆ
    – มีรายได้เพียงพอในการผ่อนชำระคืนโดยไม่เบียดเบียนค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
    – อัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมพอรับได้
    – ศึกษาเงื่อนไขการผ่อนชำระให้ละเอียด ทำความเข้าใจให้ท่องแท้ รวมถึงรายการปรับเมื่อผิดนัดชำระ
    – พิจารณาเงื่อนไขพิเศษต่างๆ (ถ้ามี) ประกอบการตัดสินใจ เช่น มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้หรือไม่ แนวโน้มของดอกเบี้ยจะเป็นไปเช่นไรในอนาคต

    5. ความแตกต่างของเงื่อนไข

    เงื่อนไขการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีวิธีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระ การกู้เงินเพื่อการนี้จึงไม่ควรโปะเงินก้อนเข้าไปในการผ่อนชำระรายงวด เพราะไม่มีประโยชน์ใดเกิดขึ้น เมื่อต้องจ่ายคืนดอกเบี้ย และเงินต้นเป็นจำนวนเท่าเดิม นับแต่วันแรกที่มีการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ซึ้อสินค้าในกลุ่มนี้ ผู้ให้กู้ได้คิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม บวกเงินต้น ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระไว้แล้วเรียบร้อย

    6. สินเชื่อและดอกเบี้ยรูปแบบอื่น

    นอกจากการกู้ยืมดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสินเชื่อ และการกู้ยืมในรูปแบบอื่นอีกหลายชนิด ตามความต้องการและความเหมาะสม ต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นต้น สินเชื่อเหล่านี้จะมีอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

    การปล่อยสินเชื่อใช้ระยะเวลาไม่นานในการกู้ยืม และอนุมัติวงเงิน เพียงมีหลักฐานทางเอกสารครบก็สามารถเป็นหนี้ได้ทันที แต่สิ่งสำคัญที่ควรระวังไว้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูงๆ ล้วนแฝงมากับของแถม และโปรโมชั่นล่อใจ ที่ผ่านการวางแผนทางการตลาดมาแล้วหลายขั้น คิดให้รอบคอบ อย่างไรผู้กู้ก็ยังเสียเปรียบให้กับดอกเบี้ยแพงๆ อยู่ดี บางแห่งมีการคิดเป็นรายวันก็มี หากคุณเผลอไปกู้เพียงนิดเดียว อาจต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะชำระคืนได้หมด

    7. ข้อควรระวังในการกู้เงิน

    เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้คนหลงเชื่อ และติดกับดักเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยราคาแพง มาตรฐานในการทวงถาม และติดตามหนี้สินอยู่ในขั้นรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ คำโฆษณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ฟังดูเหมือนตํ่า เช่น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน จนทำให้คนฟังเผลอคิดไปว่าน่าจะจ่ายประมาณร้อยละ 24 ต่อปี แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยจริงสูงถึง ร้อยละ 41.70 ต่อปี ให้คุณลองเปรียบเทียบข้อมูลต่อไปนี้

    อัตราดอกเบี้ยที่โฆษณา อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริง
    1.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 12 ต่อปี) ร้อยละ 21.46 ต่อปี
    1.25 ต่อเดือน (ร้อยละ 15 ต่อปี) ร้อยละ 26.62 ต่อปี
    1.50 ต่อเดือน (ร้อยละ 18 ต่อปี) ร้อยละ 31.72 ต่อปี
    2.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 24 ต่อปี) ร้อยละ 41.70 ต่อปี
    3.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 36 ต่อปี) ร้อยละ 60.92 ต่อปี

    เหตุที่ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่โฆษณาเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) นั่นคือการคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่กู้ยืมครั้งแรกเท่ากันทุกงวด แม้จะมีการผ่อนชำระเงินต้นบางส่วนแล้วก็ตาม หรือเรียกอีกอย่างว่าการคิดแบบไม่ลดต้น

    อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจะต้องเป็นแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างในแต่ละงวด ซึ่งดอกเบี้ยและเงินต้นต้องลดลงทุกงวดที่มีการผ่อนชำระตามเงื่อนไข

    สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลถูกกฎหมายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา โดย

    – ไม่มีหลักประกัน
    – กู้เพื่อนำไปใช้ส่วนตัว
    – กู้เพื่อผ่อนชำระสินค้า (เช่าซื้อ/ลีสชื่ง) ยกเว้นรถยนต์ และรถจกรยานยนต
    – ไม่รวมเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ การรักษาพยาบาล และสวัสดิการพนักงาน

    สามารถกู้ได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

    ระวังกับดักของเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ไว้ให้ดี

    – เงินสด เงินด่วน ดอกเบี้ยตํ่า
    – บัตรเครดิตวงเงินเต็มก็กู้ได้
    – อนุมัติทันที อนุมัติง่าย เงื่อนไขมีน้อย
    – ไม่มีบัตรเครดิตก็กู้ได้
    – ให้กู้โดยไม่ยึดบัตรเอทีเอ็ม
    – และอย่าลืมว่า “ของถูกและดี ยิ่งฟรีด้วยแล้ว ไม่มีในโลก”

    เป้าหมายทางการเงิน 3 ระยะ

    เป้าหมายระยะสั้น (สำเร็จไม่เกิน 1 ปี)
    เป้าหมายระยะกลาง (สำเร็จใน 2 – 5 ปี)
    เป้าหมายระยะยาว (สำเร็จใน 5 ปี หรือมากกว่า)

    ถ้าคุณมีเป้าหมายหลายอย่าง คุณอาจจะทำให้สำเร็จในครั้งเดียว หรือตั้งใจทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป ต่อไปคือตัวอย่างในการออม

    สำหรับเป้าหมายระยะสั้น : คำนวณว่าในแต่ละเดือนคุณสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ และต้องใช้เวลากี่เดือนเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวอย่างเช่น

    คุณต้องการซื้อโน็ตบุ๊คในราคา 32,000 บาท และคุณตั้งเป้าหมายโดยใช้เวลา 6 เดือนในการซื้อ ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 5,333 บาท (32,000/6)

    สำหรับเป้าหมายระยะยาว : อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย ในตัวอย่าง เช่น คุณสามารถนำเงินฝากในบัญชีไปลงทุนเพื่อที่จะได้รับดอกเบี้ย และมันสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายสุดท้าย ตัวอย่างเช่น

    เป้าหมายของคุณคือเก็บเงินให้ได้ 100,000 บาท ใน 10 ปีเพื่อการ ศึกษาของลูก ๆ ถ้าคุณจะได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 8% ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 10,000 บาท

    หมายเหตุ : ดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าประเภทที่คุณลงทุน การได้รับผลตอบแทนที่มากย่อมต้องเสี่ยงมาก อย่าลงทุน ถ้าคุณยังไม่ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

    จงยืดหยุ่นเมื่อจะเก็บเงินสำหรับบางสิ่ง จงยืดหยุ่นเข้าไว้ ถ้าคุณไม่สามารถจัดการเงินของคุณได้ดังที่ตั้งใจไว้ ก็อย่ายอมแพ้ ลองขยายเวลาในการออม ลดเป้าหมายให้เล็กลง หรือหารายได้เพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้นไปอีก

  • เคล็ดลับทำให้การเงินของบริษัทเดินหน้า

    การเงินของบริษัท

     

    1. สร้างโครงสร้างการจัดการง่าย ลดความยุ่งยาก จัดเตรียมการฝึกอบรมภายใน เพื่อการพัฒนาส่วนบุคคลสำหรับพนักงาน ตำแหน่งบริหาร รักษาความยืดหยุ่นและความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็ว และใช้ผลดีของบริษัทเล็กๆ ในการสร้างความเติบโต
    2. รักษาวินัยมัธยัสถ์ในเวลาที่บริษัทมีประสิทธิภาพมากที่สุด สร้างกำไรและเร่งพัฒนาให้กับบริษัท และหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนที่จะสร้างความขุ่นข้องหมองใจภายในองค์กร
    3. ให้ความใส่ใจในความท้นสมัย การเติบโต การฝึกอบรม ความเรียบง่ายและการพัฒนาของกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มผลผลิตและการแข่งขัน ลดราคาโดยใช้มาตราฐานสากล
    4. บริษัทไม่ควรถูกจำกัดโดยเจ้าของหรือจำนวนผู้บริหาร อย่าเป็นปลาใหญ่ในบึงเล็ก ลดการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    5. เราสามารถเอาชนะความท้าทายโดยการทำงานกับจุดประสงค์ที่ชัดเจน และความสามารถในการใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ได้
    6. ไม่ควรทิ้งเงินไว้ให้บริษัทนำไปละลายเล่นๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราต้องหาเงินมาลงทุนครั้งแล้วครั้งเล่า
    7. ความคิดที่สามารถในการสร้างสรรค์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในธุรกิจเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้ในการแก้ปัญหาสังคมได้ เช่น สิ่งที่เราทำผ่านองค์กรการกุศลต่างๆ
    8. หนักแน่นและอดทนย่อมนำผลสำเร็จมาให้
    9. ทุกเวลาคือเวลาที่ดีของคนที่มีความสามารถในการร้บรู้วิธีการทำงาน และวิธีใช้เครื่องมือต่างๆ ในงานนั้น
    10. จำไว้ว่าเราตายไปก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ และนักธุรกิจก็คือผู้สรรสร้างความร่ำรวยโดยความสามารถของเขา

  • สอนลูกให้รวยด้วยการเรียนรู้เรื่องการออมเงิน

    ความสามารถในการใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างลอยๆ หรือเป็นไปเองโดยไม่มีใครสั่งสอน มันเป็นนิสัยที่เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู หรือได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ

    ลักษณะนิสัยนี้เองที่จะนำพาคนหนึ่งไปสู่ความรํ่ารวยไดีไม่ยาก และถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนอยากเห็นลูกหลานตนรํ่ารวยมีเงินทองในอนาคต หรือไม่อยากให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินพะรุงพะรัง ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือตกตํ่ายากจน ลองนำเทคนิคดีๆ ต่อ ปนี้ไปใช้กับลูกๆ ของคุณดูสิครับ

    หน้าที่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ นอกจากเลี้ยงดูพวกเขาให้อยู่ดีกินดีแล้ว การอบรมสั่งสอนให้พวกเขารู้จักผิดชอบชั่วดี ปลูกฝังความคิด หรือค่านิยมที่ถูกต้องให้ติดตัวไปจนโต ก็ถือเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องกระทำอย่างสุดความสามารถ

    การสอนลูกให้รู้จักออมเงินจะทำให้เขารู้จักคำว่าประหยัด และคำว่าจำเป็น เมื่อเขาทุบกระปุกของเขาเมื่อใด ความภูมิใจอันเกิดจากการเก็บสะสมเงินเล็ กๆ น้อยๆ จนได้เป็นเงินก้อนโตจะเกิดขึ้นในความรู้สีกของพวกเขา

    คุณลองพาลูกๆ ไปเลือกกระปุกใบสวยด้วยตัวเอง อธิบายว่าเขาควรจะใช้เงินเท่าไร เหลือเก็บเท่าไร สอนอย่างมีหลักการและเหตุผล ไม่เช่นนั้นเขาจะกลายเป็นคนตระหนี่ใจแคบได้

    คุณต้องไม่ตามใจลูกเมื่อเขารบเร้าจะเอาของเล่น หรือสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ว่าจะงอแงหรืออาละวาดลงไปนอนดิ้นกับพื้น เพราะนั่นเป็นการกระทำที่เอาแต่ใจตัวเองมากจนเลยเถิด ถ้าคุณยอมก็เท่ากับคุณกำลังท่าให้ลูกของคุณกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล ชอบเอาชนะ ตามใจตัวเอง ไม่รู้จักหักห้ามใจ ไม่มีความรับผิดชอบ และมักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา

    ซึ่งในสมัยเด็กๆ ผู้ใหญ่หลายๆ คนมักชอบให้เด็กๆ อย่างเราอดออม เพื่อที่จะมีเงินในอนาคต แต่เด็กๆ อย่างเราก็มักไม่ค่อยอดออมกันเพราะไม่ได้นึกถึงอนาคตกันซักเท่าไหร่ พอโตมาก็ค่อยระลึกได้ว่ามันสำคัญจริงๆ ผมนำเทคนิคดีๆ ไว้สอนลูกๆ ของคุณมาฝากกันครับ

    สร้างแรงจูงใจในการออม : การอดออมบางทีเด็กๆ อาจจะไม่เห็นถึงจุดที่น่าสนใจ เราอาจจะบอกไปว่า การออมทำให้เราสามารถซื้อของที่เราอยากได้ การออมทำให้เรามีตังเยอะ ๆ สร้างแรงจูงใจให้มากที่สุดครับ

    จำนวนเงินที่ออม : เราอาจจะเริ่มต้นจากเศษเงินที่เด็กๆ เหลือมาจากโรงเรียน 5 บาท 10 บาท หรือเพียงแม้แค่ 1 บาทก็ดี เพียงแค่ฝึกวินัยการออมให้เค้าทำทุกๆ วัน ก็เพียงพอ

    ใช้เงินอย่างมีประโยชน์ : เมื่อเด็กๆ ออมเงินได้มากพอสมควรแล้ว ก็ควรสอนให้เค้าใช้เงินเพื่อซื้อของที่มีประโยชน์ และมีคุณค่า แล้วเด็กจะรู้สึกภูมิใจกับการออมของเขาเอง อาจจะไม่มากมาย แต่ก็สามารถใช้ได้จริงนะครับ

    เมื่อเขาโตพอที่จะเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น คุณก็ควรจะหัดให้เขารู้จักวางแผนการใช้เงินรายสัปดาห์ คุณลองให้เงินเขาสักก้อนหนึ่ง (ตามจำนวนที่คุณประเมินดูแล้วว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป) แล้วสอนให้เขาทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

    อย่าลืมที่จะสอนให้เขามีค่านิยมเกี่ยวก้บเงินที่ถูกต้อง ฝึกให้เขารู้จักหาเงินด้วยตัวเอง ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย เช่น ให้เงินค่าขนมพิเศษ ถ้าเขาช่วยคุณพ่อล้างรถ หรือช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน และถ้าครอบครัวของคุณ ประกอบกิจการส่วนตัวก็ควรให้พวกเขามีส่วนร่วมในการทำงานด้วย และเหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ทุกคำพูด ทุกการกระทำของคุณ ลูกๆ จะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว

    อย่าสอนแต่ทางวาจา แต่จงทำให้เค้าเห็น แล้วลูกของคุณจะได้นิสัยดีๆ ติดตัวไปใช้ยามโตแน่นอน

error: Content is protected !!