Category: การเงิน

  • เครดิตบูโรคืออะไร และวิธีเช็คเครดิตบูโรของตัวเองอย่างง่ายๆ

    สำหรับในบทความนี้ ผมก็จะขอไขข้อสงสัยเกี่ยวกับศัพท์ทางการเงิน ที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ซึ่งศัพท์คำนี้ก็คือ เครดิตบูโร ซึ่งท่านที่จะกำลังจะไปสมัครบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด หรือขอสินเชื่อทางธุรกิจ ก็จะต้องมาทำความรู้จักกับคำว่าเครดิตบูโรกันก่อนนะครับ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะไปสมัคร เราจะได้ไม่ต้องได้ยินคำว่า “คุณสมัครไม่ผ่าน ติดเครดิตบูโรนะครับ” แล้วก็กลับบ้านมือเปล่า

    เอาหล่ะครับ มาเริ่มกันเลยครับ

    ข้อมูลทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเครดิตบูโร

    – เครดิตบูโร ภาษาอังกฤษ คือคำว่า Credit Bureau ที่เรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า บูโร จริงๆ แล้วชื่อเต็มคือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือชื่อในภาษาอังกฤษ คือ National Credit Bureau (เนชั่นแนล เครดิต บูโร) เราเรียกบริษัทนี้กันสั้นๆ ว่า บูโร

    – บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ได้รับใบอนุญาติ และประกอบธุรกิจการให้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่เรียกกันว่า พรบ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545

    – บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ คือ บรืษัทที่เป็นตัวกลางในการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกรรมการเงิน ของสมาชิก ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็คือ ธนาคารต่างๆ และสถาบันการเงินต่างๆ มีบริการตรวจสอบข้อมูลทางเครดิต จะมีรายงานการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยข้อมูลทางการเงินของเราก็จะได้มาจากธนาคารต่างๆ และสถาบันการเงินต่างๆ ด้วยกันเองที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาตินี้

    – ข้อมูลที่บริษัทจัดเก็บมาทำเครดิตบูโร มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า เช่น ชื่อที่อยู่ วันเดือนปีเกิด อาชีพ เลขบัตรประชาชน ส่วนที่สองคือ ประวัติทางการเงินของเรา จะเช็คข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินของเรา ว่ามีหนี้ที่ธนาคารไหนบ้าง สถาบันการเงินไหนบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

    – เช็คเครดิตบูโร คือ การเช็คประวัติทางการเงินของเรา ว่ามีหนี้ดี หรือหนี้เสีย อย่างไรบ้าง มีภาระหนี้ขนาดไหน เวลาจ่ายคืน จ่ายตรง หรือไม่ตรง สมมติเราไปกู้เงินธนาคาร A ทางธนาคาร A ก็จะไปเช็คประวัติทางการเงินของเรา ผ่านบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคาร B ธนาคาร C ธนาคาร D หรือสถาบันการเงินอื่นที่เราเคยไปทำมาก่อน เมื่อเช็คดูแล้วประวัติทางการเงินดี ไม่มีหนี้ตกค้าง ชำระหนี้เก่าตรงเวลา ทางธนาคาร A เค้าก็จะให้ผ่าน แต่ถ้าติดหนี้ ธนาคาร B หรือสถาบันการเงินอื่นๆ ถ้าเห็นว่าจะกู้เงินก้อนใหม่ไปโปะก้อนเก่า หมุนกันไปหมุนมา ถ้าแบบนี้ทางธนาคาร A ก็อาจจะไม่ให้เรากู้เงินได้

    – ถ้าเราไปทำธุรกรรมทางเงิน แล้วทางธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน บอกว่า คุณติดเครดิตบูโร แสดงว่าเรามีหนี้ที่ยังค้างชำระ หรือชำระครบแล้ว แต่จ่ายไม่ตรงเวลา ต้องทวงแล้วทวงอีก อย่างนี้เราไปจะกู้อีกหลายๆ ที่ก็ไม่ผ่าน เพราะทางธนาคาร และสถาบันทางการเงิน ใช้ข้อมูลอ้างอิงเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องไปเคลียหนี้อันเก่าให้หมดก่อน ส่วนท่านที่จ่ายช้าเป็นประจำ ติดเครดิตบูโร แต่เคลียหนี้เก่าไปแล้ว อันนี้ก็ต้องลุ้นว่าทางธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน จะให้ผ่านหรือไม่ ถ้าให้ผ่าน อันนี้เราก็ต้องแก้ไขพฤติกรรมการจ่ายหนี้ ให้จ่ายให้ตรงเวลา มิเช่นนั้นเราจะติดเครดิตบูโรหลายๆ ที่ จนเราไม่สามารถกู้เงินใดๆ จากธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินได้เลย

    – ทางบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติธุรกรรมทางการเงินที่เราไปสมัคร ทางบริษัทให้เพียงข้อมูลทางการเงินของเราเท่านั้น ผู้อนุมัติธุรกรรมทางการเงินก็คือ ธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน ที่เราได้ไปสมัครไว้นั่นเอง

    – ติดเครดิตบูโร ไม่เกี่ยวกับการค้างจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือค่าอินเตอร์เน็ต หรืออื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เครดิตบูโรจะเกี่ยวกับการกู้หนี้ยืมสินจากธนาคาร และสถาบันทางการเงินเท่านั้น

    – ขอดูเครดิตบูโรของคนอื่นได้มั้ย ต้องตอบเลยว่าไม่ได้ครับ ถ้าคุณต้องการดูเครดิตแทนคนอื่น เค้าคนนั้นต้องทำหนังสือมอบอำนาจมาให้เราครับ

    วิธีการเช็คข้อมูลเครดิตบูโรของตัวเราเอง

    สำหรับบุคลลธรรมดา สามารถขอดูเครดูบูโรของตนเองได้ ดังนี้

    1. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโรผ่านศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ อยู่ที่สาขาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และที่สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ อยู่ที่ปากซอยสุขุมวิท 25 และที่สาขาห้างเจเวนิว

    – ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาสำนักงานใหญ่ อาคาร 2 ชั้น 2 ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 16.30 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ (ชั้นใต้ดิน) ปากซอยสุขุมวิท 25 ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 16.30 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาสถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ด้านในสถานี) ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – สาขาห้างเจเวนิว (นวนคร) ติดโรงพยาบาลนวนคร ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
    – ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ (ส่วนหน้า) ในวันอังคารถึงพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 08.30- 15.30 น. เว้นวันหยุดทำการของธนาคาร
    – สาขา G point (ห้างเซ้นทรัล เวิลด์ โซนจิวเวลรี่ ชั่น 1 (JW 107) ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 11.00- 18.00 น. หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    2. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโรผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้ทุกสาขา ทางบริษัทจะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    3. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโร ผ่านตู้เอทีเอ็ม สามารถทำได้ผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพานิช และธนาคารกรุงไทย ถ้าท่านใดเป็นลูกค้าของทั้งสองธนาคารนี้ ก็สามารถยื่นขอได้ แต่ขอได้เฉพาะข้อมูลเจ้าของผู้ถือบัตรเท่านั้น บริษัททางจะจัดส่งรายงานทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    4. ยื่นคำขอตวรจสอบเช็คเครดิตบูโร ผ่านระบบออนไลน์ (Internet Banking) ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเราจะต้องมีบัตรเอทีเอ็มของทางธนาคารด้วย เพราะต้องใช้ข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบผ่านผ่านระบบออนไลน์ บริษัททางจะจัดส่งรายงานทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายในระยะเวลา 7 วัน

    สำหรับนิติบุคคล สามารถตรวจสอบเครดิตบูโร ได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ รับรายงานภายใน 15 นาที หรือรับผ่านทางไปรษณีย์ ทางบริษัทจะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียน ภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน

    อัตราค่าธรรมเนียมในการตรวจเช็คเครดิตบูโร

    ในปัจจุบันบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติได้กำหนด ค่าบริการในการตรวจเช็คเครดิตบูโรไว้ดังนี้
    – บุคคลธรรมดา 100 บาทต่อ 1 ฉบับ ต่อครั้ง
    – นิติบุคคล (บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน) 200 บาทต่อ 1 ฉบับ ต่อครั้ง

    เอกสารประกอบการตรวจสอบเครดิตบูโรกรณีเดินทางไปตรวจสอบด้วยตนเอง

    – บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือหนังสือเดินทางตัวจริง
    – หลังจากที่เราได้ยื่นเอกสาร และชำระค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัท เราก็สามารถรอรับข้อมูลได้เลย หรือถ้าเราไม่สะดวกที่จะรอ ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ให้จัดส่งทางไปรษณีย์ได้ โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่ม 20 บาท

  • วิธีการออมเงิน

    ทำยังไงกันถึงจะมีเงินออม และมีเงินเก็บเพิ่ม หรือมีเทคนิคการออมเงินอย่างไรให้รวย หลายคนยังหาคำตอบให้กับปัญหาข้อนี้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ทุกปี รัฐบาลประกาศใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ แต่หลายคนเงินเหลือเก็บก็ยังเท่าเดิม บางคนเหลือน้อยลงกว่าเดิมอีก ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นละครับ

    ถ้ายังคิดกันไม่ออก ผมจะบอกให้แล้วกันครับ ก็เพราะว่าเมื่อเราได้เงินมา ก็มักจะเอาไปใช้ทันที กว่าจะรู้สึกตัวว่าใช้เงินไปมากแล้ว เงินก็เหลือเก็บนิดเดียว บางคนอาจจะไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ ขอแค่มีความฉลาดทางด้านอารมณ์ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงิน และกันเงินส่วนที่ออมไว้ ก่อนจะเอาเงินที่เหลือไปใช้ แค่นี้เงินออมของทุกคนก็จะเพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามาลองอ่านวิธีการออมเงินให้รวยแบบง่ายๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ผมนำมาฝากกันครับ

    1. วิธีการออมเงินด้วยการเก็บก่อนใช้

    ถ้าหากเราคิดว่า เราจะเอาเงินไปใช้ก่อน ถ้าเหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเก็บ เราจะไม่สามารถเก็บเงินได้เลย แต่ถ้าหากเราตั้งใจที่จะเก็บเงิน เช่น เดือนนี้จะเก็บเงินให้ได้ 10% ของรายได้ ให้เราเก็บเอาไว้ต่างหากเลย เราอาจจะต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ต้องมีวินัยกับตัวเองพอสมควร คนที่ได้จับเงินล้าน ส่วนใหญ่ก็มาจากการออมเงินอย่างเป็นประจำนี่หล่ะครับ เพราะเมื่อไหร่ที่มีรายได้เข้ามา เราต้องควรเก็บก่อนใช้ ควรนำเงินที่ได้มาในแต่ละเดือนจำนวนหนึ่งออกเลย เพื่อเอาไว้ออมเงิน หรือเอาไว้ใช้ในการลงทุน จากนั้นเหลือเท่าไหร่ แล้วค่อยใช้อย่างมีสติ หลังจากที่กันเงินออมหรือเงินลงทุนประจำเดือนออกไปแล้ว ควรจะตั้งสติว่าควรจะใช้จ่ายอย่างไรให้อยู่ได้ครบตลอดทั้งเดือน และควรมีเงินบางส่วนกันไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    2. วิธีการออมเงินด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

    อันนี้เราทำ เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายไปเท่าไหร่ และเรามีรายได้จากส่วนไหนบ้าง หรือมีรายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นบ้าง แล้วคุณอาจจะพบว่า ที่เราบอกกันว่าสิ่งของนั้นๆ จำเป็นนั่นน่ะ จริงๆ แล้วบางอย่างอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้นะครับ ซึ่งการที่เราทำบัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละวันนั้น เปรียบเสมือนเป็นการวางแผนการเงินใช้จ่ายให้ถูกวิธี และทำให้ตัวเราเองเป็นคนที่มีระเบียบวินัยเพิ่มมากขึ้น พอพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเลขบางท่านถึงกับส่ายหน้าหนี ถึงแม้การทำบันทึกรายรับรายจ่าย หลายๆ ท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องที่อยู่ใกลตัว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากมาย ทำงานมาทั้งวันแล้วยังต้องมานั้งจดนั้งเขียนอยู่อีกเหรอ อันที่จริงการทำบันทึกรายรับรายจ่าย เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และไม่มีความยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อย อยู่ที่เราเห็นประโยชน์เมื่อได้ลงมือจดบันทึกเป็นประจำแล้วจะพบว่า การทำบัญชีรายรับรายจ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ แถมยังได้ประโยชน์ต่อเรามากอีกด้วย

    3. วิธีการออมเงินด้วยการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก

    เช่น ทานกาแฟแก้วละ 60 บาททุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นก็ให้ตัดออกไป ให้ทานเป็นกาแฟชงเอง จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ทานน้อยหน่อย เช่น เหลือสัปดาห์ละ 2 วัน เป็นต้น ทางที่ดีเราควรใช้จ่ายไปในสิ่งที่ต้องจ่ายจริงๆ เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องจ่าย เราจะต้องไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่เราต้องการ เราจะต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า จำเป็น กับ ต้องการ

    4. วิธีการออมเงินด้วยการเลิกสะสมสมบัติที่ไม่จำเป็น

    เช่น หลังเงินเดือนออกต้องซื้อเครื่องสำอางค์ทุกครั้ง ก็ให้เรากลับไปเช็คดูว่า เครื่องสำอางค์ที่ซื้อมาอันไหนได้ใช้ไปบ้าง อันไหนหมดอายุแล้ว และที่ใช้จริงๆ น่ะมีอะไรบ้าง แล้วคุณจะเห็นว่า โอ้โหนี่เราซื้อเครื่องสำอางค์มากองไว้เยอะแยะโดยที่ไม่ได้ใช้เลยนะเนี่ย หรือเสื้อผ้าที่เวลาออกงานต้องซื้อทุกครั้ง หรือบางครั้งไม่รู้จะใส่ไปไหนแต่ถูกใจก็เลยซื้อไว้ ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าตัวนั้นเลยก็เป็นได้

    5. วิธีการออมเงินด้วยการจัดระเบียบของที่มีอยู่ในบ้าน และโละของที่ไม่ได้ใช้ออกขายบ้าง

    เช่น เสื้อผ้าที่เราคิดว่าเราเลิกใส่แล้ว แต่ยังดีอยู่ อาจจะเอาออกมาขายเป็นสินค้ามือสอง หรือรองเท้าที่มีมากเสียจนไม่รู้จะเก็บไว้ไหน แต่จริงๆ ใส่แค่ไม่กี่คู่เท่านั้นเอง ก็เอาออกมาขายเป็นของมือสอง เพื่อเราจะได้มีรายได้บ้างจากของที่เราไม่ได้ใช้ เก็บไว้ก็รกเปล่าๆ เราอาจจะไปเปิดท้ายขายของตามตลาดนัด หรือฝากขายสินค้าตามร้านญาติสนิทมิตรสหายของเราครับ บางคนขายไปขายมามีคนมาซื้อเยอะ จับผลัดจับผลูก็ผันตัวไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายของมือสองซะเลยครับ

    6. วิธีการออมเงินด้วยการใช้หนี้ให้หมด

    ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมาก เราจะมีเงินเก็บไม่ได้เลย หากเรายังเป็นหนี้ โดยใช้หนี้ก้อนใหญ่ก่อน แล้วจึงใช้หนี้ก้อนเล็ก เพราะหนี้ก้อนใหญ่ดอกเบี้ยมักจะสูงตามไปด้วย หากเดือนนี้ไม่ใช้หนี้ก้อนใหญ่ เดือนหน้ายอดจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น ใช้หนี้ก้อนใหญ่ด้วยเงินที่มากกว่ายอดขั้นต่ำ แต่ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะใช้ได้ แต่ห้ามไปกู้มาใช้หนี้เด็ดขาด ส่วนหนี้ก้อนเล็กให้ใช้เป็นยอดขั้นต่ำไปก่อน เมื่อหมดหนี้ก้อนใหญ่ เราค่อยเอาเงินที่ควรใช้หนี้ก้อนใหญ่มาโปะหนี้ก้อนเล็ก แต่ทางที่ดีไม่มีหนี้จะดีกว่านะครับ

    7. วิธีการออมเงินด้วยการแบ่งเงินบางส่วนซื้อประกันยามเกษียณไว้

    เพราะการซื้อประกัน ผลที่ตอบแทนที่ได้มักจะคุ้มค่า แม้ตอนที่เราเสียชีวิตเราก็ไม่ต้องรบกวนลูกหลานให้เสียเงินค่าทำศพเรา แต่ถ้าเราไม่เสียชีวิต เราก็จะมีเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณ ซึ่งก้อนซื้อเราต้องศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะเดี๋ยวนี้ประกันชีวิตมีให้เลือกทำเยอะแยะมากมาย และควรเลือกเลือกซื้อกับนายหน้าที่เราวางใจ

    สมการออมเงินที่นำไปสู่ความรวย

    เราไม่สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้ว่า ทุกวันนี้เราจะต้องประหยัดเงินเพื่ออนาคตที่ดีกัน หรือเพื่อความร่ำรวยกัน แต่คนส่วนใหญ่ก็จะนำเงินของพวกเขาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ ที่ไม่รู้ว่าฝากแบบนี้แล้วในอนาคตเมื่อไหร่จะมั่งมี ถ้าคุณอยากรวยด้วยการกินดอกเบี้ยในธนาคาร คุณต้องให้เงินของคุณต้องทำงานอย่างหนักทีเดียว สำหรับการกินดอกเบี้ยก้อนใหญ่ นั่นก็หมายความว่าคุณอาจจะต้องฝากเงินถึงครึ่งหนึ่งของรายได้เลยทีเดียว

    แม้ว่าผมเองพิจารณาการประหยัดเงินเป็นสำคัญเป็นขั้นตอนแรกที่มีต่อการเป็นคนรวย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอในตัวเองที่จะได้รับอิสรภาพทางการเงิน แน่นอนว่าถ้าคุณฝากเงินต่อเดือนในปริมาณมากแบบฝากประจำ และวันนึงคุณต้องการใช้เงิน แต่ดันถอนไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ครบกำหนด นั่นคือคุณกำลังจะเป็นหนี้ให้ตัวเอง

    ฉะนั้นถ้าคุณจะฝากแบบประจำ แบบที่ถอนไม่ได้ ใจคุณต้องใหญ่ว่าจะไม่ไปใช้เงินเกินขนาดอีกต่อไป อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ในตอนแรกคุณจะไม่สนุกกับเงินเพราะคุณกลับไปคุณสะสมมันแทน คุณจะมีความสุขเมื่อได้ใช้เงิน แต่นั่นก็สุขไม่นาน สู้ไว้ในอนาคตแล้วเรามีเงินพอที่จะเอาไปลงทุนในสิ่งต่างๆ เรามั่งมีแล้ว อย่างนั้นน่าจะสนุกกว่าการที่ใช้เงินเยอะๆ ไปแบบเดินชนเดือน หยุดทำงานเมื่อไหร่ก็คือไม่มีเงิน

    เงินเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อคุณ และผู้คนในชีวิตและโลกรอบตัวคุณของคุณ หากคุณออมมันไว้ในที่ปลอดภัยอย่างเช่นธนาคาร ไม่ให้มันหลุดออกมานอกกระเป๋าของคุณมากจนเกินไป และจงกลัวที่จะปล่อยเงินให้มันออกมาจากคุณให้ผู้อื่นที่พร้อมที่จะช่วยใช้มัน ให้เงินออกจากประเป๋าของคุณในเหตุที่มันสมควรจะออก หรือให้เงินกับบุคคลที่ควรให้ ซึ่งคุณก็จะรู้อยู่ว่าคุณต้องให้เงินแก่ใครบ้าง

    ผมหวังว่าคุณจะตระหนักว่าการออมเงินอย่างเดียวจะไม่ทำให้คุณรวย แต่คุณควรจะทำอย่างไรกับเงินออมของคุณในอนาคต มากกว่าการประหยัดมันอย่างเดียว ผมจะขอแจกแจงสมการออมเงินที่นำไปสู่ความรวยได้ดังนี้

    เมื่อคุณออมเงิน > ได้เงินก้อนบวกดอกเบี้ย > นำเงินไปลงทุน > ประสบกับความร่ำรวย

    มันอาจจะดูง่ายๆ ไม่มีเทคนิค หรือเคล็ดลับมากมาย แต่แค่นี้บางคนก็ทำได้และรวย ส่วนคนที่ทำไม่ได้นั่นเพราะเค้าล้มเลิกไปเอง หรือไม่ได้ปรารถนาที่จะรวยจริงๆ ครับ

    ซึ่งในช่วงแรกของการเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายเงินอาจจะยาก ลำบากใจ นิดหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปนิสัยนี้มันจะติดตัวคุณไปเอง แล้วคุณก็จะไม่ต้องมานั้งกังวล ว่าทำไมไม่มีเงินเก็บ ว่าไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินที่จะไปลงทุนทำอะไรอีกต่อไป สุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ทุกท่าน มั่งคั่ง มั่งมี ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพแข็งแรง ตลอดไปครับผม


    บทความนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเก็บเงินอย่างไรให้รวย ใครๆ ก็อยากรวยใช่มั้ยหล่ะครับ เงินนั้นสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งของชีวิตได้ แต่คนที่เก็บเงินเป็นเท่านั้น จึงจะรวยได้ครับ

    มีใครบ้างที่คิดว่าชาตินี้เราคงไม่อาจมีเงินทองมากมาย ไม่มีบ้าน มีรถ สร้างฐานะของตัวเองให้ดีขึ้นได้ เพราะเหตุผลที่ว่าฐานการเงินในแต่ละเดือนที่ได้มามันช่างน้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนกับคนที่เกิดมารวยมีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม ทั้งบ้าน รถ เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงานดีที่ตอบแทนรายได้สูงให้ทุกเดือน เมื่อคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้เราเกิดการน้อยใจต่อโชคชะตาวาสนา น้อยใจที่ชีวิตถูกฟ้าประทานมาให้แค่นี้ กล่าวโทษและตอกย้ำว่าตัวเองไม่โชคดีเหมือนเช่นชีวิตคนอื่นเขา

    แต่รู้ไหมว่าการที่เรามีชีวิตที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้หมายความว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าชีวิตเราจะเหมือนเดิมเช่นนั้นต่อไปเสียหน่อย เพราะหากเรารู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองแล้ว ความสามารถในตัวเราที่เพิ่มขึ้นย่อมสร้างงานสร้างเงินที่ตอบแทนรายได้สูงให้เกิดขึ้นได้ และเราก็โชคดีกว่าคนที่มีเพียบพร้อมกว่าตรงที่ว่า คนอย่างเรารู้จักที่จะทะเยอทะยานเพื่อความก้าวหน้าด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ ต่อให้เจออุปสรรคยากลำบากแค่ไหนเราก็สามารถฮึดสู้เอาชนะให้ผ่านพ้นไปได้

    ขณะเดียวกัน ลองคิดดูสิว่า สำหรับคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมกว่าเรา โอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ความสามารถตัวเองด้วยความยากลำบาก โอกาสที่จะได้ทะเยอทะยานดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเหมือนกับเราก็คงไม่มีจริงไหม เพราะอำนาจของเงินที่เขามีสามารถเนรมิตทุกอย่างให้เขาได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาไม่เห็นคุณค่ากับทุกสิ่งที่ได้มาเฉกเช่นกับเรา

    ชีวิตธรรมดาอย่างเราอาจเหมือนกับถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งกว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้รถวิ่งผ่านได้อย่างยาวไกล ก็ย่อมเริ่มต้นจากจุดแรกเริ่มก่อน และค่อยๆ ใช้วันเวลาในการสร้างไปเรื่อยๆ วันเดือนปีผ่าน สุดท้ายถนนอันแข็งแกร่งนั่นก็สร้างสำเร็จ และสามารถให้รถวิ่งผ่านไปถึงปลายทางที่ต้องการได้หลายพันหมื่นไมล์ในที่สุด อนาคตเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าขยัน ไม่ย่อท้อต่อการงาน และยังเก็บเงินไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปห้าปี หรือสิบปีเราอาจกลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ไปอีกคนก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

    เมื่อมีเป้าหมายอันแสนไกล ก็จงค่อยๆ เก็บเงินสร้างตัวไปทีละเล็กละน้อย เหมือนการต่อเติมถนนให้ทอดยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงปลายทางสิ้นสุดที่เรากำหนด วันนั้นเราจะพบว่าขีวิตล้วนเต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อมเต็มตัว

    เอาหล่ะคับเกริ่นมาซะยาว ผมก็จะขอแนะนำแนวคิดวิธีเก็บเงินอย่างไรให้รวยกันนะครับ

    วิธีเก็บเงินให้รวย

    แนวคิดวิธีเก็บเงินให้รวยคุณสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และการลงทุนกับเงินที่เราเก็บ เรามาดูรายการคำนวณการเก็บเงินกันนะครับ

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 30 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 365 บาท
    10 ปีคุณมี 3,650 บาท

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 10 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 300 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 3,650 บาท
    10 ปีคุณมี 36,500 บาท

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 100 บาท
    หนึ่งเดือนคุณมีเงินเก็บ 3,000 บาท
    หนึ่งปีคุณมีเงินเก็บ 36,500 บาท
    10 ปีคุณมี 365,000 บาท

    คำนวณการนำเงินเก็บไปลงทุนนะครับ

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,000 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 100 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,200 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 200 บาทภายในไม่กี่วัน

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,200 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 120 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,440 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 440 บาทภายในไม่กี่วัน

    สมมติว่าคุณเก็บเงินวันละ 1,440 บาท
    ซื้อขนมราคาชิ้นละ 10 บาทได้ 144 ชิ้น
    นำมาขายต่อชิ้นละ 12 บาทได้เงินกลับมา 1,728 บาท
    คุณมีเงินเพิ่มมา 728 บาทภายในไม่กี่วัน

    จากตัวอย่างด้านบนคุณลองคิดดูว่าแบบไหนคุ้มค่า และรวดเร็วมากกว่ากัน เก็บเงินอย่างเดียว จะได้เงินคงที่อัตราเดิมตลอดไป เช่นเก็บวันละบาท คุณก็ได้เพิ่มวันละบาทตลอดไป แต่หากนำเงินมาลงทุนโดยการเพิ่มมูลค่าหรือทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาเป็นการย่นระยะเวลา ที่จะทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมากับความขยัน และกระบวนการคิดหรือการตลาดของคุณด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะซื้อขนมมา และขายได้หมดทันที

    เคล็ดลับการเก็บเงินให้รวย

    วิธีการเก็บเงินอย่างไรให้รวยเหมือนเป้นความลับที่หลายๆ คนยังไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรยากเลย อยู่ที่วินัยในการเก็บออมจองแต่ละคน ถึงแม้เราจะทำงานประจำ หรือมีเงินเก็บน้อย แต่เราก็สามารถเก็บเงินให้รวยได้ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเวลาหน่อย แต่เมื่อถึงเวลานั้นคุณจะชื่นใจกับผลการเก็บเงินของคุณว่าคุณก็สามารถจับเงินล้านได้

    1. เก็บเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ

    เรามาเริ่มการเก็บเงิน โดยเริ่มจากการทำสิ่งที่ง่ายๆ ก่อน ผมเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้ ก็แค่เริ่มเก็บเหรียญที่เหลือจากการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ เก็บให้หมด หลังจากเวลาผ่านไป หนึ่งเดือน สองเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี ตอนที่คุณเอาเหรียญที่เก็บได้ออกมานับ ผมเชื่อว่าคุณคงต้องตกใจแน่ เพราะว่าเหรียญพวกนี้แหละครับ ที่จะทำให้เงินเก็บคุณเพิ่มขึ้นอีกนิด ทำง่ายๆ แต่ได้เยอะเป็นกอง

    ผมมีกลอนสอนใจดีๆ จาก สุนทรภู่ มากฝากครับ

    มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
    จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

    2. กำหนดงบประมาณในการใช้จ่าย

    กำหนดงบประมาณจำนวนเงินในแต่ละเดือน และกำหนดงบประมาณเงินในกระเป๋าในแต่ละวัน วิธีการเก็บเงินแบบนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยทำกัน วิธีนี้จะทำให้เราควบคุมเงินไหลออกได้ดีมาก คำนวณเงินส่วนที่เราต้องใช้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ค่าของกิน ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าบิลโทรศัพท์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าดอกเบี้ยต่างๆ กันเงินส่วนนี้ออกมาก่อน สำหรับเงินที่เหลือให้เก็บ ง่ายไหมละครับ มันง่ายมาก คุณแค่คิดว่าเดือนนี้คุณต้องใช้เท่าไหร่ในสิงที่จำเป็น แล้วคุณก็ใช้ตามนั้น มันเป็นการสร้างวินัยในการใช้เงินให้กับคุณไปในตัวด้วย แถมเงินเก็บก็เพิ่มขึ้น

    3. แยกงบประมาณออกให้ชัดเจน

    เมื่อเราตั้งงบประมาณแล้วเราก็ควรแยกมันออกให้ชัดเจน มีหลายคนที่ตั้งงบประมาณแล้วแยกมันออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่วายที่จะนำเงินที่แยกออกไปเก็บมาใช้อีก คุณไม่ควรที่จะทำอย่างนั้นนะครับ แยกก็คือแยก เงินที่ต้องใช้ก็คือเงินที่ต้องใช้ เงินที่ต้องเก็บก็คือเงินที่ต้องเก็บ อย่าขาดวินัยตัวเอง ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เมื่อไหร่ที่คุณมีวินัย สามารถคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี เมื่อนั้นเงินเก็บออมของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอีก

    4. อย่าซื้ออะไรตามใจชอบ

    อย่าซื้ออะไรตามใจชอบ หลายคนเป็นแบบนี้ อันนี่น่าอร่อยนะ ซื้อกินดีกว่า รองเท้าคู่นี้เท่จังซื้อไปสักคู่คงเท่น่าดู มือถือรุ่นใหม่ออกแล้วไปซื้อมาใช้ก่อนคนอื่นดีกว่า เป็นการใช้เงินตามใจ ตามอารมณ์ สุดท้ายก็ไม่มีเงินเหลือ ใครที่เป็นแบบนี้ก็ควรจะปรับตัวได้แล้วนะครับ ซื้อสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อเท่านั้น ย้ำอีกครั้งนะครับ จำเป็นเท่านั้น อย่าตามอารมณ์ตามแฟชั่นตามคนอื่น เพราะมันจะทำให้คุณไม่มีเงินเหลือที่จะเก็บ ถ้าคุณทำตามข้อนี้ได้ ผมเชื่อว่าเงินคุณคงเหลือเก็บเยอะเลย

    5. ทำของทานเองที่บ้าน

    ทำของทานเองที่บ้าน ได้ฝึกทำอาหารไปในตัว บางทีเราอาจจะทำอร่อยกว่าที่ร้านก็ได้ อร่อยด้วยประหยัดด้วย ใครที่ชอบออกไปหาอะไรทานนอกบ้าน ชอบปาร์ตี้ ก็ควรลดละลง ถ้าเลิกได้ก็เลิกนะครับ ซื้อของสดมาทำกินเองที่บ้าน เลือกแต่ของดีสะอาด ดีต่อสุขภาพ เราทำเอง เรารู้ว่าเราชอบแบบไหน อาหารแบบไหนถึงจะดีต่อสุขภาพของเรา ได้ทั้งสุขภาพ แถมประหยัดเงินได้อีกเยอะ ถ้าทำข้อนี้ได้ เงินเก็บก็เพิ่มขึ้นแน่นอน

    6. ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวัง

    ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวัง แต่ผมว่าไม่ใช้จะดีกว่าครับ แต่ถ้าใครใช้ ก็ขอให้ใช้ตามแผนงบการเงินของเราในข้อแรกจะดีมาก และก็ขอให้ชำระยอดหนี้บัตรเครดิตให้เต็มจำนวนเงินทุกครั้ง คุณจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แค่ให้ใช้ไม่เกินงบการเงินที่คุณกำหนดไว้ในข้อแรก แค่นี้ คุณก็ยังมีเงินเหลือเก็บแล้ว

    7. ไม่ทำตัวรวย

    ไม่ทำตัวรวย ทั้งที่ฐานะการเงินของเรายังไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เช่น มีเงินเดือนสองหมื่น แต่ใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างนี้ก็ไม่น่าจะมีเงินเหลือเก็บอยู่แล้ว ถ้าเราอยากเก็บมีเงินเก็บ เราต้องซื้อของแต่พอเพียง ไม่แพงจนเกินฐานะ เงินเดือนหมดในวันแรก ซึ่งก็มีให้เห็นมากมาย สุดท้ายต้องไปพึ่งบัตรเครดิต เพื่อเอาเงินมาใช้ก่อน และก็ต้องตามจ่ายหนี้บัตรที่ตัวเองสร้างไว้ ฉะนั้นถ้ายังไม่รวย ต้องไม่ทำตัวรวย จะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บครับ

    8. เป็นคนมัธยัสถ์

    เป็นคนมัธยัสถ์รู้จักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัด ลองเก็บเงินซัก 10% ของรายได้ที่คุณมีไปซักระยะหนึ่ง แล้วคุณจะประหลาดใจที่วิธีการนี้สร้างเงินเก็บได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ของมหาเศรษฐีมีที่ดีมักรู้จักประหยัด พวกเขาไม่ได้ใช้จ่ายเงินของพวกเขาในรายการเล่นๆ ที่ไม่จำเป็น แต่จะเลือกที่จะลงทุนในอนาคตทางการเงินที่มีความปลอดภัยมากกว่า

    9. หารายได้ให้ได้มากขึ้น

    สำหรับคนที่อยากเพิ่มเงินเก็บขึ้นอีก ก็คงต้องหางานพิเศษทำครับ ไม่ว่าจะไปขายของเสาร์อาทิตย์ตามตลาดนัด หรือไม่ก็นำเงินที่เหลือเก็บไปลงทุนขายของออนไลน์ พยายามศึกษาหาข้อมูลทางธุรกิจการค้าบ่อยๆ เพื่อหาช่องทางการเพิ่มรายได้ของตนเองครับ

error: Content is protected !!