Author: admin

  • อยากรวยเร็ว ก็ต้องทำอาชีพที่รวยเร็ว

    อยากรวยเร็ว
     

    คุณอยากรวยเร็วมั้ยครับ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน หรือคนทำธุรกิจส่วนตัวใครๆ ก็อยากรวยเร็วกันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่รวยเร็วสำเร็จ ผมเชื่อว่าคนที่จะรวยจะต้องทำธุรกิจที่สามารถทำให้รวยได้ ถ้าทำธุรกิจผิดประเภท ยังไงก็รวยยากครับ ในบทความนี้ก็จะมาแนะนำถึงอาชีพที่ทำแล้วรวยเร็วว่ายังมีอยู่หรือเปล่า แต่ทุกอาชีพก็ต้องใช้ความขยันขันแข็งด้วยกันทุกอาชีพครับ เรามาดูกันเลยครับ อาจจะทำให้เกิดไอเดีย หรือความคิดดีๆ ใหม่ๆ ก็ได้ครับ

    การรับจ้างหรืองานบริการ

    เป็นอาชีพที่ใช้เวลาของเราแลกเงิน เช่น นวดสปา ขับ taxi ทำผม ทำเล็บ รวยเร็วในเวลาอันใกล้ได้ยาก เพราะจะติดกับข้อจำกัดเรื่องเวลา งานประจำทำคนเดียว อาจจะไม่เหมาะกับคนอยากรวยเร็ว ต้องทำเป็นธุรกิจที่มีคนสามารถใช้บริการได้ทีละเยอะๆ เช่น ถ้านวดสปาเองคนเดียว ก็รวยยาก ต้องเปิดธุรกิจสปา แล้วจ้างคนมาช่วยกันนวด

    การขายของชิ้นเล็กที่ราคาถูก

    ก็ต้องขายส่งในปริมาณเยอะๆ ถ้าเรามาขายปลีกทีละชิ้นๆ เมื่อไหร่เราจะรวย จริงมั้ยครับ สมมติกำไรชิ้นละ 10 บาท คุณต้องขายวันนึง 30 ชิ้น ถึงจะได้เงินที่เป็นค่าแรงขั้นต่ำ นี่เอาแค่ค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าจะพูดถึงความรวยแล้วหล่ะก็ ต้องขายส่งอย่างเดียวครับ

    การลงทุนทางด้านการเงิน

    ความรู้ทางการเงินสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าความรู้ทางการงาน เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหารายได้จากการทำงานจำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะใช้เงินให้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหุ้น กองทุนรวม หุ้น option หุ้น forex หรือเล่นทองคำ ก็สามารถมีโอกาสรวยได้ แต่ต้องศึกษาให้รู้จริงในสิ่งที่จะทำแบบมือโปรกันไปเลย มันจะไม่มีผลอะไร ถ้าคุณจะไปลงทุนทางการเงินแบบมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้อะไร โอกาสที่คุณจะหมดตัวเพราะตามพวกมือโปรไม่ทันมีสูงมาก การลงทุนเป็นเกมแห่งจังหวะเวลา ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะไม่หวังแค่เก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น การลงทุนต้องมองผลกำไรระยะยาวครับ

    เล่นหุ้น

    อาชีพนี้ที่อาจจะให้คุณรวยเป็นล้าน หรือร้อยล้าน หรืออาจทำให้คุณหมดตัวจนต้องไปเริ่มจากศูนย์ใหม่ เพราะการเล่นหุ้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก มือใหม่ไม่ควรเล่นเยอะ ถ้าเล่นเยอะ โอกาสที่จะสูญเยอะก็มีมาก เพราะขนาดเซียนหุ้นระดับร้อยล้าน พันล้าน เวลาจะซื้อหุ้น หรือขายหุ้นตัวไหนที ก็คำนวณ หรือนั่งคิดแล้วคิดอีก กางตำรากันเลย ฉะนั้นถ้าคุณเป็นมือใหม่ควรจะศึกษาให้เยอะๆ เล่นแต่พอดี รวยแบบค่อยๆ รวย อย่าโลภมาก ไม่งั้นเงินจะตกไปอยู่ในมือของบรรดาเซียนหุ้นผู้คร่ำหวอดในวงการซะหมดนะครับ

    การทำธุกิจขายตรง

    ก็อาจทำให้รวยได้ ที่เราเห็นใครต่อใครไปโพสท์ไว้ตาม webboard ต่างๆ ว่าถ้าท่านอยากรวยเร็ว มาร่วมงานกับเราสิ ภายใน 6 เดือนท่านจะปลดหนี้ตัวเองได้ ภายใน 1 ปีท่านจะมีรถขับ ก็ว่ากันไป แต่ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรงจริงๆ เราจะต้องรู้จักสร้างทีมของเรา และระบบทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เรียกว่าทีมดี ระบบดี เพื่อทำให้เกิดยอดขายในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ทำธุรกิจขายตรงต้องมนุษย์สัมพันธ์ดี และยอดเยี่ยม และต้องพูดโน้มน้าวจูงใจคนให้เป็น เราอาจจะเรียนเรื่องพวกนี้จาก upline ของเรา เพราะเราต้องทำงานกับคนล้วนๆ และเนื่องจากผลตอบแทน จะได้จากยอดขายของทีม ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขาย ซึ่งถ้าเอาหลักการขายและตลาดมาช่วยก็จะเพิ่มยอดได้เร็วมาก อาชีพทำธุรกิจขายตรงมีข้อดีคือลงทุนน้อย อาศัยความสามารถล้วนๆ ใช้เทคนิคในการจูงใจคนให้เป็น พูดคล่องๆ ไม่ตะกุกตะกักติดขัด ดูคนออกว่าคนไหนมีแนวโน้มจะมาร่วมธุรกิจกับเราได้ อาชีพนี้ต้องพูดเก่งนะครับ ถ้าคุณพูดไม่เก่ง คุณก็ไม่รู้จะไปโน้มน้าวเค้ายังไง แต่การพูดสามารถฝึกได้ครับ ทางบริษัทธุรกิจขายตรงแต่ละบริษัทจะมีอัพไลน์ที่จะคอยฝึกคุณให้เก่งอยู่แล้ว แต่ถ้าตัวคุณพร้อมทุกอย่าง แต่ถ้าแผนธุรกิจไม่ดี ก็อาจไปไม่ถึงฝั่งได้เหมือนกันนะครับ เป็นงานที่ทำให้คุณรวยได้ อยู่ที่เก่งบวกเฮงด้วยครับงานนี้

    ขายประกัน

    งานนี้จะอยู่กลุ่มหนึ่งที่ขายได้เรื่อยๆ เดือนเป็นแสน กับอีกกลุ่มคือ ขายไม่ได้เลย หรือขายได้เดือนละไม่กี่พัน เป็นงานที่เปิดโอกาสให้กับทุกๆ คนได้เข้ามาลองขาย ถ้าชอบก็ทำต่อ ถ้าไม่ชอบก็ต้องเปลี่ยนอาชีพกันไป อาชีพนี้รวยได้ แต่ต้องหืดจับหน่อยครับ งานขายประกันอาจจะไม่ง่ายสำหรับมืใหม่ แต่สำหรับมือเก่ายังสามารถประคองไปได้อยู่สำหรับอาชีพนี้

    เซลล์ขายบ้าน หรือคอนโด

    ก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำแล้วรวยเร็ว เพราะบ้านและคอนโดล้ส่วนใหญ่ล้วนมีราคาแพงหลักล้าน ถ้าขายได้ 1 หลังก็เอาค่าคอมมิชชั่นไปนอนกอดได้อย่างสบาย โดยเฉพาะช่วงที่เค้าเปิดให้จองคอนโด หรือจองบ้านในช่วงเปิดเฟส จะมีคนแห่แหนกันมาดู มาจับจอง ช่วงนี้เป็นช่วงโกยเงินครับ น่าสนใจไม่น้อยครับ ยิ่งถ้าได้ไปขายบ้านระดับหลักสิบล้านบาทต่อหลัง ค่าคอมมิชชั่นก็น่าดูเลยทีเดียวครับ

    เซลล์ขายรถ

    ก็เป็นอีกอาชีพที่ทำงเงินได้เรื่อยๆ อาจจะไม่หวือหวาเหมือนขายคอนโด แต่การขายรถก็เป็นสิ่งที่ขายได้เรื่อยๆ ยังมีคนต้องการที่จะออกรถอยู่เรื่อยๆ ผมแนะนำว่าถ้าจะขาย ให้ขายรถระดับหลักล้านไปเลย เพราะมีโอกาสได้ค่าคอมมิชชั่นเยอะกว่าขายรถระดับหลักแสนครับ แต่ก็ต้องดูด้วยนะครับ บางช่วงรถระดับหลักแสนอย่าง อีโก้คาร์มาแรง รถพวกนี้จะเบียดยอดรถระดับหรูไปได้เยอะเลยครับ

    การเป็นนายหน้า

    เช่น นายหน้าขายหุ้น นายหน้าค้าที่ดิน นายหน้าขายบ้าน นายหน้าขายรถ นายหน้าขายประกัน ก็เป็นอาชีพทำให้รวยเร็วได้ แต่ต้องรู้จักเลือกสินค้าที่จะขาย และต้องขายลูกค้ารายใหญ่ๆ คนกลุ่มนี้ต้องมีทักษะการพูดโน้มน้าวจูงใจสูง และต้องมีทักษะในการเจรจาต่อรองเก่งๆ และคิดได้กว้างไกล จึงจะได้ผลประโยชน์ที่ยอดเยี่ยม งานประเภทเงินเดือนเรือนแสนผมคิดว่าน่าจะได้ไม่ยากนะครับ ต้องเกาะรายค้ารายใหญ่ไว้เลยครับ เอาให้งานเดียวคุณอยู่ได้ทั้งเดือน หรือคุณจะหาลูกค้ารายเล็กก็ได้ แต่ต้องหาในจำนวนมากๆ ถ้าคุณอยากรวยเร็ว งานประเภทนี้ใช้ความสามารถเท่านั้นครับ

    ทำงานบนเรือสำราญ

    อาชีพนี้หลายๆ คนหารู้ไม่ว่าการทำอาชีพเสิร์ฟอาหารนี่ได้เงินขนาดนี้เลยหรอ ใช่ครับ อาชีพนี้ได้เงินเยอะจริงๆ เงินเดือนบวกค่าทิปที่แขกบนเรือให้จะรวมๆ แล้วประมาณเรือนแสนได้ครับ หลายๆ คนบอกรู้อย่างนี้ไปทำตั้งนานแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนครับอาชีพนี้ถ้าจะจะไปทำ คุณต้องพูดภาษาอังกฤษแบบสื่อสารได้รู้เรื่องในระดับหนึ่ง เวลาเค้าสั่งอาหารมา คุณจะได้เขียนได้ไม่ผิด คุณต้องรักงานทางด้านบริการ เวลาลูกค้าเรื่องมาก คุณต้องรับให้ได้ และคุณต้องแข็งแรง เพราะคุณต้องใช้แรงในการเสิร์ฟอาหารทั้งวันครับ ถ้าทำได้ก็รวย เตรียมรับเงินเรือนแสนต่อเดือนได้เลย ผมบอกอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องทนกับความเหงาได้ด้วยนะครับขอบอก

    เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้คนดัง

    อาชีพนี้ถ้าทำจริงๆ เงินเดือนค่อนข้างเยอะทีเดียวนะครับ เพราะจะต้องระแวดระวังให้คนที่เราดูแลไม่ให้เป็นอะไร เป็นอาชีพที่เสี่ยง ร่างกายต้องแข็งแรง และต้องเป็นคนมีไหวพริบ อาชีพนี้ในเมืองนอกก็เป็นที่นิยม และมีหลักสูตรให้ได้เข้าฝึก หรือให้ได้เข้ารับการอบรม แต่ในเมืองไทยอาจจะยังมีคนทำอาชีพนี้กันน้อยอยู่

    การใช้ความสามารถพิเศษ

    เช่น เป็นนักแสดง นักดนตรี นักร้อง นักพูด นักกีฬา ก็รวยได้ แต่ต้องมีความสามารถแบบโดดเด่น บางคนเรียกว่าพรสวรรค์ ต้องดูเด่นกว่าคนอื่น เช่น ร้องเพลงก็เพราะจับใจ คนฟังรู้สึกมีความสุขหรือสนุกสนาน หรือชอบการแสดงแล้ว เวลาแสดงก็เล่นได้ใจผู้ชม ถ้าคุณต้องการใช้ความสามารถของคุณในทางด้านงานเหล่านี้ คุณต้องฝึกหนักมาก ไม่มีใครที่เก่งกว่าผู้อื่น โโยการฝึกครั้งหรือสองครั้ง เราจะต้องผ่านการฝึกฝนมามากมาย กว่าจะร้องเพลงๆ นึงได้ดี อาจจะต้องร้องเป็นร้อยๆ ครั้ง เพื่อหาจุดผิดพลาดต่างๆ แต่มีหลายคนก็ท้อไปเสียก่อน แต่รางวัลที่ยิ่งใหญ่จะเป็นของคนที่มีความเพียรพยายามนะครับ

    การทำธุรกิจออนไลน์

    อาชีพนี้จะมีขอบเขตหลายอย่างมาก ทั้งขายของออนไลน์ หรือให้บริการเว็บสำเร็จรูป หรือทำเว็บบทความออนไลน์ก็สามารถรวยเร็วได้ ทั้งการทำเว็บไซต์แล้วหาโฆษณามาติด หรือการเป็นนายหน้าขายของให้กับเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น amazon.com หรือ clickbank.com หรือขายสินค้าบนเว็บ eBay.com หรือรับทำการตลาดออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะมีแยกย่อยไปหลายประเภทอยู่เหมือนกันครับ เอามาเขียนเป็นบทความใหม่ได้อีกหลายบทความเลย การทำธุรกิจออนไลน์เป็นทะเลที่ใหญ่มาก เราทำมากได้มาก เราทำน้อยได้น้อย เป็นอาชีพที่ไม่หวือหวา อยู่ที่ความสามารถ ทำเงินได้เรื่อยๆ ตราบใดที่คุณยังเห็นช่องว่างการตลาดบนโลกไซเบอร์อยู่ ผมยังเห็นช่องทางของธุรกิจออนไลน์อีกหลายอย่างที่จะแปรออกมาเป็นเงินได้ มีคนไทยรวยจากการทำธุรกิจออนไลน์นี้ได้รับเงินเป็นแสนต่อเดือนก็มีเยอะครับ เดือนละล้านก็มีครับ

    การทำธุรกิจการค้า

    แบบซื้อมาขายไป แบบเปิดร้านขายสินค้าก็มีโอกาสรวยได้เยอะ แต่ต้องเลือกธุรกิจให้ดี และต้องรู้กลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อทำให้ยอดขายโตแบบก้าวกระโดดด้วย สำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปชนิดนี้ ถึงแม้สินค้าจะไม่ถึงกับคุณภาพยอดเยี่ยมเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ถ้าทำการตลาดดี ก็รวยได้ครับ

    การทำอสังหาริมทรัพย์

    ไม่ว่าเป็นสร้างบ้านขาย สร้างคอนโดขาย ปล่อยห้องให้เช่า ซื้อขายที่ดิน ก็รวยได้ แต่ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างเยอะ ผู้ที่เริ่มจากศูนย์นี่อาจจะเป็นไปได้ยากเลยครับ ถ้าคุณไม่ได้คลุกคลีกับวงการอสังหามาก่อน การทำธุรกิจอสังหาชั่วโมงบินสำคัญมาก ต้องให้ทันกัน ไม่งั้นคุณจะทำธุรกิจนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และต้องเลือกทำเลดีๆ ถึงจะซื้อง่ายขายคล่องและได้ราคาดี และมองการณ์ไกลไว้ว่า ตรงนี้ถ้าขาย จะแนะนำให้ผู้ซื้อเอาไปทำอะไร หรือถ้าทำเลดีทำไมถึงขาย หรือทำเลไม่ดีจะกดราคาลงมาอย่างไรเพื่อให้ขายได้

    การทำงานแบบเก็บเงินอย่างเดียว

    อันนี้ออกแนวทำงาน ทำงาน แล้วเก็บ ไม่สนใจการใช้จ่ายเงินใดๆ ที่ฟุ่มเฟือย จะว่าขี้เหนียวก็เถอะ ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่มีแฟน ไม่อะไรทั้งนั้น เลิกงานแล้วกลับบ้าน วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้ไปไหน ดีไม่ดีไปหาอาชีพเสริมทำอีก ออกแนวสุดโต่งไปหน่อย แต่ถ้าอยากมีเงินเยอะๆ อยากรวยเร็วมันก็จำเป็นต้องทำนะครับ ถ้าเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังติดตัวเรามา สร้างทุกอย่างด้วยสองมือเปล่า อยู่ที่ว่าคุณเก็บเงินแบบนี้ได้นานเท่าไหร่ หรือถ้ากลัวว่าเลิกล้มไปกลางคัน ก็ไปเปิดบัญชีเงินฝากแบบฝากประจำ ทำแล้วเก็บเข้าธนาคาร เอาแบบฝากเข้าอย่างเดียว ไม่ถอนเลย ลองดูสัก 1-2 ปีสิว่า เงินเรามันจะมีเท่าไหร่แล้ว และก็เอาเงินจำนวนนี้ไปลงทุนต่างๆ ต่อไป

    สรุป

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับอาชีพรวยเร็ว จริงๆ ยังมีอีกหลายอาชีพนะครับที่ทำให้เรารวยได้ ผมคิดว่าแทบจะทุกอาชีพหล่ะครับ ถ้าเราทำงานได้เงินสูงๆ ได้มาก็ใช้หมด อย่างนี้ทำอาชีพอะไรก็ไม่รวยครับ แต่ถ้าทำงานมารู้เก็บรู้จักออม อย่างนี้ทำอาชีพอะไรก็มีสิทธิ์รวยได้ครับ ถ้าท่านเป็นพนักงงานประจำแล้วอยากรวยเร็ว ท่านต้องเก็บเงินให้อยู่ ไม่ว่าจะมากจะน้อย ขอให้เก็บให้ได้ เป็นใบเบิกทาง เป็นกำลังใจให้กับตัวเอง แล้วนำมาไว้ลงทุนในกิจการงานต่างๆ นั่นเป็นหนทางที่โอกาสทำให้รวยได้ครับ

    ซึ่งหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการสร้างความร่ำรวย ที่ไม่ว่ารวยเร้วหรือรวยช้าก็ต้องมีเหมือนกัน คือ ต้องมีความรู้ในสิ่งที่ก่อให้เกิดเงิน และต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำ

    ดังนั้นถ้าอยากรวยเร็ว ให้หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการสร้างความร่ำรวยทั้งหลายมาอ่าน ให้อ่านหนังสือ หรือเข้าสัมมนาเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เรากำลังทำ โดยเฉพาะต้องพัฒนาตัวเองให้มีทักษะการขายและการตลาดเก่งๆ เพราะทักษะนี้ก่อให้เกิดเงิน และถ้ามีโอกาสให้หาเวลาสนทนา หรือฟังคนประสบความสำเร็จเขาพูดกัน ดูว่าคนรวยเขาเริ่มต้นสร้างชีวิต เขาทำธุรกิจกันอย่างไร เขามีแนวคิดและวิธีการอย่างไร ถ้าเราศึกษาเรียนรู้จากคนสำเร็จและคนที่รู้จริง การสร้างความร่ำรวยก็เป็นไปได้ครับ

  • ประโยชน์ของการออมเงิน

    สำหรับใครที่คิดจะออมเงิน แต่ก็ยังรีรอไม่ได้ออมเงินสักที ผมก็จะแนะนำให้ลองอ่านบทความนี้ดู ชื่อบทความว่า ประโยชน์ของการออมเงิน ว่าการออมเงินนั้นมันดีกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน และอนาคตแค่ไหน มาเริ่มศึกษษประโยชน์ของการออมเงินกันเลยครับ

    ประโยชน์ของการออมเงิน

    – การออมเงินนั้นสามารถทำให้อนาคตคุณดูสดใส และเพิ่มความมั่งคงต่อฐานะความเป็นอยู่ของคุณได้
    – เงินออมสามารถช่วยให้คุณสามารถนำเงินก้อนนี้ไปเรียนต่อได้ เช่น ปริญญาตรี หรือปริญญาโท
    – เงินออมสามารถเก็บไว้ เพื่อเป็นเงินในการจัดงานแต่งงาน หรือเก็บไว้ใช้หลังจากการแต่งงาน หรือจะเก็บไว้ไปฮันนี่มูนก็ยังได้
    – เก็บเงินออมเผื่อไว้ใช้เวลาที่เราอยากไปเที่ยวไหน เช่น ในเอเชีย หรือในยุโรป หรือในสถานที่ที่คุณฝันไว้ อยากไปสักครั้ง เงินออมตรงนี้จะช่วยเหลือเราเอง
    – เงินออมเก็บไว้เพื่อในนำซื้อบ้าน ซื้อรถ หลายคนเลือกที่จะจ่ายเงินสด แทนการผ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภาระ และมีดอกเบี้ยตามติดมาเป็นหางว่าว และเลือกที่จะจ่ายเงินก้อนเมื่อพร้อม เพื่อยามหลับจะได้นอนสบาย ไม่ต้องกังวลว่า เงินช็อตเมื่อไหร่ จะโดนเค้ามายึดรถ หรือยึดบ้านกลับไป
    – การออมเงินเป็นการเก็บเงินเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เป็นต้นว่าหากวันข้างหน้าคุณประสบอุบัติเหตุโดยมิได้คาดคิด ก็มีเงินออมก้อนนี้คอยช่วยคุณ
    – เงินออม นั้นสามารถนำไปช่วยคนในครอบครัวของคุณที่เกิดป่วยไม่สบายกะทันหัน สามารถนำไปช่วยโดยที่การเงินของเราไม่สะดุด หรือไม่ช็อต
    – เงินออมช่วยคุณในยามแก่เฒ่า ช่วยให้คุณมีเงินใช้จ่ายต่อ ในเวลาที่คุณไม่มีเรียวแรงทำงานต่อแล้ว
    – ยามคุณแก่ชราลง สังขารของคนเราย่อมไม่เที่ยง มีโรคนั้นโรคนี้มารุมเร้า คุณก็จะได้มีเงินรักษาโรคภัยต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้า
    – การออมเงินยังช่วยให้คุณบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการในอนาคตได้อีกด้วย เช่น คุณต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเองภายในเวลาสองปี
    การออมเงินของคุณช่วยทำให้คุณมีเงินซื้อรถยนต์ได้
    – การออมเงินทำให้คุณมีเงินที่จะนำไปลงทุน หรือทำธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำมาสร้างฐานะความมั่นคงให้แก่คุณ ครอบครัว และลูกหลานต่อไปในอนาคตได้
    – เงินออมสามารถส่งต่อเป็นมรดกต่อลูกหลานได้
    – ในยามที่เราแก่ชรา แต่ไม่มีลูกหลาน เงินออมของเรายังนำไปเข้าวัดวาอาราม หรือมูลนิธิต่างๆ ได้ สร้างบุญสร้างกุศล เพื่อเป็นเสบียงไว้เลี้ยงตัวในยามที่เราไม่มีลมหายใจแล้ว
    – และสุดท้ายการออมเงินทำให้เราไม่ม่หนี้ ที่คนส่วนใหญ่เป็นหนี้เพราะไม่มีเงินออม ต้องการเงินก้อนไปใช้ และเงินที่ได้มาก็ต้องไปผ่อนใช้หนี้ อีกส่วนก็นำไปหมุนเวียนในการใช้ตามวิถีชีวิตของแต่ละคน ซึ่งคนไม่มีหนี้ นอนหลับสบายกว่าคนมีหนี้เยอะเลยนะครับ ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหนี้จะมาเมื่อไหร่

    จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงความสำคัญบางส่วนเล็กๆ เท่านั้นนะครับ ซึ่งเงินที่ได้จากการออมยังมีประโยชน์อีกมาก หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่าประเทศที่มีปริมาณเงินออมสูง จะมีการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถนำเงินออมที่มีเป็นเงินทุนในการพัฒนาประเทศ และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานส่งเสริมศักยภาพการลงทุนของประเทศ ไม่ต้องไปติดหนี้ติดสิน ขอยืมเงินกู้จากต่างประเทศ เพราะจะยิ่งทำให้เราเสียดุลการค้าต่างประเทศมากขึ้น และอาจเกิดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย

    จากประโยชน์ของการออมเงินต่างๆ ที่ได้กล่าวมา ล้วนแล้วแต่สร้างผลประโยชน์ให้แก่ชีวิตของผู้ออมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง พนักงานเอกชน หรือข้าราชการ ถ้ามีเงินออมแล้ว ก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง และครอบครัวสบายไปด้วย เพราะความสุขของครอบครัว เกิดขึ้นจากรากฐานของความมั่นคงทางฐานะ และทรัพย์สิน ของคนที่อยู่ในครอบครัว

    ซึ่งการออมเงินนั้น ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ จะอยู่ในช่วงวัยไหน ก็สามารถที่จะออมเงินได้ เพียงแต่ถ้าคุณยอมเปิดใจ และรักในการออมเงิน ชีวิตที่ดี และความมั่นคงของคุณก็จะอยู่ตรงหน้า ไม่มีคนไหนในโลกที่ออมเงินแล้วเป็นทุกข์ มีแต่จะทำให้เกิดแต่ความสุขความเจริญในชีวิต เว้นแต่ผู้ที่ออมไม่เป็น ซึ่งผู้ที่ออมไม่เป็น จะมีลักษณะเป็นผู้ออมอย่างเดียว ไม่เป็นผู้บริโภค จะเรียกคน จำพวกนี้ว่า “ขี้งก” การออมเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดแต่ความทุกข์ การออมเงินที่ดีนั้น ควรออมแต่พอดีไม่เบียดเบียนความสุขของตนเองจนต้องทำให้เป็นทุกข์ เพราะการออมคือการที่รายได้หักกับรายจ่าย ซึ่งเงินที่เหลือนั้นจะกลายมาเป็นเงินออม และเงินที่ออมในวันนี้จะไม่ได้สูญหายไปไหน แต่เงินจำนวนนี้จะกลับมาให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ออมในอนาคต

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการออมเงินนั้นดีแค่ไหน จากคำที่มีคนกล่าวว่า “ไม่มีใครที่จะแก่เกินเรียน” ถ้าหากจะเปลี่ยนเป็น “ไม่มีใครที่จะแก่เกินออม” ก็จะดูเข้าท่าไปอีกแบบ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นวันนี้ยังไม่สายที่จะออม เพื่อรากฐานที่มั่งคงของเราในอนาคต

  • วลีอมตะ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

    ทุกชีวิตล้วนเกิดมามีค่าด้วยกันทั้งนั้น แต่การใช้ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องตัดสินอย่างหนึ่งได้ว่า คุณค่าในตัวที่มี ขณะนี้เพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง

    มีวลีอมตะที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” ให้เราได้ยินกันอยู่เสมอ ในความหมายของประโยคนี้บ่งบอกได้ว่า สำหรับคนที่ทำงานล้วนก่อให้เกิดคุณค่าในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อผลของงานออกมาดีแล้ว งานนี่แหละที่จะช่วยต่อยอดชีวิตของเราให้ก้าวกระโดดไปสู่จุดยืนที่สมสง่า อีกทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจให้ตัวเราได้ก้าวอย่างมาดมั่นต่อไป

    สำหรับผมแล้ว ก่อนหน้านั้นผมมักเชื่อว่าตัวเราทุกคนเกิดมาล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น แต่คุณค่าของเราจะมีเพิ่มขึ้นหรือลดปริมาณน้อยลง อันนี้อยู่ที่ตัวเราแล้วว่าการกระทำของเราเป็นอย่างไร หลายคนที่มีใจรักการทำงาน เขามักสร้างคุณค่าในผลงานให้เกิดขึ้น เมื่อเขาเป็นที่ชื่นชมของเจ้านายและเพื่อนร่วมงานแล้ว เมื่อนั้นชีวิตเขาก็เท่ากับได้สร้างคุณค่าในตัวเองให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นไปอีก

    แต่คนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่เห็นความสำคัญของการทำงาน หรือเป้าหมายในการดำเนินชีวิต คนแบบนี้ นอกจากไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว การกระทำของเขาย่อมถือเป็นการตัดทอนคุณค่าในตัวเองที่เคยมีมาให้ลดน้อยลง บางคนเผลอลดคุณค่าในตัวจนกระทั่งหมดหายไปโดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว

    การทำงานอย่างตั้งใจเพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพย่อมถือเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่งานและตัวเองได้ แต่คนที่อยู่ไปวันๆ เปรียบดั่งคนที่เฝ้าแต่รินน้ำลงผืนทราย ใช้เวลาว่างเปล่าให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์เฉกเช่นทรายที่ไม่อาจอุ้มน้ำไว้ได้ เราจึงไม่มีแก่นสารอะไรในชีวิตให้ภาคภูมิใจ

    แต่ถ้าหากเราลองผันตัวเองมาเป็นชาวประมงออกเรือหาปลา เราก็ย่อมได้ปลามาขาย สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองและครอบครัว นี่แหละการมองโลกอย่างเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน คนที่รู้ว่าตัวเองรักและอยากทำอะไร มักจะรีบลงมือทำ สร้างงานสร้างความฝันนั้นให้เป็นรูปร่าง แม้ความฝันอาจยังไม่สำเร็จในนาทีที่ทำ หากผลแห่งความภูมิใจที่ได้ทำแล้วต่างหาก ที่สะท้อนบอกใจตัวเองว่า เราสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในชีวิตได้แล้ว

    สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะมีต้นตอความฝันมาจากเรื่องเล็กหรือใหญ่ แม้อาจเป็นแค่แม่ค้าขายส้มตำไก่ย่าง เป็นพนักงานทำความสะอาดตามห้างหรือโรงแรม เป็นพนักงานกวาดถนนข้างทาง หรือแม้จะมีอาชีพเล็กๆ อย่างนั่งเย็บผ้าอยู่กับบ้าน แต่เหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นงานไร้ค่าเลย ตรงกันข้าม การลงมือทำให้ผลงานเกิดขึ้นต่างหาก คือ สิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่เราได้อย่างแท้จริง

    คนที่มีความคิดและดิ้นรนมุ่งสู่เป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ มักเปลี่ยนจุดยืนตัวเองจากวันวานที่เล็กๆ มาเป็นจุดยืนที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เพราะคุณค่าในตัวเราถ้าเราไม่เห็น แล้วใครจะเห็น อยากเป็นคนที่ก้าวหน้า มีอนาคตที่ดีกว่า จงจำไว้ว่าอย่าหยุดยืนอยู่แค่ตรงนี้ ต้องก้าวไปข้างหน้า สร้างสรรค์ผลงานในชีวิตให้เกิดขึ้นมา สมดังประโยคที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” กันทุกท่านนะครับ

  • 7 วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ

    วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ
     

    ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องมีเป้าหมายในชีวิตกันอย่างแน่นอน คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต จะอยู่ไปแบบวันๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำอะไร บางคนคิดเป้าหมายที่ตัวเองต้องทำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น เด็กๆ ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่ง จนกระทั่งได้เข้ามาสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ หรือบางคนเมื่อโตขึ้นก็คิดเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำขึ้นได้ เช่น อยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย และมีเมตตาบริจาคเงิน อย่างนี้เป็นต้น

    เพราะฉะนั้นเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจจะคล้ายกัน แต่ไม่มีเหมือนกัน สุดท้ายแล้วก็เพื่อตอบโจทย์ชีวิตให้กับตัวเองในด้านต่างๆ เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของตนเอง ซึ่งเป้าหมายใหญ่ๆ อาจจะเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากเป้าเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นไป เหมือนสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างที่ต้องใช้เวลา ใช้ความมานะพยายามที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้

    บางคนอาจจะถามว่าการมีเป้าหมายในชีวิตนั้นสำคัญมากหรือเปล่า ก็ต้องขอตอบเลยว่าสำคัญมากครับ เรือที่แล่นไปไม่มีทิศทาง ย่อมวนอยู่ในทะเล ชีวิตเราจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมายให้คว้ามา ตัวผมเองก็ทำไม่ได้ถ้าอยู่โดยไม่มีเป้าหมายในชีวิต มันจะทำให้ผมเหมือนอยู่ไปวันๆ เหมือนชีวิตไม่มีอะไร

    เอาหล่ะครับ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปอ่าน 7 วิธีการทำเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ กันเลยครับ

    1.ตัดสินใจให้ได้ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร

    ในข้อที่หนึ่งนี้ ขอให้เราตัดสินใจไว้อย่างแน่วแน่ว่า ในชีวิตนี้เราต้องการอะไร เราอยากเป็นอะไร ให้ลองคิดทบทวนในเวลาว่างๆ ทำสมองให้ปลอดโปร่ง อาจจะทำสมาธิแบบเบาๆ กำกับไปด้วย ให้เราจะรู้แน่ชัดว่าเราต้องการอะไร หรือเราเกิดมาเพื่อทำอะไร บางคนอยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย บางคนอยากเป็นนักร้องที่โด่งดัง บางคนอยากเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เราต้องเจาะจงลงไปเลยจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ จริงจังในความฝันของตัวเอง อย่าตั้งความต้องการต่างๆ เพราะคนอื่นบอกให้ทำ เพราะถ้าคนอื่นหยุดบอกคุณเมื่อไหร่ คุณก็ไม่ทำต่อ เช่น มีคนบอกอยากให้คุณเป็นนักเพาะกาย เพราะคุณจะได้ดูดีตัวใหญ่ขึ้น คุณก็เลยทำ แต่สุดท้ายคุณทำไปด้สักพักก็เบื่อ และหยุดทำ เนื่องจากว่ามันไม่ได้เป็นความปรารถนาจากคุณโดยตรง อย่างนี้เป็นต้น

    2.เขียนสิ่งที่เราต้องการ

    เขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปในกระดาษสักใบ แปะไว้ในที่ๆ เราทำงาน หรือแปะไว้ที่ข้างฝา หรือแปะไว้ในที่ๆ เราเห็นได้สะดวก เอาไว้มาดูในวันรุ่งขึ้น หรืออาทิตย์ถัดไป เป็นการดูว่าเราต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่ความปรารถนาแค่ชั่วครู่ ถ้าเราไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจริงๆ พออาทิตย์ถัดไป เรามาดูสิ่งที่เราปรารถนา เราอาจจะขำตัวเองว่าเราต้องการเป็นในสิ่งนี้หรือนี่ ผมอยากให้ลองมองนะครับว่า ถ้าสิ่งที่เราต้องการเป็น หรือต้องการทำจริงๆ ถ้าเราไม่ได้สิ่งนั้นมา เราจะเกิดความพยายามในการหา ในการสร้างสิ่งนั้นมาให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ

    3.กำหนดเวลาให้กับเป้าหมาย

    เราต้องกำหนดเวลาว่า เราจะทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จในวันไหน เดือนไหน ปีไหน ให้ระบุลงไปอย่างชัดเจน อย่าปล่อยให้ความสำเร็จเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือวาสนาแต่อย่างเดียว ทำมันให้เป็นจริงด้วยขอบเขตเวลาที่เรามีด้วย หรืออย่าเชื่อหมอดูมากจนเกินไป เช่น หมอดูบอกไว้ว่า ปีนี้เราจะรวย แต่ถ้าเราไม่ขวนขวายรอโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ พอถึงสิ้นปีเราอาจจะยังไม่รวยเหมือนเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อตัวคุณเองเป็นอันดับแรก โชคชะตาแพ้ความพยายามของคุณครับ

    4.ดูว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร

    ให้เราอ่านแต่ละเป้าหมายของเราออกมา อ่านทุกวัน ครั้งละ 5-10 นาทีก็ได้ครับ จะอ่านในใจ หรือเปล่งเสียงออกมาก็ได้ครับ เป็นการตอกย้ำลงไปในจิตใต้สำนึกของเรา แต่ธรรมชาติของมนุษย์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะมีเป้าหมายหลักๆ แค่เป้าหมายเดียว ขอให้เราทำเป้าหมายหลักให้สำเร็จก่อน พยายามหาวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เป้าหมายเป็นจริง อาจจะค้นคว้าหาข้อมูล หรือพบผู้รู้ เข้าคอร์สสัมมนา หรือทำสมาธิในเวลาว่างเพื่อให้ไอเดียดีๆ ออกมา การตามหาเป้าหมายเป็นสิ่งที่สนุกมาก ถ้าเป้าหมายนั้นคุณปรารถนาจริง ๆ เมื่อคุณได้ถึงสิ่งนั้นแล้วคุณจะมีความสุขมาก

    5.จัดวางแผนการก้าวไปหาเป้าหมาย

    การก้าวไปหาเป้าหมาย ก็ต้องมีการวางแผนงานเหมือนกันครับ ให้เขียนออกมาว่า ลำดับแรกนี้ วันนี้เราจะทำอะไรให้ถึงเป้าหมาย พรุ่งนี้จะทำอะไร อาทิตย์หน้าจะทำอะไร หรือเดือนหน้าจะทำอะไรต่อ มันอาจะใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีสำหรับเป้าหมายใหญ่ มันดูง่ายๆ แบบนี้ แต่ว่ามันทรงพลังทีเดียว แต่ก็ต้องทำเป้าหมายเล็กให้สำเร็จก่อนนะครับ แล้วเป้าหมายใหญ่ก็จะตามมาครับ

    6.ลงมือปฏิบัติให้ถึงเป้าหมาย

    ในขั้นตอนนี้ไม่ต้องเขียน แต่ทำให้เต็มที่ ก้าวไปให้สุด อย่าให้อุปสรรค หรือคำหัวเราะดูถูกของคนอื่นๆ มาบั่นทอนกำลังใจคุณ ขวากหนามมีไว้ให้ก้าว ถ้าตำไปแล้วเจ็บให้เป็นบทเรียน มองเป้าหมายเข้าไว้ อย่าละสายตาออกจากเป้าหมาย เมื่อคุณละสายตาออกมา มันจะเหมือนนักรบวางธนู แน่นอนว่าจะไปหยิบธนูขึ้นมาอีกที อาจจะไม่ทันการซะแล้ว

    7.สร้างความสำเร็จให้ต่อเนื่อง

    เมื่อวันนี้ทำสิ่งที่เขียนไว้เพื่อให้ถึงเป้าหมายสำเร็จแล้ว อย่ามัวดื่มด่ำกับความสำเร็จ เหมือนแม่ทัพที่ไม่ให้ตัวเองพลาดจากการโจมตีของข้าศึก เมื่อคุณถึงเป้าหมายโดยใช้ความพยายาม รางวัลที่คุณต้องการได้มันมา มันจะเป็นของคุณ อย่างที่คุณเองก็ไม่สงสัยในความสำเร็จครั้งนี้เลย และความสำเร็จในเป้าหมายในครั้งนี้จะเป็นกำลังใจให้กับตัวเราในการสร้างความสำเร็จในครั้งหน้า

    ผมก็ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำเป้าหมายในชีวิตให้เป็นจริงและสำเร็จนะครับ

  • 13 วิธีปิดการขาย ที่นักขายต้องรู้

    วิธีปิดการขาย
     

    ถ้าพูดถึงนักขายมือทองทุกคน นอกจากจะต้องรู้วิธีการนำเสนอสินค้าอย่างไรให้ดูน่าสนใจ และให้ดูน่าซื้อแล้ว นักขายมือทองยังรู้เทคนิควิธีปิดการขายแบบมืออาชีพ และถ้าตอนนี้คุณเป็นพนักงานขายสินค้า ที่มีความสามารถในการนำเสนอสินค้าได้อย่างน่าสนใจ แต่คุณไม่รู้ว่าจะปิดการขายสินค้านั้นๆ ได้อย่างไร คุณรู้หรือไม่จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบนั้นง่ายมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณอาจจะขายสินค้าไม่ได้เลย หรือขายได้น้อยมาก และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เราจึงได้รวบรวมเทคนิควิธีปิดการขายจากนักขายที่มีประสบการณ์จริง นำมาให้คุณได้อ่าน ในเนื้อหาด้านล่างต่อไปนี้

    1. รู้ใจลูกค้าก่อน

    การที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านเรา แล้วดูสินค้าของเราไปทีละตัวๆ แล้วไม่ซื้อ แล้วก็เดินไป แล้วเราก็นั่งเฉยๆ อยู่เหมือนเดิม ครั้งต่อไปให้เปลี่ยนใหม่นะครรับ เวลาลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน เราจะต้องรู้ใจลูกค้าก่อน โดยการเข้าไปถามลูกค้าว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ/คะ ถ้าคุณเจอลูกค้าที่สนใจสินค้าในร้านจริงๆ ลูกค้าก็จะบอกสิ่งที่เค้าต้องการมา เช่น ร้านเราขายเสื้อกันหนาว ลูกค้าก็อาจจะตอบกลับมาว่า “พอดีว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องการเสื้อแขนยาวหนาๆ หน่อย” จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะแนะนำเสื้อแต่ตัวที่เรามีว่าหนาแค่ไหน ใส่แล้วอุ่นสบาย แต่ถ้าไปถามลูกค้าแล้ว ลูกค้าตอบกลับมาว่า “ขอเดินๆ ดูก่อน” อันนี้เราก็ต้องปล่อยให้เค้าเดินดูไปก่อน เราก็กลับไปนั่งที่เดิม

    เพราะผู้ที่เข้ามาในร้าน จะมีผู้ที่ต้องการซื้อจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ซื้อร้านเรา ก็ซื้อร้านอื่น และก็ลูกค้าที่ต้องการเดินๆ ดูก่อน เนื่องจากยังไม่ได้จำเป็นที่จะใช้สินค้านั้น แค่เข้ามาดูเฉยๆ ฉะนั้นการรู้ใจลูกค้าก่อน จะทำให้เราสามารถ focus ไปที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ ได้

    2. เสนอทางเลือก

    วิธีนี้นักขายมืออาชีพจะถนัดมากเป็นพิเศษ มันเป็นการเสนอทางเลือกเพื่อปูทางไปสู่การปิดการขาย เช่น คุณต้องการสีแดง หรือดีดำดีครับ หรือคุณต้องการของแถมชิ้นไหนดีครับ เดี๋ยวผมไปหยิบให้ดูครับ ประโยคในลักษณะนี้จะทำให้ลูกค้าตอบ โดยการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คุณเสนอมา โดยลืมไปเลยว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ซื้อก็ได้

    3. ชี้นำถึงการขาย

    วิธีนี้ใกล้เคียงกับวิธีแรกมาก มักใช้ในกรณีที่ไม่มีสินค้าให้กับลูกค้า เช่น ลูกค้าถามถึงร่มสีแดง แต่ร่มสีแดงที่ร้านของคุณขายหมดแล้ว คุณก็สามารถชี้นำให้ลูกค้าสนใจสีอื่นแทนได้ เช่น ขอโทษนะครับ ร่มสีแดงของเราหมดแล้ว คุณพี่ลองเลือกสีอื่นดูสิครับ หรือร่มสีแดงของเราหมดแล้วนะครับคุณพี่ แต่ทางร้านเรายังมีร่มสีเขียวกับสีน้ำเงินอยู่นะครับ สนใจลองชมดูมั้ยครับ เป็นต้น

    4. ชี้นำถึงความปลอดภัย

    วิธีนี้อิงปัจจัยพื้นฐานทาด้านจิตใต้สำนึกของคน โดยปกติแล้วจิตใต้สำนึกของเราจะเลือกสิ่งที่ดี และปลอดภัยเอาไว้ก่อน ดังนั้นเวลาที่คุณขายอะไรก็ตาม คุณจงชี้ถึงความปลอดภัยของสินค้าด้วย เช่น เมื่อคุณเป็นเซลล์ขายรถ คุณได้เสนอขายรถให้กับลูกค้าที่สนใจมาชมรถ รถโดยรวมนั้นดีแล้ว แต่ลูกค้ายังลังเลใจไม่ซื้อ ก็ให้คุณนำเสนอเรื่องระบบความปลอดภัยของรถ ว่ามีระบบตัวถึงที่แข็งแกร่งอย่างไร รวมไปถึงมีระบบกันขโมยที่ดีเยี่ยมอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น

    5. ประโยชน์ของสินค้า

    วิธีนี้ให้คุณนำเสนอสินค้าโดยการนำเสนอประโยชน์ของสินค้า เชื่อมโยงเข้ากับตัวของลูกค้า เช่น บอกลูกค้าของคุณไปว่าจะได้รับประโยชน์อะไรจากสินค้าชนิดนี้ เพราะลูกค้าบางคนมีความลังเลสงสัยว่าซื้อไปแล้วจะใช้เอาได้จริงมั้ย หรือมีประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อลูกค้าเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด ก็ให้คุณทำการปิดการขายได้ทันที

    6. สังเกตปฏิกิริยาการตอบตกลงหรือการยอมรับ

    หมายถึงภาษากายของลูกค้าที่บ่งบอกว่าลูกค้าตกลงจะซื้อสินค้าของคุณแล้ว วิธีนี้คุณฝึกได้จากการสังเกต คือ การสังเกตน้ำเสียง และกิริยาท่าทางของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าของคุณโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อฟังคุณพูด ซึ่งแปลว่าเขากำลังสนใจ หรือทำทางอื่นๆ ที่ดูสนใจสินค้าของคุณมาก จังหวะนี้คุณก็สามารถพูดปิดการขายได้เลย

    7. ทุกอย่างต้องง่าย และสะดวก

    เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายในการขายสินค้าของคุณ คุณต้องจัดการพูดให้ดูเหมือนทุกอย่างมันง่าย และสะดวกมาก เพราะมนุษย์เราไม่ชอบอะไรที่มันยาก และซับซ้อน มนุษย์เราชอบอะไรที่มันง่าย และสะดวก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการได้ข้อมูลจากลูกค้า ถ้าคุณให้ลูกค้าของคุณกรองข้อมูลเองโดยตรง พวกเขาอาจจะรู้สึกว่ามันยุ่งยาก จึงไม่อยากจะกรอกข้อมูล แต่ในทางกลับกันถ้าคุณสอบถามแล้วทำการกรอกข้อมูลเอง ลูกค้าของคุณจะยินดีให้ความร่วมมือด้วย วิธีนี้นักขายประกันจะใช้กันมากคือ กรอกข้อมูลแทน ทำทุกอย่างแทนหมด ลูกค้าทำเพียงแค่จ่ายเงิน เป็นต้น

    8. ปูทางด้วยความเห็นชอบ

    เมื่อคุณนำเสนอทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าของคุณเสร็จแล้ว และเห็นสมควรแก่การปิดการขาย คุณอาจจะปูทางสู่การปิดการขาย โดยการพูดอะไรก็ได้ ถามอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวข้องกับตัวลูกค้า และตัวสินค้า แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าทุกคำถามของคุณนั้นลูกค้าของคุณต้องตอบเห็นด้วย หรือตอบว่าใช่ จริงด้วย ตกลง เป็นต้น และคำถามสุดท้ายของคุณ ก็คือคำถามปิดการขาย เช่น รับกี่ชิ้นดีครับ รับสีไหนดีครับ รับของแถมเป็นอะไรดีครับ ให้ผมจัดส่งสินค้าไปที่ไหนดีครับ เป็นต้น

    9. กระตุ้นด้วยเวลา

    วิธีนี้เป็นการจำจัดเรื่องของเวลา กดดันให้ลูกค้ารีบตัดสินใจซื้อสินค้าก่อนที่จะหมดเวลาจำหน่าย เช่น
    – คุณพี่ครับ เราลดวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ถ้าคุณพี่ไม่รับสินค้าวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะขึ้นราคาตามปกติแล้วนะครับ
    – ทางร้านของเราให้โปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ 50% เฉพาะลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อก่อนวันอาทิตย์นี้เท่านั้นครับ
    หรือทำการลดราคาตามเทศกาลต่างๆ เช่น ลดราคาตามเทศกาลสำคัญๆ ต่างๆ แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย เพราะโดยปกติในช่วงเทศกาลส่วนใหญ่ลูกค้าจะมาจับจ่ายใช้สอยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าร้านของเราช่วงก่อนเทศกาลขายได้ไม่ค่อยดี เราก็ต้องลองใช้วิธีลดราคาเฉพาะในช่วงเทศกาล เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ไม่ให้ติดลบก็ยังดี ซึ่งวิธีกระตุ้นด้วยเวลานี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องเลิกลังเลแล้วตัดสินใจซื้อเลย

    10. กระตุ้นด้วยจำนวน

    วิธีนี้เป็นการจำจัดเรื่องของจำนวน เพื่อเป็นการทำให้ให้ลูกค้าต้องตัดสินใจซื้อเดี๋ยวนั้นเลยทันที เพราะสินค้ามีจำนวนจำกัด ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ลูกค้าอาจจะพลาดโอกาส ไม่ได้สินค้าเลยก็เป็นได้ เช่น
    – ร้านของเราเหลือรองเท้ายี่ห้อนี้เพียงแค่ 50 คู่เท่านั้น หมดแล้วหมดเลย
    – กางเกงลายนี้มีอยู่สองตัวสุดท้ายในร้านเราแล้วครับคุณลูกค้า ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าทางโรงงานจะผลิตลายนี้อีกรึเปล่า เป็นต้น
    วิธีกระตุ้นด้วยจำนวนนี้คุณต้องใช้มัน เมื่อแน่ใจว่าลูกค้าอยากได้จริงๆ และเห็นคุณค่าของสินค้า

    11. ราคาเท่าทุนแล้ว

    วิธีนี้สำหรับ ผู้ขายที่เจอลูกค้าตื้อให้ลดไปเรื่อยๆ เช่น เสื้อยืดตัวละ 100 บาท ซื้อ 3 ตัว ลูกค้าต้องจ่าย 300 บาท แต่ขอลดเป็น 250 บาท เราก็อาจจะพูดในทำนองว่า 250 บาท นี่ราคาทุนแล้วนะครับ ขอกำไรผมนิดหน่อยได้มั้ยครับ ซัก 270 บาทละกันครับ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะดูดีกว่าเวลาที่ลูกค้าต่อ แล้วเราพูด ลดไม่ได้แล้วครับ/ค่ะ สำหรับตลาดในประเทศไทยการตั้งราคาสินค้าควรเผื่อไว้สักหน่อย สำหรับสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในห้างที่ราคา fix ตายตัว เพราะเอาราคาเผื่อไว้ให้ลูกค้าต่อราคา วิธีราคาเท่าทุนนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่กล้าต่อรองคุณมากไปกว่านี้อีกแล้วหล่ะ

    12. เอ่ยคำชมลูกค้า

    วิธีนี้เหมาะกับการขายเสื้อผ้านะครับ เวลามีคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายสนใจมาซื้อเสื้อผ้าในร้าน และได้ลองเสื้อผ้า เมื่อลองเสร้จก็ยังไม่มีความมั่นใจที่จะซื้อ กลัวใส่แล้วไม่สวย หรือหล่อ หน้าที่นี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะกล่าวชมเชยลูกค้า ว่าเสื้อตัวนี้ กางเกงตัวนี้ เหมาะกับคุณลูกค้ามาก ใส่ออกมาแล้วดูดีมาก ก็จะทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น จนยอมซื้อเสื้อผ้าในร้านเรา ทุกคนล้วนชอบการถูกยกย่องชมเชยจากผู้อื่น ดังนั้นการที่คุณเอ่ยคำชมเชยกับลูกค้า ก็จะทำให้ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกดี เกิดความมั่นใจ จนยอมซื้อเสื้อผ้าในร้านเรา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการพูดชมเชยเด็ดขาด

    13. รับประกันตัวสินค้า และบริการหลังการขาย

    ส่วนใหญ่แล้ววิธีรับประกันตัวสินค้า และบริการหลังการขายจะเหมาะกับพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า รับประกันเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในตัวสินค้า ว่าซื้อไปแล้ว ถ้าเครื่องใช้ไม่ได้ หรือชิ้นส่วนตรงไหนพัง ให้นำมาเปลี่ยนได้ฟรีภายในกี่วัน หรือในกรณีสินค้าชิ้นใหญ่มากๆ ถ้าซื้อแล้วมีการส่งสินค้าไปที่บ้านหรือไม่ ฟรีหรือไม่ ซึ่งนักขายต้องคอยบอกลูกค้าให้ชัดเจน ลูกค้าจะได้อุ่นใจ ว่าซื้อไปแล้ว จะมีรถไปส่งสินค้าที่บ้าน หรือถ้าเสีย ก็เรียกช่างของศูนย์ไปซ่อมได้ อย่างนี้เป็นต้น

    อย่าเพิ่งยอมแพ้

    หากคุณได้เสนอขายไปหลากหลายวิธีแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่พร้อมที่ซื้อในวันนี้ ก็อย่าพึ่งถอดใจ เค้าอาจจะมาซื้อใหม่ในครั้งต่อๆ ไปก็ได้ หรือทุกคั้งที่ลูกค้าปฏิเสธ ก็จะยิ่งทำให้เราได้ฝึกการพูดขายสินค้า ทำให้เราชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นปฏิกิริยาของลูกค้าว่า ลูกค้าเวลาจะซื้อ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร หรือลูกค้าไม่ยังไม่พร้อมซื้อจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเป็นนักขายที่เก่งขึ้น

    สรุป

    ทั้งหมดนี้คือวิธีปิดการขายที่นักขายสามารถนำไปใช้งานได้จริง แต่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการวิธีปิดการขาย นักขายต้องรู้วิธีการนำเสนอสินค้า หรือวิธีการขายสินค้าเสียก่อน เพราะการปิดการขายถือเป็นลำดับขั้นสุดท้าย ดังนั้นคุณควรต้องศึกษาเรื่องวิธีการขายสินค้าด้วย เพื่อนำมาผสมผสานกันให้เทคนิควิธีปิดการขายให้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการมากที่สุด

    และวิธีวิธีปิดการขายถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวบุคคล ในทางทฤษฎีอาจจะเขียนไว้มากมาย แต่ในทางปฏิบัติจริงเราจะต้องใชการฝึกฝนจากการขายจริงๆ ประสบการณ์จริงๆ หรือดูวิธีการขายของเซลล์ที่เก่งๆ ในแวดวงสินค้าเดียวกัน คอยเกี่ยวเกี่ยวประสบการณ์ขายให้มีชั่วโมงบินที่สูงขึ้นเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักขายมือทองได้ในที่สุดครับ

    เมื่อมีความฝันต้องทำได้ครับ

  • 9 ขั้นตอน การวางแผนการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    การทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนเมื่อเรียนจบแล้วต้องทำ แต่การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง ดังจะเห็นได้จากนักธุรกิจที่ทำงานในวงการธุรกิจ และประสบความสำเร็จสูงสุด ซึ่งการประสบความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานหลายคนปรารถนา แต่การประสบความสำเร็จในการทำงานของแต่ละคนนั้น มีความพึงพอใจไม่เท่ากัน ซึ่งการประสบความสำเร็จมีหลายอย่าง เช่น การได้เลื่อนตำแหน่ง การได้ขึ้นเงินเดือน การได้รับโบนัสก้อนโต หรือการได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธี และขั้นตอนในการประสบความสำเร็จต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดก็ต้องมีการวางแผนการทำงานไว้แต่เนิ่นๆ ผมก็จะขอนำเสนอบทความ 9 ขั้นตอน การวางแผนการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เชิญอ่านได้เลยคับ

    1. พัฒนาตนเอง

    ซึ่งการวางแผนในการทำงาน ขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จ คุณจะต้องเริ่มตนพัฒนาตนเองในด้านบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพูดการสื่อสาร การเจรจา การวางตัวในสังคม ควรพัฒนาตนเองให้มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นผู้นำเหมาะสำหรับคนวัยทำงานที่กำลังจะประสบความสำเร็จ

    2. พัฒนาทักษะด้านภาษา

    การวางแผนในการทำงานที่จะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จเร็วมากยิ่งขึ้น คุณจะต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาของคุณให้มากขึ้น อย่างน้อยควรสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล การมีทักษะภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะในปัจจุบันนี้การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้คุณสามารถติดต่องานกับชาวต่างชาติได้ ซึ่งถือเป็นอีกโอกาสในการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณได้อีกด้วย และบางบริษัทให้ค่าภาษารวมไปในเงินเดือนเพิ่มด้วย

    3. พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี

    การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการทำให้คุณเจริญก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคุณควรพัฒนาทักษะในด้านของเทคโนโลยีอยู่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยให้การทำงานของคุณเร็วขึ้น หรือโปรแกรมที่ช่วยในการนำเสนองาน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหลักให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในการงานได้

    4. พัฒนาการสื่อสาร

    การสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในการทำงานจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง หรือกับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือกับลูกค้าที่ต้องพบปะเพื่อเสนองาน หรือพบลูกค้าเพื่อทราบความต้องการด้านต่างๆ ของลูกค้า และนำมาปรับปรุง และพัฒนาให้เกิดผลดีสูงสุงต่อการทำงาน การสื่อสารที่ดีจะต้องเป็นการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น และคุณต้องให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือลูกค้าในทุกด้านๆ ของบริการหลังการขายด้วย การสื่อสารสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน หรือการเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ซึ่งการสื่อสารที่ดีนำไปสู่ความสำเร็จได้

    5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    หากคุณต้องการความสำเร็จด้วยการวางแผนการทำงาน คุณควรมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย และลูกค้า เพราะมนุษยสัมพันธ์คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับคนรอบข้าง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้จักผู้คนมากขึ้น การรู้จักคนมากมีผลต่อการทำงาน และการทำธุรกิจ โดยมนุษยสัมพันธ์จะต้องมาจากความจริงใจของคุณ ไม่เสแสร้ง หรือแกล้งแสดงออกมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณเอง

    6. สามารถแก้ไขปัญหาได้

    การทำงานนั้นควรมีการวางแผนในการทำงาน เนื่องจากการทำงานมักมีปัญหามาให้เราต้องขบคิดแก้ปัญหาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นคุณที่ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คุณควรที่จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด การแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่คนจะประสบความสำเร็จในการทำงานต้องมีทุกคน เพราะปัญหาเปรียบเสมือนบททดสอบที่เข้ามาระหว่างการเดินทางไปสู่การประสบความสำเร็จ

    7. มีความรับผิดชอบ

    ถ้าคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน การวางแผนการทำงานจะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานในทุกๆ ส่วนที่รับผิดชอบ รวมถึงหากคุณเป็นหัวหน้างาน คุณจะต้องสามารถรับผิดชอบ และมอบหมายงานให้กับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำงานให้สำเร็จ และการทำงานเป็นทีมก็สำคัญเช่นกัน หลายครั้งที่ความสำเร็จในงานหนึ่งๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว ดังนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญของคุณที่มีเป้าหมายในการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

    8. การตรงต่อเวลา

    การตรงต่อเวลา เป็นการวางแผนการทำงานที่นำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความตรงต่อเวลาในที่นี้ คือ การตรงต่อเวลาในการทำงานและมีเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน มีความตรงต่อเวลาในการส่งงาน การนัดพบลูกค้า หรืออื่นๆ ที่ช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น และประสบความสำเร็จในการทำงานอย่างยั่งยืน การตรงต่อเวลานอกจากจะเป็นการวางแผนการทำงานแล้ว ยังเป็นข้อปฏิบัติที่นักธุรกิจหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานยึดถือปฏิบัติ

    9. คิดบวก

    การคิดบวกในเรื่องการทำงาน และในทุกๆ เรื่องนั้น ล้วนส่งผลดีต่อการวางแผนการทำงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยการคิดบวกนั้นก็คือ การคิดในแง่ที่ดี ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มความผ่อนคลายให้กับคุณ รวมถึงยังช่วยทำให้สามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยาก หรือไม่สามารถแก้ไขได้ สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้นด้วย

    สรุป

    การวางแผนการทำงานนั้นช่วยทำให้คุณสามารถก้าวไปสู่การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ ซึ่งเริ่มจากความตั้งใจของคุณเสียก่อน เพราะความตั้งใจเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ไม่เฉพาะความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น

  • วิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    วิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    อุปสรรคของการทำงานที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จก็คือ ความท้อแท้นั่นเอง เพราะหากเกิดอาการท้อแท้หมดหวังก็พลอยทำให้การงานและเรื่องอื่นๆแย่ลงไปด้วย เพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้วิธีการทำงานประสบผลสำเร็จได้นั้น ก็คือความขยันนั่นเอง เพราหากไม่ขยันงานก็คงจะไม่เสร็จอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การทำงานให้ประสบความสำเร็จยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สติ หรือกำลังใจ เพราะหากขาดอย่างหนึ่งอย่างใด ก็อาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จนั่นเอง

    ความคาดหวังกับวิธีการทำงาน

    ปัจจุบันยุคสมัยได้เข้าสู่โลกแห่งการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี และด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่มีการแข่งขันกันตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าในวัยทำงานยุคสังคมนี้บางคนที่ขยันมากมาย ทำงานตัวเป็นเกลียวและทุ่มเทงานให้กับองค์กร แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เจ้านายไม้ปลื้ม เงินเดือนไม่ขึ้นสักที ซึ่งเชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีความคาดหวังให้ตนเอง อยากมีหน้าที่การงานทำที่ดี และต้องการให้ประสบความสำเร็จ ก้าวไปกับองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่

    เทคนิควิธีการทำงานให้สำเร็จ

    ควรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ด้วยการศึกษา ข้อบกพร่อง จุดด้อย หรือจุดแข็ง ของตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกท่าทาง ลักษณะและพฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงานของตนเอง สิ่งไหนที่มีดีอยู่แล้ว ต้องหมั่นต่อยอดและมีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งไหนที่ข้อบกพร่องต้องปรับปรุง ศึกษาหาความรู้ต่อเติมให้ดีกว่าเดิม บริษัทในปัจจุบัน ต้องการพนักงานที่มีความหลากหลายในทักษะการทำงาน เพื่อเข้ามาพัฒนา ปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น เนื่องจากพนักงานที่มีคุณภาพและความสามารถหลายอย่าง มักจะไม่ปฏิเสธ หรือลีกเลี่ยงการทำงานที่มอบหมายให้ เพราะเป็นบุคคลที่สามารถ พัฒนาตนเอง และเพื่อนร่วมงานอย่างต่อเนื่อง และมักจะไม่ปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มักจะทำตนเป็นเหมือนแก้วน้ำที่ไม่เต็มและยอมรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีตลอดเวลา

    การอดทนกับการทำงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

    ความสำเร็จของการทำงาน คือ การอดทนที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในเรื่องสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย และพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน มีหลายคนทนไม่ได้กับการได้รับการพูดจา ดูถูก สบประมาท และลาออกจากที่ทำงานทันที ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะการทำร้ายตนเองและไม่สามารถได้งานใหม่ เพราะประวัติการทำงานของคุณเสียเพราะไม่สามารถเผชิญ กับสถานการณ์ตึงเครียด หรือสถานการณ์อันเลวร้ายในที่ทำงานได้ หากคุณมีความอดทนและอดกลั้น ก็จะทำให้คุณจะสามารถเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

    ความสนใจของการทำงานที่จะนำพาสู่ความสำเร็จ

    หากคุณเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และลองผิด ลองถูกอย่างสม่ำเสมอ หมั่นหาความรู้จาก หนังสือ ผู้คนรอบข้างและ อินเทอร์เน็ต มาประยุกต์ใช้กับวิธีการทำงาน จนทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ย่อมสามารถดึงดูด ความสนใจจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ให้เห็นศักยภาพของคุณได้ ซึ่งคนที่มีทักษะในการดึงดูดนั้นสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม และทำงานคนเดียวอย่างอิสระได้อย่างไม่มีปัญหา และเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น เป็นคนที่ชอบลองผิดลองถูก มักหาโอกาสค้นคว้าข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติม พยายามที่จะให้งานเสร็จก่อนหรือตรงตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะขาดความกระตือรือร้น และความดึงดูด ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่อยากให้วันทำงานมาถึง และชอบรอคอยเวลาเลิกงานหรือวันสุดสัปดาห์การทำงาน เป็นคนที่มีวิธีการทำงานที่เรื่อยเฉื่อย และไม่สนใจรับฟังข้อมูลข่าวสารใด ๆ

    การทำงานให้สำเร็จต้องรักงานที่ทำ

    คุณสามารถรักงานที่ทำได้ ลองพิจารณาดูว่างานที่ทำอยู่นั้น มีคุณค่ามากมายเพียงใด ให้อะไรกับคุณบ้าง การทำใจให้รักงาน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของความสำเร็จทุกอย่าง และทำให้คุณมีความสุขกับงานที่ทำ เมื่อคุณมีความรักในตัวงาน รักองค์กร คุณจะมีความสุขกับงานที่ทำ ซึ่งจะทำให้คุณพยายามหาวิธีการทำงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานที่ทำอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คุณรู้จักวางแผนชีวิตและเป้าหมายความสำเร็จในการทำงานของคุณ แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถรักงานที่คุณทำอยู่ได้ ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้จะเกิดกับคุณ และในที่สุดคุณก็จะทิ้งมันไป และเสาะแสวงหางานที่คุณรักอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณ ไม่ประสบความสำเร็จสักที เพราะมัวแต่ไปนับหนึ่งเริ่มต้นใหม่

    จัดการวิธีการทำงานให้เป็นเลิศ

    คนที่มีทักษะในการจัดการงานให้ได้ผล และประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องครอบครัว และ หน้าที่การงาน เพราะจะเป็นคนที่รู้จักวางแผน ทำงานเป็นขั้นตอน รู้จักความเสี่ยง และหามาตรการมาป้องกัน และยังมีความสามารถในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะมีการวางแผน จัดการ วางไว้เป็นขั้นเป็นตอนเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะนำมาใช้นั้นก็จะทำให้ง่ายขึ้น ทำให้ประหยัดทั้งเวลา และทรัพยากรต่างๆ

    วิธีทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปี โดยที่ไม่เปลี่ยนงาน

    ผมก็จะขอแนะนำบทความการทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปี โดยที่ไม่เปลี่ยนงาน ซึ่งใครที่คิดว่าการเปลี่ยนงานบ่อยครั้งเป็นกำไรของชีวิต อยากให้ลองคิดดูใหม่ สำหรับชีวิตคนทำงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ ในทุกย่างก้าวนอกเหนือจากความสามารถแล้ว ย่อมต้องใช้เวลาเป็นหลักสำคัญในการตัดสินอนาคตด้วย และระยะเวลา 3 ปี ดูเหมือนว่าเหมาะสม และลงตัวไม่น้อย

    การทำงานปีที่ 1 : ปีแห่งการเรียนรู้

    ก่อนที่คุณจะก้าวสู่การทำงานในบริษัทไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ต้องรู้จักตัวเองว่าต้องการอะไร มองลักษณะนิสัยตัวเอง ให้ออกมาเด่นชัด ว่าจริงๆ แล้ว เราเหมาะสมกับงานแบบไหน เพราะมิฉะนั้นต่อให้คุณทำงานบริษัทใหญ่โต และมั่นคงเพียงไร หากคุณไม่มีความรัก หรือชอบในงานที่ทำ การทำงานให้ประสบความสำเร็จย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้นต้องค้นหาตนเองให้พบเสียก่อน

    และเมื่อถึงวันที่คุณเข้าไปทำงานในที่ไหนก็ตาม ในปีแรกนับเป็นปีแห่งการเรียนรู้ ให้คุณลองทำตัวเป็นฟองน้ำ ที่พร้อมจะดูดซับ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับระบบบริษัท เนื้องานต่างๆ ศึกษาเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และโดยเฉพาะบทบาทในการทำงานของตนเองอย่างทะลุปุโปร่ง

    สร้างความเข้าในเกี่ยวกับงาน

    ในกรณีที่คุณไม่เคย หรือไม่สันทัดกับงานที่เข้าไปทำ เรียกว่าเพิ่งจับงานด้านนั้นๆ เป็นครั้งแรก ให้ลองเปิดเว็บไซต์ เข้าไปศึกษาข้อมูลบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบเดียวกันกับบริษัทของคุณ ตามอ่านข่าวสารธุรกิจจากสื่อต่างๆ ในแวดวง เพื่อสร้างความรอบรู้ในแวดวงธุรกิจขององค์กรคุณ รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกันได้ เพราะยิ่งคุณรู้ข้อมูลมากเท่าไร จะทำให้ทำงานได้ง่าย และสามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

    เรียนรู้ระบบบริษัท

    เรียนรู้ระบบบริษัทของตัวเองให้ถ่องแท้ ว่าดำเนินงานไป ในทิศทางเช่นไร กฎระเบียบบริษัทที่ควรปฏิบัติ เป้าหมาย และผลงานที่บริษัทต้องกร เพื่อเป็นแนวทางให้คุณดำเนินไปได้อย่างถูกทาง โดยไม่หลงไปทิศทางอื่น

    อ่านใจนายให้ทะลุปรุโปร่ง

    ปัจจุบันเพียงแค่ทำงานหนัก และหวังเพียงความสามารถของตัวเองคงไม่เพียงพอ ถ้าเราอยากจะก้าวหน้าในที่ทำงานแล้ว ควรทำตัวให้เข้ากับหัวหน้างาน เพราะเจ้านายคุณนี่แหละเป็นหนึ่งในตัวแปรเรื่องการทำงานของคุณให้ประสบความสำเร็จ เพราะเจ้านายคุณจะเป็นคนหยิบยื่นโอกาสในการทำงานต่างๆ และในการเลื่อนตำแหน่ง รวมไปถึงการพิ่มเงินเดือนให้กับคุณ

    มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

    แน่นอนว่าทุกๆ บริษัทต้องการคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานใหม่ที่เกิดจากไอเดียอันดีเลิศของคุณ สิ่งนี้จะทำให้คุณอัพเงินเดือนได้มากขึ้น เรียกว่าคนเก่ง เงินเดือนก็ต้องสูงเป็นธรรมดา

    สร้างความมั่นใจในการทำงาน

    เราต้องมีความกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความมั่นใจอย่างมีเหตุผล มั่นใจในผลงานของตัวเอง อย่า หวาดระแวง หรือกลัวทั้งที่มีความสามารถ ยิ่งคนที่มีตำแหน่งสูงๆ จะกดดันมาก เพราะต้องมีมาตรฐานการทำงานที่สูง ดังนั้นให้เชื่อในคุณค่า และศรัทธาในตนเองให้มากที่สุด แต่ก็ต้องฟังความคิดเห็นจากคนอื่น ๆ ด้วยเป็นการติ เพื่อก่อ

    ตั้งเป้าหมายสำหรับตนเอง

    การทำงานให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องตั้งเป้าหมายในทำงาน เป็นการให้ทิศทางการทำงานที่ต้องการให้เกิดขึ้น การตั้งเป้าหมายแห่งความสำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้น เป็นพลังให้คนเราทำในสิ่งนั้นๆ ได้สำเร็จ และให้ทำการประเมินการทำงานของตนเองอยู่เสมอ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย

    สร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

    เราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความจริงใจแก่ผู้ร่วมงาน และผู้ที่ติดต่อทางธุรกิจ เพื่อการดำเนินงานที่ราบรื่น ลดอุปสรรค และปัญหาลงได้ไม่น้อย

    รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง

    รู้ว่าตัวเองทำงานอะไร ในหน้าที่ตำแหน่งใด มีเป้าหมายอะไรในการทำงาน และควรพัฒนา ไปอย่างไรให้การทำงานประสบความสำเร็จ

    ไม่กลัวความผิดพลาด

    เพราะในเมื่อมีสุภาษิตว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วไฉนเลยคนธรรมดาอย่างเราๆ จะทำงานพลาดบ้างไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าผิดซ้ำซาก บกพร่องในเรื่องเดิมๆ ก็ไม่ไหว ให้เอาความพลาดพลั้งมาเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์เพื่อไม่ให้ เกิดขึ้น ในครั้งต่อไปนี่สิ จึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานที่มีการพัฒนา

    ทำงานด้วยความสนุก

    ให้ทำงานด้วยความสนุก มีความสุขที่จะเรียนรู้ ไม่เบื่อที่จะต้องทำงานมากมาย เหนื่อยไปหน่อยก็พักสมองให้หายเครียดบ้าง พร้อมเมื่อไรลุยต่อได้เลย

    จัดการงานได้ดี

    มีหลักการง่ายๆ ถ้าเรามีงานต้องทำหลายอย่างในหนึ่งวัน คือ หนึ่งตำแหน่งอาจจะต้องทำทั้งขายสินค้า และทำเอกสารส่งเจ้านาย ให้เราทำงานที่ไม่ชอบ หรือไม่ถนัดเสียก่อน แล้วค่อยทำในส่วนที่เราชอบ หรือถนัดในภายหลัง และอย่าเป็นคนผัดวัน ประกันพรุ่ง กำหนดเส้นเวลาการทำงาน

    การทำงานปีที่ 2 : ปีแห่งการสร้างผลงาน

    วันเวลา 1 ปีที่ผ่านไป เชื่อว่าเราเรียนรู้งานน่าจะเริ่มโปรแล้ว มาถึงปีที่ 2 เราต้องเริ่มไต่ถึงขั้นที่ต้องสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วยโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ สำคัญๆ ให้เข้าตากรรมการได้แล้ว และเคล็ดลับสำคัญในการสร้างผลงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับใดก็ตาม คือ ให้ทำงานดีขึ้น และการจะสร้างผลงาน ต้องไม่ใช่การเบ่งทับผู้อื่น ทำตัว เด่นเกินหน้าเกินตา หรือลอบกัดไม่ให้ใครได้ดีเกินหน้าเกินตา และต่อไปนี้ คือการสร้างความประทับใจ ที่คุณจะสร้างผลงานให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ไม่ยาก

    สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ

    เพราะการริเริ่มไอเดียใหม่ๆ ในที่ทำงาน นอกจากจะทำให้การงานของคุณไม่น่าเบื่อแล้ว ยังช่วยให้คนอื่นมองเห็นว่าคุณไม่ได้ย้ำอยู่กับที่

    มีทัศนคติที่ดี และทุ่มเทให้กับงาน

    ควรตั้งใจทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเอกสาร และต้องทำด้วยความรวดเร็ว มีรอยยิ้มให้มากที่สุด ซึ่งการทำงานที่นอกเหนือหน้าที่มากมายโดยไม่ปริปากบ่น จะทำให้คุณได้เลื่อนตำแหน่งในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่พนักงานที่เข้าทำงานใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ทำงานเกินหน้าที่ เพราะถือว่าทำงานเกินเงินเดือน แต่ถ้าคุณทำได้สารพัดบ่งบอกว่าคุณรักงานนี้ คุณรักองค์กรนี้ ทุ่มเทได้ แม้จะเหนื่อยในบางครั้ง แต่คุณอาจจะได้รับการเลือกเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยระยะเวลาที่ไวขึ้น

    คนที่ทำงานยุ่งอยู่เป็นประจำ และสม่ำเสมอแม้ว่า จะเป็น งานที่นอกเหนือ หน้าที่นั้น เป็นคนหนึ่งที่เจ้านาย หมายตาไว้ ส่วนคนที่เอาแต่จ้องนาฬิกา หรือคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อ เป็น การฆ่าเวลาจะไม่มีโอกาส ได้สร้างผลงานโดดเด่น ให้ตัวเองเลย

    รู้จักแก้ปัญหาการทำงานได้ดีขึ้น

    มีทักษะในการประสานงาน และแก้ปัญหางานในเรื่องต่างๆ รวมทั้งมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ และพิสูจน์ตัวเองว่า สามารถทำงานใหญ่ๆ ได้โดยไม่มีพลาด แต่หากตำแหน่งของคุณไม่เอื้ออำนวยให้ทำงานใหญ่ๆ สิ่งที่ควรทำคือ หาประสบการณ์ในการทำงานให้มากขึ้น เช่น มีส่วนร่วม หรือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็สามารถส่งเสริม ภาพลักษณ์ของคุณให้เจ้านายเห็นได้

    อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า คุณสามารถประสานงาน และดำเนินโครงการต่างๆ ให้ลุล่วงได้ดี เพราะการรู้จักการแก้ปัญหา และการ เป็นนักแก้ปัญหาที่ดี และรู้จักสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นนั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของพนักงานที่ดี

    มีความรับผิดชอบสูง

    ตอนนี้เราอาจจะรู้ทะลุปุโปร่งแล้วว่า งานของคุณคืออะไร แล้วทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด การนำตัวเองไปยุ่งกับงานของคนอื่น เพื่อที่จะให้เจ้านายเห็นผลงานนั้น ไม่เป็นการดีเอาเสียเลย กลับจะถูกมองว่า คุณก้าวก่ายงานคนอื่น แถมซ้ำร้าย ยัง ทำให้เข้าใจได้ด้วยได้ว่า งานที่คุณได้รับมอบหมายนั้น น้อยเกินไป ทำให้คุณมีเวลาว่าง จนไปยุ่มย่ามกับงาน ของคนอื่น

    การทำงานปีที่ 3 : ปีแห่งการประเมินผล

    ผ่านการทำงานไป 3 ปี น่าจะทำให้คุณทราบได้แล้วว่าตัวเองทำงานเป็นอย่างไร มีผลงานเท่าไหน ยืนอยู่ตรงไหน และจะสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การให้ตัวเองได้เช่นไร ฉะนั้นช่วงเวลาในปีที่ 3 นับเป็นช่วงที่คุณจะสามารถประเมินตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงานอนาคตข้างหน้าของตนเอง หากค้นพบว่างานที่ทำนี้คือใช่ และคุณมีความสุข และสนุกที่จะทำต่อไป ก็ลุยกันไปต่อได้เลย

    เมื่อคุณผู้อ่าน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็จะขอแนะนำเคล็ดลับในการทำงานให้ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

    – ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ และต้องเป็นไป อย่างสร้างสรรค์ คือมีไอเดียใหม่ๆ ในงานของตัวเอง
    – ควรวางแผนความก้าวหน้า ไว้กับหน้าที่การงาน ว่าในอนาคต คุณจะเดินไป ณ จุดที่สูงขึ้น ไม่ใช่ยืนอยู่ที่เดิม
    – ทำงานด้วย ความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา ใส่ความสุขให้กับการทำงาน
    – มีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมงาน และถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถ้าวันนึงเราขึ้นตำแหน่งก่อนเพื่อนร่วมงาน เค้าจะได้มีความเคารพเรา
    – ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ รับรู้ถึงความเป็นไปของข่าวสารเศรษฐกิจต่างๆ จะทำให้คุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้น

    ผมก็ขอจบบทความการทำงานให้ประสบความสำเร็จใน 3 ปีไว้แต่เพียงเท่านี้ ก็หวังว่าทุกท่านที่อ่านจะได้สาระดีๆ ในการทำงานกันทุกนะครับ และขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทุกท่านครับ

    สรุป

    วิธีการทำงานที่จะให้ประสบความสำเร็จในการทำงานได้ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิแล้ว อาจจะต้องนำทักษะอื่นๆ เข้ามาเสริมและปรับปรุง รวมถึงการในวิธีการทำงานของตน โดยทักษะที่เกิดจากการสังเกต การเรียนรู้ ค้นคว้า การศึกษา และการนำประยุกต์ใช้ นั่นเอง

  • 17 แนวคำถามสัมภาษณ์งานที่คุณต้องรู้ก่อนไปสัมภาษณ์งาน

    คำถามสัมภาษณ์งาน
     

    บทความนี้ก็จะเป็นแนวคำถามสัมภาษณ์งานที่คุณต้องรู้ และต้องตอบอย่างไรให้ได้งาน ซึ่งในขั้นแรก ความพร้อม และการเตรียมตัวของผู้สมัคร ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญก่อนจะเข้ารับการสัมภาษณ์งาน เช่นเดียวกับวิธีการตอบคำถามของผู้สมัคร ที่เป็นการสะท้อนให้เห็น ทั้งบุคลิกภาพความคิด และความเอาใจใส่ต่อตำแหน่งงานนั้นๆ

    จะว่าไปแล้ว การสัมภาษณ์งานเปรียบเสมือนการขายความเป็นตัวเอง ขายความสามารถของตน ซึ่งการเตรียมตัวตอบคำถามสัมภาษณ์งานล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งการพูดคุยในระหว่างการสัมภาษณ์ ให้คิดว่าเรากำลังเล่าเรื่องของเรา ให้คนที่อยากรู้จักเราฟัง คิดอย่างนี้จะทำให้ เรารู้สึกตื่นเต้นน้อยลง เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายลง ไม่ตื่นเต้น การตอบคำถามต่างๆ ก็จะดีขึ้น การพูดคุยก็จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น จะทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง เรามาลองอ่านคำถามสำคัญๆ 17 ข้อ เพื่อเป็นแนวทาง และแง่คิด ในการตอบคำถามของผู้สมัครกันได้เลย

    1. ลองเล่าประวัติส่วนตัวให้ทราบหน่อยครับ

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานแบบเปิด ถือว่าผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เปรียบ คำตอบอาจอยู่ในลักษณะว่า ผู้ถูกสัมภาษณ์คือใคร เรียนอะไรมา ทำอะไรมา ไม่ต้องลงลึก พยายามเลือกตอบในเชิงบวก หลีกเลี่ยงการกล่าวนำในเชิงลบ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ซักต่อได้ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ และไม่มีประสบการณ์ อย่ามองว่าการที่เราขาดประสบการณ์ เป็นข้อด้อยของเรา ทุกคนเริ่มจากศูนย์ก่อน ผู้สัมภาษณ์อยากรู้ว่า นอกจากเรื่องเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว มีอะไรพิเศษ เช่น เคยทำกิจกรรม หรือเคยทำงานพิเศษอะไรมาก่อนหรือเปล่า เคยเข้าอบรมพิเศษที่ไหนหรือเปล่า อย่ามองว่าการที่เราขาดประสบการณ์นั้นเป็นข้อด้อย ให้ถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงต้องการที่จะทำงานนี้

    2. ทำไมคุณถึงสนใจงานตำแหน่งนี้กับบริษัทเรา

    เราอาจจะเตรียมความพร้อม ด้วยการถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงมีความต้องการ ที่จะทำงานกับเค้า คนที่ไม่มีความตั้งใจที่แท้จริง จะตกข้อนี้ เพราะคำตอบไม่ชัดเจน คุณไม่มีความต้องการ คุณหว่านไปเรื่อยๆ คุณอยากทำงานนี้จริงๆ หรือแค่ลองดู ที่ทำงานไม่ใช่ที่ทดลอง การสมัครงานควรเป็นไปให้สอดคล้องกับความต้องการของเราอย่างแท้จริง ควรตอบคำถามสัมภาษณ์งานในข้อนี้ว่า เพราะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีความมั่นคง มีระบบการบริหารที่ดี สินค้าเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีโอกาสที่จะก้าวหน้า เป็นบริษัทที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม

    3. คุณคิดว่าคุณต่างจากผู้สมัครท่านอื่นอย่างไร

    คำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการความเชื่อมั่นจากผู้สมัคร ว่าเราทำอะไรให้เค้าได้บ้าง เราอาจจะบอกไปว่า เราประสบความสำเร็จในเรื่องงานด้านไหน อาจจะยกตัวอย่าง ประสบการณ์ที่ผ่านมา มีเคล็ดลับอยู่ที่เราเอาตัวเองกับประสบการณ์ของเราสัมพันธ์กันอย่างไร สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ให้ตอบว่า ตรงนี้ถึงแม้ว่าเราไม่มีประสบการณ์ แต่เรามีความมุ่งมั่นในการทำงาน เราอาจจะพูดถึงเรื่องการเข้าอบรมภาษา คอมพิวเตอร์ โปรแกรมมิ่ง หรืออินเตอร์เน็ต ทั้งหมดนี้ เป็นตัวเสริมความมั่นใจว่าเรามีความสามารถในการทำงาน ในระดับนี้ได้ เคล็ดลับอยู่ที่เราเอาตัวเองกับประสบการณ์ ของเราสัมพันธ์กันอย่างไร ตัวแปรใด เป็นตัวแปรที่สำคัญในการตัดสินใจเลือกทำงาน ตรงนี้จะเป็นตัวสะท้อนว่า เราเหมาะกับบริษัทหรือไม่

    4. คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งดึงดูดใจที่สุดในตำแหน่งงานนี้

    โดยพื้นฐานแล้ว คนเรามีความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำตอบอาจจะเป็นไปได้หลายแนวทาง ผู้สัมภาษณ์บางท่านอาจจะถามคำถามสัมภาษณ์งานว่า อะไรเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจรับงานชิ้นหนึ่ง อาจจะเป็นผลตอบแทน ความท้าทายของงาน ความก้าวหน้าของงาน สถานที่ทำงาน ขึ้นอยู่กับเหตุผล และความต้องการของแต่ละท่าน ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นตัวสะท้อนว่า เราเหมาะกับบริษัทหรือไม่ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่บริษัทใช้ในการตัดสินใจรับบุคลากรก็คือ เรื่องของความมั่นใจว่า ถ้ารับแล้วจะเข้าไปทำงานให้เค้าได้

    5. มีเป้าหมายชิวิตอย่างไร

    ควรจะแสดงให้เห็นว่า เป็นคนที่มีการวางแผนหรือโครงการชีวิตในอนาคตอย่างไร แต่อย่าวางโครงการที่เพ้อฝัน เป้าหมายของชีวิตน่าจะเป็นเรื่องที่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นเป้าหมายที่ง่ายเกินไป เช่น อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นลูกจ้างที่ดี เป้าหมายของชีวิตนี้อาจจะเป็นเรื่องงานหรือครอบครัวก็ได้ แต่ถ้าหากจะให้ดีน่าจะเป็นเรื่องงาน เช่นอีก 5 ปีข้างหน้า จะพยายามเป็นหัวหน้าแผนกในงานทีทำอยู่ เป็นต้น

    6. ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไร

    แนวคำตอบชีวิตในวัยเด็ก ควรตอบตามความเป็นจริง ตั้งแต่จำความได้ จนถึงวัยก่อนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ไม่ควรเล่าในรายละเอียดจนเกินไป เล่าแบบคร่าวๆ พอ อาจจะเล่าถึงสภาพการทำมาหากินของพ่อแม่ และการช่วยเหลอของเรา การทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ ในก้านการช่วยเหลืองานต่างๆ อาจจะเล่าถึงสภาพการเรียน การย้ายโรงเรียนตามพ่อแม่

    7. ชีวิตในวัยเรียนเป็นอย่างไร

    แนวการตอบชีวิตในวัยเรียน อาจจะเริ่มจากวัยเริ่มเรียนชั้นประถม หรือเริ่มต้นมนระดับมัธยมศึกษาก็ได้ ชอบหรือไม่ชอบวิชาอะไร เพราะเหตุใด ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ทำไมถึงชอบทำกิจกรรม เรียนดีในวิชาอะไร สอบตกวิชาไหน ทำไม หรือสมัยเรียนเคยได้รางวัลอะไรมา เป็นต้น

    8. คุณคิดว่าอะไรที่เป็นจุดแข็ง หรือส่วนดีของคุณ

    ในคำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้ แนะนำให้ตอบไปว่า เราเก่งทางด้านไหน มีความถนัดทางด้านไหน ความสามารถต่องานประเภทไหน เราต้องขายตัวเราเอง ถนัดด้านไหน เก่งด้านไหน คล่องด้านไหน

    9. และอะไรคือส่วนที่เป็นจุดอ่อน หรือส่วนเสียของคุณ

    อย่ามองว่าเรามีจุดอ่อนอะไร ให้มองว่าเราต้องพัฒนาตัวเองจุดไหน ทุกคนมีจุดเริ่มต้น ไม่มีใครดีพร้อม จุดอ่อนตรงนี้เป็นไปได้หลายอย่าง เช่น ด้านการทำงาน ด้านบุคลิกภาพ ขอแนะนำให้ตอบในเรื่องของงาน โดยส่วนใหญ่เน้นไปว่า จุดอ่อนตรงนั้นอยู่ไม่ถาวร พร้อมที่จะได้รับการพัฒนา การทำงานย่อมมีการพัฒนาเกิดขึ้น ผู้สมัครพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

    10. มีโครงการด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง

    ควรจะพยายามแสดงว่า สนใจในเรื่องงานมากกว่า หากงานมากและไม่มีเวลาก็จะไม่เรียน แต่ถ้าหากมีเวลาและไม่เป็นผลเสียต่อการทำงานก็อาจจะเรียนต่อ แต่ทั้งนี้คงจะต้องปรึกษากับหัวหน้าด้วย

    11. คุณคาดหวังว่าเงินเดือนสักเท่าไร สำหรับตำแหน่งงานนี้

    คำถามสัมภาษณ์งานข้อนี้เป็นแท็คติกของผู้สัมภาษณ์ บางครั้งผู้สัมภาษณ์ มองดูผู้สมัครเพียงแค่ 5 นาทีแรก ก็ยิงคำถามนี้เลย เพื่อจะดูว่าคนนี้คิดอย่างไร กับเรื่องนี้ก่อน ทดสอบว่ามาหางานจริง หรือว่ามาทดลอง ฉะนั้นผู้สมัครอาจตอบได้หลายมุม อาจจะตอบคร่าวๆ ว่า ด้วยคุณสมบัติของเรา เราคิดว่า เราเหมาะกับตำแหน่งนี้ ซึ่งตรงนี้เรากำหนดให้ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าบริษัทมีช่วงเงินเดือนยังไง แต่ด้วยความตั้งใจของเรา และประสบการณ์ของเราระยะหนึ่ง เราคิดว่า เราควรจะอยู่ที่บริเวณนี้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เงินเดือนในการตัดสินใจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสนุกกับงานนี้หรือเปล่า ถ้าเราสนใจงานนี้ เงินเดือนเป็นสิ่งที่คุยกันทีหลังก็ได้ คือเราเปิดช่องเอาไว้ จุดนี้ทำให้ผู้สัมภาษณ์ รู้สึกว่าเรายืดหยุ่น

    12. จะใช้เงินเดือนที่ได้มาอย่างไร

    ควรจะมีแผนการใช้เงินที่ดีพอควร เช่น แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เก็บไว้บ้าง ให้พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณบ้าง (คนไทยยังชอบการกตัญญูรู้คุณ) ควรจะมีโครงการว่า จะใช้จ่ายเป็นค่ากิน ค่าเที่ยว ตัดเสื้อผ้าอย่างไร จะเก็บเงินเพื่ออนาคตแค่ไหน หรือจะสะสมเงินเพื่อซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง เท่าไหร่ ทำไมต้องซื้อ

    13. คุณสามารถทนความกดดัน จากงานที่ทำได้ดีแค่ไหน

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่เค้าต้องการสร้างความมั่นใจว่า เราเข้ากับงานของเค้าได้หรือไม่ เพราะว่างานทุกงานต้องมีความกดดันอยู่แล้ว ควรจะยกตัวอย่าง ให้เค้าเห็นว่าที่ผ่านมา ความกดดันเหล่านั้นเป็นอย่างไร และผ่านมาได้อย่างไร เราอาจจะตอบว่า ความกดดันอยู่กับเราเรื่อยๆ ในงาน เราถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน เราไม่มองว่ามันเป็นอุปสรรค แต่เป็นเรื่องปกติ คือสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะทำกับเค้าได้ หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ให้มองในลักษณะการเรียน การส่งงานตามเวลา อุปสรรคในการทำงานเป็นกลุ่มทีมเวิร์ค พยายามดึงสถานการณ์ปัจจุบัน มาเป็นตัวอย่าง เราถือว่าความกดดันเป็นส่วนหนึ่งของงาน อย่ามองว่าความกดดันเป็นอุปสรรค

    14. อยากทำงานคนเดียวหรือร่วมงานกับผู้อื่น

    แนวการตอบอยากทำงานคนเดียวหรือหลายคน โดยทั่วไป บริษัทต่างๆ อยากให้พนักงานมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน การตอบจึงน่าจะเน้นที่การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยแสดงให้เห็นถึงการเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ความสามารถในการจูงใจให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตาม

    15. อยากทำงานกับหัวหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

    น่าจะตอบกลางๆ โดยมุ่งไปในประเด็นที่ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงาน การมีหัวหน้าเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงน่าจะมีผลเท่ากันในแง่ของการทำงานแล้ว การแสดงออกซึ่งความสามารถในการทำงานให้หัวหน้า ยอมรับน่าจะเป็นสิ่งที่หัสหน้าทุกเพศทุกวัยชอบ อีกอย่างหนึ่งการที่บริษัทกำหนดให้มีหรือแต่งตั้งผู้หฯงผู้ใดในบริษัท เป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง แสดงว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งย่อมจะได้แสดงออกซึ่งความสามารถและเหมาะที่จะปกครองคนอยู่แล้ว การที่หัวหน้าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญ

    16. สมัครงานไว้กี่แห่ง ถ้าที่อื่นเรียกตัวโดยให้เงินเดือนมากกว่า ภายหลังจากได้เข้าทำงานบริษัทนี้ จะไปหรือไม่

    หากสมัครไว้หลายแห่งก็ควรจะบอกแต่ควรแสดงว่า หากที่นี่รับเข้าทำงานแล้ว ก็คงไม่ไปทำงานที่อื่น แม้จะให้เงินเดือนมากกว่าก็ตาม เพราะบริษัทนี้มีระบบการบริหารงานที่ดี มีความมั่นคง และอยากจะเข้าทำงานอยู่แล้ว เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงาน

    17. มีคำถามอะไรไหมครับ

    เป็นคำถามสัมภาษณ์งานแบบเปิดมากๆ และสามารถเป็นไปในทางบวกและลบได้ ถ้าถามไม่ถูกเวลา เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ ถามคำถาม ให้ระวังตัว อย่าถามคำถามมากเกินไป จนกลายไปเป็นผู้สัมภาษณ์ไป ส่วนใหญ่คำถาม ก็จะอยู่ในลักษณะเช่นว่า
    – องค์กรมีความตั้งใจ จะรับตำแหน่งนี้จริงแค่ไหน
    – ใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานแค่ไหน
    – ปกติกระบวนการตัดสินใจ ตรงนี้จะเป็นอย่างไร
    – ในตำแหน่งนี้ องค์กรใช้เกณฑ์อะไร ในการพิจารณา

    องค์ประกอบ 3 ข้อ ที่ไม่ควรมองข้ามในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน

    1. ควรแต่งกายให้สุภาพเข้ากับบรรยากาศที่สัมภาษณ์
    2. ระวังเรื่อง Body Language หรือการแสดงออกทางการเคลื่อนไหวต่างๆ เนื่องจากเรื่องนี้ สะท้อนถึงบุคลิกภาพ ของผู้ถูกสัมภาษณ์
    3. Eye Contact เรื่องของการสบตาระหว่างการสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

    ข้อควรระวังในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน

    หากผู้สัมภาษณ์ถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงาน ผู้สมัครไม่ควรจะกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ นายจ้างเก่าว่าเป็นอย่างไร สมมุติว่าเรามีปัญหากับนายจ้าง หรือเพื่อนร่วมงาน เราก็ไม่ควรจะวิจารณ์ว่าเค้าไม่ดีอย่างไร เพราะถ้าหากวิจารณ์อย่างนี้แล้ว ผู้สัมภาษณ์อาจมีความรู้สึกว่า ถ้าหากรับเข้ามาทำงาน ผู้สมัครอาจจะมาวิจารณ์บริษัทในทำนองเดียวกันก็เป็นได้ แต่หากกล่าวถึงตามความเป็นจริง อาจจะกล่าวในทำนองที่ว่า

    “บางครั้งเสนอความคิด และเหตุผลไปก็ไม่รับฟัง แต่ทว่าการเปลี่ยนงานก็เป็นการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพราะนายจ้างเก่ากดดัน สำหรับเรื่องนี้ ไม่ขอพูดถึงเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว”

    อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงนายจ้างเก่า ควรจะกล่าวถึงในทำนองกลางๆ ไม่บวกจนทำให้เค้ารู้สึกว่าผู้สมัครมีปัญหา แต่ก็ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์อะไร ไม่แสดงให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าเรามีอคติ

    สรุป

    ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังจะสัมภาษณ์งานได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ก็ขอให้ทุกท่านสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย ได้งานที่ตนเองวาดหวังไว้นะครับ

  • เงินทุนหมุนเวียนคืออะไร อธิบายให้เข้าใจแบบง่ายๆ

    เงินทุนหมุนเวียนคืออะไร

    เงินทุนหมุนเวียน หรือชื่อภาษาอังกฤษ คือ Working Capital คืออะไร ในบทความนี้จะมาอธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่าเงินทุนหมุนเวียนคืออะไร เอาหล่ะครับ เรามาเริ่มศึกษาความหมายของศัพท์การเงินคำนี้กันดีกว่า

    เงินทุนหมุนเวียน คือ เงินทุนที่กิจการต้องใช้หมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน ก่อนที่กิจการจะได้รับเงินสดจากการขายสินค้าและบริการ หรือการชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า

    หรือ เงินทุนหมุนเวียน หมายถึง เงินทุนที่กิจการต้องมีสำรองไว้ใช้หมุนเวียน ตั้งแต่กิจการเริ่มจ่ายเงินสดในการชำระค่าสินค้า วัตถุดิบ หรือชำระหนี้คืนเจ้าหนี้การค้า และจ่ายค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่างๆ จนกว่ากิจการจะได้รับเงินสดจากการขายสินค้าหรือบริการ หรือรับชำระเงินจากลูกหนี้การค้า (โดยไม่นับรวมถึงการซื้อสินทรัพย์ เช่น อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น) เพื่อให้กิจการสามารถขายสินค้า และบริการได้ตามเป้าหมาย

    เงินทุนหมุนเวียน ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ กิจการต้องมีเงินจมอยู่เท่าไหร่จึงจะดำเนินธุรกิจได้

    ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจของเราซื้อขายแบบเงินสด เราก็จะต้องนำเงินของตัวเองไปซื้อสินค้ามาตุนไว้ เพื่อทะยอยขายสินค้าออกไป เพื่อเปลี่ยนสินค้าให้เป็นเงินสด และผลกำไร เมื่อได้เงินมาก็นำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้ามาตุน เพื่อทำการขายสินค้าใหม่ ถ้าธุรกิจของเราเล็ก เราก็ไม่จำเป็นต้องตุนสินค้ามากจนเกินไป ทำให้เราใช้เงินหมุนเวียนน้อย หรือมีเงินจมน้อย แต่ถ้าธุรกิจเราใหญ่ขึ้น มีการขยายสาขา เราก็จำเป็นที่จะต้องตุนสินค้ามากขึ้น ทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น หรือมีเงินจมมากขึ้นนั่นเอง

    โดยปกติแล้ว เงินทุนหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการเติบโตของกิจการ ถ้ากิจการมีการเติบโตขึ้น แต่เงินหมุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็นลบ ก็แสดงว่ากิจการสร้างเงินสดได้มากขึ้น โดยมีเงินจมน้อยลง ซึ่งก็คือการบริการเงินทุนหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง

    การบริหารเงินทุนหมุนเวียน

    การบริหารเงินทุนหมุนเวียน คือ การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ให้เกิดความสมดุลกันระหว่าง สภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร และความเสี่ยงซึ่งจากการบริหาร

    การก่อหนี้ใหม่เพื่อนำไปจ่ายชำระหนี้เดิมนั้น จะมีผลทำให้สภาพคล่องของกิจการลดลง วิธีที่จะทำให้อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนดีขึ้นก็คือ พยายามเปลี่ยนสภาพสินทรัพย์หมุนเวียน คือลูกหนี้การค้าด้วยการเร่งรัดชำระหนี้ และพยายามขายสินค้าที่มีอยู่ให้เร็วขึ้น ก็จะทำให้กิจการได้เงินสด และนำไปจ่ายชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้การค้าให้ทันตามกำหนดเวลา การทำแบบนี้จึงจะทำให้กิจการมีสภาพคล่องที่แท้จริง

    ซึ่งแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่สำคัญที่เจ้าของธุรกิจมักจะไม่ได้พิจารณาก็คือ เครดิตการค้า ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนอัตโนมัติที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เพราะเป็นแหล่งเงินทุนที่เกิดจากธรรมเนียมปกติทางการค้า เครดิตการค้า จึงเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น ที่สามารถลดภาระในการจัดหาแหล่งเงินทุนของธุรกิจได้อย่างมาก นอกจากนี้หากผู้ประกอบการสามารถเร่งรัดชำระหนี้ และเก็บหนี้ได้ทันกับระยะเวลาที่ถึงกำหนดการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ตกลงกันไว้ ก็จะทำให้กิจการมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

    แหล่งเงินทุนหมุนเวียน

    ปัญหาในเรื่องของการขาดเงินทุนหมุนเวียน หรือสภาพคล่องของธุรกิจ เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น การไม่สามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้ตามกำหนดเวลา หรือปริมาณสินค้าขายไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ ทำให้เงินจมในสินค้า ผลกระทบตามมาก็คือกิจการขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะชำระหนี้สิน และใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งธุรกิจอาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียน จากแหล่งเงินทุนระยะสั้น เพื่อนำมาจ่ายชำระหนี้ให้ทันกำหนด เช่น การกู้ยืมเงินจากธนาคาร วิธีการดังกล่าวสามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันตามกำหนดก็จริง แต่จะไม่สามารถทำให้สภาพคล่องของกิจการดีขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันจะทำให้กิจการมีปัญหาสภาพคล่องมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะการหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาชำระหนี้นั้น จะมีผลทำให้อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการ ก็ต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย

    สรุป

    เงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะละเลยไม่ได้ หลักในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยพิจารณาสภาพคล่อง ระดับของความเสี่ยง และกำไรในระดับที่ยอมรับได้ กล่าวคือการจัดสรรเงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ตาม โดยหลักทางการเงิน พบว่าหากลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน จะมีผลทำให้สภาพคล่องต่ำ ความเสี่ยงสูง กำไรสูง แต่หากลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์ถาวร จะมีผลทำให้สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ กำไรต่ำ นอกจากนี้กิจการควรมีการวิเคราะห์ระดับเงินทุนหมุนเวียนเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบว่ามีกำไร จากการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

    หวังว่าในบทความนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคำว่า เงินทุนหมุนเวียน ได้มากขึ้นนะครับ ซึ่งจริงๆ เรื่องเงินทุนหมุนเวียน ยังมีรายละเอียดในส่วนของการคำนวณอีก ซึ่งท่านผู้อ่านก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม ไว้เป็นความรู้สำหรับการประกอบกิจการต่างๆ นะครับ

  • เทคนิคการขายประกันชีวิต ที่คนขายประกันควรอ่าน

    ในปัจจุบันนี้การทำประกันชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ซึ่งการทำประกันชีวิตก็เพื่อเป็นการวางแผนอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย และเมื่อความต้องการประกันชีวิตมีมากขึ้น อาชีพขายประกันจึงเกิดขึ้นตามมา ซึ่งตัวแทนการขายประกันชีวิตมักประสบปัญหากับการขายประกันชีวิต ดังนั้นนักขายจึงต้องใช้เทคนิคการขายประกันชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ

    ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการขายประกันชีวิต 9 ข้อ ที่คนขายประกันควรอ่านครับ

    ขายประกันด้วยความจริงใจ

    ความจริงใจเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างหนึ่งที่สามารถแสดงออกมาได้ นักขายต้องยึดหลักการขายประกันด้วยความจริงใจ เมื่อเข้าไปพบลูกค้าก็ต้องแสดงความจริงใจก่อน ไม่ใช่ยัดเยียดขายเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ความจริงใจถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่นักขายมืออาชีพยึดถือปฏิบัติมาตลอด ความจริงใจเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นักขายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ก่อนที่นักขายประกันจะได้รับ เพียงเท่านี้ก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ แล้ว ข้อควรระวังคือ ไม่ควรตามตื้อในครั้งแรกที่ไปพบลูกค้า ตื้อมากไปส่วนใหญ่เค้าจะไม่ซื้อกันนะครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ ยิ่งไปขายประกันกับเพื่อนสนิทยิ่งต้องถนอมน้ำใจกันเป็นพิเศษนะครับ บางคนตื้อมาก เพื่อนไม่ทำ จนเสียเพื่อนไปเลยก็มี

    เตรียมตัวให้พร้อม

    การเตรียมตัวของนักขายให้มีความพร้อม ถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวนักขายเอง โดยเฉพาะการแต่งกาย บุคลิกภาพ การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับการขายประกันชีวิต ควรมีการวางแผนและเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า เมื่อมีการพบปะกับลูกค้าก็จะทำให้ลูกค้าเห็นถึงความน่าเชื่อถือ ว่าเรามีการเตรียมความพร้อมมาแล้วเรียบร้อย

    มีด้วยความรู้แน่น

    นักขายควรมีความรู้ในเรื่องปะกันชีวิตอย่างลึกซึ้ง รู้จริง และสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังได้แบบง่าย และเข้าใจ ซึ่งเทคนิคการขายประกันแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ไม่น้อย ความรู้ในเรื่องประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมาก อย่างน้อยนักขายควรให้คำตอบเกี่ยวกับการประกันชีวิตได้ ถ้าคุณไปแบบเอ้อๆ อ้าๆ ลืมรายละเอียดตรงนั้นตรงนี้ จะทำให้เหมือนไม่ชำนาญในการขาย จะทำให้พลาดการได้ยอดขายได้

    เป็นผู้ฟังที่ดี

    การฟังเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่สำคัญอีกประการหนึ่ง บางคนไปขายพูดอยู่อย่างเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อประกันได้ซักถาม เพราะการรับฟังปัญหา และความต้องการของลูกค้าที่จะทำประกันชีวิตของแต่ละคนมีความต้องการไม่เท่ากัน นักขายควรใช้การฟังให้ละเอียด และเข้าใจมากที่สุด เพื่อจะได้แนะนำประกันชีวิตที่เหมาะกับลูกค้าได้อย่างตรงความต้องการ

    ตอบได้ทุกคำถามในเรื่องประกัน

    การตอบคำถามลูกค้าก็เป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมีความมั่นใจในการที่จะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตกับนักขาย การตอบอย่างตรงคำถาม และตรงประเด็นที่ลูกค้าถามถือเป็นสิ่งที่นักขายประกันชีวิตมืออาชีพทำทุกครั้งในการตอบคำถามกับลูกค้าเสมอ เรียกว่าถามได้ตอบได้ ชัดถ้อยชัดคำนั่นเอง

    มีศิลปะในการพูด

    การพูดถือเป็นอาวุธสำคัญ และเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ขาดไม่ได้เลยในการขายประกันชีวิต เพราะการพูดถือเป็นเทคนิคเฉพาะตัว การพูดของแต่ละคน จะมีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การพูดอย่างไรให้ได้ใจลูกค้า และดึงความสนใจกับเรื่องประกันชีวิตให้มากที่สุด เพราะนักขายมือใหม่บางคน พูดแบบน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ผลสุดท้ายปิดงานไม่ได้ เพราะพูดนอกเรื่องเยอะไป การขายประกันให้ได้ยอดเยอะๆ นั้น ต้องมีศิละในการพูดด้วย

    ให้ข้อเท็จจริง

    การทำประกันชีวิตมีประโยชน์ และสำคัญมากต่อคนทุกคน เพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน การให้ข้อเท็จจริง คือ เทคนิคการขายประกันชีวิต ที่ทำให้ลูกค้าคิดตามว่า การทำประกันชีวิตสำคัญอย่างไร และจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการทำประกันชีวิต การให้ข้อเท็จจริงไม่หลอกลวงเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต

    ขายประกันด้วยความเข้าใจ

    นักขายประกันชีวิตต้องวางตัวให้เป็นเพื่อนคู่คิดมากกว่าการเป็นคนขายของ เพราะการขายแบบ hard sale จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด การขายประกันด้วยความเข้าใจถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมีที่ปรึกษามากกว่าการซื้อขาย นักขายต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับนักขายที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ

    การทำให้สนใจ

    เทคนิคการขายประกันชีวิตด้วยการทำให้ลูกค้าสนใจฟัง รวมถึงเปิดใจรับการขายประกันชีวิต นักขายประกันชีวิตมืออาชีพหลายท่านใช้วิธีนี้ได้อย่างมีศิลปะ และชั้นเชิง ที่แตกต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละคน การทำให้สนใจ จะกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อประกันชีวิตได้ง่าย และเร็วขึ้นเพราะเห็นถึงความสำคัญของประกันชีวิต

    ซึ่งการทำประกันชีวิตมีความสำคัญมากสำหรับทุกชีวิต นักขายประกันชีวิตจึงนำความสำคัญในข้อนี้มาเป็นจุดเด่นในการขายประกัน แต่ ในเรื่องเทคนิคการขายประกันชีวิตที่นำไปใช้ร่วมด้วยก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะด้วยการแข่งขันที่มีสูงขึ้นของอาชีพขายประกัน ทำให้นักขายต้องสรรหาเทคนิควิธีขาย มาสร้างความมั่นใจในการขาย และกระตุ้นการขายประกันชีวิตให้กับลูกค้าได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ด้วยเทคนิคการขายประกันชีวิตในบทความนี้ เชื่อได้ว่าถ้าท่านนำไปปฏิบัติได้ทุกข้อ ก็จะทำให้ท่านมียอดขายจากการขายประกันเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

  • การวิเคราะห์ SWOT คืออะไร

    การวิเคราะห์ swot
     

    การวิเคราะห์ SWOT คืออะไร SWOT มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัว ได้แก่ จุดแข็ง (Strength), จุดอ่อน (Weakness), โอกาส (Opportunity) และอุปสรรค (Threat) เป็นการวิเคราะห์ถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งมีการใช้ SWOT กันอย่างแพร่หลายจากมหาวิทยาลัย Harvard มหาวิทยาลัยเลื่องชื่อของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1960

    SWOT เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็ง และจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานขององค์กร

    โดยการวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อนจะวิเคราะห์จากภายในกิจการ ส่วนการวิเคราะห์โอกาส และอุปสรรค นั้นจะวิเคราะห์จากภายนอกกิจการ

    1. จุดแข็ง (Strength) คือ ปัจจัยภายในที่ส่งผลดี กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ บริษัทต้องค้นหาความสามารถที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพื่อนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานทางด้านการตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดี บริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง หรือหมายถึบงความสามารถและสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็นบวก ซึ่งองค์กรนำมาใช้ เป็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงการดำเนินงานภายในที่องค์กรทำได้ดี

    2. จุดอ่อน (Weakness) คือ ปัจจัยภายในที่ส่งผลเสีย ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี เช่น ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงกว่าคู่แข่งขัน บริษัทต้องประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งเป็นระยะ ธุรกิจไม่สามารถที่จะแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมดได้ และไม่ควรประมาทกับจุดแข็งทีมีอยู่ของบริษัท และควรหาโอกาสในการพัฒนาจุดแข็งให้มากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการขาดจุดแข็ง แต่อาจเกิดจากขาดการทำงานเป็นทีม หรือขาดการประสานงานกันก็ได้ หรือหมายถึงสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็นลบและด้อยความสามารถ ซึ่งองค์กรไม่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึง การดำเนินงานภายในที่องค์กรทำได้ไม่ดี

    3. โอกาส (Opportunity) คือ ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลดี หรือเป็นประโยชน์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทำให้ต้องจับตามองสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และการแข่งขันในตลาดอยู่เป็นระยะๆ หรือหมายถึง
    ปัจจัยและสถานการณ์ภายนอกที่เอื้ออำนวยให้การทำงานขององค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขององค์กร

    4. อุปสรรค (Threat) คือ ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลเสียกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ ทำได้แต่เพียงวิเคราะห์ และคาดการณ์ล่วงหน้าถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ทำให้เราสามารถหาทางป้องกันผลเสียหายที่เกิดขึ้นให้น้อยลงไปได้ เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ ความเข้มแข็งของคู่แข่งขัน การขึ้นราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นต้น หรือหมายถึง ปัจจัยและสถานการณ์ภายนอกที่ขัดขวางการทำงานขององค์กรไม่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นปัญหาต่อองค์กร

    เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะให้ผลดีต่อธุรกิจหนึ่ง แต่จะส่งผลกระทบทางด้านลบกับอีกธุรกิจหนึ่งก็ได้ เช่น เงินบาทแข็งค่าขึ้น จะเป็นอุปสรรคของธุรกิจส่งออก แต่จะเป็นโอกาสของธุรกิจนำเข้า

    ผลกระทบทาง + เป็นโอกาส
    ผลกระทบทาง – เป็นอุปสรรค

    การวิเคราะห์ SWOT ได้ถูกต้อง ก็คือ เป็นการหาจุดแข็ง และลบจุดอ่อน โดยหากลยุทธ์ที่จะสร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงความเสียหายจากอุปสรรคที่เกิดขึ้น

    การวิเคราะห์ SWOT เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เป็นการพัฒนาการหาโอกาสที่ดี ที่จะเอื้อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยต้องหลีกเลี่ยงผลเสียหายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยจะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรภายในธุรกิจที่มีอยู่จำกัด เพื่อหาจุดเด่น และลบจุดด้อยเพื่อหาทางสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้น

    บางครั้งการจำแนกโอกาสและอุปสรรคเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สถานการณ์ที่เคยเป็นโอกาสกลับกลายเป็นอุปสรรคได้ และในทางกลับกันอุปสรรคอาจกลับกลายเป็นโอกาสได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้องค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์แวดล้อม

    ผมจะขอเพิ่มเติม SWOT เกี่ยวกับตัวเราเองนะครับ เป็นการวิเคราะห์ตนเอง (Self analysis) ได้แก่ การพิจารณาจุดแข็ง (Strength) ของตนเองที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาจุดอ่อน (Weakness) ภายในตนเองที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จ และโอกาส และอุปสรรค

    1. จุดแข็ง (Strength) จุดแข็งหรือโอกาสที่จะเกิดจากตัวเราเอง

    – บุคคลิก นิสัย ของคุณซึ่งเป็นข้อดี เช่น กระตือรือร้น มีมนุษย์สัมพันธ์
    – ความรู้ เช่น มีความรู้ความถนัดด้านไอที ด้านโฆษณา ถ้าจะให้ดี เอาที่ถนัดโดดเด่นจริงๆนะครับ จะเห็นภาพมากกว่าใส่ไปเยอะๆ
    – ประสบการณ์ เช่น ก็เอาที่เด่นๆ เช่นกัน
    – ต้องการความสำเร็จ
    – เป็นนักวางแผนที่ดี
    – มีทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
    – เรียนรู้งานได้รวดเร็ว
    – มีความทะเยอทะยาน
    – อาจมีเรื่องของเงินทุนด้วย ซึ่งจะตอบว่าคุณน่าจะทำธุรกิจเอง หาหุ้นส่วน หรือไปทำงานประจำ

    2. จุดอ่อน (Weakness) คือ อุปสรรคที่เกิดจากตัวเราเอง

    – นิสัยซึ่งเป็นข้อเสีย เช่น ใจร้อน ขี้เบื่อ ตัดสินใจช้า
    – ไม่มั่นใจในการเป็นผู้นำ
    – บางครั้งไม่กล้าตัดสินใจได้ดวยตนเอง
    – ไม่แน่ใจว่าจะทำงานใดดี
    – ขาดทิศทางที่แน่นอน
    – ขาดเงินทุน

    3. โอกาส (Opportunity) คือ โอกาสภายนอกที่เข้ามา (ควบคุมไม่ได้)

    – เช่น มีเพื่อนกำลังจะทำธุรกิจ และมีส่วนที่เราน่าจะร่วมงานกันได้
    – จังหวะแนวโน้มของตลาดหรือเศรษฐกิจที่มาส่งเสริมอาชีพที่เราถนัดพอดี

    4. อุปสรรค (Threat) คือ อุปสรรคจากภายนอก

    – เช่น สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทางเลือกอาจเป็นการเลือกงานที่เป็นงานประจำไปก่อน แต่หากธุรกิจที่คุณเลือกมันเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจพอดี อันนั้นจะถือเป็นโอกาสแทน

    การทำ SWOT ทำได้หลายระดับครับ ตั้งแต่ทำ SWOT ของตัวเองคนเดียว ทำ SWOT ของบริษัท ซึ่งจะได้คำตอบที่แตกต่างกันไป ประมาณนี้นะครับ ลองดูครับ หวังว่าคงเพิ่มเติมให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ

    หนังสือของ Peter Drucker ที่กล่าวถึงเรื่อง SWOT

    1. “The Practice of Management”, by Peter Drucker, 1954
    2. ” Management: Tasks, Responsibilities, Practices”, by Peter Drucker, 1974
    3. “The Effective Executive”, by Peter Drucker, 1985
    4. “The Frontiers of Management”, by Peter Drucker, 1986
    5. “Managing for Results”, by Peter Drucker, 1986

error: Content is protected !!