Author: admin

  • สูตรวิธีทำมันต้มขิง พร้อมคำแนะนำในการขายมันต้มขิง

    สูตรวิธีการทำมันต้มขิง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมมันต้มขิง

    – มันเทศ 900 กรัม หากปอกเปลือกแล้วเหลือเนื้อประมาณ 800 กรัม
    – ขิงแก่ 90 กรัม
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
    – น้ำสะอาด 1/3 ถ้วย

    วิธีการทำมันต้มขิง

    – นำมันเทศที่หัวดี ๆที่ไม่เน่า ไม่หนอน ไม่มีรูหรือมีรูเล็กน้อย เนื้อแน่น มาปอกเปลือกออกให้หมด เพราะมันเทศถือว่าเป็นมันชนิดหนึ่งที่สามารถปอกได้ง่าย ไม่ว่าจะสุกหรือดิบ เสร็จแล้วหั่นเป็นชิ้นๆพอดีคำ ตามความชอบ โดยจะหั่นสี่เหลี่ยม เหลาเป็นกลมๆก็ได้เช่นกัน
    – หั่นเสร็จ นำไปล้างน้ำสัก 2 รอบ เพื่อให้ยางออกให้หมด จากนั้นก็ใส่ตะกร้าไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    – เอาขิงมาปอกเปลือก โดยใช้ขิงแก่ และตัดส่วนที่ไม่ใช้ทิ้งไป แล้วก็ฝานเป็นแว่นไม่ต้องให้บางมากเกินไป
    – จากนั้นก็ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นเอาไปใส่รวมไว้กับมันเทศที่ปอกเปลือกเรียบร้อย
    – ทำการต้มน้ำเชื่อมโดยใส่น้ำประมาณ 5 ถ้วยนิดๆ ลงในหม้อสะอาด เติมน้ำตาลลงไป 2 ถ้วย แต่สำหรับคนชอบหวานน้อย ให้ใส่สัก 1 1/2 ถ้วยก็พอ แล้วก็นำไปตั้งเตาไฟ
    – คนด้วยทัพพีหรือกระบวยเป็นระยะๆ จนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด
    – ก็เทมันเทศและขิงฝานเป็นแว่นใส่ลงไปในหม้อแล้วก็ปิดฝา
    – ต้มทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณสัก 15-25 นาทีหรืออาจจะมากน้อยกว่านั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับไฟแรง
    – แล้วพอผ่านไปสัก 18-20 นาที เปิดฝาหม้อขึ้นมาดูว่ามันเทศสุกหรือยัง หากสุกแล้ว ทำการยกลงจากเตา
    – เตรียมตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ สามารถทานขณะที่ยังร้อน เพื่อช่วยให้คล่องคอ แก้หนาวได้อย่างดี

    สูตรวิธีการทำมันต้มขิง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมมันต้มขิง

    – มันเทศหวานแบบไหนก็ได้ 5-6 หัวหรือมากกว่านั้น
    – น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลอ้อย 1ถ้วยตวง ใครไม่มีก็ใช้น้ำตาลทรายขาวปกติ
    – น้ำเปล่า 1/2หม้อ
    – น้ำขิงสำเร็จรูป หากมีขิงสด ขิงอ่อนก็ใช้ได้เช่นกัน ประมาณ 1 หัว
    – เกลือป่น เล็กน้อย

    วิธีการทำมันต้มขิง

    – ทำการล้างมันเทศและปลอกเปลือกล้างให้สะอาด การปลอกเปลือกเราก็ใช้ที่ปลอกเปลือกได้เลย มันเทศจะปลอกเปลือกง่ายเพราะเปลือกจะบางมากอยู่แล้ว เมื่อปลอกเปลือกแล้วให้แช่น้ำเกลือไว้เพื่อกันมันเทศดำ จากนั้นค่อยๆหั่นมันเทศเป็นชิ้นๆขนาดพอดีคำไว้ แช่ในน้ำเกลือเหมือนเดิม
    – ถ้าหากมีขิงอ่อนจริงๆให้หั่นขิงเป็นชิ้นบางๆแนว เพื่อให้กลิ่นขิงออกมาได้เต็มที่ ใช้ขิงอ่อนเพราะรสชาติจะไม่เผ็ด ทานง่าย
    – จากนั้นทำการต้มน้ำเปล่าให้เดือด และใส่ขิงสดที่หั่นไว้ลงไป ตามด้วยมันเทศที่เตรียมไว้ ปิดฝาต้มไฟกลางประมาณ 5นาที หากไม่มีขิงสด ก็เปลี่ยนมาใช้แบบน้ำขิงสำเร็จรูปใส่ลงไปแทนใช้ประมาณ 2 ซอง ใส่พร้อมกับการใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป แนะนำว่าหากมีน้ำตาลทรายแดงจะดีมากๆ เพราะรสชาติหวานจะเข้าถึงมากกว่าใช้น้ำตาลทรายขาว
    – เมื่อมันต้มขิงเดือดก็ทำการยกลงจากเตา
    – ขั้นตอนสุดท้ายเตรียมถ้วยมาใส่พร้อมเสิร์ฟทานร้อนๆ กลิ่นขิงอ่อนๆ โชยมาแตะจมูกหอมๆ ครับ โดยเฉพาะเวลาไม่สบาย มันต้มขิงช่วยได้ดีเลยครับ

    สูตรวิธีการทำมันต้มขิง สูตรที่ 3

    ส่วนผสมมันต้มขิง

    – มันเทศ 5 หัว หรือมากกว่านั้น ตามจำนวนผู้รับประทาน
    – ขิงแก่ 2 หัว
    – น้ำขิงสำเร็จรูปหรือขิงผง
    – น้ำเปล่า 2 ถ้วย
    – น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
    – น้ำปูนใสสำหรับแช่มันเทศ
    – เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีการทำมันต้มขิง

    – นำมันเทศจำนวน 5 หัวไปล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นให้ได้ขนาดพอดีคำ และนำไปแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 20 นาทีเพื่อให้มันเทศมีเนื้อกรอบ อร่อย และล้างน้ำสะอาดอีกรอบ
    – ล้างขิงให้สะอาด จากนั้นหั่นขิงเป็นแว่นๆ หากใครต้องการให้รสชาติน้ำขิงที่ต้มมีรสจัด ให้ใช้ขิงแก่ หากชอบรสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ ไม่ขม แนะนำให้ใช้ขิงอ่อนจะดีที่สุด
    – หากใครที่ไม่สะดวกหาซื้อขิงได้ สามารถนำขิงผงหรือน้ำขิงสำเร็จรูปมาต้มแทนได้เช่นกัน แต่ความหอมและรสชาติที่ได้จะไม่ดีเท่านำขิงจริงๆมาทำ
    – ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นจึงใส่น้ำตาลทราย 2 ถ้วยคนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นใส่ขิงและมันเทศลงไป
    – ใส่เกลือกเล็กน้อยเพื่อให้ได้รสชาติที่ตัดกับความเผ็ดของขิงเล็กน้อย
    – ต้มจนมันสุกและได้กลิ่นหอมของน้ำขิง การต้มสามารถต้มในเวลาที่ต้องการได้ อยู่ที่ว่ามันจะเนื้อแข็งอ่อนมากเพียงใดและไฟในเตาจะร้อนมากน้อยหรือไม่
    – จัดใส่ชาม พร้อมรับประทาน เป็นยาแก้หวัดได้

  • 10 เคล็ดลับสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน

    ะำหะการทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ เมื่อเรียบจบ หรือเมื่อถึงเวลาอันสมควร ไม่ว่าจะทำงานในส่วนราชการ เอกชน หรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ซึ่งในการทำงานนั้นก็ต้องมีเพื่อนร่วมงาน หลายคนมีปัญหาที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นที่เรียกว่าเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานจึงเป็นเรื่องที่ควรทราบ และควรปฏิบัติ ซึ่งมนุษยสัมพันธ์ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงาน โดยแต่ละคนก็จะมีนิสัยส่วนตัว หรือพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเมื่อจะเริ่มทำงานควรรู้จักวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานทั้งกับเจ้านาย และเพื่อนร่วมงาน วันนี้ก็ขอนำเสนอ 10 เคล็ดลับสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานครับ

    1. การทักทาย

    การทักทายไม่ว่าจะด้วยการยิ้มทักทาย หรือการกล่าวสวัสดี โดยคุณเริ่มบทสนทนาก่อน และเข้าหาเพื่อนร่วมงานก่อนเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน ซึ่งการทักทายนอกจากจะเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์แล้วยังเป็นการสร้างมิตรภาพที่ดี และแสดงถึงความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงานของคุณด้วย โดยการทักทายนั้นควรคำนึงถึงวัยวุฒิด้วย หากเพื่อร่วมงานของคุณมีอายุที่มากกว่า ควรจะใช้คำทักทาย และการแสดงออกที่สุภาพ เพื่อเป็นการแสดงถึงความเคารพในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าคุณ

    2. มีความจริงใจ

    ความจริงใจเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ โดยคุณสามารถแสดงความจริงใจในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงานได้โดยพูดคุยอย่างเปิดเผย โดยคุยเรื่องทั่วๆ ไป ข่าวสารบ้านเมือง ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว หรือความคิดเห็นทางการเมือง แต่ควรเลือกคุยในเรื่องที่ช่วยเพิ่มความสนิทกันมากขึ้น หรือเลือกที่จะช่วยเพื่อนร่วมงานไปรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกันเพื่อแสดงความจริงใจ และเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอีกวิธีหนึ่ง

    3. ไม่นินทา

    การนินทาไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะทำลายการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครชอบการว่าร้าย การนินทาลับหลังอย่างแน่นอน เพราะการนินทานำมาซึ่งความน้อยใจ เสียใจ หรือเสียความรู้สึกได้ และยิ่งในสถานที่ทำงานที่มีคนมากก็ยิ่งมีการนินทามาก ดังที่มีคนกล่าวว่ามากคนก็มากความ คุณควรให้ความสำคัญกับการสร้างมนุษยสัมพันธ์เพื่อสร้างเพื่อนมากกว่าการสร้างศัตรู โดยพยายามไม่นินทาเพื่อนร่วมงานทั้งต่อหน้า และลับหลัง

    4. ให้ความร่วมมือ

    เมื่อมีการทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน คุณควรให้ความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานในทุกๆ ด้าน หากเพื่อนร่วมงานของคุณต้องการความร่วมมือ หรือคุณต้องการความร่วมมือ ก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไม่มีการปฏิเสธ ซึ่งการให้ความร่วมมือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ในที่ทำงานระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงาน

    5. กล่าวคำชม

    ไม่ว่าใครก็ชื่นชอบคำชื่นชมยินดีกันทั้งสิ้น การกล่าวคำชมเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้คุณกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะทำให้เพื่อนรู้สึกว่าได้กำลังใจในการทำงาน คำชมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม การกล่าวคำชมจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่ทำงานมีกำลังใจในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น

    6. ให้คำปรึกษา

    เมื่อเพื่อนร่วมงานมีปัญหาด้านการทำงาน คุณควรให้ความช่วยเหลือด้วยการให้คำปรึกษา เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาให้กับเพื่อนร่วมงานอย่างเต็มที่ โดยค่อยๆ ดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน แสดงถึงความเป็นเพื่อนคู่คิด การสร้างมนุษยสัมพันธ์ด้วยการให้คำปรึกษา จะทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความเห็นอกเห็นใจในความความช่วยเหลือจากคุณ

    7. รับฟังความคิดเห็น

    การทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการรับฟังความคิดเห็นในทุกๆ ด้าน และคุณจะต้องไม่เป็นศูนย์กลางของความคิด และสิ่งสำคัญไม่ควรทำคือ ไม่รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติในการทำงานของกันและกัน การรับฟังความคิดเห็นจะช่วยทำให้คุณได้ไอเดีย วิธีการคิดในแง่มุมต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

    8. มีความรับผิดชอบ

    คุณต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ และคนทำงานที่ทำงานจริงด้วยความรับผิดชอบต่องาน และหน้าที่ของตนเอง ไม่ผลักภาระหน้าที่ให้กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งการมีความรับผิดชอบคือการสร้งมนุษยสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในตำแหน่ง หรือหน้าที่ของคุณให้มีน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกดี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกลับมาให้กับคุณ

    9. ให้ความช่วยเหลือ

    เมื่อมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าข้ออื่นๆ ก็คือ การให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เพื่อนร่วมงานต้องการรับความช่วยเหลือ คุณควรยื่นมือเข้าไปเพื่อช่วยเหลือในทันที เพื่อให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความมีน้ำใจของคุณ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานมีมากขึ้น

    10. ไม่ทำตัวเด่น

    คุณไม่ควรทำตัวเด่น หรือทำตัวเหนือกว่าเพื่อนร่วมงาน แต่ควรทำตัวเสมอกับเพื่อนมากกว่า เพราะคุณกับเพื่อนร่วมงานก็ถือเป็นคนที่อยู่ในสถานะคนทำงานเช่นเดียวกัน ควรให้ความช่วยเหลือกัน ให้คำปรึกษา ช่วยกันทำงานให้องค์กรก้าวหน้าไปด้วยกัน มากกว่าการทำตัวเด่น หรือทำตัวโอ้อวด เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่ดีกับตัวคุณอย่างแน่นอน

    สรุป

    การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีช่วยเพิ่มความสบายใจให้กับทั้งคุณ และเพื่อนร่วมงาน และโดยเฉพาะงานที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ยิ่งจะต้องเพิ่มการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

  • สูตรวิธีทำมันต้มน้ำตาล พร้อมคำแนะนำในการขายมันต้มน้ำตาล

    สูตรวิธีการทำมันต้มน้ำตาล สูตรที่ 1

    ส่วนผสมต่างๆ ที่ใช้ในการทำมันต้มน้ำตาล

    – มันเทศ 2 กิโลกรัม สำหรับคนรับประทาน 3 คน
    – ขิงไม่แก่ไม่ปอกเปลือกทุบแตกๆ 4 แง่ง
    – ขิงแก่ปอกเลือกหั่นแบบหนา 20 ชิ้น
    – น้ำตาลทรายครึ่งถ้วย
    – น้ำตาลทรายสกัดจากหญ้าหวาน 1 ซอง
    – น้ำตาลทรายแดง ½ กิโลกรัม
    – น้ำเปล่า 1 ลิตร

    วิธีการทำมันต้มน้ำตาล

    – มันเทศปลอกเปลือก ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ
    – ต้มน้ำพอเริ่มเดือด ใส่ขิงทั้งขิงแก่และขิงอ่อน น้ำตาลทรายในปริมาณที่เยอะกว่าส่วนผสมอื่นๆโดยการใส่น้ำตาลทรายสกัดจากใบหญ้าหวานเพิ่มลงไปเพื่อให้ได้ความหวานที่ดีต่อสุขภาพจากใบหญ้าหวาน และจากนั้นใส่เกลือลงไปคนให้น้ำตาลละลายหมด
    – ทำการใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป เพื่อให้ได้น้ำต้มมันที่มีสีสันและกลิ่นหอมของน้ำตาลทรายแดง
    – ใส่มันเทศลงไปต้มจนมันสุก ถ้าชอบนิ่มๆก็ต้มนานหน่อย พอสุกก็ทำการยกลงจากเตา
    – จัดใส่ชามพร้อมเสิร์ฟทานร้อนๆ พร้อมเนื้อขิงกรุบๆ น้ำที่ใช้ต้มมันให้ความหวานชื่นใจ

    สูตรวิธีการทำมันต้มน้ำตาล สูตรที่ 2

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำมันต้มน้ำตาล

    – มันเทศ ½ กิโลกรัม
    – น้ำตาลครึ่งกิโลกรัม
    – น้ำปูนใสแช่มันเทศ
    – ขิงอ่อนหั่นเป็นแว่น 5 แว่น
    – น้ำเปล่า 7 ถ้วย

    วิธีการทำมันต้มน้ำตาล

    – หั่นมันเทศขนาดพอดีคำ ถ้าจะให้ดี ควรเฉาะมันให้เป็นชิ้นไม่ใหญ่มากเกินไปหรือชิ้นเล็กๆตามที่ต้องการ ทำการล้างให้สะอาด แช่ในน้ำปูนใส เพื่อให้เนื้อมันกรอบ เสร็จแล้วเตรียมใส่หม้อ
    – ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่น้ำตาลลงไป ขอแนะนำว่าควรใส่น้ำตาลในปริมาณที่มากกว่าขิง เพราะจะทำให้ได้รสชาติที่หวานของน้ำตาล จากนั้นก็นำขิงหั่นแว่น 5 แว่นมาใส่ลงไป
    – ต้มจนส่วนผสมทุกอย่างเดือดเข้ากัน จากนั้นปิดไฟ ยกลงจากเตา
    – ตักมันต้มน้ำตาลใส่ชาม พร้อมสำหรับรับประทาน มันต้มน้ำตาลมันลักษณะและวิธีการทำคล้ายๆกับมันต้มขิง แต่รสชาติของน้ำที่ต้มนั้นต่างกัน มันต้มน้ำตาลจะได้รสชาติที่หวานและหอมกว่ามันต้มขิงที่เผ็ดร้อน

    สูตรวิธีการทำมันต้มน้ำตาล สูตรที่ 3

    ส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการทำมันต้มน้ำตาล

    – มันเทศ 2 กิโลกรัม สำหรับคนรับประทาน 3 คน
    – ขิงไม่แก่ไม่ปอกเปลือกทุบแตกๆ 4 แง่ง
    – ขิงแก่ปอกเลือกหั่นแบบหนา 20 ชิ้น
    – น้ำตาลทรายครึ่งถ้วย
    – น้ำตาลทรายสกัดจากหญ้าหวาน 1 ซอง
    – น้ำเปล่า 1 ลิตร

    วิธีการทำมันต้มน้ำตาลง

    – ปอกมันเทศโดยการเอาเปลือกออก แล้วทำการเฉาะให้เป็นชิ้นๆ จะไม่ใช้วิธีการหั่นเพราะจะทำให้ได้ชิ้นที่ใหญ่จนเกินไป มันเทศสุกยากและการหั่นแบบสวยงามเกินไป จะทำให้ดูไม่น่ากินเท่าที่ควร
    – แช่มันเทศในน้ำปูนใส เพื่อให้มันเทศกรอบ เนื้อไม่คล้ำ
    – เตรียมขิงทั้ง 2 แบบ คือ ขิงแก่และขิงอ่อนมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาด ทำการทุบขิงแก่ให้แตกและหั่นขิงอ่อนเป็นแว่นๆ เพื่อที่เวลาต้ม น้ำขิงจะได้ซึมเข้าไปในน้ำ ส่วนขิงอ่อนก็สามารถรับประทานได้ เพราะไม่เผ็ดมากเกินไป
    – เมื่อทำการเตรียมขิงอ่อน ขิงแก่และมันเทศเสร็จแล้ว ต่อไปก็ทำการเรียงขิงทั้ง 2 แบบลงในหม้อ ควรเลือกหม้อสำหรับต้มจากวัสดุที่ดี เช่น หม้อที่ทำจากแก้วจะดีที่สุด เพราะทนทาน เหมาะสำหรับการต้ม
    – ใส่น้ำเปล่าพอประมาณจนท่วมขิงนิดหน่อย จากนั้นก็ทำการต้มขิงด้วยไฟกลางๆ
    – เมื่อน้ำเดือดจะเห็นสีของขิงออกมาเป็นสีส้มๆ พร้อมกลิ่นหอมๆ ทำการใส่มันเทศลงไป
    – ต้มน้ำจนเดือดจัดขึ้นฟอง จากนั้นทำการช้อนฟองออกให้หมด เพื่อให้น้ำต้มมันไม่ขุ่น
    – ทำการใส่น้ำตาลที่สกัดจากใบหญ้าหวานลงไป ใส่แค่ซองเดียว จะทำให้ได้รสชาติหวานปะแล่มๆ
    – ใส่น้ำตาลทรายลงไปอีก เพื่อให้เกิดความหวานของน้ำตาลมากกว่าความเผ็ดร้อนของขิง
    – ต้มจนเดือด จากนั้นยกลงจากเตา
    – จัดทำการเสิร์ฟ รับประทานแบบร้อนๆหรือเย็นๆก็ได้ เพื่อความชื่นใจ
    – รสชาติของมันต้มน้ำตาลจะคล้ายๆมันต้มขิง แต่สชาติจะหวานกว่าและกลิ่นขิงจะน้อยกว่า

  • สูตรวิธีทำขนมสังขยาเผือก พร้อมคำแนะนำในการขายขนมสังขยาเผือก

    สูตรวิธีทำขนมสังขยาเผือก สูตรที่ 1

    ส่วนผสม

    -เผือกขนาดกลาง 3 หัว
    -ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 6 ฟอง
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -ใบเตย 4-5 ใบ
    -น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือป่น 1 ช้อนชา
    -ฝอยทองเล็กน้อย (สำหรับตกแต่งหน้าขนม)

    วิธีทำ

    -เลือกเผือกขนาดกลาง 3 หัว แล้วนำลงไปแช่น้ำสะอาดประมาณ 10 นาที
    -จากนั้นล้างเผือกให้สะอาด ให้หมดคราบเศษดิน เพื่อความสะดวกและความสะอาดในการปอก
    -ทำการปอกเปลือกเผือกออกให้หมด แล้วล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง
    -หลังจากก็หั่นแบ่งครึ่งเผือก 1 หัวให้ได้ 2 ชิ้น แล้วหั่นส่วนแหลมๆ ของเผือกบริเวณหัวและท้ายออกไป จนได้ชิ้นเผือกที่มีลักษณะเป็นชิ้นวงกลม
    -ใช้มีดกรีดตรงกลางชิ้นเผือกตามแนวตั้ง เป็นรูปวงกลม โดยกำหนดให้ห่างจากขอบ 1 นิ้ว ทำเช่นนี้จะได้เผือกทั้งหมด 6 ชิ้น
    -ค่อยๆ แกะและคว้านเนื้อเผือกออกมา เว้นระยะให้เหลือเนื้อเผือกติดก้นเล็กน้อย
    -นำเศษเผือกที่เหลือทั้งหมด มาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ แล้วพักใส่ถ้วยไว้
    -จากนั้นตอกไข่ไก่ใส่ลงในภาชนะผสม ตามด้วยตามน้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด เกลือป่น และหัวกะทิ
    -สวมถุงมือพลาสติก แล้วนำใบเตยมาขยำ นวดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
    -นวดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำตาลทั้งสองชนิดละลายจนหมด แล้วค่อยตักใบเตยทิ้งไป
    -ใช้ผ้าขาวบางวางบนหม้อ หรือถ้วยชาม แล้วเทส่วนผสมสังขยาที่นวดจนเข้ากันแล้ว กรองให้ได้เนื้อส่วนผสมที่เนียน 1 รอบ
    -แล้วพักส่วนผสมสังขยาไว้ประมาณ 20 นาที
    -ตั้งชุดหม้อนึ่งบนเตา แล้วรอให้น้ำเดือดจัด
    -ระหว่างที่กำลังรอน้ำเดือด ให้นำเผือกที่คว้านเนื้อออกแล้วทั้ง 6 ชิ้น วางเรียงในลังถึง เว้นให้ห่างจากกันเล็กน้อย
    -คนส่วนผสมตัวสังขยาที่พักไว้ให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตักหยอดลงไปในตัวเผือก กะปริมาณให้พอดี เว้นพื้นที่ให้ขนมขยายตัว อย่าตักจนเต็มตัวเผือก เพราะจะทำให้เนื้อขนมสังขยาที่นึ่งสุกล้นออกมา ทำให้ดูไม่น่ารับประทาน
    -เมื่อน้ำในหม้อนึ่งเดือดจนได้ที่ ก็ยกลังถึงขึ้นตั้ง นึ่งขนมประมาณ 30-40 นาที
    -พอครบเวลาที่กำหนดแล้ว ก็ยกลังถึงลงจากหม้อนึ่ง ปิดไฟ แล้วพักขนมไว้ในลังถึง รอให้เย็นตัวลง คลายความร้อนจนสนิท จึงค่อยจัดใส่จาน
    -เมื่อขนมเย็นตัวลงแล้ว จึงใช้เกียงแซะขนมขึ้นมาจากลังถึงอย่างเบามือ วางลงบนจานใบเล็ก
    -ตกแต่งหน้าด้วยฝอยทองเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม เท่านี้ขนมสังขยาเผือกแสนอร่อยก็พร้อมรับประทานแล้วครับ

    สูตรวิธีทำขนมสังขยาเผือก สูตรที่ 2

    ส่วนผสมขนมสังขยาเผือก (สำหรับวางบนหน้าข้าวเหนียวมูน)

    -เผือกขนาดกลาง 1 หัว
    -ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 4 ฟอง
    -หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    -ใบเตย 4-5 ใบ
    -น้ำตาลทราย ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำตาลโตนด ครึ่งถ้วยตวง
    -เกลือป่น 1 ช้อนชา
    -ฝอยทอง และไข่แมงดา (สำหรับตกแต่งหน้าขนม)
    -ถั่วเหลืองคั่วเล็กน้อย (สำหรับตกแต่งหน้าขนม)

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกให้เลือกเผือกหัวขนาดกลาง 1 หัว โดยเลือกที่มีเนื้อแน่น ปอกสะอาดไม่มีรอยแมลงกัด
    -นำเผือกลงไปแช่ในน้ำให้เศษดินหลุดออกไป ประมาณ 10 นาที
    -จากนั้นก็ล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกเผือกออกให้เกลี้ยง
    -หั่นเผือกเป็นชิ้นยาวประมาณ 3 นิ้ว ความหนาปานกลาง สำหรับใส่โรยหน้าสังขยา เมื่อหั่นเสร็จแล้วให้พักใส่ถ้วยรอเอาไว้ก่อน
    -เทกะทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลโตนด และเกลือป่นลงในชามผสมอาหาร
    -ต่อมาก็ตอกไข่ไก่ลงไป 4 ฟอง ใช้ทัพทีคนไปมา ให้ส่วนผสมเข้ากันเล็กน้อย
    -นำใบเตย 4-5 ใบ ใส่ลงมาในชามผสม แล้วสวมถุงมือขยำส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จนได้เนื้อสังขยาที่เนียนและมีกลิ่นหอมใบเตย หลังจากนั้นก็ตักใบเตยทิ้งไป
    -กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง 1 ครั้ง เพื่อให้ได้เนื้อสังขยาที่เนียน และมีความละมุน
    -แล้วเทส่วนผสมที่กรองแล้วทั้งหมด ใส่ลงในถาดสำหรับนึ่งขนม
    -ใช้ไม้จิ้มฟัน หรือส้อมจิ้มไล่ฟองอากาศออกให้หมด เพื่อให้ได้หน้าขนมที่เนียนสวยงาม
    -นำเผือกที่หั่นเป็นชิ้นยาวๆ ไว้มาวางเรียงลงไปอย่างเบามือ ใส่ให้ทั่วหน้าสังขยา
    -ตั้งชุดหม้อนึ่งแล้วรอให้น้ำเดือดจัด
    -จากนั้นก็นำถาดขนมวางใส่ลังถึง และยกขึ้นตั้งบนหม้อนึ่ง นึ่งนาน 30 นาที จนเนื้อขนมและเผือกสุก
    -เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ ก็ปิดเตาและยกลังถึงลงมาพักไว้ รอให้ขนมเย็นตัวลง ประมาณ 30 นาทีครับ
    -พอขนมในถาดเย็นตัวลง ให้นำมีดคมมาตัดขนมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ให้ได้ชิ้นที่เท่ากัน
    -โดยสังขยาเผือกแบบเป็นชิ้น สามารถทานคู่กับข้าวเหนียวมูนได้ จัดข้าวเหนียวมูนลงในจาน แล้วตักสังขยาเผือกวางลงไป ตกแต่งด้วยไข่แมงดาและถั่วเหลืองคั่วเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม
    -ทั้งนี้สามารถนำขนมไปทานคู่กับไอติมกะทิ หรือจะตัดให้ได้ชิ้นสี่เหลี่ยมเท่าขนาดขนมปังแผ่น แล้วโรยหน้าด้วยฝอยทอง ทำเป็นแซนวิชขนมปังสังขยาเผือกก็ได้นะครับ
    -หรือนำไปทำข้าวเหนียวสังขยาเผือกแบบที่ใช้ห่อใบตองก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังจัดเสิร์ฟแบบเป็นชิ้น แล้วโรยหน้าด้วยฝอยทอง ไข่แมงดาและถั่วเหลืองคั่วได้อีกด้วยครับ นับว่าเป็นเมนูที่สามรถประยุกต์นำไปรับประทานได้หลากหลาย และเป็นขนมที่มีการขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากมากนัก ต้องลองทำรับประทานดูสักครั้งนะครับ

  • สูตรวิธีทำสังขยาฟักทอง พร้อมคำแนะนำในการขายสังขยาฟักทอง

    สังขยาฟักทอง

     

    สูตรวิธีทำสังขยาฟักทอง สูตรที่ 1

    ส่วนผสมสังขยาฟักทอง

    – ฟักทองไทยลูกเล็ก ขนาด 1 กก. จำนวน 1 ลูก
    – หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลโตนด 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง
    – ไข่เป็ด 3 ฟอง
    – ใบเตย 5 ใบ

    วิธีการทำสังขยาฟักทอง

    -เริ่มจากการเลือกฟักทอง ต้องเลือกลูกที่มีขนาดพอดี เนื้อแน่น จำนวน 1 ลูก
    -ล้างฟักทองให้สะอาด จากนั้นทำการคว้านเม็ดด้านในออกให้หมด เริ่มจากเอามีดปลายแหลม ที่มีความคม คว้านหัวฟักทองเป็นรูปวงกลมให้ได้ขนาดปานกลาง และดึงส่วนที่ถูกคว้านออกมา เอามีดกรีดบริเวณรอบๆ ให้มีความเรียบร้อย และนำชิ้นที่ถูกคว้าน ตกแต่งให้สวยงาม โดยลักษณะจะเหมือนฝาครอบ เอาไว้ปิดตัวฟักทองตอนนึ่งขนมเสร็จแล้ว
    -จากนั้นก็เอาช้อนยาวมาคว้านไส้ฟักทอง ที่มีเม็ดออกไปให้หมดครับ ก็จะเหลือพื้นที่โล่งๆ ไว้เทตัวสังขยาลงไป
    -เอาฟักทองไปล้างน้ำให้สะอาดอีกรอบ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วเราจะไปทำส่วนผสมของตัวสังขยากันครับ

    วิธีการผสมตัวสังขยา

    – เทหัวกะทิลงในชามใบใหญ่ ตามด้วยน้ำตาลโตนด และเกลือป่น โดยขั้นตอนการผสมตรงนี้ให้สวมถุงมือพลาสติกสำหรับทำอาหารด้วยนะครับ จะได้นวดตัวสังขยาได้อย่างคล่องแคล่ว
    – นวดกะทิกับน้ำตาลโตนดให้เข้ากัน หรือนวดไปเรื่อยๆ จนน้ำตาลละลายทั้งหมดครับ
    – ตอกไข่ไก่และไข่เป็ดลงใบในชาม แล้วนวดขยำไปมาจนไข่ทั้งสองชนิดเนียนเข้ากันกับเนื้อกะทิ
    – นำใบเตยสดล้างน้ำให้สะอาด จำนวน 5 ใบ มาขยำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันอีกครั้ง แล้วตักใบเตยทิ้งไป
    – หลังจากนั้นให้พักส่วนผสมในภาชนะไว้ประมาณ 10 นาที
    – นำผ้าขาวบางมาวางบนกระชอนถี่ แล้วค่อยๆ เทส่วนผสมสังขยามากรองเพื่อให้ได้เนื้อที่ละเอียดอีกครั้ง
    – ตั้งชุดนึ่งด้วยไฟแรงสม่ำเสมอ รอให้น้ำเดือดจัด แล้วจัดวางตัวฟักทองลงบนลังถึง
    – เทส่วนผสมสังขยาลงไปจนเกือบเต็มลูกฟักทอง แต่ต้องระวังอย่าให้ล้นเด็ดขาดนะครับ ไม่เช่นนั้นจะนำฝาฟักทองมาปิดไม่ได้
    – เมื่อน้ำเดือดจัดจนได้ที่ ก็ยกลังถึงตั้ง แล้วเอาฝาฟักทองปิดครอบไว้ตรงกลางที่ยังว่างอยู่
    – นึ่งบนความร้อนนาน 30-35 นาที หรือจนกว่าตัวฟักทองจะสุกเท่ากัน
    – พอครบตามเวลาที่ตั้งไว้ ก็ยกลังถึงลง แล้วนำฟักทองขึ้น พักไว้ให้คลายความร้อน
    – ก่อนจัดเสิร์ฟก็หั่นฟักทองออกเป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน และอาจตกแต่งโรยหน้าด้วยฝอยทอง ช่วยเพิ่มความน่ารับประทานให้มากยิ่งขึ้นครับ

    สูตรวิธีทำสังขยาฟักทอง สูตรที่ 2

    ส่วนผสมของสังขยาฟักทอง (แบบทานกับข้าวเหนียวมูน)

    – ฟักทองชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น
    – หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
    – น้ำตาลโตนด 1 ถ้วยตวง
    – เกลือป่น 1 ช้อนชา
    – ไข่ไก่ 3 ฟอง
    – ไข่เป็ด 3 ฟอง
    – ใบเตย 5 ใบ

    สำหรับสูตรนี้จะคล้ายกับสูตรข้างต้น แต่จะนำเนื้อฟักทองหั่นชิ้นมาใส่โรยหน้าตัวสังขยา โดยจะรับประทานแบบโรยหน้าขนมปังแผ่น หรือทานกับข้าวเหนียวมูนก็ได้เหมือนกันนะครับ

    วิธีการทำสังขยาฟักทอง

    – เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการเลือกฟักทองชิ้นใหญ่ จำนวน 2 ชิ้น ล้างให้สะอาด พร้อมกับความไส้และเม็ดของฟักทองออกให้หมดเกลี้ยง
    – ปอกเปลือกฟักทองออกเล็กน้อย และหั่นเป็นชิ้นเรียวยาวๆ ประมาณ 5 ซม. คล้ายฟักทองเชื่อมสำหรับใส่ในน้ำแข็งใส
    – นำฟักทองที่หั่นเรียบร้อยแล้วไปล้างให้สะอาดอีกครั้ง และพักทิ้งไว้บนกระชอนให้สะเด็ดน้ำก่อน
    – จากนั้นเราก็จะมาทำส่วนผสมของสังขยากันครับโดยเทหัวกะทิลงในภาชนะใบใหญ่ ตามด้วยน้ำตาลโตนด และเกลือป่น นวดขยำให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลาย สามารถสวมถุงมือพลาสติกนวดได้นะครับ จะได้มีความสะดวก รวดเร็ว
    – และก็นำใบเตยมานวดขยำๆ จนส่งกลิ่นหอม แล้วตักใบเตยทิ้งไป
    – ต่อมาจะทำการผสมไข่ทั้งสองนิดลงไป แต่เรามีตัวช่วยทุ่นแรงครับ เราจะใช้เครื่องผสมอาหารช่วยตีไข่ไก่และไข่เป็ดให้เนียนเข้ากับเนื้อของกะทิและน้ำตาล ด้วยการใช้หัวตีตระกร้อ ตะล่อมส่วนผสมต่างๆ เข้ากันด้วยความเร็วปานกลาง
    – ตอกไข่ทั้งสองชนิดลงในโถผสมอาหาร แล้วตีด้วยความเร็วปานกลางประมาณ 10 นาทีครับ
    – เมื่อส่วนผสมเนียนจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว เราก็เอาผ้าขาวบางมากรองส่วนผสมอีกครั้ง โดยเทส่วนผสมที่กรองแล้ว ลงในถาดนึ่งได้เลยครับ
    – ค่อยๆ เอาส้อมจิ้มไล่ฟองอากาศในถาดขนม เพื่อที่ขนมจะได้ออกมามีเนื้อที่เนียนสวย
    – นำฟักทองชิ้นที่หั่นเตรียมไว้ เรียงให้ทั่วหน้าขนมอย่างสวยงามครับ
    – ตั้งชุดนึ่งด้วยไฟแรง และรอจนน้ำเดือดพล่านเต็มที่ ยกถาดขนมวางบนลังถึง และนึ่งนาน 30-35 นาที หรือถ้าครบเวลาแล้ว แต่กังวลว่าขนมจะยังไม่สุก ให้เอาไม้จิ้มฟันทดสอบ ด้วยการจิ้มลงไปในเนื้อขนม หากไม่มีเนื้อขนมติดขึ้นมา ก็ถือว่าใช้ได้ครับ เป็นอันเรียบร้อย
    – ยกถาดขนมออกจากลังถึงแล้วพักไว้จนขนมเย็นตัวลง
    – และขั้นตอนสุดท้ายก็เตรียมจัดเสิร์ฟขนมได้แล้วครับ ใช้มีดปลายแหลม ตัดขนมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม โรยหน้าด้วยฝอยทองเล็กน้อย ทานกับข้าวเหนียวมูน หรือจะนำตัวขนมไปวางหน้าข้าวเหนียวมูนแล้วห่อใบตองก็ได้เช่นกันครับ

    การขายสังขยาฟักทอง

  • สูตรวิธีทำป๊อปคอร์น พร้อมคำแนะนำในการขายป๊อปคอร์น

    สูตรวิธีทำป๊อปคอร์น สูตรที่ 1 (สูตรรสชีส)

    ส่วนผสมป๊อปคอร์น

    -เมล็ดข้าวโพดดิบ ครึ่งถ้วยตวง
    -เนยสดรสเค็ม 3 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    -ผงแต่งอาหารรสชีส 5 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    -ตั้งหม้อเทฟลอนบนเตาแก๊สด้วยไฟแรงประมาณ 2 นาที แล้วค่อยลดไฟลงให้ร้อนปานกลาง
    -ตักเนยสดรสเค็มลงไปในหม้อ 3 ช้อนโต๊ะ แล้วคนให้เนยละลายจนหมด
    -ต่อมาจึงค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป และคนให้ละลายจนหมดเช่นเดียวกัน
    -จากนั้นก็ใส่เมล็ดข้าวโพดดิบตามลงไป แล้วปิดฝาหม้อ ค่อยๆ จับฝาหม้อให้ปิดกับตัวหม้อจนสนิท แล้วเขย่าไปมา เมล็ดข้าวโพดจะเริ่มแตกตัว ประมาณ 3 นาที เมล็ดจะแตกจนครบทุกเม็ด
    -ปิดไฟ แล้วยกหม้อลงจากเตา
    -เทข้าวโพดที่แตกตัวทั้งหมดลงในภาชนะผสม
    -ตักผงชีสใส่ลงไปในข้าวโพดป๊อปคอร์น แล้วเขย่าเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เท่านี้ก็พร้อมจัดใส่ภาชนะและรับประทานได้แล้วค่ะ

    สูตรวิธีทำป๊อปคอร์น สูตรที่ 2 (สูตรคาราเมล)

    ส่วนผสม

    -เมล็ดข้าวโพดดิบ ครึ่งถ้วยตวง
    -เนยสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่นเล็กน้อย
    -อัลมอนด์สไลด์เล็กน้อย

    ส่วนผสมตัวคาราเมล

    -น้ำตาลทรายขาว ครึ่งถ้วยตวง
    -น้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำเปล่าสะอาด 5 ช้อนโต๊ะ
    -เนยสดรสหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
    -กลิ่นวนิลาเล็กน้อย
    -ผงฟู 1 ช้อนชา

    วิธีทำ

    -สำหรับการทำป๊อปคอร์นราดซอลคาราเมล จะเน้นวิธีการทำที่ง่าย และใช้อุปกรณ์ที่มีติดครัว เหมาะกับคนที่ไม่มีเครื่องทำป๊อบคอร์น แต่ก็สามารถทำป๊อบคอร์นทานเองได้ และได้รสชาติที่อร่อยไม่แพ้ตามร้านต่างๆ เลยล่ะค่ะ
    -เริ่มขั้นตอนแรก ให้เตรียมภาชนะ เช่น หม้อเทฟลอน หรือ กระทะเทฟลอน เลือกใบที่มีขนาดพอเหมาะ จะได้หยิบจับอย่างสะดวก
    -ตั้งหม้อบนเตาด้วยไฟแรง ให้ความร้อนกระจายไปทั่วหม้อประมาณ 2-3 นาที แล้วเบาไฟลง ให้ได้ความร้อนปานกลางค่ะ
    -ตักเนยสดรสจืดลงไปในหม้อจำนวน 3 ช้อนโต๊ะ รอให้เนยละลายตัวลงเล็กน้อย
    -ใส่เมล็ดข้าวโพดดิบตามลงไป แล้วรีบนำฝาหม้อมาปิด ถ้าเป็นฝาหม้อแบบกระจกใสจะดีมากค่ะ เพราะจะมองเห็นว่าเมล็ดข้าวโพดแตกตัวทุกเมล็ดหรือไม่
    -อบเมล็ดข้าวโพดประมาณ 3-4 นาที หรือสังเกตว่า มีเสียงเมล็ดข้าวโพดแตกตัวจนหมด ในขั้นตอนนี้ต้องมั่นเขย่าภาชนะบนเตาไฟเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เมล็ดข้าวโพดแตกตัวได้ไวยิ่งขึ้น
    -เมื่อเมล็ดข้าวโพดแตกตัวเยอะแล้ว ให้ปิดไฟ แล้วเทข้าวโพดใส่ภาชนะพักไว้
    -โรยเกลือป่นลงไปเล็กน้อย แล้วเขย่าให้เข้ากัน จากนั้นก็รอให้ข้าวโพดเย็นตัวลงเล็กน้อย
    -ระหว่างรอ ให้เตรียมทำซอลคาราเมล โดยใช้หม้อใบเดิม เช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย
    -นำหม้อขึ้นตั้งไฟอ่อน แล้วใส่เนยรสหวานลงไป
    -ตามด้วยน้ำตาลทรายขาว น้ำผึ้ง และน้ำเปล่าสะอาด แล้วคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน รอจนส่วนผสมทั้งหมดเดือด และน้ำตาลทรายละลายจนหมด
    -เติมผงฟู 1 ช้อนชา แล้วคนให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว ตามด้วยกลิ่นวนิลาเล็กน้อย 2-3 หยด
    -เมื่อส่วนผสมซอลคาราเมลเข้ากันและมีความหนึบหนับ ให้ยกลงจากเตาแล้วพักไว้ประมาณ 5 นาที
    -ตักซอลคาราเมลทีละน้อย ใส่ในตัวข้าวโพดป๊อบคอร์น แล้วใช้ไม้พายคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างเบามือ
    -ทำไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมคาราเมลหมด
    -ก่อนรับประทานให้โรยอัลมอนด์สไลด์ลงไปด้วย จะช่วยให้ป๊อปคอร์นคาราเมลน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีทำป๊อปคอร์น สูตรที่ 3 (รสบาร์บีคิว+รสต้มยำ)

    ส่วนผสมป๊อปคอร์น

    -เมล็ดข้าวโพดดิบ ครึ่งถ้วยตวง
    -เนยสดรสเค็ม 3 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลทราย ครึ่งช้อนโต๊ะ
    -ผงแต่งอาหารรสบาบีคิว 2 ช้อนโต๊ะ
    -ผงแต่งอาหารรสต้มยำ 3 ช้อนโต๊ะ
    -สาหร่ายอบกรอบ 2 แผ่น
    -อัลมอนด์คั่วสำเร็จรูป ประมาณ 15 เม็ด

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกนำหม้อเทฟลอนตั้งไฟแรง เพื่อให้ความร้อนกระจายจนทั่วสักเล็กน้อย แล้วเบาไฟลง ให้ได้ความร้อนปานกลาง
    -ใส่เนยสดรสเค็มลงไป 3 ช้อนโต๊ะค่ะ
    -ตามด้วยน้ำตาลทรายครึ่งช้อนโต๊ะ แล้วคนให้ส่วนผสมน้ำตาลละลายจนหมด
    -จากนั้นก็ใส่เมล็ดข้าวโพดดิบตามลงไปค่ะ
    -รีบปิดฝาหม้อ แล้วเขย่าหม้อเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ความร้อนกระจายไปทั่วหม้อ จะทำให้เมล็ดข้าวโพดแตกตัวไวขึ้น และจะแตกเกือบครบทุกเม็ด
    -อบเมล็ดข้าวโพดในหม้อประมาณ 3 นาที หรือรอจนกว่าจะไม่มีเสียงข้าวโพดแตกตัวขึ้นมาแล้ว ก็ปิดไฟ แล้วยกหม้อลง
    -เทข้าวโพดป๊อปคอร์นลงในชามผสม พักไว้ให้คลายความร้อนลงเล็กน้อย
    -ตักผงแต่งรสอาหารรสบาร์บีคิว 2 ช้อนโต๊ะ และผงรสต้มยำ 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในถ้วย แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งสองชนิดเข้ากัน
    -ใช้กรรไกรตัดสาหร่ายอบกรอบแบบแผ่น ให้เป็นเส้นเล็กๆ ยาวประมาณ 1 นิ้ว ตัดจนหมด
    -นำสาหร่ายที่ตัดเป็นเส้น ใส่ลงไปในชามผสมที่มีป๊อปคอร์น
    -จากนั้นก็ตักส่วนผสมผงแต่งรสอาหารที่ผสมไว้ ใส่ลงไปในป๊อปคอร์น เขย่าภาชนะผสมอย่างเบามือ เพื่อให้ผงแต่งรสเข้ากับเนื้อป๊อปคอร์น
    -โรยอัลมอนด์คั่วสำเร็จรูปประมาณ 15 เม็ดลงไป แล้วใช้ไม้พายคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างเบามือ เท่านี้ก็จะได้ป๊อปคอร์นรสบาร์บีคิวต้มยำที่พร้อมเสิร์ฟเป็นขนมและอาหารว่างในวันหยุดแล้วค่ะ

  • สูตรวิธีทำขนมงาพอง พร้อมคำแนะนำในการขายขนมงาพอง

    สูตรวิธีทำขนมขนมงาพอง (หม่อหล่าว) สูตรที่ 1

    ส่วนผสมวิธีทำขนมงาพอง

    1.แป้งข้าวเหนียว 10 กิโลกรัม
    2.เผือก 2 กิโลกรัม
    3.งาขาว 50 กิโลกรัม.
    4.น้ำตาลทรายป่นเล็กน้อย
    5.แบะแซ หรือ น้ำผึ้งข้าว รวมกันประมาณ 20 กิโลกรัม
    6.น้ำมันพืชเล็กน้อย
    7.เกลือป่นนิดหน่อย

    วิธีทำขนมงาพอง

    1.นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วนแป้งข้าวเหนียว 10 กิโลกรัม ต่อน้ำสะอาด 8 ลิตร ใช้มือตะล่อมๆแป้ง เพื่อนวดแป้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ให้นวดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเนื้อแป้งนั้นจะนุ่มเนียน และเหนียว แป้งที่นวดเสร็จแล้วให้นำไปนึ่ง โดยใช้ไฟร้อนปานกลาง ให้นึ่งนานประมาณ 5 ชั่วโมง
    2.เสร็จแล้วให้นำเข้าเครื่องตีแป้ง ตีไปเรื่อยๆแล้วนำเผือกที่นึ่งสุกไปบดให้ละเอียด จึงนำมาผสมลงในตัวแป้งแล้วตีต่อไปเรื่อยๆ จนตัวแป้งเหนียวและเผือกนั้นผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ให้มีความเหนียวนุ่ม
    3.ขั้นตอนต่อไปให้แบ่งแป้งออกเป็น 10 ส่วน แล้วใช้ไม้คลึงแป้งเบาๆ โดยแผ่เป็นแผ่นหนาๆประมาณ 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร แล้ววางผึ่งแดดโดยใช้เวลาทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน จากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร ความยาว 2 เซนติเมตร ความหนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร แล้วนำแป้งไปผึ่งแดดซ้ำอีกครั้ง วิธีนี้เป็นลักษณะการหมักเพื่อให้ตัวแป้งนั้นนุ่ม
    4.ถัดมาให้นำแป้งลงแช่ในน้ำมันทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงนำไปทอดในน้ำมันอุ่นๆ แล้วตักขึ้นพักเอาไว้ แล้วนำไปทอดซ้ำอีกครั้ง
    โดยใช้ความร้อนพอปานกลาง ทอดเรื่อยๆจนกว่าตัวแป้งนั้นขึ้นพอง มีสีออกเหลือง จึงตักขึ้นจากกระทะพักให้สะเด็ดน้ำมัน
    5.ตั้งเตากระทะ ใช้ไฟร้อนปานกลางเพื่อนำงาขาวไปคั่วให้เหลือง เหลืองได้ที่ปิดไฟทันที ตั้งเตรียมไว้
    6.ผสมน้ำตาลทรายป่น แบะแซ และน้ำสะอาดเข้าด้วยกัน เคี่ยวเรื่อยๆให้กลายเป็นน้ำเชื่อมที่เข้มข้น ให้มีความเหนียวหนืดพอประมาณ
    7.จากนั้นนำแป้งที่ทอดเสร็จแล้วลงมาคลุกเคล้ากับน้ำเชื่อม แล้วจึงนำไปคลุกเคล้าต่อกับงาคั่วอีกครั้ง แล้วร่อนงาส่วนที่ไม่ต้องการออก ตั้งพักไว้ให้เย็น แล้วจึงบรรจุใส่ภาชนะที่ต้องการ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

    สูตรวิธีทำขนมขนมงาพอง (หม่อหล่าว) สูตรที่ 2

    ส่วนผสมวิธีทำขนมงาพอง

    1.แป้งข้าวเหนียว 10 กิโลกรัม
    2.เผือก 2 กิโลกรัม
    3.งาขาว 50 กิโลกรัม
    4.น้ำตาลทรายป่น
    5.แบะแซ ประมาณ 20 กิโลกรัม
    6.น้ำมันพืชเล็กน้อย
    7.เกลือป่นนิดหน่อย

    วิธีทำขนมงาพอง

    1.ให้เตรียมแป้งข้าวเหนียวมาผสมรวมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วนที่แป้งข้าวเหนียวประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อน้ำสะอาด 8 ลิตร ให้ใช้มือตะล่อมๆแป้ง เพื่อนวดแป้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำสะอาด นวดไปเรื่อยๆ จนกว่าเนื้อแป้งนั้นจะเนียนนุ่ม และเหนียวเหนือจับเป็นก้อนนุ่มนิ่ม แป้งที่นวดเสร็จแล้วให้นำไปนึ่ง ยกเตาตั้งโดยใช้ไฟร้อนปานกลาง ให้ใช้เวลาการนึ่งนานประมาณ 5 ชั่วโมง
    2.เสร็จแล้วให้นำเข้าเครื่องตีแป้ง โดยตีไปเรื่อยๆแล้วค่อยนำเผือกที่นึ่งสุกไปบดให้ละเอียด จึงนำมาผสมลงในตัวแป้งแล้วตีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าตัวแป้งเหนียวและเผือกนั้นที่ผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ให้เกิดความเหนียวนุ่มและหนืด
    3.ขั้นตอนต่อไปให้แบ่งแป้งที่ผสมเสร็จออกเป็น 10 ส่วน โดยใช้ไม้คลึงแป้งผสมอย่างเบามือ ให้แผ่เป็นแผ่นหนาๆประมาณ 1 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร แล้ววางผึ่งแดดเอาไว้โดยใช้เวลาทิ้งไว้ประมาณ 1 วันเต็ม จากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ กว้างขนาด 1 เซนติเมตร ความยาว 2 เซนติเมตร ความหนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร แล้วนำแป้งไปผึ่งแดดซ้ำอีกรอบ วิธีแบบนี้เป็นลักษณะการหมักไว้เพื่อให้ตัวแป้งนั้นนุ่มนิ่มขึ้น
    4.ถัดมาให้นำแป้งที่ผสมลงแช่ในน้ำมันทิ้งเอาไว้สักพัก แล้วจึงนำไปทอดในน้ำมันที่อุ่นๆ แล้วตักขึ้นมาพักทิ้งไว้ จึงนำไปทอดซ้ำต่ออีกครั้ง โดยใช้ไฟความร้อนพอปานกลาง ทอดไปเรื่อยๆจนกว่าตัวแป้งนั้นจะขึ้นพอง มีสีออกโทนเหลือง จึงตักขึ้นจากกระทะพักทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
    5.ตั้งเตากระทะทองเหลือง ใช้ไฟร้อนพอปานกลางเพื่อที่จะนำงาขาวไปคั่ว คั่วให้มีสีออกเหลือง ข้อควรระวังอย่าคั่วนานหรือใช้ไฟแรงจนเกินไปมันจะทำให้ไหม้ง่าย พอเหลืองได้ที่จึงปิดไฟทันที ตั้งเตรียมไว้
    6.จากนั้นผสมน้ำตาลทรายป่น แบะแซ และน้ำสะอาดเข้าด้วยกัน เคี่ยวไปเรื่อยๆให้กลายเป็นน้ำเชื่อมที่มีลักษณะเข้มข้น ให้มีความเหนียวหนืดพอประมาณ
    7.ให้นำแป้งผสมที่ทอดเสร็จลงมาคลุกเคล้าเข้ากับน้ำเชื่อมเข้มข้น พักไว้สักครู่แล้วจึงนำไปคลุกเคล้าต่อกับงาขาวคั่วอีกครั้ง ให้ร่อนงาส่วนที่ไม่ต้องการออก ตั้งพักไว้ให้เย็น จึงบรรจุใส่ภาชนะที่ต้องการหรือเตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

  • สูตรวิธีทำขนมโสมนัส พร้อมคำแนะนำในการขายขนมโสมนัส

    สูตรวิธีทำขนมโสมนัส สูตรที่ 1

    ส่วนผสมวิธีทำขนมโสมนัส
    1.มะพร้าวขูดฝอยคั่วให้เหลือง (มะพร้าวทึนทึก) 180 กรัม
    2.น้ำตาลทรายป่นละเอียด 220-250 กรัม ใครที่ไม่ชอบหวานมากให้ลดน้ำตาล
    3.ไข่ไก่ (ไข่ขาว) 1/2 ถ้วย
    4.น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
    5.ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำโสมนัส
    1. ขั้นตอนแรกให้ตีไข่ขาวพร้อมกับน้ำมะนาว แล้วใส่น้ำตาลตามลงไป (ทีละช้อน) จนกระทั่งไข่ขาวขึ้นฟูตั้งยอดแข็ง
    2. ค่อยๆใส่มะพร้าวคั่วลงไปผสมกับผงโกโก้ลงไปในส่วนของไข่ขาว คนให้เข้ากันโดยการตะล่อมเบาๆให้เนื้อเข้ากัน
    3. จัดเตรียมถาด แล้วทาไขมันให้ทั่วหรือใช้กระดาษแผ่นไขรอง จากนั้นตักขนมที่ได้แล้วหยอดลงไปในถาดให้เป็นก้อน
    ขนาดของก้อนประมาณก้อนละหนึ่งช้อนโต๊ะ หยอดขนมให้ห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว
    4. เตรียมเข้าเตาเพื่ออบขนม โดยใช้ไฟที่อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที หรือจนกว่าขนมจะมีสีเหลืองนวล
    5.ขนมเหลือนวลตามที่ต้องการให้นำขนมที่ได้ออกจากเตาทันที พร้อมเซตขนมออกจากถาด แล้วนำมาพักให้เย็น
    ก่อนที่จะจัดเก็บใส่ภาชนะ ให้ใช้ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เพื่อเก็บขนมไว้รับประทานได้นานยิ่งขึ้น

    สูตรวิธีทำขนมโสมนัส สูตรที่ 2

    ส่วนผสมวิธีทำขนมโสมนัส

    1.มะพร้าวทึนทึก 100 กรัม
    2.น้ำตาลทรายป่นละเอียด 220-250 กรัม ใครที่ไม่ชอบหวานมากให้ลดน้ำตาล
    3.ไข่ไก่ (ไข่ขาว) 1/2 ถ้วย
    4.น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
    5.ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำขนมโสมนัส

    1.นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดเพื่อที่จะใช้เอามาคั้นเอาน้ำกะทิมาคั่วแทนมะพร้าวขูดคั่วจนเหลือหอม
    2.นำไข่ขาวมาตีผสมกับน้ำมะนาว ตีให้พอเป็นฟองหยาบๆแล้วค่อยๆเติมน้ำตาลป่นลงไปทีละช้อนเติมจนหมดให้ตีไปเรื่อยๆ จนไข่ขาวนั้นตั้งยอดแข็ง ไข่ขาวจะมันวาวคล้ายครีมปาดขนม
    3.จากนั้นให้ใส่มะพร้าวที่คั่วเตรียมไว้ผสมกับผงโกโก้ใส่ลงไปในส่วนของไข่ขาวที่ตีจนตั้งยอดให้ตีตะล่อมอย่างเบามือ จนส่วนผสมนั้นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    4.ให้ตักแล้วหยอดลงบนพิมพ์ ให้ขนาดลูกละประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะ หรือจะเล็กกว่านั้นก็ได้แล้วแต่ต้องการ จะได้แห้งเร็วๆ
    โดยหยอดห่างๆ กันเป็นระยะๆ
    5.หลังจากนั้นตั้งเตาเข้าตู้อบ โดยใช้ไฟประมาณ 180 องศาเซลเซียส ใช้เวลานานประมาณ 15 นาที สังเกตดูว่ามันจะออกสีเหลืองนวล ข้างในแห้ง ข้างนอกกรอบนั้นคือสุกพอได้ที่
    6.นำออกมาจากตู้อบ ก่อนที่จะเก็บใส่ถุงหรือกล่องภาชนะ ให้วางบนตะแกรงให้เย็นก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะชื้นเป็นไอน้ำแล้วเนื้อของตัวขนมนั้นจะไม่กรอบ

    สูตรวิธีทำขนมโสมนัส สูตรที่ 3

    ส่วนผสมวิธีทำขนมโสมนัส

    1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
    2. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    3. มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
    4. น้ำตาลทรายละเอียด 1 ถ้วยตวง
    5. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำขนมโสมนัส

    1. เตรียมใส่มะพร้าวที่ขูดเอาไว้ใส่ลงไปในถาดภาชนะ เกลี่ยให้ทั่วบางๆโดยให้ดูเสมอกัน แล้วนำมะพร้าวที่ขูดนั้นไปอบที่ตู้อบ โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 200 องศา หรือรอจนกว่ามะพร้าวนั้นจะแห้งและกรอบ จากนั้นพอกรอบได้ที่ให้นำมะพร้าวออกจากถาดทันที แล้วปล่อยพักไว้ให้เย็น
    2. เตรียมตีไข่ขาวให้เป็นฟองหยาบจนไข่นั้นตั้งยอด แล้วค่อยๆเติมใส่น้ำตาลใส่ลงไปทีละนิดทีละน้อย ค่อยๆเติม เมื่อน้ำตาลหมดให้ใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อยแล้วตีต่อไปจนกว่าไข่จะตั้งยอดอีกครั้ง
    3.เทมะพร้าวที่อบแห้งกรอบแล้วใส่ลงในไข่เคล้าให้เบาๆ คนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    4.หลังจากนั้นให้ตักขนมที่ผสมกันเรียบร้อยแล้วหยอดให้เป็นก้อนกลมๆ แล้ววางลงบนถาดภาชนะโดยทาน้ำมันไว้บางๆ
    5.ตั้งไฟเพื่อเตรียมนำขนมเข้าอบ โดยใช้ไฟอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 250 องศา หรือจนกว่าขนมแห้งกรอบพอดี แซะออกจากถาด แล้วนำมาผึ่งพักไว้ให้เย็น

    สูตรวิธีทำขนมโสมนัส สูตรที่ 4

    ส่วนผสมวิธีทำขนมโสมนัส

    1.มะพร้าวหั้นชิ้นเล็กๆ แล้วคั่วให้หอม 1 ถ้วย
    2.ไข่ไก่ หรือ ไข่เป็ด (ไข่ขาว) ½ ถ้วย
    3.น้ำตาลทรายป่นละเอียด ½ ถ้วย
    4.น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    5.กระดาษไข
    6.เครื่องตี/ผสม

    วิธีทำขนมโสมนัส

    1.เตรียมเครื่องตีไข่ออกมาเพื่อเตรียมตีไข่ขาว ตีไปเรื่อยๆจนตั้งขึ้นยอด สังเกตเนื้อไข่จะแน่นไม่เหลว หลังจากนั้นให้เติมน้ำตาลทรายป่นลงไป ค่อยๆเติมทีละน้อยจนหมดแล้วตามด้วยน้ำมะนาว ตีจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน แล้วใส่มะพร้าวที่คั่วเตรียมไว้ โดยใช้ไม้พายตีตลบไปมาให้เข้ากัน
    2.นำช้อนมาตักส่วนผสมออกมา แล้วค่อยๆหยอดให้เป็นก้อนกลมๆ ขนาดเล็กตามใจชอบแล้ววางใส่ถาดที่ปูด้วยกระดาษไข ให้สังเกตขนาดของขนมให้มีขนาดที่พอดีกันเพราะจะได้สุกพร้อมกัน
    3.ตั้งไฟเตาอบ แล้วนำขนมเข้าเตาอบโดยใช้ไฟอุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอบนาน 10 นาที ให้สังเกตดูว่าฟองโตขึ้นและสีนั้นเข้มออกโทนน้ำตาลนม แซะขนมออกแล้วพลิกส่วนก้านล่างขึ้นมาไว้ด้านบน แล้วอบต่อไปอีกประมาณ 3 นาที พอขนมสุกได้ที่นำขนมออกมาแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น
    4.พอขนมเริ่มเย็น จะมีลักษณะกรอบแข็ง แล้วจัดเก็บใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดเป็นอันเสร็จสิ้น

  • เก

  • วิธีเปิดร้านตัดผมให้ประสบความสำเร็จ

    ร้านตัดผม เป็นธุรกิจที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เร็ว และมีโอกาสเจ๊งน้อย เพราะอะไร เพราะว่าทุกท่านทั้งหญิงชายต้องใช้บริการตัดผมทุกๆ 1-2 เดือน ถ้าไม่ตัดผมก็จะยาวไปเรื่อยๆ หรือจะตัดเองก็ลำบาก จึงต้องใช้บริการร้านตัดผมทุกๆ 1-2 เดือน ดังนั้นวันนี้ ผมจะขอแนะนำลู่ทางการเปิดร้านตัดผม ให้กับผู้อ่านทุกท่านที่สนใจเปิดร้านตัดผมได้อ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจต่อไป

    เรียนตัดผม

    สำหรับท่านที่เป็นมือใหม่ แต่อยากเปิดร้านตัดผม ก็ต้องไปเริ่มเรียนการตัดผมที่โรงเรียนสอนตัดต่างๆ ที่ตอนนี้มีเปิดกันมากมาย ตั้งแต่เรียนแบบงบประหยัด จนกระทั่งเรียนแบบแพง ราคาค่าเรียนจะขึ้นอยู่โรงเรียนที่เราเรียนมีตั้งแต่หลักไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับงบในกระเป๋าของท่าน แต่ไม่ว่าถูกหรือแพง ก็อยู่ที่ตัวท่านจะพัฒนาทักษะในการตัดผมได้มากน้อยแค่ไหน การเรียนตัดผมส่วนใหญ่จะเรียนกันไม่นานเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ที่เรียนบางที่ จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ตัดผมฟรีโดยนักเรียนใหม่ ตรงนี้ก็เป็นโอกาสในการลองฝีมือของตัวเราเองด้วย

    มีเงินลงทุน

    เงินลงทุนขึ้นอยู่กับว่า เราจะเปิดร้านขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ถ้าเปิดร้านเล็ก ทำคนเดียว หรือมีพนักงานช่วย 2-3 คน ก็อาจจะใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ถ้าเป็นร้านขนาดกลางที่พนักงาน 10 คน หรือเป็นร้านขนาดใหญ่ ที่มีพนักงานถึง 20 คน เงินลงทุนก็จะมีมากตาม และนอกจากเงินลงทุนแล้ว เราก็ยังต้องมีเงินทุนสำรองไว้คอยหมุน ในยามที่เงินลงทุนหลักหมดด้วย

    หาทำเลดี

    ทำเลเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจทุกชนิด ซึ่งการเปิดร้านตัดผมก็จำเป็นจะต้องหาทำเลดีๆ ที่มีคนเดินไปเดินมาพลุกพล่าน ทำเลที่ดีคือ แหล่งชุมชน เช่น หน้าโรงเรียน หน้ามหาวิทยาลัย หน้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือจะในตลาดก็ดี แต่โดยส่วนใหญ่ทำเลเหล่านี้มักจะมีผู้เปิดร้านตัดผมให้บริการอยู่ก่อนแล้ว แต่งานร้านตัดผมแม้จะมีคู่แข่งมากก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะชี้วัดกันที่คุณภาพ และความพอใจลูกค้า โดยร้านไหนที่ลูกค้าพอใจ ก็มักจะยกให้เป็นร้านประจำที่ต้องมาใช้บริการทุกครั้งที่มาตัดผม

    บรรยากาศในร้านตัดผม

    ร้านตัดผมที่ดูเข้าไปแล้ว มีบรรยากาศดี ถึงแม้ลูกค้าจะต้องนั่งคอยหลายสิบนาที ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหา สิ่งแรกคือต้องติดแอร์ เพื่อให้อากาศในร้านเป็นไปแบบสบายๆ และมีโทรทัศน์เปิดให้ลูกค้าชม มีหนังสือ หรือนิตยสาร ให้ลูกค้าที่นั่งรอได้อ่าน หรือบางร้านเลือกเปิดเพลงคลอไปเบาๆ

    บริการต้องดี

    การบริการก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ถึงแม้ว่าพนักงานในร้านจะมีฝีมือแค่ไหน แต่ถ้าบริการไม่ดี เช่น ลัดคิวให้ลูกค้าที่มาทีหลังได้ตัดก่อน หรือลูกค้าจะตัดทรงนี้ แต่บอกลูกค้าว่าไม่เหมาะที่จะตัดทรงนี้ ให้ตัดทรงอื่น อย่างนี้เป็นต้น เจ้าของร้านและพนักงานตัดผมต้องมีอัธยาศัยในการทำงานบริการ รู้จักการพูดคุยเอาใจใส่ ลูกค้าเลือกทรงไหน อย่าไปขัดใจ หรือตัดออกมาแล้ว ไม่เป็นเหมือนที่ลูกค้าต้องการ ก็ต้องทำการแก้ตัดแต่งให้เหมือนที่ลูกค้าต้องการ ถ้าฝีมือดี บริการดี แน่นอนว่าครั้งต่อไปลูกค้าก็จะกลับมาใช้บริการที่ร้านเดิมอีก

    ราคาค่าตัดผม

    ราคาค่าตัดผม จะเป็นแบ่งระดับร้านตัดผมออก เช่น แถวสยาม จะตัดครั้งละประมาณ 500 บาท สำหรับทำเลทั่วไปตามหมูบ้านต่างๆ จะตัดผมผู้ชายครั้งละประมาณ 60-100 บาท หรือผู้หญิงครั้งละประมาณ 100-200 บาท จะเห็นได้ว่า ราคาจะต่างกันมาก ที่ต่างกันเป็นเพราะราคาค่าเช่าที่ และชื่อเสียงร้านตัดผมนั้นๆ ถ้าเราไปเปิดร้านตัดผมในสถานที่ที่ไม่ได้เก็บค่าเช่าแพง ผมคิดว่าค่าตัดผมชาย 60-100 บาท หรือผู้หญิงครั้งละประมาณ 100-200 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว แต่ถ้าเราเช่าที่แพง เช่นอาจจะไปเช่าที่ในห้างสรรพสินค้า ก็อาจจะขยับราคาขึ้นมา เพื่อให้สัมพันธ์กับค่าเช่า อาจจะคิดราคาตัดผมชายครั้งละ 100-200 และตัดผมหญิงครั้งละประมาณ 200-300 บาท อย่างนี้เป็นต้น

    อุปกรณ์ในร้านตัดผม

    อุปกรณ์ในร้านตัดผมต้องสะอาดอยู่เสมอ ทั้งแบตตาเรี่ยนที่นอกจะต้องสะอาด และต้องไม่ชำรุด หรือบางส่วนเสียแต่ยังใช้ตัดผมได้ อย่างนี้ก็ไม่ควรนำมาใช้งาน ควรเปลี่ยนทันทีทีพบว่าบางส่วนของแบตตาเรี่ยนเริ่มเสีย หรือเสื่อมสภาพแล้ว ส่วนกรรไกรตัดผมก็ต้องให้มีความคมอยู่เสมอ ถ้าไม่คม ตัดไม่ค่อยเข้า หรือเริ่มมีสนิมขึ้น ควรเปลี่ยนทันที ส่วนหวีก็ต้องดูแลให้สะอาด ไม่ควรให้ขาหวีแตกออกมากๆ จนหวีผมไม่ค่อยไป หรือหวีมาหลายคน จนผมติดหวีจนเกินไป ส่วนมีดโกนต้องใช้ของใหม่เท่านั้น หรือเก้าอี้นั่งตัดผม ถ้าพัง หรือนั่งแล้วเริ่มเอียงซ้ายเอียงขวาควรเปลี่ยนทันที

    บริการที่ต้องมีในร้าน

    บริการแบบเบสิกที่ต้องมีในร้าน คือ ตัดผม สระผม ซอยผม ดัดผม ยืดผม ทำสีผม ซึ่งสำหรับผู้ชายที่มาตัดผม ก็จะตัด และสระผม อย่างเดียว ส่วนผู้หญิงที่มาตัดผม ก็จะใช้บริการหลากหลายหน่อย เช่น ตัดผม สระผม ซอยผม ดัดผม ยืดผม ทำสีผม ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะใช้เวลาอยู่ในร้านตัดผมนานกว่าผู้ชายเท่าตัว ซึ่งร้านเรานอกจากจะต้องมีช่างผู้ชาย ก็จะต้องมีช่างผู้หญิงไว้คอยบริการตัดผมด้วย

    การทำการตลาด

    การทำการตลาดเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เช่น อาจจะมีเว็บไซต์ของร้านโดยเฉพาะ ในเว็บไซต์ก็อาจจะลงข้อมูลของช่างตัดผมว่ามีใครบ้าง ประสบการณ์การตัดผมเป็นอย่างไร ตัดมาระยะเวลานานเท่าใด และลงราคาการตัดผม และการทำสีผม หรืออื่นๆ ไว้ให้หมด และใน Fanpage ของร้าน ก็ควรจะอัปเดทข้อมูลบ่อย คนจะได้ติดตามกด like หรือ share ข่าวสารต่างๆ ของร้านเรา เช่น มอบบัตรสะสมแต้มตัดครบ 10 ครั้ง ฟรี 1 ครั้ง หรือมีโปรโมชั่นครบรอบวันเปิดร้าน ลด 20% สำหรับวันนี้เท่านั้น หรือลงรูปภาพในแต่ละวันว่าในร้านเรามีคนมาตัดผมมากเพียงใด ลูกค้าเอ่ยคำประทับใจมั้ย เขียนลงไปใน post ของ Fanpage แต่ก่อนจะลงรูปลูกค้าที่มาตัดผม ควรจะขออนุญาติทุกครั้ง ไม่ควรลงเองตามใจชอบเป็นอันขาด

    พนักงานตัดผมในร้าน

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราควรรับพนักงานที่ตัดผมเป็น ถ้าให้เลือกระหว่างมืออาชีพ กับมือใหม่ เราไม่ควรรับพนักงานมือใหม่ที่ตัดผมไม่คล่อง เพราะร้านเราไม่ใช่โรงเรียนสอนตัดผม ที่มีการตัดผมฟรีให้กับลูกค้าโดยช่างตัดผมมือใหม่ ยิ่งรับพนักงานตัดผมมืออาชีพยิ่งส่งผลดีต่อร้านเรา ที่มีช่างตัดผมฝีมือดีๆ ไว้คอยบริการลูกค้า หรือถ้าพนักงานขาดจริงๆ การรับพนักงานตัดผมมือใหม่ แรกๆ เราไม่ควรให้ลงมือตัดเอง แต่ให้มาเป็นลูกมือเราไปก่อน คอยเติมคอยแต่งผมให้ลูกค้า ถ้าเห็นว่าเริ่มมีฝีมือพัฒนาขึ้น ค่อยปล่อยให้ตัดผมลูกค้าเอง

    อุปสรรคในการเปิดร้านตัดผม

    อุปสรรคในการเปิดร้านตัดผม คือ การแข่งขันที่สูง เนื่องจากร้านตัดผมมีอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน ทุกทำเลชุมชน สมมติถ้าเราเปิดร้านอยู่แล้วที่ตลาดแห่งหนึ่ง มีร้านตัดผมมาเปิดใหม่ในระยะ 50 เมตร ทำให้ลูกค้าแทนที่จะเข้ามาตัดร้านเราวันละ 10 คน ก็อาจจะเหลือเพียง 5 คน สิ่งเหล่านี้เจ้าของร้าน ควรหากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อไม่ให้เสียลูกค้าประจำไป เมื่อมีร้านตัดผมใหม่ๆ มาเปิดในทำเลใกล้ๆ ร้านเรา และอุปสรรคอีกประการก็คือ ช่างฝีมือดีหายาก ช่างฝีมือดีๆ ส่วนใหญ่ถ้าเราจ้างไว้ สักพักเค้าอาจจะไปเปิดร้านของตัวเองได้ เพราะอาจจะได้มากกว่าเงินเดือนที่เราให้ ซึ่งในกรณีถ้าเค้าจะออกไปเปิดร้าน หรือจะเปลี่ยนไปเป็นพนักงานร้านอื่น เราก็ต้องเสนอค่าตอบแทนที่สุงขึ้น ที่เราสามาารถจ่ายให้ได้ ถ้าเค้าเรียกเงินเดือนเกินกว่าที่เราจะจ่ายให้ได้ เราก็ต้องปล่อยเค้าไป หาพนักงานคนใหม่แทน

    การเปิดสาขาเพิ่ม

    เมื่อร้านแรกที่เราตั้งอยู่ตัวแล้ว ผลกำไรโอเคแล้ว สำหรับเจ้าของร้านที่ต้องการก้าวไปข้างหน้า เพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น เพื่อความร่ำรวยในอนาคต ก็ถึงเวลาเปิดสาขาเพิ่ม ทุกอย่างก็ทำเหมือนเปิดสาขาแรก คือมีทุน มีทำเล มีพนักงาน การเปิดร้านแรกของเราประสบความสำเร็จแล้ว เราจะมีความมั่นใจ การเปิดร้านที่สองก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป ด้วยประการณ์จากการเปิดร้านแรก

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านตัดผม

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านตัดผมแบ่งออกเป็น

    ประเภทบุคคลธรรมดา : มีลักษณะเป็นกิจการที่มีเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา คนเดียวหรือหลายคน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทไม่จดทะเบียน ผู้ประกอบธุรกิจร้านตัดผมประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
    ประเภทนิติบุคคล บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล : ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน

    จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เกินสามคน 1,000 บาท
    – ผู้เป็นหุ้นส่วนเกิน 3 คน ชำระเพิ่มสำหรับจำนวนในที่เกินอีก คนละ 200 บาท
    จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
    – จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 – 25,000 บาท
    – จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 – 250,000 บาท

    สถานที่ยื่นขอจดทะเบียน
    – กรุงเทพ ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 และส่งจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
    – ต่างจังหวัด ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ที่ห้างหุ้นส่วนบริษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่

    สรุป

    การเปิดร้านตัดผมนั้นไม่ยาก แต่การเปิดร้านตัดผมให้ประสบความสำเร็จ ได้ผลกำไรมากๆ นั้นสิเป็นสิ่งที่ยาก ที่ท้าทายผู้ประกอบการร้านตัดผมเป้นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนการทำธุรกิจทุกชนิดนั้นมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้เสี่ยงน้อยที่สุด นั่นคือการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจร้านตัดผมให้มาก ดูตัวอย่างร้านตัดผมในไทยที่ประสบความสำเร็จว่าเค้าทำอย่างไร บริหารจัดการร้านอย่างไร ศึกษารายละเอียดในหลายๆ ด้านให้ทะลุปรุโปร่ง เมื่อมีทำเลดี ช่างตัดผมฝีมือดี การบริการดี อย่างนี้โอกาสประสบความสำเร็จ และต่อยอดเปิดร้านสาขาต่างๆ มีสูง ผมก็ขออวยพรให้ท่านเปิดร้านตัดผมประสบความสำเร็จ และร่ำรวยกันทุกท่านครับ

  • สูตรวิธีทำข้าวเหนียวเปียกลำไย พร้อมคำแนะนำในการขายข้าวเหนียวเปียกลำไย

    สูตรวิธีทำข้าวเหนียวเปียกลำไย

    ส่วนผสม

    -ข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    -ลำไยลูกใหญ่ ครึ่งกิโลกรัม
    -น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
    -น้ำเปล่าสะอาด 1 ลิตรครึ่ง
    -ใบเตยสด 4-5 ใบ
    -สารส้มก้อนเล็ก 1 ก้อน

    ส่วนผสมกะทิราดหน้า

    -กะทิคั้นสด 1 ถ้วยตวง
    -แป้งข้าวเจ้า 4 ช้อนโต๊ะ
    -เกลือป่น ครึ่งช้อนชา

    วิธีทำ

    -ขั้นตอนแรกจะเริ่มทำตัวข้าวเหนียวเปียกก่อนนะครับ เลือกข้าวเหนียวที่มีคุณภาพ ตวงให้ได้ปริมาณ 1 ถ้วยตวง
    -ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด ประมาณ 2 แล้วพักไว้ในกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    -เคล็ดลับของการทำข้าวเหนียวเปียก ให้ได้เม็ดข้าวที่สุกใส มีความแวววาว โดยให้เทน้ำใส่ในชามผสมสำหรับแช่ข้าวเหนียว แล้วนำสารส้มก้อนลงไปแกว่งในน้ำประมาณ 5-6 รอบ
    -น้ำในชามผสมจะเปลี่ยนสี มีสีขุ่นมากขึ้น
    -จากนั้นให้เอาข้าวเหนียวที่พักรอไว้ ในน้ำที่แกว่งสารส้มประมาณ 5 นาที
    -เมื่อครบ 5 นาที ให้ใช้มือลงไปซาวข้าวเหนียวในชามผสม น้ำจะเริ่มมีสีขาวขุ่นมากขึ้น ก็เทน้ำทิ้งไปครับ
    -เติมน้ำเปล่าสะอาดลงมาในชามผสม แล้วล้างข้าวเหนียวให้สะอาดอีก 2-3 รอบ
    -พักข้าวเหนียวไว้ในกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำก่อน
    -ระหว่างที่รอ ให้เตรียมหม้อขนาดที่พอเหมาะกับปริมาณของข้าวเหนียว เติมน้ำลงไป 1 ลิตรครึ่ง ใช้ไฟร้อนระดับปานกลางครับ ต้มให้น้ำเดือดจนทั่วทั้งหม้อ แล้วจึงค่อยใส่ข้าวเหนียวที่พักไว้ลงไปต้ม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เม็ดข้าวเหนียวจะค่อยๆ สุก และแตกเม็ดสวยงาม
    -ในขั้นตอนการต้มข้าวเหนียวเปียก ให้ต้มด้วยไฟปานกลาง มั่นคนข้าวเหนียว อย่าให้ติดก้นหม้อ และตักเม็ดข้าวขึ้นมาดูเป็นระยะ โดยเม็ดข้าวต้องสุกใส ไม่เละ อย่าต้มนานจนเม็ดข้าวแตก จะทำให้ไม่น่ารับประทานครับ
    -ในระหว่างที่ต้มข้าวเหนียว ช่วง 10 นาทีแรก ให้ใส่ใบเตยสด 4-5 ใบ ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอม เมื่อใบเตยเริ่มเปลี่ยนสี ก็ให้ตักทิ้งไป
    -และเมื่อข้าวเหนียวเริ่มสุก ให้เติมน้ำตาลทรายลงไปครับ คนให้น้ำตาลเข้ากับตัวข้าวเหนียว ซึ่งน้ำตาลทรายเราจะใส่ในขั้นตอนท้ายๆ เนื่องจากเราไม่ต้องการให้น้ำตาลไปเคลือบตัวข้าวเหนียว ตอนที่เม็ดข้าวยังไม่สุก เพราะอาจจะทำให้ข้าวเหนียวติดก้นหม้อ และอาจจะไหม้ได้
    -หลังจากใส่น้ำตาลลงไปแล้ว คนส่วนผสมในหม้อให้เข้ากัน และรอให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด โดยทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีครับ
    -จากนั้นก็ปิดไฟ และเอาฝาหม้อมาปิดข้าวเหนียวที่ต้มกับน้ำตาลรอไว้ก่อน ในระหว่างนี้ ก็เตรียมแกะเนื้อลำไยครับ
    -นำลำไยไปล้างให้สะอาด โดยล้างทั้งเปลือก แล้วจึงค่อยแกะเปลือกออกให้หมด
    -ต่อมาให้ใช้มีดปลายแหลม หรือมีดแกะสลัก กรีดเอาส่วนเม็ดลำไยออกมา แล้วพักใส่ถ้วยรอไว้ก่อน ก็จะได้เนื้อลำไยไร้เม็ด น่ารับประทาน
    -ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนแกะเม็ดหมด ก็นำลำไยที่แกะไว้ไปล้างน้ำต้มสุกที่เย็นตัวลงแล้วอีกครั้ง เพื่อให้สิ่งสกปรกที่อาจจะติดมากับเปลือกออกไปให้หมด
    -พักเนื้อลำไยไว้บนกระชอน รอให้สะเด็ดน้ำ
    -เมื่อลำไยสะเด็ดน้ำดีแล้ว ให้เติมเนื้อลำไยลงในหม้อข้าวเหนียวเปียก แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นก็พักไว้ รอให้ความหวานแทรกซึมเข้าไปในส่วนผสมทั้งหมด อีกประมาณ 30 นาทีครับ
    -และในระหว่างที่กำลังรอ ก็เตรียมทำน้ำกะทิสำหรับราดหน้า แล้วค่อยตักลงถ้วยเพื่อจัดเสิร์ฟ

    วิธีทำน้ำกะทิราดข้าวเหนียวเปียกลำไย

    -ขูดมะพร้าวทึนทึกด้วยเครื่องขูด ประมาณครึ่งกิโลกรัม
    -จากนั้นให้นำเนื้อมะพร้าวขูดใส่ในหม้อ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย
    -แล้วนวดเนื้อมะพร้าวขูดกับน้ำให้เข้ากัน
    -นำผ้าขาวบางมาวางบนชาม แล้วค่อยๆ คั้นมะพร้าวขูดไปเรื่อยๆ จนได้น้ำกะทิเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
    -ต่อมาก็เทน้ำกะทิใส่ลงในหม้อ แล้วยกตั้งไฟที่ความร้อนระดับปานกลาง
    -ต้มจนน้ำกะทิเริ่มเดือดเล็กน้อย ก็เติมเกลือป่นลงไปครึ่งช้อนชา หรืออาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ประมาณหยิบมือ
    -ตามด้วยใส่แป้งข้าวเจ้าลงไป แล้วรีบคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้แป้งข้าวเจ้าจับตัวรวมกันเป็นก้อน
    -ต้มส่วนผสมต่อไป รอจนส่วนผสมเริ่มยุบตัว และตัวน้ำกะทิเริ่มมีความเข้มข้น
    -จากนั้นก็ปิดไฟ แล้วพักส่วนผสมในหม้อให้เย็นตัวลงก่อน ประมาณ 10 นาทีครับ
    -และก็มาถึงขั้นตอนในการจัดเสิร์ฟครับ ให้ตักเนื้อข้าวเหนียวเปียกลำไยในหม้อใส่ถ้วยที่มีขนาดพอเหมาะ แล้วตักน้ำกะทิราดหน้าตามลงไปเล็กน้อย โดยจะได้รสชาติที่หวานหอมจากตัวข้าวเหนียวเปียกและเนื้อลำไย กับความมัน เข้มข้นจากน้ำกะทิ ถ้าหากใครที่ไม่ชอบรับประทานกะทิ ก็ทานตัวข้าวเหนียวเปียกลำไยอย่างเดียวได้เลยครับ อร่อยไม่แพ้กัน
    -โดยสูตรนี้สามารถใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนเพิ่มเติมได้ เพิ่มความน่ารับประทาน โดยหั่นเนื้อมะพร้าวอ่อนเป็นชิ้นเล็กๆ หรือหั่นเป็นเส้นยาวๆ แล้วใส่ลงไปพร้อมกับเนื้อลำไย และถ้าใครที่กำลังลดน้ำหนัก สามารถปรับลดปริมาณน้ำตาลในการต้มข้าวเหนียวได้ แล้วเปลี่ยนส่วนผสมราดหน้าข้าวเหนียวเปียกจากกะทิมาใช้นมสดรสจืดแทน และอาจจะลดปริมาณแป้งข้าวเจ้าหรือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะก็พอครับ

error: Content is protected !!