Category: เกษตร

  • วิธีปลูกว่านหางจระเข้ พร้อมคำแนะนำในการขายว่านหางจระเข้

    เมื่อพูดถึง ว่านหางจระเข้ เราก็คงนึกถึงสมุนไพรที่สารพัดประโยชน์ หลายคนอาจจะคิดว่าว่านหางจระเข้ เป็นพืชของประเทศไทยแต่ความจริง ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองที่มาจากทวีปแอฟริกา แพร่หลายเข้ามาในเมืองไทยเมื่อไหร่ไม่ปรากฏชัด แต่คนไทยโบราณถือว่าว่านหางจระเข้ เป็นอีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรไทย

    วิธีปลูกว่านหางจระเข้

    วิธีการปลูกว่านหางจระเข้อาจจะดูเหมือนง่าย เพราะเป็นพืชที่ทนแล้งตายยาก แต่ความเป็นจริงการจะปลูกว่านหางจระเข้ให้เจริญเติบโตได้ดี ต้องมีการเอาใจใส่กับกระบวนการ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมดิน

    ว่านหางจระเข้ชอบดินร่วนซุย ควรเป็นดินปนทรายคล้ายดินลูกรัง ต้องมีความโปร่งของเนื้อดินพอสมควร ดินเหนียวไม่ควรใช้ในการปลูกว่านหางจระเข้ พื้นที่ปลูกต้องระบายน้ำได้ดี ไม่เป็นพื้นที่ต่ำน้ำขัง เป็นที่ ๆ รับแสงแดดจัดไม่ควรมีร่มเงา ต้องให้ต้นได้โดนแดด เพราะว่านหางจระเข้เป็นไม้ชอบแดด

    การเลือกต้นที่จะนำมาปลูก ต้นว่านหางจระเข้ยิ่งโตยิ่งปลูกติดง่าย ต้นที่นำมาปลูกควรมีใบยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือมีใบ 8-10 ใบแล้ว การปลูกให้ขุดหลุมลึกประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เล็กน้อยที่ก้นหลุม นำพันธุ์ลงปลูกถมดินให้เสมอโคนต้น หรือถ้าหากไม่ลงดินจะปลูกในกระถาง ก็ให้เลือกกระถางทรงลึกและใบใหญ่ ขนาดปากกว้าง 1 ฟุตขึ้นไป

    การดูแลรักษาว่านหางจระเข้ ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแต่อย่าให้ปุ๋ยมากเกินไป ว่านหางจระเข้อาจเกิดอาการรากเน่าได้ ใส่ปุ๋ยประมาณเดือนละครั้ง และต้องหมั่นพรวนดิน เนื่องจากต้นว่านหางจระเข้ชอบดินร่วน ถ้าดินเริ่มจับแข็งเป็นก้อนน้ำซึมผ่านไม่ดี หรือมีน้ำขังให้พรวนดินให้ร่วน ต้องคอยกลบโคนต้น เพราะเมื่อต้นว่านหางจระเข้โตขึ้นเรื่อย ๆ ลำต้นจะยืดออกมาเหนือพื้นดิน ต้องคอยเอาดินกลบให้ใบล่างสุดเสมอชิดติดดิน

    เพราะการยืดยาวของต้นว่านหางจระเข้ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนกระถางทุกปี หรือถ้าปลูกลงดินเมื่อลำต้นของว่านหางจระเข้พ้นจากดินมากไป จนเกินจะคอยถมดินให้เสมอใบล่างได้ ก็ให้ใช้วิธีตัดลำต้นให้สั้นลงแล้วปลูกใหม่ ลำต้นของว่านหางจระเข้จะงอกรากขึ้นมาใหม่

    หน้าฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำว่านหางจระเข้ แต่ในหน้าแล้งควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้งเพื่อให้ความชุ่มชื่น แต่อย่ารดน้ำให้ดินเกิดความชื้นแฉะเกินไป ควรจะให้น้ำแบบเป็นฝอยกระจาย หรือให้น้ำตรงโคนต้นว่านหางจระเข้ ห้ามให้น้ำด้วยการรดหรือเทราดลงบนต้น เพราะน้ำจะเข้าไปขังอยู่ในกาบใบของว่าน ทำให้ใบเน่าและต้นตาย

    การขยายพันธุ์ว่านหางจระเข้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การแยกหน่อ การตัดเหง้า การปักชำยอดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่วิธีที่สะดวกที่สุดนิยมมากที่สุด คือ การแยกหน่อจากต้นแม่ ด้วยการตัดออกมาวางทิ้งไว้ในที่ร่มให้ยางแห้ง แล้วนำไปปลูก

    การขายว่านหางจระเข้

    ว่านหางจระเข้เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่การขายอาจจะไม่หวือหวาทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็เป็นว่านที่ขายได้เรื่อยๆ มีคนต้องการใช้อยู่เรื่อยๆ ด้วยสรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่มีอย่างหลากหลาย ที่ไม่ได้เอาไว้ทาเวลาโดนของร้อนๆ อย่างเดียว ในปัจจุบันนี้ยังได้นำว่านหางจระเข้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิด เช่น สบู่่ ยาสระผม เจลทาหน้า ไปจนกระทั่งเครื่องดื่มที่ทำจากว่านหางจระเข้

    หรือถ้าหากใครยังไม่แน่ใจว่าจะมาลงตลาดนี้ดีมั้ย ขอแนะนำว่าให้เริ่มทำจากการเป็นอาชีพเสริมไปพลางๆ ก่อน เป็นการลองตลาดว่ามีผู้ที่สนใจซื้อมากน้อยเพียงใด นอกจากการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากว่านหางจระเข้ให้มีคุณภาพดีแล้ว เทคนิคสำคัญที่จะทำให้ขายผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้ได้ดี เราควรมุ่งนำสินค้าไปลงตามร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ถ้าเรามีฐานตลาดอยู่ในมือเพียงพอแล้ว ที่เหลือก็แค่การบริหารสินค้าให้ดีๆ เท่านี้จากอาชีพเสริมก็จะมาเป็นอาชีพหลักที่ทำเงินได้เรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงความร่ำรวยได้ในที่สุดครับ

  • วิธีปลูกผักชี พร้อมคำแนะนำในการขายผักชี

    ถ้าพูดถึงผักชีนั้น เป็นผักที่ทุกคนรู้จักกันดี มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการนำผักชีมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารต่างๆ มากมาย เพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมน่าทาน และด้วยสีของผักชีที่เขียวสด และรูปร่างของใบ ที่มีความโดดเด่น ผักชีจึงกลายเป็นผักแต่งจานอาหาร ให้ชวนน่ารับประทาน จนมีหลายๆ คนมีวลีที่ติดปากกันว่าผักชีโรยหน้า ซึ่งก็หมายถึง โรยผักชีให้ดูสวยไว้ก่อน จะรับประทานหรือไม่ หรือรสชาติเป็นอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง ซึ่งผักชีสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบ ก้าน ลำต้นและราก นอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังมีสรรพคุณด้านยาสมุนไพรอีกด้วย

    ซึ่งผักชีดั้งเดิมแล้วมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน แหล่งปลูกผักชีที่สำคัญของประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดนครปฐมและราชบุรี สามารถปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่หากปลูกในฤดูหนาวจะทำให้ผักชีโตเร็ว เพราะผักชีชอบอากาศหนาว

    ผักชีเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ใช้เวลาปลูก และเติบโตประมาณ 40-60 วันเท่านั้น พันธุ์ผักชีที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยคือ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำ และผักชีพันธุ์ไต้หวันเป็นต้น การปลูกผักชีทำได้ไม่ยากเพราะเป็นพืชที่สามารถขึ้นในดินได้แทบทุกชนิด และในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาปลูกผักชีแบบไม่ใช้ดินอีกด้วย

    วิธีปลูกผักชี

    วิธีการปลูกผักชี เริ่มจากการเตรียมดินเพื่อปลูกผักชีก็เหมือนกันการเตรียมดินเพื่อปลูกผักอื่นๆ ทั่วไปโดยการขุดหรือไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วพรวนดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

    ซึ่งแปลงปลูกผักชีเพื่อการเกษตรกรรมมีหลายแบบ ทั้งแบบที่ยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ หรือจะปลูกผักชีในแปลงที่เป็นท้องนาก็ได้ หากปลูกในปริมาณที่ไม่มากเป็นผักสวนครัวไว้เพื่อรับประทานกันเองในบ้าน ก็อาจเตรียมที่ว่างไว้ไม่มากนักหรือปลูกใส่กระถาง

    ผักชีเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ก่อนปลูกผักชีจึงต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้พร้อม โดยการนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดให้แตกออกเป็นสองซีก แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดผักชีที่แช่น้ำแล้ว นำมาผึ่งลมก่อนผสมกับทรายหรือขี้เถ้าเล็กน้อย รอให้เมล็ดงอกแล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้ โดยก่อนปลูกผักชีต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง จากนั้นนำเมล็ดมาหว่านลงในแปลง กลับด้วยดินแบบบางๆ จากนั้นคลุมด้วยหญ้าแห้งหรือฟางเพื่อป้องกันต้นอ่อนของผักชีจากแสงแดดและรักษาความชื้นของผิวดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง

    การให้น้ำ

    การให้น้ำ ผักชีถึงแม้จะพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ผักชีไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและเย็น อย่าต้องอย่าให้มากเกินไปจนโชก เพราะผักชีอาจเกิดโรครากเน่าได้

    การใส่ปุ๋ย

    การใส่ปุ๋ยให้กับต้นผักชีมีอยู่หลายแบบด้วยกัน นอกจากการผสมปุ๋ยในดินก่อนปลูกแล้ว เมื่อผักชีแตกใบให้ใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าอยากจะเร่งให้ผักชีงามเร็ว ก็ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 ปีบฉีดพ่น
    หรือใส่ปุ๋ยสูตร 12-4-4 ในอัตรา 100 กก.ต่อไร่ เมื่อต้นสูงได้ประมาณ 5 เซนติเมตร
    หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20 กก.ต่อไร่ โดยใส่ 2 ครั้งคือ เมื่อผักชีอายุได้ 15 วันและ 30 วัน

    และต้องคอยดูแลถอนวัชพืชทิ้ง อีกอย่างคือถ้าต้นผักชีขึ้นหนาแน่นเกินไปก็ต้องถอนทิ้งเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้นเน่าและอาจลุกลามไปทั่วทั้งแปลงได้

    การเก็บเกี่ยวผักชี

    การเก็บเกี่ยวผักชีจะทำการเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 45 วัน วิธีการเก็บเกี่ยวให้รดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้ดินอ่อนตัวสามารถถอนต้นผักชีได้ง่าย จากนั้นให้ถอนต้นผักชีด้วยการดึงออกมาทั้งลำต้นและราก นำมาล้างเอาดินออกตกแต่งด้วยการเด็ดใบที่เสียหรือเหลืองทิ้ง ผึ่งลมให้แห้งผักชีที่มีความสมบูรณ์ทั้งใบ และราก รากไม่ขาดจะจำหน่ายได้ในราคาดี

    โรคและแมลงศัตรูพืชของผักชี

    แมลงที่ทำความเสียหายกับผักชี คือเพลี้ย ส่วนโรคผักชีที่พบบ่อยและทำความเสียหายให้กับการปลูกผักชีเป็นอย่างมาก คือโรคเน่าที่ใบและโคนต้น ซึ่งสามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการฉีดพ่นยาแมนโซเซป (Mancoaeb-M45)และอีกโรคคือ โรคใบไหม้ ซึ่งทำให้เกิดใบเสียหายต้องเสียเวลาคัดทิ้งและทำให้ราคาตก โรคนี้ป้องกันกำจัดด้วยการฉีดพ่นยามาเนปหรือยาแคปเทน

    สรุปการปลูกผักชี

    สำหรับการปลูกผักชีก็เป็นวิธีที่ง่ายๆ ทุกคนสามารถทำได้ ถ้าจะไปปลูกผักชีขาย ก็สามารถขายได้เรื่อยๆ เพราะผักชีเป็นผักที่ต้องการของตลาด เป็นผักที่มีคนทานทุกวัน เรียกได้ว่ามีคนทานผักชีอยู่ที่ทุกภาคของประเทศไทยก็ว่าได้ ถ้าเรามาปลูกผักชีขาย อาจจะทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

    การขายผักชี

    ผักชีเป็นผักที่เป็นที่ต้องการในตลาดสูง และเป็นผักที่ขายได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี และขายได้ราคาค่อนข้างดี ซึ่งการขายนั้น ให้เริ่มเก็บเกี่ยวผักชีเมื่อผักชีอายุประมาณ 45 วัน ซึ่งก่อนที่เราจะทำการเก็บเกี่ยว เราจะต้องรดน้ำให้ชุ่มแปลงดินเสียก่อน เพื่อทำให้การถอนผักชีง่ายขึ้น และทำให้ต้นผักชีไม่ขาดอีกด้วย ซึ่งการเก็บเกี่ยวผักชีนั้นทำได้ไม่ยากเลย ให้เราใช้มือจับที่โคนรากแล้วดึงขึ้นมา สะบัดดินออก และน้ำไปล้างน้ำ ให้คัดใบที่เน่าออก หรือใบสีเหลืองๆ ออก และนำมามัดเป็นกำๆ นำใส่ลงตะกร้าเพื่อทำการขนส่งนำไปขายต่อไป ซึ่งต้นผักชีที่เป็นสีเขียวสม่ำเสมอจะขายได้ราคาดี

    และผักชีจะมีราคาดีที่สุดช่วงหน้าฝนครับ เหตุเนื่องจากผักชีเป็นพืชอวบน้ำ จึงบอบช้ำได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกโดนต้น ทำให้ต้นช้ำ และยิ่งถ้าฝนตกช่วงสายๆ หรือฝนตกตอนกลางวัน ซึ่งหลังจากฝนตกแล้ว แดดจะออกทำให้ต้นผักชีเน่า ผักชีจึงเสียหายได้มาก และทำให้ผักชีมีราคาแพงในหน้าฝนนี่เอง ซึ่งเราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการใช้เชื้อราไตโครเดอร์มา หรือเชื้อราคีโตเมียม ฉีดพ่นเพื่อลดอาการเน่า หรือใช้น้ำปูนขาวที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มาปรับสภาพดิน เพราะว่าเชื้อราชชอบความเป็นกรด เมื่อมีน้ำปูนขาวซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้เชื้อราหยุดการเจริญเติบโตเ ซึ่งถ้าเราพบว่าผักชีต้นไหนเป็นเชื้อรา เราควรที่จะรีบถอนทิ้งออกจากแปลงทันที แต่ถ้าผักชีขึ้นแน่หนาเกินไป เราก็ควรที่จะถอนทิ้งเหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุของต้นเน่า และอาจจะลุกลามไปทั่วแปลง ถ้าเราไม่มีการดูแลที่ดี

    สำหรับช่องทางการการขายผักชีนะครับ

    1. ขายเหมาให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อขายกันเป็นประจำ
    2. ขายปลีกวางขายเองหน้าบ้าน หรือวางขายตามตลาดนัด

    สำหรับท่านที่อยากจะลองเข้ามาขายผักชีดู ก็ไม่ยากเลยนะครับ สิ่งที่ต้องมีก็คือ เงินทุนที่จะต้องไปซื้อ หรือเช่าพื้นที่มาปลูกผักชี และความรู้ในการปลูกผักชี และที่สำคัญความเอาใจใส่ในการปลูกผักชีให้เจริญงอกงาม สำหรับท่านที่มีที่ดินในการปลูกอยู่แล้ว ก็ถือว่าลดต้นทุนลงไปมากเลยครับ ตลาดนี้เปิดกว้างกับทุกท่าน ใครเข้ามาขายก็มีสิทธิ์รวยได้ทุกท่าน ขายได้กำไร และนำไปขยับขยายพื้นที่การปลูก ทำแบบนี้ซ้ำๆ ไป ค่อยๆ รวยไปทีนิด ท่านอาจจะรู้ตัวอีกทีก็มีเงินจำนวนมากจากการขายผักชีไปแล้ว

  • วิธีปลูกบวบ พร้อมคำแนะนำในการขายบวบ

    สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของผักชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมในการนำมาทำอาหารมาก ซึ่งผักชนิดนี้ก็คือ บวบ นั่นเองครับ ซึ่งบวบเป็นพืชตระกูลเดียวกับมะระ จัดอยู่ในกลุ่มของพืชเถา สามารถขึ้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่แถบร้อน จึงเป็นที่นิยมปลูกเป็นอย่างมากในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ลักษณะทางกายภาพของบวบ

    สำหรับบวบจัดเป็นพืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่แยกคนละดอก ผลจะมีความยาวและผิวขรุขระเล็กน้อย บางชนิดหากมีผลแก่เต็มที่ก็สามารถนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้ โดยลำต้นจะมีสีเขียว หากเป็นต้นแก่เต็มที่จะเห็นขี้ผึงฉาบบริเวณผิว น้ำที่ได้จากลำต้นปัจจุบันนิยมนำมาทำเครื่องสำอาง และยาสมุนไพร

    การเตรียมพื้นที่ปลูกบวบ

    เนื่องจากบวบเป็นผักที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างมากที่จะปลูกในประเทศไทย หรือประเทศทีอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส รวมไปถึงอากาศ และแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้จะต้องมีความชื้นในดินที่คงที่ และสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาในการ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง และช่วงที่กำลังติดผล ช่วงนี้จะขาดน้ำไม่ได้เลย ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกจะเป็นช่วงฤดูฝน

    บวบเป็นผักที่มีระบบรากลึกหยั่งเข้าไปในดินระดับปานกลาง สำหรับการเตรียมดินเกษตรกรจะต้องขุดไถลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ระหว่านทำการไถจะต้องมีการใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้วให้เข้ากันกับเนื้อดิน

    วิธีการปลูกบวบ

    1.การปลูกบวบส่วนใหญ่แล้วจะนิยมปลูกแบบยกร่องสูง 75 เซนติเมตร กว่าง 1.5 เมตร โดย 1 ร่องสามารถทำการปลูกบวบได้ 2 แถว
    2.เกษตรกรนิยมใช้วิธีการหยอดเมล็ดของบวบลงในแปลงเลย สาเหตุที่ไม่ค่อยนิยมเพาะกล้าเนื่องจาต้นกล้าของบวบมีความเปราะ หักและตายได้ง่าย
    3.หยอดลงหลุมที่ลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร จำนวน 3-5 เมล็ด
    4.ระยะห่างของการปลูกต้นบวบแต่ละต้นคือ 75-100 เซนติเมตร
    5.จากนั้นทำการกลบด้วยดินที่ผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม
    6.เพื่อเป็นการรักษาความชื้นเกษตรกรสามารถปกคลุมปากหลุมด้วยฟาง หรือหญ้าแห้ง

    การดูแลรักษาบวบ

    1.เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 15 วัน ในช่วงนี้ให้เกษตรกรทำการถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งไป ให้เพียงหลุมละ 2 ต้นเท่านั้น
    2.สำหรับการปลูกในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงทีบวบสามารถเจริญเติบโตได้ดีทีสุด ดังนั้นการเว้นช่วงระยะห่างจะต้องเพิ่มมาขึ้น
    3.เมื่อบวบอายุได้ 15-20 วันจะต้องมีการทำค้างเพื่อที่บวบจะได้เกาะสูงขึ้นไปเพื่อรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่

    การทำค้างบวบ

    1.การใช้ไม้ตีเป็นร้าน เพื่อที่บวบจะได้เลื้อยขึ้นเจริญเติบโตอยู่ด้านบนของร้าน การเลือกวิธีการทำร้านเวลาที่มีการออกผล ผลของบวบจะได้ห้อยลงมา สะดวกและง่ายต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต
    2.การปักไม้ค้าง โดยการใช้ไม้รวกยาวประมาณ 2-2.5 เมตร แล้วทำการปักของแต่ละหลุมที่มีการปลูกบวบ จากนั้นทำการรวบไม้เข้าหากันผูกเชือกบริเวณปลายไม้ที่รวบ จากนั้นใช้ไม้พาดแต่ละช่วงที่ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร
    3.สุดท้ายคือการใช้กิ่งไม้หรือต้นไม้แห้งปักไว้ให้บวบเลื้อยขึ้นเองตามธรรมชาติ หากเกษตรกรไม่ทำค้างเพื่อที่ให้บวบเลื้อยขึ้นไป จะทำให้บวบเลื้อยไปตามพื้นดิน ผลออกมามาจะเบี้ยว ไม่สวยและไม่เป็นที่นิยม

    การให้น้ำ

    ในการให้น้ำบวบ จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาที่ทำการปลูก และจะต้องระวังอย่าให้บวบขาดน้ำอย่างเด็ดขาด แนะนำว่าเกษตรกรควรทะระบบการให้น้ำแบบร่องดีที่สุด เพราะใบของบวบจะได้ไม่ต้องเปียกน้ำที่เสี่ยงต่อการเน่าได้นั่นเอง

    การพรวนดินและการจำกัดวัชพืช

    การพรวนดินและกำจัดวัชพืช จะต้องทำในครั้งเดียวกัน หลังจากถอนควรมีการพรวนดินทันที เมื่อบวบโตแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องวัชพืช
    สำหรับการให้ปุ๋ย ก่อนที่จะมีการเพาะเมล็ดพันธุ์จะใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วรองก้น สำหรับปุ๋ยเคมี นิยมใช้สูตร 5-10-5 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแยกใส่เป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ใส่เพื่อรองก้นหลุม และที่เหลือจะใส่เมื่อบวบมีอายุได้ประมาณ 20-30 วัน วิธีการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 จะโรยบริเวณข้างแถว จากนั้นค่อยๆ พรวนกลบลงในดิน รดน้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลาย ปุ๋ยไนโตรเจนให้ใส่ในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในช่วง 15 วันแรกที่มีการปลูก

    การเก็บเกี่ยวบวบ

    การปลูกบวบจะมีช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวหลังจาการปลูกประมาณ 40-60 วัน โดยคนส่วนใหญ่นิยมทานผลอ่อน ซึ่งเกษตรกรจะต้องเริ่มเก็บก่อนที่บวบจะแก่และแข็ง ไม่ควรปล่อยให้บวบแก่และติดกับต้นมากนัก เพราะจะส่งผลให้บวบชุดหลังมีขนาดที่เล็ก ปกติแล้วผลผลิตจะอยู่ที่ 860-1,050 กิโลกรัมต่อไร่ ในการเก็บเมล็ดพัน ในประเทศไทยของเราจะมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับการเพาะปลูกในชุดต่อไปเอง โดยการปล่อยให้บวบแก่กับต้น เมื่อบวบแก่จะมีเมล็ดพันธุ์สีดำ เปลือกหนา จะมีผิวเป็นคลื่นร่างแห ขอบเมล็ดจะไม่คม

    การขายบวบ

    ใน 1 ปี เกษตรกรจะปลูกบวบได้ประมาณ 3 รอบ ในการปลูกรอบแรก คือการยกร่องเป็นแปลงเสร็จ ก็ขุดหลุมหยอดเมล็ดพันธ์ุ จากนั้นก็นำไม้มาทำเป็นค้าง และขึงตาข่ายให้บวบเลื้อย และดูแลใส่ปุ๋ย ให้น้ำ จนอายุประมาณ 35 วัน ก็จะเริ่มให้ผลผลิต โดยจะเริ่มเก็บผลผลิตไปได้ทุกวันต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลบวบ หากดูแลดีๆ ก็เก็บเกี่ยวได้เกือบ 2 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวครบ 1-2 เดือน ก็หมดรุ่น สามารถถางที่ และปลูกต่อได้เลย ซึ่งปีนึงได้ 3 รอบ ในรอบหนึ่งๆ เกษตรก็จะได้กำไรพอสมควร ขึ้นอยู่กับจำนวนไร่ที่เราปลูกบวบด้วย ยิ่งจำนวนไร่เยอะ ผลผลิตยิ่งเยอะ ถ้ามีพื้นที่สัก 5-10 ไร่ ในรอบๆ หนึ่งก็จะมีกำไรเป็นหลักแสน

    กิจวัตรประจำวันของเกษตรกรที่ปลูกบวบก็คือ จะต้องออกไปตัดบวบ เสร็จแล้วก็จะมาเรียงใส่ถุงขาย แนะนำให้ใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม และต้องตัด และเรียงใส่ถุงพร้อมส่งให้เรียบร้อย ที่สำคัญเวลาเรียงก็ต้องเรียงให้ดี ทะนุถนอม เนื่องจากบวบลูกใหญ่ และยาว หากไม่ระวังบวบก็จะหักได้ง่ายๆ เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำบวบไปขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่จะนำบวบไปขายปลีกต่อ

    ซึ่งบวบที่นำไปขายจะต้องลูกใหญ่และยาว เฉลี่ยบวบที่นำไปขายจะมีน้ำหนักลูกละประมาณ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ราคาที่ขายส่งตอนนี้อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 20 บาท สำหรับราคานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะดีแบบนี้ทั้งปี บางช่วงก็ราคาถูก แต่โดยรวมก็ถือได้ว่าการขายบวบสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดี

  • วิธีปลูกองุ่น พร้อมคำแนะนำในการขายองุ่น

    องุ่นเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่จัดว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้จะต้องเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับชนิดและพันธุ์นั้นๆ ด้วยนะคะ นอกจากทานสดๆ แล้วยังมากมายไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตากแห้งเป็นลูกเกด ทำเหล้าองุ่น คั้นเป็นน้ำองุ่น หรือจะเป็นองุ่นบรรจุกระป๋อง

    ชนิดและพันธุ์ขององุ่นนั้นมีมากมายเป็นหมื่นเป็นพันชนิด โดยเกษตรกรมักจะนำพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่นั้นมาทำการผสมพันธุ์กัน โดยเฉพาะพันธ์ที่มาจากยุโรปและอเมริกา เพื่อจะได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศในท้องถิ่นนั้นด้วยๆ ส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปลูกได้แก่ การตลาด เพราะบางพันธุ์สำหรับทานสด บางพันธุ์ไว้สำหรับตากแห้ง เป็นต้น

    พื้นที่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกองุ่น

    บอกเลยว่าสำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจจะลองหันมาปลูกองุ่นนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษารายละเอียดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน เริ่มต้นที่สถานที่ที่เหมาะสมจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
    ดินดี
    คือลักษณะของดินจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากเชื้อโรค หรือแมลงรบกวน ในจุดนี้สำคัญมากๆ องุ่นนั้นบอกก่อนเลยว่าสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ดินเกือบทุกชนิด แต่ที่เมืองไทยถือว่าเป็นเมืองร้อน ดังนั้นลักษณะของดินจะต้องมีการระบายน้ำและมีการถ่ายเทของอากาศได้สะดวก แนะนำให้เป็นดินร่วนปนดินทราย ช่วยให้รากของต้นองุ่นสามารถชอนไชหาอาหารมาช่วยเสริมให้ลำต้นเกิดความอุดมสมบูรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น องุ่นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งมีค่า pH ระหว่าง 5.5-5.6
    ลักษณะภูมิอากาศที่เหมาะสม

    ประเทศไทยจัดว่าเหมาะสมสำหรับการปลูกองุ่นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าองุ่นชอบพื้นที่ที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง แสงแดดจัด ความชื้นในอากาศต่ำ ระดับของฝนที่ตกลงมานั้นไม่ควรน้อยกว่า 15 นิ้ว แต่ไม่ควรเกิน 40 นิ้ว
    ในการเพราะปลูกแม้ว่าองุ่นจะชอบพื้นที่อุณหภูมิสูงแต่ก็ต้องการน้ำในการเจริญเติบโตไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นในการเพาะปลูกจะต้องไม่ขาดแคลนน้ำ ในการเพาะปลูกอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังคือแมลง และศัตรูพืชที่มารบกวน โดยเฉพาะฤดูการให้ผลผลิต

    การขยายพันธุ์องุ่น

    องุ่นจัดว่าเป็นผลไม้ที่เกษตรกรสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด แต่ส่วนมาก เกษตรกรอาศัยการเลือกซื้อต้นพันธ์แทนการขยายพันธุ์ เนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ดังนั้นหากท่านไหนที่ต้องการมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองจะต้องศึกษา และมีความรู้เรื่องการขยายพันธุ์องุ่นได้เอง โดยสามารถทำได้ถึง 6 วิธีได้แก่
    การเพาะเมล็ด
    การตัดกิ่งปักชำ
    การติดตา
    การทาบกิ่ง
    การตอนกิ่ง
    การต่อเสียบ

    วิธีการปลูกองุ่น

    เตรียมพื้นที่
    พื้นที่ทราย สำหรับพื้นที่ที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกถั่ว เพื่อบำรุงดินไว้ล่วงหน้า และมีออกดอกให้ทำการไถกลบหน้าดินเหล่านั้น
    ดินเหนียว ที่นำท่วมถึง ให้ทำการยกร่องให้สูงอย่าให้มีน้ำท่วมถึงได้อย่างเด็ดขาด จากนั้นบำรุงหน้าดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก และทรายหยาบลงไปเพื่อดินที่โปร่งและร่วนซุยมากยิ่งขึ้น
    พื้นที่ดินลอน หรือลาดเขา ให้ทำการแก้ไขด้วยการไถให้ลูก ตากหน้าดินไว้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ บำรุงหน้าดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว และค่อยดำเนินการไถกลบทับเมื่อออกดอก

    วิธีการปลูก

    เมื่อเกษตรกรได้เตริมพื้นที่สำหรับการปลูกองุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมโดยเว้นระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 2.5 – 3.00 เมตร ระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ในการเพาะปลูกจะต้องขึ้นอยู่กับสภาพของดินในพื้นที่นั้นๆ ด้วย หากเป็นดินเหนียวให้มีถี่ลงกว่านี้ สำหรับแถวที่มีการปลูกองุ่นจะต้องมีการยกเป็นลูกฟูกตลอดแนว กว่า 1.5 เมตร
    ขนาดของหลุมที่ขุดกว่าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร แยกดินปากหลุม และก้นหลุมไว้ ตากให้แห้งประมาณ 15-20 วัน จากนั้นทำการผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกรองที่ก้นหลุม ส่วนดินก้นหลุมก็ผสมกับปุ๋ยคอก ไว้ที่ปากหลุมสลับกัน เมื่อนำต้นองุ่นลงปลูก ตัดแต่งกิ่งเล็กกิ่งน้อยออกไป เหลือลำต้นมีตาแค่ 2-3 ตา แล้วค่อยๆ นำดินที่อยู่ปากหลุมกลบลำต้นให้พูน ปักด้วยหลัดเพื่อป้องกันต้นโยกคลอน เสร็จเรียบร้อยแล้วทำการรดน้ำใช้ใบมะพร้าวหรือใบไม้ เพื่อกำบังแสงแดด การปลูกองุ่นแนะนำให้ปลูกฤดูฝนจะเป็นการประหยัดน้ำ
    เมื่อต้นองุ่นเจริญเติบโตได้พอประมาณ จะต้องทำค้าง เพื่อที่ลำต้นได้เลื้อย ไม่อย่างนั้นจะเลื้อยไปตามดินและเจริญเติบโตช้า ผลที่ออกมาก็จะเกาะกับพื้นดิน เกิดการเน่าเสีย และให้ผลผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    การบำรุงรักษาองุ่นหลังการเพาะปลูก

    การให้ปุ๋ย ทั่วไปแล้ว จะให้ปุ๋ย 3 ชนิดได้แก่
    1.ธาตุไนโตรเจน เพื่อเสริมหากสังเกตเห็นลำต้นองุ่น เจริญเติบโตช้าผิดปกติ แคระแกรน ใบเหลืองซีด ก้านเปราะ ผลสุกช้า
    2.ฟอสฟอรัส หากต้นองุ่นขาดธาตุนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า รากไม่เจริญเติบโต ผลแก่ช้ากว่าปกติ
    3.โปแตสเซียม เส้นใบและขอบใบมีสีเหลือง ริมใบมีสีน้ำตาล
    การให้น้ำ แม้ว่าองุ่นจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิสูง และไม่ค่อยชอบดินแฉะหรือพื้นที่ที่มีน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไป แต่น้ำก็จะช่วยบำรุง แต่งผลให้ดูดี สวยงาม ดังนั้นในช่วงฤดูกาลให้ผลผลิตองุ่นจะขาดน้ำไม่ได้เลย อาจมีการจัดเตรีมนำสำรองไว้ในส่วนนี้ในปริมาณที่เพียงพอ

  • วิธีปลูกแอปเปิ้ล พร้อมคำแนะนำในการขายแอปเปิ้ล

    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้เมืองหนาวประเภทผลัดใบ มีแหล่งกำเนิดที่ประเทศแถบยุโรป คือทวีปอเมริกา เซ็น โซเวียด ประเทศจีน ออสเตรเรีย รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ส่วนในด้านของประเทศไทยนั้นได้มีการนำเข้ามาเมื่อไม่นานนี้เอง

    ลักษณะของต้นและใบแอปเปิ้ล

    เป็นไม้เนื้อแข็ง ใบและยอด หากมีการเจริญจะมีความแตกต่างไปตามแต่ละสายพันธ์ โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะมีลักษณะเป็นทรงกลม บางพันธ์สูง แต่บางพันธ์ลำต้นต่ำ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวสีเขียว ขอบเป็นหยัก
    ผลของแอปเปิ้ลมีลีกษณะคล้ายกับผลชมพู่มีรอยปุ่มด้านบนและก้นผล เล็กน้อยไม่ลึกมาก มีสีที่แตกต่างกันออกไปบางผลมีสีเหลืองคล้ำ จนถึงแดงเข้ม เนื้อมีสีขาวหยาบ จัดเป็นพืชอยู่ในตระกูล Rosaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ Malus domestica

    สภาพดินฟ้า อากาศ ในกาปลูกแอปเปิ้ล

    สำหรับแอปเปิ้ล จัดเป็นพืชเมืองหนาว ดังนั้นในการเพาะปลูกย่อมต้องการอากาศที่หนาวเย็นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยลักษณะภูมิอากาศที่จะทำให้ระยะฟักตัวของแอปเปิ้ลยุติลงได้ คือ 60-85 องศาฟาเรนไฮต์ ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฟาเรนไฮต์ จัดเป็นอันตรายต่อระบบรากเป็นอย่างมาก

    ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกแอปเปิ้ล

    ดินร่วนปนดินทราย ที่มีความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 5.0-6.8 แม้ว่าแอปเปิ้ลต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ทังนี้มันไม่ต้องการ และไม่ชอบลักษณะดินที่มีน้ำขังบริเวณราก

    พันธุ์แอปเปิ้ล

    พันธุ์ของแอปเปิ้ลมีมากมายประมาณ 2000 กว่าพันธุ์ แต่ที่เกษตรกรนิยมปลูกจะมีอยู่ 4 พันธุ์ได้แก่
    1.พันธุ์แอนนา เป็นพันธ์ที่ถูกผสมขึ้นมาใหม่ ในประเทศอิสราเอล ลักษณะของผลสำหรับผลเมื่อแก่จะเป็นสีเหลืองสด ขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่ รูปร่างค่อนข้างยาวกว่าแอปเปิ้ลทั่วไป
    2. พันธุ์เอนเชเมอ ลักษณะของผลแอปเปิ้ลพันธ์นี้ค่อนข้างกลม และมีขนาดเล็กกว่าพันธ์แอนนา ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น มีสีเหลืองสดเมื่อแก่ สำหรับแอปเปิ้ล 2 พันธ์นี้ ได้มีการทดลองปลูกที่ดอยอ่างข่าง ปัจจุบันจัดว่ากำลังให้ผลผลิตอย่างงาม
    3. พันธุ์โรม บิวตี้ สำหรับพันธุ์นี้พิเศษตรงที่สามารถปล่อยละอองเรณูหลังจากที่ได้ออกช่อ ทำให้ช่อสามารถรับเชื้อได้ ดังนั้นพันธุ์นี้ไม่มีประโยชน์หากเกษตรกรคนไหนที่ต้องการใช้เป็นตัวถ่ายละออกเรณูเพื่อไปผสมพันธ์กับพันธ์อื่นๆ ได้
    4. พันธุ์แกลนด์อเลกเซนเตอร์

    การขยายพันธุ์ของแอปเปิ้ล เพื่อการเพาะปลูก สามารถทำได้หลากหลายวิธี

    การติดตา

    เริ่มจากการเตรียมต้นตอ ซึ่งอาจจะได้จากการตอนกิ่ง หรือปักชำมาจากต้นเดิม แต่สำหรับเทคนิคและวิธีการปลูก หรือเตรียมต้นแอปเปิ้ลให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลาที่แสนสั้นง่ายๆ เพียงแค่ทำการปลูกต้นแอปเปิ้ลลงไปก่อน แล้วทำกาตัดต้นแอปเปิ้ลให้เหลือแต่ตอ ในส่วนของตอนี้จะแตกกิ่งก้านสาขาออกมาจำนวนมาก ให้เกษตรกรใช้ดินกลบโคนที่กิ่งเหล่านั้น เพียงไม่กี่วันก็จะแตกรากออกมา และเมื่อรากงอกออกดีแล้ว ให้ทำการขุดและตัดเอาไปลงถุงเพาะชำต่อไป

    สำหรับต้นตอที่ใช้ในประเทศไทย จะเป็นพันธ์ เอ็ม เอ็ม 106 เป็นพันธ์ที่ค่อนข้างแคระ และที่สำคัญสามารถขยายพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว
    การปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษาต้นแอปเปิ้ล

    ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าการปลูกแอปเปิ้ล โดยทั่วไปแล้วจะมี 2 ลักษณะ ดังนี้

    ระบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

    สำหรับการปลูกในลักษณะนี้ จะเป็นการปลูกต้นไม้ให้เป็นมุมฉากกัน โดยจะอยู่กันคนละมุมของสี่เหลี่ยมผืนผ้า การปลูกเช่นนี้เหมาะสำหรับการปลูกไม้แซม สะดวกต่อการพรวนดิน และง่ายต่อการดูแลรักษา จะทำให้ต้นแอปเปิ้ลได้รับแสงแดดได้อย่างเต็มที่

    การปลูกแอปเปิ้ลแนวระดับเดียวกัน

    จะมีการปลูกในแนวระดับเดียวกัน อาจมีการคดเคี้ยวไปตามระยะทางที่ห่างกัน อีกด้านเป็นระยะจำกัด การปลูกต้นแอปเปิ้ลในลักษณะนี้จะช่วยลดการสึกกร่อนของดิน เหมาะสำหรับพื้นที่การเพาะปลูกที่มีลักษณะเป็นเนินเขาลาดชัน

    การเตรียมดิน

    ในการปลูกแอปเปิ้ล ก็เหมือนกับการปลูกผลไม้ทั่วๆ ไปนั่นล่ะค่ะ โดยการเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก เริ่มต้นด้วยการขุดหลุม กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลึก 1 เมตร นำดินที่ขุดออกมากองไว้ด้านบนปากหลุม 1 กอง และไว้ก้อนหลุมส่วนหนึ่ง แต่ละกองผสมด้วยปุ๋ยคอกในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โดยเอาดินที่อยู่ปากหลุมรองก้น เวลาที่ปลูก ส่วนดินที่อยู่ก้นหลุมนำมากลบโคนต้นแอปเปิ้ลให้พูนขึ้นมาจากปากหลุมเล็กน้อย

    ระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับการปลูกคือ 3×3 เมตร หรือ 4×4 เมตร ประมาณการแล้วหนึ่งไร่จะได้ 100-177 ต้น การที่ต้นแอปเปิ้ลจะได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด แนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูหนาว

    การดูและรักษาและการให้ปุ๋ย

    สำหรับการให้ปุ๋ยแอปเปิ้ลนั้นส่วนใหญ่แล้วจะให้ประมาณ 2 ครั้งต่อปี โดยในช่วงแรกนั้นจะเริ่มให้ในฤดูการที่ต้นแอปเปิ้ลกำลังออกดอก โดยจะใช้สูตร 13-13-21 และอีกครั้งหนึ่งในช่วงหลังเก็บเกี่ยว ใช้สูตร 15-15-15 สำหรับอัตรา จะขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของต้นแอปเปิ้ลด้วย วิธีการให้ปุ๋ยที่ถูกต้องคือการพรวนดิน แล้วค่อยโรยปุ๋ยลงไปบริเวณที่พรวนดิน จากนั้นรดน้ำตาม

    เทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้แอปเปิ้ลมีดอกและผล

    1.ในประเทศอินโดนีเซียใช้วิธีการการโน้มกิ่งและปลิดใบทิ้ง เพื่อบังคับให้บริเวณต้นแอปเปิ้ลมีตาแตกออกมา วิธีการดังกล่าวจะทำให้แอปเปิ้ลออกผลได้ปีละ 2
    2.การตัดแต่งกิ่งแอปเปิล วิธีการนี้จะเกษตรกรนิยมทำกันในช่วงที่ต้นแอปเปิ้ลพักตัวในฤดูหนาว เป็นช่วงที่ต้นกำลังสลัดใบทิ้ง สะดวกในการตัดตกแต่งกิ่งอย่างมาก
    3.การปลิดผลทิ้ง ทำก็ต่อเมื่อต้นแอปเปิ้ลมีผลผลิตที่มากจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นผลที่ได้มานั้นจะมีขนาดเล็ก ไม่สวย และอาจทำให้ลำต้นขาดสารอาหารและตายได้

  • วิธีปลูกขิง พร้อมคำแนะนำในการขายขิง

    บทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ที่พ่อครัวแม่ครัวจะต้องมีติดเอาไว้เสมอ นั่นคือก็คือ ขิง นั่นเองครับ บทความก็จะเป็นการอธิบายถึงวิธีการปลูกขิง ว่าเริ่มต้นปลูกยังไง และการขายขิง ว่าขายกันอย่างไร

    ลักษณะทั่วไป

    ขิงเป็นพืชล้มลุก ที่มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง แต่ภายในเป็นสีเหลืองนวล จะมีการแทงหน่อ หรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ประกอบไปด้วยกาบ หรือโคนหุ้มซ้อนกัน

    ลักษณะของใบจะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว เป็นรูปหอกเกลี้ยงๆ ความกว้างอยู่ที่ 1.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร หลังใบห่อจีบเป็นรูปร่าง โคนใบสองแคมจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม

    พันธุ์ขิงของไทย

    – ขิงใหญ่ จะมีแง่งใหญ่ มีข้อห่าง และมีเนื้อละเอียด เสี้ยนเนื้อน้อย ความเผ็ดปานกลาง เนื้อข้างในดูแล้วไม่มีสี หรือถ้ามีก็จะเป็นสีที่อ่อนจาง ตาขิงจะออกกลมมน ขิงใหญ่เหมาะสำหรับทานเป็นขิงอ่อนสดๆ หรือจะทำเป็นขิงดองก็ได้
    – ขิงเล็ก หรืออีกชื่อคือ ขิงเผ็ด จะมีแง่งที่เล็กกว่าขิงใหญ่ ข้อถี่และสั้น เนื้อมีเสี้ยนค่อนข้างเยอะ ขิงเล็กเป็นขิงที่มีรสชาติ เผ็ดจัด ถ้าลองลอกเปลือกอก จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน หรือน้ำเงินอมเขียว ตาขิงมีลักษณะแหลม ขิงเล็กนิยมนำมาใช้ทำยา ลแะทำขิงแห้ง ขิงเล็กไม่นิยมในการปลูกขาย

    การขยายพันธุ์

    สำหรับการขยายพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนดินทราย อีกหนึ่งวิธีคือการขยายพันธ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีการนี้อาจมีต้นทุนที่สูง แต่คุ้มค่า จะได้พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ และโรคที่มากับท่อนพันธุ์ขิง

    ลักษณะของดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกขิง

    ขิงชอบดินร่วนซุย ที่มีการระบายน้ำได้ดี แนะนำให้เป็นดินร่วนปนดินทรายหรือดินเหนียวปนดินทรายจะดีที่สุด ในการปลูกจะต้องมีการเตรียมดินปลูกให้มีสภาพที่เหมาะสมสำหรับการปลูก ขิงสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจะกระทั่งมีความสูงประมาณ 1500 เมตร ชอบอากาศที่ค่อนข้างชื้นและมีอุณหภูมิที่สูงพอสมควร

    การเตรียมพันธุ์ของท่อนขิง

    การคัดเหง้า หรือพันธ์ขิงจะต้องเป็นขิงแก่ที่มีอายุตั้งแต่ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาประมาณ 2-3 ตา

    วิธีการปลูกขิง

    สำหรับการปลูกขิงด้วยวิธีการใช้เหง้า เกษตรกรมักใช้วิธีการยกร่องเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดี มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยร่องเองจะต้องมีความสูงอยู่ที 15-25 เซนติเมตร ในส่วนของความยาวนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของการเพาะปลูก สำหรับขั้นตอนในการปลูกขิงก็ไม่ยากครับ สามารถทำได้โดยวางท่อนพันธุ์ลงในหลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร หลุมละ 1 ท่อน ระยะห่างระหว่างหลุมอยู่ที่ 25-35 เซนติเมตร

    ฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับการปลูกขิง

    ช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคม หากเกษตรกรทำการเพาะปลูกในช่วงนี้ จะสามารถเก็บเกี่ยวขิงอ่อนได้ประมาณเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม สำหรับขิงแก่ สามารถปล่อยไว้และเก็บในได้ในเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม

    อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกจะเป็นเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม หากมีการเพาะปลูกในช่วงนี้ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณช่วงเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวขิงแก่ได้ในช่วงเดือนมกราคม – เดือนกุมภาพันธ์

    การดูแลรักษา

    การปลูกขิง จะต้องมีการให้น้ำที่เพียง เพราะหากมีการขาดน้ำ และอยู่ในอุณหภูมิที่สูงจะทำให้เป็นขิงเป็นโรคใบไม้ และมีอาการเหี่ยวได้ โดยเฉพาะขิงที่มีแง่งขนาดเล็ก มีส่วนทำให้ชะงักการเจริญเติบโต แห้งตายในที่สุด ก่อนการเพาะปลูกเกษตรกรจะต้องมีการเตรียมการและวางแผนในส่วนนี้เป็นอย่างดี โดยการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ สำหรับพื้นที่ที่อาศัยชลประทานอาจมีการจัดทดน้ำเข้าในสวน วิธีการสามารถควบคุมปริมาณสำหรับการเพาะปลูกได้

    การให้ปุ๋ย

    ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ขิง เป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต โดยปุ๋ยที่นำมาใช้ในแปลงปลูกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

    ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดหรืออาจใส่กากถั่วต่างๆ โดยจะมีการใส่ในขณะที่เตรียมดิน และหลังจากทีมีการปลูกขิงไปแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่ขณะที่ขิงมีอายุได้ประมาณ 2 เดือน และครั้งที่ 2 ใส่เมื่อขิงมีอายุ 4 เดือน
    ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีถ้าไม่จำเป็นไม่แนะนำ ไม่ควรใส่ เพราะมันมีผลทำให้เกิดโรคเน่ามากขึ้นซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมีจะใส่ก็ต่อเมื่อปลูกขิ่งจำนวนมากหลายๆไร่

    การป้องกันกำจัดวัชพืช

    ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการปลูกขิง คือโรคและศตรูพืชบางชนิด จะคอยมาสร้างความเสียหายให้แก่ต้นขิงจำนวนไม่น้อยในแต่ละแปลง โดยเฉพาะโรคเน่าที่เกิดกับแง่งขิงใต้ดิน มักเกิดกับพื้นที่แฉะและมีน้ำขัง สำหรับการเพาะปลูกขิงดำ หรือขิงเผ็ดจะค่อนข้างที่คงทนได้ดีกว่าขิงหยวก
    โรคที่พบบ่อยสำหรนับขิงได้แก่ โรคแอนแทรคโนส หรือที่เรารู้จักกันว่าโรคใบจุด สำหรับโรคนี้จะเกิดขึ้นจากเชื่อรา โรครากปมเกิดจากไส้เดือนฝอย โรคขิงเน่า ในส่วนนี้มีหลากหลายสาเหตุอาจเกิดจากแบคทีเรียและเชื้อรา

    สำหรับเกษตรกรที่ทำการปลูกขิงจะต้องดูแลอย่างทั่วถึง และหมั่นตรวจสอบแปลงขิงอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงการวางแผนเพื่อป้องกันโรค หรือวัชพืชมาทำร้ายขิง หากมีเกิดการเสียหายจะต้องรีบจัดการอย่าปล่อยให้เกิดโรคระบาด โดยการย้ายที่ปลูก หรือหาพืชชนิดอื่นมาปลูกทดแทนเสียก่อน รวมไปถึงการนำท่อนพันธ์ไปแช่น้ำยากับเชื้อราก็สามารถลดความเสี่ยงในจุดนี้ได้ค่อนข้างมาก

    การขายขิง

    เมื่อเรามีสวนขิง และได้ทำการเก้บเกี่ยวแล้ว ต่อมาก็ถึงขั้นตอนการนำไปขาย ในที่นี้ ขอกล่าวถึงแบบขิงขายส่งนะครับ

    – เมื่อเราถอนขิงอกจากไร้ หรือจากสวนแล้ว ก็ต้องนำมาแพ็กใส่ถุง ถุงละประมาณ 5 กิโลกรัม เพื่อเตรียมส่งขาย
    – ในตลาดนั้นการแข่งขันสูง พ่อค้าแม่ค้าอาจจะขายตัดหน้า ตัดราคากันเอง
    – การขายขิงแบบขายส่ง ส่วนมากการซื้อขายจะเป็นเงินผ่อนมากกว่า เป็นลักษณะบิลชนบิล และการค้าขายแบบนี้อาศัยการเชื่อใจกันมากกว่า หรือทำหรือค้าขายกันมายาวนานแล้ว
    – สำหรับการขายปลีก พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนั้นละที่ต่างต้องแย่งลูกค้าใต้ให้ได้มากที่สุด ส่วนตัวสินค้าก็คือ ขิงเหมือนกัน ราคาต้องถูกกว่า หรือถ้าขิงราคาเท่ากัน ขิงต้องสวยกว่า หรือขิงต้องใหญ่กว่า
    – ข้อเสียของการขายขิง ก็คือขิงเป็นสินค้าที่เสียง่าย และผู้ซื้อก็เลือกของอย่างมากด้วย
    – ตลาดสี่มุมเมือง เป็นตลาดที่แข่งขันกันมากอีกที่หนึ่ง ที่นี้จะเปิดเป็นรอบๆ ช่วงที่ค้าขายแบบขายส่งกันมากคือรอบดึก ตีหนึ่ง ขึ้นไป จะมีพวกพ่อค้าแม่ค้านำรถที่จะมาขนผักไปขายในตลาดต่างๆ ในกรุงเทพ มาซื้อขิงกัน ถ้าวางแผนการขายไม่ดี มีของเน่าเยอะก็ขายกันไม่ออกเลยก็มี เมื่อขายส่งไม่ได้ ก็จะมีลานผักให้เราได้ขายปลีกต่อจนเช้า 9 โมงเช้าเลยครับ
    – การค้าขายสินค้าเกษตรที่เป็นผัก เราต้องเข้าใจธรรมชาติของสินค้าของเราด้วย คือ ของเน่าเสียง่าย และสินค้ามีมาขายกันเยอะ เช่น มากันเป็นรถสิบล้อ และพ่อค้าแม่ค้าต้องการหั่นเราคาเราอย่างเดียว คือซื้อของถูก แต่ไปขายแพง กดราคาเรา ประเภทที่ว่า คุณไม่ขายให้ฉัน คุณเอากับไปบ้านก็เสีย และสุดท้ายเมื่อเราเขายส่งที่ตลาด ขายไม่ได้ก็ต้องลดราคากันไป ของเน่าก็ต้องทิ้งไป
    – ดังนั้นใครที่เป็นเกษตรกรที่ต้องการขายขิง หรือผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ต้องระวังเรื่องที่สำคัญคือ เงิน และระบบบิลชนบิลที่พ่อค้าเดียวนี้ทำกัน ก็ต้องบริหารการเงินของเราให้ดีนะครับ

    ตั้งแต่เดือนกรกฏาจนถึงเดือนกันยายน ขิงอ่อนสวยๆ ก็จะเริ่มออกสู่ตลาด เส้นทางของขิงก็จะไป 3 เส้นทาง คือ

    – ขิงเข้าโรงงานดอง คือ ขิงที่ส่งเข้าไปโรงงานเพื่อดองทำเป็น ขิงดอง
    – ขิงตลาด คือ ขิงที่ส่งขายในตลาดขายส่งใหญ่ๆ เช่น ตลาดไท ศรีเมือง สี่มุมเมือง
    – ขิงแก่ คือปล่อยให้ขิงมีอายุมากขึ้น จนไปเป็นขิงแก่ ซึ่งก็สามารถนำไปขายส่งในตลาดได้เช่นกัน

    ก็ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจจะขายขิง ขายขิงจนร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ

  • วิธีปลูกพริก พร้อมคำแนะนำในการขายพริก

    ต้นพริก
     

    พริกจัดว่าเป็นพืชผักสวนครัวที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นสวนที่สำคัญในการประกอบอาหารในชีวิตประจำเป็นอย่างมาก มีรสชาติที่ค่อนข้างเผ็ดร้อน ส่วนใหญ่นิยมปลูกบริโภคในครัวเรือน ปลูกเพื่อการค้า และปลูกเพื่อใช้สำหรับการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง พริกป่น น้ำพริกเผา ซอสพริก และอื่นๆ อีกมากมาย

    การปลูกและการดูแลรักษาพริก

    การเตรียมดิน

    1.ก่อนอื่นเลยจะต้องมีการเตรียมพื้นที่ และแปลงสำหรับการเพาะปลูกด้วยการไถดะ และตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน ค่อยไถพรวน 1 ครั้ง
    2.ตามด้วยการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไป 3-4 ตันต่อไร่ ใส่ปุ๋ยตราบัวทิพย์สูตร 2 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ด้วยการหว่านให้ทั่วพื้นที่ แล้วค่อยพรวนกลบหน้าดินอีกครั้งหนึ่ง

    วิธีการเพราะปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่ที่ต้องการเพาะปลูกด้วย

    การปลูกแบบไม่ยกแปลง
    การปลูกในลักษณะนี้เหมาะสำหรับการปลูกบนพื้นที่ที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีการปรับระดับของพื้นที่ได้อย่างสม่ำเสมอ การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นแถวเดียวกัน ให้มีระยะห่างระหว่างแถวอยู่ที่ 60-70 เซนติเมตร และระหว่างต้นอยู่ที่ 50 เซนติเมตร
    ปลูกแบบยกแปลง
    ลักษณะของการปลูกยกแปลง เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ระบายน้ำออกได้ยาก โดยการเตรียมพื้นที่จะต้องยกแปลงกว้าง 1.5 เมตร มีร่องน้ำกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. โดยใช้วิธรการปลูก 2 แถวบนแปลงเดียวกัน เป็นแถวคู่ไป

    การเพาะปลูก

    1.เริ่มต้นด้วยการใช้เมล็ดพริก หยอกหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด สำหรับพริกหวาน เปอร์เซ็นในการรอดประมาณ 80% ที่หยอดลงไป ดังนั้น 1 ไร่ จะใช้เมล็ดเพียงแค่ 60-90 เมล็ดเพียงเท่านั้นเองนะคะ การปลูกวิธีการนี้นิยมสำหรับการปลูกในแปลงขนาดใหญ่ ที่ไม่มีแรงงานพอที่จะเพาะพันธ์และย้ายต้นกล้า ซึ่งก็มีจุดอ่อนคือต้นพริกอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการโดนมด หรือแมลงอื่นๆ มาคอยกัดกินใบ สิ้นเปลืองและสูญเสียเมล็ดพันธ์จำนวนไม่น้อย
    2.การเพาะเมล็ดให้งอก อนุบาลให้ลำต้นแข็งแรงจากนั้นค่อยนำไปหยอดหลุม กลบด้วยดินบางๆ วิธีการนี้ก่อนที่จะมีการเพาะแนะนำให้เอาเมล็ดพันธ์แช่น้ำ ห่อด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ทิ้งไว้ 2 วันเมล็ดก็จะงอกจากนั้นนำไปลงแปลงได้
    3. เพาะเมล็ดในแปลงเพาะก่อนที่จะนำไปลงสู่แปลงจริง สำหรับวิธีการนี้อาจมีหลากขั้นตอน แต่เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์ที่รอด หรือได้นั้น ถือว่ามีโอกาสมากที่สุด ก่อนที่จะมีการเพาะปลูกในแปลงจะต้องใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 100 กรัมต่อตารางเมตร คลุกดินลึกประมาณ 5-8 นิ้ว จากนั้นทำการหว่านเมล็ด ทิ้งไว้ 10 วัน เมื่อเห็นว่าเมล็ดเริ่มงอก แยกต้นออกหากเห็นว่ามีลำต้นที่หนา

    เมื่อกล้าอายุได้ 18 วัน ให้ทำการรดด้วยปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตละลายน้ำ แล้วรดน้ำตามทันที สังเกตุหากต้นกล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว ก็สามารถย้ายลงแปลงเพาะปลูกได้แล้ว โดยรวมแล้วใช้เวลาอยู่ที่ 30-40 วัน บางที่จะมีการย้ายต้นกล้า 2 ครั้ง เพื่อที่ต้นกล้าจะแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มย้ายสู่ถุงเพาะชำในครั้งที่ 1 เมื่อต้นกล้าโต มีใบจริง รดน้ำ ทุกวัน เมื่อเห็นว่าต้นกล้าโตพอที่จะสามารถลงเพาะปลูกสู่แปลง ใช้เวลาโดยประมาณ ในถุงเพาะชำ 2-3 อาทิตย์ ก่อนที่จะมีการนำต้นกล้าลงเพาะปลูกในแปลง แนะนำให้มีการฉีดสารละลายน้ำตาลทรายให้ทั่ว เพื่อที่ใบจะได้ดูดซึมน้ำตาลได้เป็นปริมาณสูง

    การบำรุงรักษาต้นพริก

    สำหรับพริกจัดว่าเป็นพืชที่ปลูกและดูแลค่อนข้างง่ายที่สุดแล้ว เองจากเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ ดังนั้นพริกจึงไม่ค่อยชอบน้ำเท่าไหร่นัก แต่ในช่วงที่พริกกำลังออกดอก หรือให้ผลผลิตจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้นหากเกษตรกรให้น้ำในปริมาณที่น้อยกว่าที่พริกต้องการ ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง มีส่วนทำให้ดอกบาน ดอกอ่อน และผลอ่อนร่วงได้

    แต่สำหรับสภาพอากาศที่เย็นก็มีผลทำให้พริกไม่ค่อยติดผล เจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อมีการติดดอก ดอกจะไม่ค่อยแข็งแรงและร่วงโรยในที่สุด สังเกตได้เลยว่าการให้น้ำกับต้นพริกสำคัญไม่น้อยหากต้นพริกได้รับน้ำในปริมาณที่น้อยจนเกินไปอาจทำให้ดอกร่วง และถ้าได้รับน้ำในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้ผลมีสิไม่สวย และรากอาจเน่าตายในที่สุด

    การให้น้ำสำหรับต้นพริก

    หลังการปลูก ในช่วง 3 วันแรก แนะนำให้มีการรดน้ำ เช้า – เย็น 4 วันต่อมาให้รดเพียงแค่วันละครั้ง จากนั้นจนถึงสัปดาห์ที่ 4 ให้รดน้ำอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และลดเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ 5-7 หลังจากนั้นให้รดเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องสังเกตุ และรดน้ำให้เหมาะสมกับสภาพของดินในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

    การให้ปุ๋ย

    ในการให้ปุ๋ยแก่ต้นพริก จะต้องดูและขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่ได้มีการเพาะปลูกด้วย เริ่มต้นด้วยการใส่ปุ๋ยบัวทิพย์ สูตร 2 อัตราส่วน 50 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่
    1.เริ่มต้นด้วยการรองพื้นก่อนย้ายปลูกและหลังย้ายปลูกแล้ว 1 เดือน
    2.อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการโรยใส่กึ่งกลางของแถวต้นกล้า แล้วพรวนดินกลบ การให้ในระยะนี้จะช่วงที่ตาเริ่มออก และยังไม่ติดดอก หลังจากนี้อาจมีการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไปบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์นะคะ
    มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยสำหรับการเพาะปลูกพริก เกษตรกรยุคใหม่สามารถดัดแปลง และดูแลเพื่อเพิ่มผลผลิตได้ในปริมาณที่มากกว่าเดิม

  • วิธีปลูกสับปะรด พร้อมคำแนะนำในการขายสับปะรด

    สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ มีคุณสมบัติ และประโยชน์มากกว่าที่เราคิด ทั้งช่วยป้องกันโรคต่างๆ และนำมาแปรรูปได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะกวน เชื่อม อบแห้ง ในรูปแบบของแยม หรือคั้นทานเป็นน้ำผลไม้ อร่อยชื่นใจ วันนี้เรามาเรียนรู้ถึงการปลูกและดูรักษาสับปะรดให้มากขึ้นกันดีกว่า

    สำหรับต้นสับปะรดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในร้อนแห้ง แล้ง ในดินที่ปนดินทราย ผลจะมีขนาดใหญ่กว่าลำต้น ใบมีลักษณะเรียวยาวแข็งแรงมีคุณสมบัติในการกักน้ำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีเส้นใยที่แข็งมาก ส่วนเปลือกจะแข็งมีประกอบได้ตาอยู่รอบๆ เนื้อจะมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ชุ่มน้ำ

    พันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกกันทั่วไปจะเป็นปัตตาเวีย และพันธุ์ภูเก็ต ทุกวันนี้บ้านเรามีพันธุ์นางแล ภูแล เพชรบุรี ศรีราชา ขายแล้ว

    สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสับปะรด

    1.อยู่ในเกษตรเศรษฐกิจสับปะรด
    2.เป็นพื้นที่ราบหรือพื้นที่ดอน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร และมี่ความลาดเอียงอยู่ที่ 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์
    3.เป็นสถานที่ที่มีการคมนาคมสะดวก ไม่มีน้ำท่วมขังและห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
    ลักษณะของดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกสับปะรด
    มีลักษณะเป็นดินร่วนปนดินทราย สามารถระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับกลาง โดยมีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 4.5-5.5 และที่สำคัญหน้าดินจะต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

    สภาพภูมิอากาศ

    ต้องเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนกระจายอย่างสม่ำเสมอ 1000-1500 มิลิกรัมต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 24-30 องศาเซลเซียส และมีแสงแดดค่อนข้างจัด

    แหล่งน้ำ

    ในการเลือกสถานที่เพาะปลูกสับปะรดจะต้องดูรวมไปถึงแหล่งน้ำที่เพียงพอ และจะต้องเป็นน้ำที่ปราศจากสารอินทรีย์ มีสารพิษเจือปน
    1.สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำแนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูฝน สำหรับเกษตรกรที่ปลูกในช่วงนี้ให้ปลุกด้วยหน่อ
    2.ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำให้ทยอยปลูกได้ทั้งปี และควรปลูกด้วยจุก เพื่อเป็นการกรระจายการผลิต

    การเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก

    1.ในพื้นที่ที่เคยปลูกสับปะรดมาก่อนให้ไถสับใบและต้นทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือนและค่อยไถกลบอีกครั้งหนึ่ง
    2.สำหรับพื้นที่ที่ไม่เคยปลุกมาก่อนให้ทำการไถครั้งหนึ่งแล้วตากหน้าดินประมาณ 7-10 วัน พรวน 1-2 ครั้งจากนั้นให้ดำเนินการยกแปลงสูง 15 เซนติเมตร
    3.สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเอียงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ จะต้องเพิ่มการทำร่อง เพื่อที่จะได้ไว้สำหรับการป้องกันการชะล้างหน้าดิน

    วิธีการปลูกสับปะรด

    1.การปลูกด้วยหน่อ เริ่มต้นด้วยการคัดหน่อที่มีขนาดเดียวกันเพื่อปลูกในแปลงเดียวกัน เวลาเก็บเกี่ยวจะได้เก็บเกี่ยวในเวลาไล่ๆ กัน โดยหน่อจะมี 3 ขนาดให้ได้ทำการเลือก ไม่ว่าจะเป็นหน่อขนาดเล็ก น้ำหนักอยู่ที่ 300-500 กรัม หน่อขนาดกลาง 500-700 กรัม และหน่อขนาดใหญ่ 700-900 กรัม เมื่อได้หน่อสับปะรดมาแล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกินไว้
    2.การปลูกด้วยจุก สำหรับการปลุกด้วยจุดให้คัดเลือกจุกที่มีขนาด 180 กรัมขึ้นไป และช่วงก่อนปลุกจะต้องมีการชุบสารป้องกันโรครากเน่า หรือต้นเน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

    การดูแลรักษา

    ธาตุอาหารหลักที่สับปะรดต้องการคือ N P และ K ในแต่ละฤดูการผลิต โดยเกษตรกรจะต้องให้
    1.ไนโตเจน 6-9 กรัมต่อต้น หรือจะใช้ปุ๋ยยูเรีย 116-169 กิโลกรัมต่อไร่
    2.ฟอสฟอรัสP2 O5 ในอัตราส่วน 2 – 4 กรัมต่อต้น / ทริพเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต
    3.โพแทสเซียมK2 O ในอัตราส่วน 8-14 กรัมต่อต้น อาจใช้โพแทสเซียมคลอไรด์เสริมก็ได้

    การให้น้ำต้นสับปะรด

    สำหรับการให้น้ำต้นสับปะรดในช่วงฤดูฝน หากมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องให้น้ำเพิ่ม แต่สำหรับฤดูแล้งเป็นเป็นช่วงที่ฝนกำลังทิ้งช่วงนั้น ควรให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ลิตรต่อต้น และหลังใส่ปุ๋ยครั้งสุกท้าย และไม่มีฝน เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องให้น้ำอีกครั้งเพื่อที่ต้นสับปะรดจะได้ใช้ปุ๋ยได้หมด

    การให้น้ำในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวจะต้องให้ก่อนและหลังการออกดอก ค่อยหยุดในช่วง 15-30 วันก่อนการเก็บเกี่ยว

    ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

    1.การเก็บเกี่ยวสำหรับสับปะรดที่ส่งยังโรงงาน จะต้องดูที่ความสุกแก่ตามมาตรบาน และที่สำคัญต้องห้ามใช้สารเคมีในการเร่งเพื่อที่สับปะรดจะได้สุกก่อนกำหนดอย่างเด็ดขาด
    2.สับปะรดสำหรับบริโภคสด ในส่วนนี้เกษตรกรสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ตาสับปะรดเริ่มเปิด 2-3 ตา หรือสังเกตหากมีผิวเปลือกเป็นสีเหลืองประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

    วิธีการเก็บเกี่ยว

    สำหรับสับปะรดที่จะต้องนำส่งโรงงานแนะให้เกษตรกรใช้มือหักโดยไม่ต้องเหลือก้าน แล้วค่อยหักจุกออก แต่สำหรับสับปะรดบริโภคใช้มีดตัดก้านยาวติดผลประมาณ 10 เซนติเมตร ไม่ต้องหักจุกออก

    ต้นตอหลังการเก็บเกี่ยว

    สำหรับต้นตอสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 2-3 ครั้งหลังการเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรจะต้องมีการตัดต้นสับปะรดระดับเหนือดินประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยตัดใบเหลือเพียง 10 เซนติเมตร ใช้ต้นและใบสับปะรดที่ตัดออกปกคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น และป้องกันการงอกของวัชพืช ในส่วนของหน่อสามารถหักไปขยายพันธุ์ต่อได้เหลือไว้เพียงต้นตอเท่านั้น การปลูกสับปะรดไม่ได้ยากอย่างที่คิด ดูแลง่ายและรายได้งามอีกด้วยนะครับ

  • วิธีปลูกกระเทียม พร้อมคำแนะนำในการขายกระเทียม

    กระเทียมจัดว่าเป็นผักที่มีความจำเป็นในด้านการปรุงอาหารในลักษณะของเครื่องเทศ เนื่องจากมีกลิ่นฉุน และมีรสชาติที่เผ็ด ช่วยในการดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี สังเกตได้เลยว่าอาหารไทยแทบทุกชนิดล้วนแต่มีกระเทียมเป็นเครื่องปรุงเกือบทั้งสิ้น กระเทียมจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับหัวหอมใหญ่ จะแตกต่างกันตรงโครงสร้างของหัว โดยตัวกระเทียมจะมีลักษณะเป็นหัวเล็กๆ รวมกันอยู่ แล้วจะมีเปลือกมาหุ้มอีกชันหนึ่ง สามารถนำหัวในส่วนนี้ไปขยายพันธ์ได้ กระเทียมจัดว่าเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    ขั้นตอนการเตรียมและวิธีการปลูกกระเทียม

    กระเทียมสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะร่วนซุย ชอบความเป็นกรดเป็นด่างปานกลาง ประมาณ 5.5 – 6.8 ในระยะแรกที่มีการเพาะปลูกกระเทียมต้องการพื้นดินที่ค่อนข้างชื้น และต้องการพื้นที่ที่มีลักษณะดินแห้งในช่วงหัวแก่ ยิ่งหากใกล้เก็บเกี่ยว เป็นช่วงที่ต้องการแสงแดดเต็มที่ ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก 13 -24 องศาเซลเซียส

    ในประเทศไทยฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกกระเทียมได้แก่ พฤศจิกายน จนถึงมกราคม แต่ทั้งนี้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตั้งแต่ตุลาคมไปจนถึงเดือนมีนาคมเลยทีเดียวนะครับ

    การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูก

    ในการปลูกกระเทียม เนื่องจากเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการจัดเตรียมดิน เกษตรกรจะต้องทำการขุดดินที่มีความลึกเพียงแค่ 15 – 20 เซนติเมตร ซึ่งในการเตรียมดิน แนะนำให้มีการผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักลงไปคลุกเคล้าด้วย รวมไปถึงทำการย่อยดินให้ละเอียดแล้วยกแปลงกว่าง 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นที่ปลูกจะอยู่ที่ 10-15 เซนติเมตรเท่านั้นเอง

    การปลูกต้นกระเทียม
    1.การเลือกหัวกระเทียมสำหรับการเพาะปลูก จะต้องเป็นหัวที่สดใหม่ ไม่ได้เก็บไว้ในระยะนาน เพื่อที่จะได้ต้นกระเทียมที่สมบูรณ์
    2.จำนวนหัวกระเทียมที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะปลูก อยู่ที่ 80-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
    3.ก่อนที่จะนำต้นกระเทียมไปเพาะในแปลงแนะนำว่าให้แกะกลีบกระเทียมออกจากหัวก่อน แต่ก่อนที่จะแกะออกควรทำการตัดใบที่แห้งและตกแต่งรากก่อน
    4.ในการปลูกเมื่อได้เม็ดกระเทียมให้ทำการดำลงไป ในดินที่ค่อนข้างชื้น โดยการกดให้จมดินลึกประมาณ 2 ใน 3 ของกลีบ
    5.จากนั้นให้คลุมด้วยฟาง หรือเศษหญ้าแห้ง หนาพอสมควร ทั้งนี้เพื่อรักษาความชิ้นในหน้าดิน และเพื่อควบคุมป้องกันการเกิดวัชพืช

    วิธีการดูแลรักษากระเทียม

    การให้น้ำและปุ๋ยแก่ต้นกระเทียมหลังจากปลูก จะต้องมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ จะต้องระวังอย่าให้ดินขาดความชื้น เมื่อหัวกระเทียมเริ่มแก่ก็เริ่มงดน้ำได้เลย
    การให้ปุ๋ยแนะนำให้เลือกใช้สูตร N:P:K = 1:1:2 โดยอาจเลือกปุ๋ยเคมีเช่น สูตร 10-10-5 และ 13-13-21 ในปริมาณ 50-100 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ทั้งนี้การให้ปุ๋ยจะต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก โดยการใส่ปุ๋ยสำหรับการปลูกกระเทียมจะใส่ก่อนที่มีการปลูก ครึ่งหนึ่ง และใส่หลังจากที่มีการเพาะปลูกได้ 30 วัน แต่อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการให้ต้นกระเทียมเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี ควรเสริมด้วยปุ๋ยเสริมไนโตรเจน อย่างเช่น ปุ๋ยยูเรีย หรือ แอมโมเนียมซัลเฟต จะดีที่สุดหากมีการใส่หลังจากมีการปลูก 15 วัน อัตราส่วย 25-30 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่

    การกำจัดวัชพืช

    ในการปลูกกระเทียม เรื่องการดูและการกำจัดวัชพืชเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นวัชพืชเหล่านั้นจะคอยแย่งน้ำและอาหารของต้นกระเทียม ขั้นตอนที่ดีคือการกำจัดตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงปลูก หากไม่มีการกำจัดก่อนการปลูกอาจส่งผลกระทบต่อหัวกระเทียม

    นอกจากมีการให้น้ำและปุ๋ยแล้ว การคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น อีกหนึ่งทางเลือกใหม่ ในการป้องกันการเกิดวัชพืชได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ความหนาของฟาง หรือเศษหญ้าจะช่วยให้ต้นพืชเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากรได้ดีในระดับหนึ่ง

    การเก็บเกี่ยวกระเทียม

    ฤดูการเก็บเกี่ยวสำหรับการปลูกต้นกระเทียม โดยทั่วไปแล้วพันธุ์เบาจะใช้ระยะเวลา 75-90 วัน พันธุ์กลางจะใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกตลอดจนเก็บเกี่ยว 90-120 วัน และพันธุ์หนักจะใช้ระยะเวลาประมาณ 150 วันขึ้นไป

    สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้น วิธีการสังเกตว่าหัวกระเทียวแก่เต็มที่หรือไม่นั้นให้ดูที่ใบของกระเทียมเป็นหลัก ว่าใบแห้ง หรือมีก้านชูดอกหรือไม่ เพราะหากทิ้งไว้นานจนเกินไป เมื่อขุดขึ้นมากลีบที่ได้จะร่วงออกจากกัน คุณภาพของกระเทียมก็จะลดลงไปด้วย

    โดยวิธีการเก็บเกี่ยวง่ายๆ โดยเกษตรกรสามารถทำการถอนหัวกระเทียมออกจากแปลงได้ด้วยมือ แล้วนำออกมาผึ่งแดด 4-5 วัน ระวังอย่าให้ถูกน้ำค้าง หรือละอองฝนในเวลากลางคืน เมื่อผึ่งแดดเสร็จแล้วให้นำไปเก็บในโรงเรือนโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก จนกระทั่งแห้งสนิทค่อยทำความสะอาดและคัดขนาดของหัวกระเทียม พร้อมๆไปกับการมัดเป็นช่อและเป็นพวง เพื่อออกจำหน่าย และนำไปปรุงอาหารต่อไป

  • วิธีปลูกกล้วยไข่ พร้อมคำแนะนำในการขายกล้วยไข่

    กล้วยไข่เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมทานและส่งออกต่างประเทศ ด้วยเนื้อที่แน่น หอม หวาน และเปลือกบาง ทำให้ใครหลายๆ คนต่างชื่นชอบและเลือกทานกล้วยไข่ ที่สำคัญเป็นพืชที่เกษตรกรเลือกปลูกกันมากเป็นอันดับแรกๆ เหมือนกับกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอม

    ลักษณะที่โดดเด่นของกล้วยไข่

    1.สายพันธ์ที่แนะนำคือ กล้วยไข่กำแพงเพชร ทองร่วง หรือค่อมเบา เคบี-2 และเคบี-3 เป็นที่นิยมกันมากที่สูดเนื่องจากผลใหญ่ มีรสชาติหวานติดเปรี้ยวนิดๆ
    2.เกษตรกรนิยมปลูกในช่วงปลายฤดูหนาวประมาณช่วงเดือนสิงหา-กันยา เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้วยออกผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง
    3.พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก สำหรับกล้วยไข่ ชอบดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนปนดินทราย มีอินทรียวัตถุมากๆ ไม่ชอบอาหารที่ร้อน หรือหนาวจัดจนเกินไปเพราะพื้นที่อากาศหนาวส่งผลให้ต้นกล้วยออกผลช้า และจะทำให้ใบกล้วยไหม้ ต้นโตช้า แคระแกรนได้ในพื้นที่อากาศร้อนจัด
    4.ไม่ค่อยชอบพื้นที่ที่มีน้ำขัง เวลาปลูกจะต้องมีการเตรียมแปลง หรือยกแปลงให้สูงๆ รวมไปถึงการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้นกล้วย

    การเตรียมหน่อกล้วยสำหรับการเพาะปลูก

    สำหรับหน่อกล้วยไข่ที่จะให้ผลผลิตได้ดี จะต้องเป็นหน่อ หูกวาง ซึ่งจะมีความสูง 50 เซนติเมตร แตกใบประมาณ 2-3 ใบ โดยใบยังไม่คลี่ออกคล้ายๆกับหูกวาง ก่อนปลูกแนะนำว่าให้นำหน่อกล้วยจุ่มลงไปในน้ำที่ผสมด้วยฟูราดาน 3 ช้องแกง ปุ๋ยเกล็ด 2 ช้อนแกง ยาเร่งราก 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 50 ลิตร
    หน่อที่ได้มาแล้วแนะนำให้ปลูกเลยนะครับ ไม่ควรเก็บไว้นาน แต่บางกรณีที่จำเป็นต้องเก็บไว้นานให้พรมน้ำและทำการห่อหุ้มเหง้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ รากที่ติดมากับเหง้าไม่ควรตัดทิ้งปลูกพร้อมกับรากเดิมไปเลย แต่ทั้งนี้ในการขุดจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้หน่อกล้วยช้ำ รวมไปถึงเวลาที่ขนย้าย หรือนำลงปลูก อย่าให้กระทบกระเทือนมากจนเกินไปโดยเฉพาะราก เพราะรากของกล้วยไข่สามารถเจริญเติบโตต่อจากรากเดิมได้นั่นเอง

    วิธีการเตรียมการปลูกกล้วยไข่

    1.จะต้องมีการเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูก ระยะที่ปลูก 2.5 x 2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกล้วยไข่ได้ 320 ต้น เกษตรกรไม่ควรปลูกชิดหรือห่างไปมากกว่านี้ เนื่องจากกล้วยไข่เองต้องอาศัยในการบังแดด และลมซึ่งกันและกัน
    2.เริ่มต้นด้วยการปรับสภาพหน้าดิน ด้วยการไภผาน 7 เพื่อทำลายหญ้าและตากหน้าดินไว้ประมาณ 10 วัน ครั้งที่สองไถด้วยผาน 4 เป็นการปรับหน้าดินพร้อมปลูก พักหน้าดิน 10 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน ช่วงนี้สามารถใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าลงไปด้วย
    3.ปลูกกล้วยไข่แบบหลุมตื้น หรือให้เหง้าเสมอกับผิวดิน ขุดหลุมให้มีความลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร จากนั้นให้ใช้ดินมาพูนบริเวณโคนต้น วิธีการนี้จะช่วยให้กล้วยไข่เจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกหลุมลึก
    4.เพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื่น แนะนำให้มีการนำเศษหญ้าแห้งมาคลุมหนาๆ บริเวณโคนต้น จะช่วยเก็บความชุ่มชื่นของหน้าดิน ที่สำคัญส่งผลให้หน่อแตกรากใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

    การดูแลรักษา

    1.เมื่อกล้วยอายุ 15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ครึ่งกำมือ แล้วตามด้วยสูตร 15-15-15 เมื่อต้นกล้วยมีอายุได้ประมาณ 1 เดือน ครั้งที่ 3 และ 4 ใส่สูตรเดียวกัน ระยะห่าง 1 เดือน
    2.ในครั้งที่ 5 และ 6 เปลี่ยนเป็นสูตร 20-0-0 ผสมกับสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1กำมือต่อต้น
    3.เมื่อกล้วยไข่อายุเข้าเดือนที่ 7 สังเกตได้ว่าจะเริ่มออกปลี ช่วงนี้เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-3-15 อัตราส่วน 2 ช้องแกงต่อปริมาณน้ำ 20 ลิตร ฉีดบริเวณก้านของปลี เพื่อที่ปุ๋ยจะได้เข้าไปตามกาบกล้วย
    4.ระยะที่กล้วยเริ่มเจริญเติบโต จะเริ่มมีหน่อแทงออกมา หน่อและใบที่แตกออกมาเหล่านี้จะคอยแย่งอาหารจากต้นแม่ ให้ใช้มีดตัด ส่วนใบเหลือไว้เพียง 10 ใบต่อต้น สำหรับหัวปลีออกมาได้ประมาณ 10 วันตัดหัวปลีออก หลังจากนี้ 45-50 วันก็สามารถตัดเครือกล้วยออกขายได้แล้ว

    สำหรับการปลุกกล้วยไข่ 1 ครั้ง เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 3 ปี กล้วยปีที่ 2 จะให้ผลผลิตได้ดีกว่ารุ่นแรก และปีที่ 3 แต่การใส่ปุ๋ยจะน้อยลงกว่าปีแรก

    ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่

    สำหรับการลงทุน หากมีต้นทุนที่ต่ำ จะช่วยให้ได้ผลกำไรสูงขึ้น ดังนั้นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว ที่เกษตรกรสามารถทำได้ คือการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้มะม่วงสุก เศษผักผลไม้ รวมไปถึงหอยเชอรี่ และกากน้ำตาลหมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน แล้วกรองเอากากออก นำน้ำหมักที่ได้เหล้านั้นเพียงแค่ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 2 อาทิตย์เพียงเท่านี้ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้แล้ว

  • วิธีปลูกกล้วยเล็บมือนาง พร้อมคำแนะนำในการขายกล้วยเล็บมือนาง

    กล้วยเล็บมือนาง หนึ่งในผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สารพัดประโยชน์ที่ได้อยู่คนไทยมาแสนนาน ไม่มีใครที่ไม่คุ้นเคยกับกล้วยกันใช่มั้ยละคะ ดังนั้นวันนี้เราลองมาศึกษาวิธีการปลูก ดูแลรักษากล้วยเล็บมือนางกันดีกว่า บางครั้งเพื่อนๆ คนไหนได้ไอเดียเก๋ ในการกล้วยไปสร่างรายได้งามๆ ด้วยการแปรรูป ไม่ง่าใครก็สามารถทำได้ และมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด สำหรับเกษตรกรมือใหม่หัดปลูก อย่างเราๆ
    กล้วยจัดได้เลยว่าเป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างร้อนชื้น ซึ่งเหมาะสมเป็นอย่ามากสำหรับการปลูกในบ้านเรา หากปลูกในพื้นที่หนาวจนเกินไป จะทำให้หยุดการเจริญเติบโต การออกดอก ออกผลผลิตก็น้อยลงตามไปด้วย

    ใบกล้วยเล็บมือนางมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ ไม่ค่อยทนทานต่อแรงลม อาจทำให้มีการแตกจนเป็นฝอย ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลต่อต้นกล้วยไม่น้อยเลยนะคะ เพราะจะมีผลกระทบต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้ลำต้นไม่สามารถเจริญเติบโตได้เท่าที่ควร ดังนั้นแนวทางแก้ไข เกษตรกรควรปลูกไม้อื่นเพื่อใช้เป็นแนวกั้นลม

    สภาพพื้นดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกล้วยเล็บมือนาง

    กล้วยเล็บมือนางสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะตะกอนธาร หรือที่เรารู้จักกันว่า ดินน้ำไหนทรายมูล เป็นดินที่มีลักษณะร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำ และอากาศได้เป็นอย่างดี ในการจัดเตรียมดินให้มีอากาศที่หมุนเวียนได้ดีนั้น สำหรับดินเหนียวให้เกษตรกรเพิ่มปุ๋ยคอก ในส่วนนี้จะช่วยให้ดินร่วนและโปร่งมากขึ้น

    ระยะในการปลูกกล้วยเล็บมือนาง

    เนื่องจากล้วยเล็บมือนางเป็นพืชที่มีใบยาว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูก เพราะไม่สามารถปลูกได้ในระยะที่ใกล้กัน เพราะจะทำให้ใบเกยกัน ซ้อนกัน ลำต้นอาจได้รับแสงแดดได้ไม่ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญการดูแลรักษาจัดเป็นเรื่องที่ลำบาก
    ทั้งนี้นะยะห่างของต้นกล้วยเล็บมือนางจะต้องขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะปลูก และความสามารถในการดูแลของเกษตรกรด้วย รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตว่าในการต้องการเก็บเกี่ยวประมาณกี่ครั้ง ถ้าเป็นครั้งเดียวปลูกแบบถี่ๆ ไปได้เลยค่ะ แต่ถ้าต้องการเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งจำเป็นที่จะต้องเว้นระยะห่าง เพื่อให้กล้วยเล็บมือได้แตกหน่อ

    การปลูกกล้วยเล็บมือนาง

    1.เริ่มขุดหลุมขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ตากดินที่ขุดออกมาเป็นระยะเวลา 4-5 วันทั้งนี้เพื่อให้ดินแห้ง และเป็นการฆ่าเชื้อโรคในดินไปในตัว
    2.จากนั้นให้เอาดินชั้นบนที่ตากไว้รองในก้นหลุม ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้วลงไปให้สูงขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตร
    3.นำหน่อกล้วยที่ได้จักเตรียมไว้ลงปลูกกลางหลุม แล้วเอาดินในส่วนที่เหลือกลบลงไปกดดินให้แน่น
    4.ในการปลูก เกษตรกรจะต้องสังเกตให้ยอดหน่อสูงกว่าระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร และจะต้องหันแผลของหน่อให้อยู่ในทิศทางเดียวกันให้หมด จะได้สะดวกในการทำงาน และดูแลรักษาของเกษตรกรเอง

    การกำจัดหน่อกล้วยเล็บมือนาง

    เมื่อได้ปลูกกล้วยได้สักระยะหนึ่ง ประมาณ 4-6 เดือน กล้วยที่เกษตรกรได้ทำการปลูกนั้นจะเริ่มมีการแตกหน่ออ่อน จะเรียกหน่อเหล่านี้ว่าหน่อตาม จะต้องมีการเอาหน่อออกบ้าง เพื่อไม่ให้มาแย่งอาหารจากต้นแม่ เก็บไว้ 1-2 หน่อเพื่อพยุงต้นแม่เวลาที่มีลมแรงและเพื่อใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรุ่นถัดไปก็เพียงพอแล้ว

    สำหรับวิธีการกำจัดหน่อเกษตรสามารถใช้จอบหรือเสียมในการแซะลงไป หรือใช้มิดที่คมและสะอาดคว้านหน่อที่อยู่เหนือดินออกไป จากนั้นใช้นำมันก๊าด หรือสารหยุดการเจริญเติบโตหยอดที่จุด ไม่แนะนำให้มีการแซะหน่อ หรือกำจัดหน่อในช่วงเวลาที่กล้วยเล็บมือนางออกดอก เพราะมันอาจส่งผลและกระกระเทือนต่อผลผลิตได้

    การให้ปุ๋ยกล้วยเล็บมือนาง

    ก่อนอื่นเลยนั้นเกษตรกรจะต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่าการปลูกกล้วยเล็บมือนางนั้น จะให้ผลผลิตได้มากหรือน้อยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารและน้ำที่เพียงพอ ซึ่งกล้วยเล็บมือนางเองต้องการธาตุอาหารในปริมาณมาก โดยจะต้องมีการบำรุงด้วยการใส่ปุ๋ย ทังปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี โดยระยะแรกในการปลูก 2 เดือนแรก จะต้องให้ปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยธาตุไนโตรเจนค่อนข้างมาก และให้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง เดือนที่ 3-4 ตามด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราต้นละ ½ กิโลกรัม สำหรับเดือนที่ 5-6 ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตราส่วน ½ กิโลกรัม

    การค้ำยันให้กับต้นกล้วยเล็บมือนาง

    สำหรับกล้วยเล็บมือนางมักเจอปัญหาผลดกและมีหวีเป็นจำนวนมาก โดยจะมีลำต้นที่ค่อนข้างเล็ก ถ้าไม่ได้มีการค้ำยันไว้ อาจทำให้ต้นลมได้ และอาจทำให้เครือหัก ดังนั้นเกษตรจะต้องค้ำบริเวณโคนเครือกล้วยไว้โดยการใช้ไม้ไผ่ หรือไม้ที่เป็นง่าม

    การคลุมถุงกล้วยเล็บมือนาง

    สำหรับการปลูกกล้วยเพื่อการส่งออก แนะนำให้มีการคลุมถุง โดยการใช้ถุงพลาสติกสีฟ้า ขนาดใหญ่ และยาวกว่าตัวเครือกล้วย โดยการเจาะรูขนาดเล็กๆ และเปิดปากถุงเพื่อที่อากาศจะได้เข้าไปถ่ายเทได้ เพราะไม่อย่างนั้นทำให้กล้วยเน่าเสียได้

  • วิธีปลูกแตงโม พร้อมคำแนะนำในการขายแตงโม

    แตงโม (Watermelon) เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับแคนตาลูป ฟัก และแตงชนิดอื่นๆ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวิปแอฟริกา แตงโมเป็นพืชล้มลุกที่เลื้อยไปตามดิน มีขนขึ้นตลอดทั้งลำต้น มีตอกทั้ง 2 เพศอยู่ในต้นเดียวกัน แตงโมในบ้านเราที่นิยมปลูก มีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น แตงโมพันธุ์ จินตหรา พันธุ์กินรี พันธุ์ตอปิโด พันธุ์ซอนย่า ฯลฯ

    การปลูกแตงโม

    เลือกพันธุ์ที่ต้องการปลูก และจัดหา หรือจัดเตรียมสถานที่ ถ้าเป็นไปได้สถานที่ปลูกแตงโมควรจะย้ายไปเรื่อยๆ เพราะแตงโมจะมีปัญหาเมื่อปลูกซ้ำในที่ดินเดิม ทั้งปัญหาเรื่องศัตรูพืช และปัญหาเรื่องคุณภาพดิน แต่ถ้าจำเป็นต้องปลูกซ้ำที่เดิม ขั้นตอนการเตรียมดินก็ต้องละเอียดหน่อย แตงโมชอบดินร่วนซุย หรือดินทรายมากที่สุด ไม่ชอบดินหนักที่ระบายน้ำไม่ดี อีกอย่างแตงโมไม่ชอบหน้าฝน ควรปลูกแตงโมหลังจากหมดฤดูฝนแล้ว

    เตรียมแปลงปลูก

    เมื่อได้สถานที่ปลูกเรียบร้อยแล้ว ทำการไถหน้าดินขึ้นมา ความลึก 30-50 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อกำจัดวัชพืช และเชื้อโรค รวมไปถึงไข่ของหนอนแมลงศัตรูพืช พอครบกำหนดให้ทำการไถพรวนอีกครั้ง คราวนี้ไถให้ได้ลึกมากที่สุด เพราะแตงโมมีระยะหยั่งรากที่ลึกถึง 100 กว่าเมตร ยิ่งเราไถพรวนให้หน้าดินลึกมากเท่าไร รากของแตงโมก็จะสามารถแทรกตัวลงไปหาน้ำและอาหารได้อย่างเต็มที่ ไถรอบนี้ให้หว่านปูนขาวให้ทั่ว(150 กิโลกรัม/ไร่) พร้อมทั้งเติมปุ๋ยคอก(1 ตัน/ไร่) ปุ๋ยสูตร 15-15-15(30 กิโลกรัม/ไร่) เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ในดิน ในขั้นตอนนี้ให้ทำการตรวจสอบค่าความเป็นกรด-ด่างในดินไปด้วย แตงโมต้องการดินที่มีค่า pH ประมาณ 6.X (ประมาณ 6 กว่าๆ) อย่างน้อยให้อยู่ในช่วง pH 5-7

    จากนั้นทำการยกแปลงให้สูง 30 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 5 เมตร ใช้พลาสติกสีดำคลุมไว้ให้ทั่วแปลง เพื่อรักษาความชื้น และป้องกันวัชพืช เจาะรูที่พลาสติกและขุดหลุมเตรียมไว้ปลูกแตงโม ให้ระยะห่างประมาณ 60 เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอกละเอียดผสมดินรองก้นหลุม จากนั้นวางระบบน้ำหยด เพื่อความสะดวกในการให้น้ำและปุ๋ย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก
    เพาะต้นกล้า ปลูกลงแปลง
    จริงๆ เราจะปลูกแตงโมลงแปลงได้ 2 วิธี คือ

    1.หยอดเมล็ดลงที่แปลงเลย ให้ใช้อุปกรณ์หรือนิ้วขุดหลุมให้ลึกประมาณ 1 นิ้ว หยอดเมล็ดลงไป 3-5 เมล็ด เอาดินกลบบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ช่วงนี้อย่าปล่อยให้ดินแห้ง ให้รดน้ำอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ แตงโมจะเริ่มแตกหน่อ รอจนต้นกล้างอกใบจริงขึ้นมา 2-3 ใบ ให้ทำการคัดเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุด ให้เหลือหลุมละ 2 ต้นเท่านั้น ช่วงนี้หาฟางหรือวัสดุที่ใกล้เคียง มาคลุมบริเวณต้นอ่อนเอาไว้ เพื่อรักษาความชื้น ป้องกันวัชพืช และกันความร้อนให้ต้นอ่อน

    วิธีเพาะเมล็ดลงแปลงเลย จะสะดวกตรงที่ไม่ต้องย้ายต้นกล้าหลายครั้ง แต่จะมีปัญหาตรงที่ควบคุมการงอกของเมล็ดได้ยาก น้ำค้างและอุณหภูมิในดินที่เย็นเกินไป จะทำให้เมล็ดงอกยาก ถ้าหากปลูกในที่ที่มีอากาศเย็นมากๆ จะใช้วิธีเอาผ้าห่อเมล็ดแล้วนำไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อรากเริ่มงอกจึงนำไปปลูกลงแปลง เหมือนขั้นตอนการหยอดเมล็ดต่อไป

    2.เพาะเมล็ดในถาดเพาะ (แนะนำให้ใช้วิธีนี้)
    เตรียมดินผสมลงในถาดเพาะ(หรือถุงพลาสติกก็ได้) หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะ หลุมละ 1-2 เมล็ด รดน้ำทุกวันอย่าให้ขาด ประมาณ 15-20 วัน ต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 1 คืบ ย้ายลงแปลงปลูกได้ ก่อนลงแปลงให้ตัดใบทิ้ง เหลือใบที่สมบูรณ์ที่สุด 4 ใบเท่านั้น ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ละลายน้ำรดบริเวณโคนต้น ใช้ฟางหรือวัสดุคลุมไว้เหมือนวิธีแรก

    ดูแลรักษาแตงโม

    -ระบบน้ำแบบหยด ให้น้ำแบบวันเว้นวัน หรือหยุดให้เมื่อมีฝนตก
    -หมั่นคอยกำจัดวัชพืช และตรวจสอบการเป็นโรคและแมลง ให้บ่อย เพราะโรคและแมลงศัตรูของแตงโม ก็มีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน
    -เมื่อแตงโมมีความยาว 30-50 เซนติเมตร จัดการตัดแต่งเถาให้เป็นระเบียบ ให้เหลือต้นละ 4 เถา ตัดกิ่งแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออก
    -หลังจากแตงโมออกดอก ให้ทิ้งระยะห่างการให้น้ำ เหลือ 3 วันต่อครั้ง
    -ช่วงออกดอก ใช้ปุ๋ยเร่งดอกสูตร 8-24-24 ละลายน้ำไปกับระบบน้ำหยด
    -เมื่อลูกแตงโม โตได้ขนาดเท่ากะลามะพร้าว ให้หาฟางหรือวัสดุที่เหมาะสมรองที่ก้นลูก ไม่ให้แตงโมสัมผัสกับดินโดยตรง
    -หนึ่งสัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ปุ๋ยสูตร 0-0-50 และงดให้น้ำ เพื่อเพิ่มความหวาน

    การเก็บเกี่ยว

    -แตงโมมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-80 วัน แล้วแต่พันธุ์ที่ปลูก
    -เคาะที่ลูกแตงโม สังเกตเสียงจะดังทึบๆ ตุบๆ เมื่อแตงโมแก่
    -มือเกาะที่อยู่ใกล้ขั้วผล จะแห้งเหี่ยว
    -เก็บแตงโมตอนบ่าย เก็บตอนเช้าผลจะแตกได้ง่าย เนื่องจากแตงโมมีความชื้นสูง
    ถ้ารู้จักใส่ใจที่จะเรียนรู้ และเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด การปลูกแตงโม ที่เหมือนจะมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แถมรายได้งามด้วยครับ

error: Content is protected !!