Category: เกษตร

  • วิธีปลูกมะม่วงหิมพานต์ พร้อมคำแนะนำในการขายมะม่วงหิมพานต์

    ต้นมะม่วงหิมพานต์
     

    ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับต้นมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมรากครับ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเชื้อราได้) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร แต่ละท้องที่อาจจะเรียกต่างกัน เช่น หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ

    นิยมบริโภคเมล็ด ผล และส่วนยอดอ่อน โดยส่วนเมล็ด ถ้าผ่าดูจะเห็นเปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

    เมล็ด คือส่วนที่มีรูปร่างคล้ายไต นิยมนำไปทำเป็นอาหารประเภทผัดต่าง ๆ เช่น ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรน้ำพริกเผา ส่วนผลนิยมนำไปแกง เช่น แกงส้ม แกงคั่ว สุดท้ายคือส่วนยอดอ่อนนิยมกินสด หรือกินกับน้ำพริกก็ได้ครับ

    ในปัจจุบันการปลูกมะม่วงหิมพานต์จะแบ่งเป็นสองประเภทคือ

    1.ปลูกเป็นไม้ยืนต้นจะได้ผลผลิตครบทั้ง ผล เมล็ด และยอดอ่อน
    2.ปลูกเพื่อการเก็บยอดอ่อนเพียงอย่างเดียว

    ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกใป โดยการปลูกแบบเก็บยอดอ่อนจะสามารถเก็บผลผลิตได้ไวกว่านั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตลาดในแต่ละท้องที่ว่านิยมบริโภคแบบไหนนั่นเอง

    วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 1

    พื้นที่ที่เพาะปลูกควรเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง

    การเพาะเมล็ด

    ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี พันธ์ที่นิยมคือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 พันธุ์ศรีสะเกษ 60-2 และพันธุ์มาบุญครอง ทำการเพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิดวางเมล็ดเอียง 45 องศา ถ้าเพาะในถุงอายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก

    การปลูก

    ขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร และควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตรจากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้น มะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก เสร็จแล้วจึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

    การให้น้ำ

    เมื่อแรกปลูกนั้นให้รดน้ำทุกวันเช้า เย็น จนต้นแข็งแรงมีการแตกยอดอ่อนออกมาจึงลดการให้น้ำเหลือวันละ 1 ครั้งโดยให้เฉพาะช่วงเย็น

    การใส่ปุ๋ย

    ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง ถ้าต้นมะม่วงหิมพานต์อยู่ในช่วงเป็นดอก แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

    การขยายพันธุ์

    ต้นมะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบข้าง ครับ

    โรค ศัตรู และการป้องกันกำจัด

    1. หนอนเจาะลำต้น เป็นตัวอ่อนด้วง หนวดยาว เจาะเนื้อไม้ภายใน พบขี้หนอนที่ปากรู จับทำลายหรือใช้สารไดโครวอส หรือโมโนโครโตฟอส (อโซดริน) อัตรา 10 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดเข้าปากรูแล้วใช้ดินเหนียวอุดปากรู
    2. เพลี้ยไฟ มีขนาดเล็กมาก ตัวอ่อนสีเหลืองคาดแดง ตัวแก่สีดำ ระบาดช่วงร้อน แล้ง ทำลายใบอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน ใช้สารคาร์บาริล (เซฟวิน) อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์อัตรา 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    3. เพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อน เกาะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน อาการที่ถูกทำลายจะหงิกงอ เหี่ยวแห้ง เมื่อพบใช้สารมาลาไธออน อัตรา 45 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์ อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    4. ด้วงงวงเจาะยอด ตัวแก่เจาะยอดอ่อนและวางไข่เป็นตัวหนอนกัดกินเนื้อไม้ในยอดทำให้ยอดแห้ง ป้องกันกำจัดโดยจับทำลายตัวแก่ ฉีดพ่นสารพวกโมโนโครโตฟอส หรือเมธามิโดฟอส เช่น ทามารอน อัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
    5. โรคช่อดอกแห้ง เชื้อราทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลป้องกันกำจัดโดยฉีดช่อดอกด้วยสารพวกแมนโคเซ็บ เช่น ไดเทน เอ็ม-45 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    6. โรคแอนเทรคโนส เชื้อราเข้าทำลาย ผลปลอมและเมล็ดจะทำให้เน่าหรือเหี่ยว ถ้าทำลายช่อดอกและดอกจะทำให้เน่าเป็นสีดำและร่วงหล่น ป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นสารค๊อปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เช่น คูปราวิท อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

    วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 2

    จะเหมือนกับการปลูกวิธีที่ 1 แต่จะมีการตัดแต่งให้ทรงพุ่มสูงไม่เกิน 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเด็ดยอดอ่อนขาย และระยะห่างของการปลูกต่อต้นจะห่างประมาณ 1 – 2 เมตร เนื่องจากการปลูกในลักษณะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเราจะไม่มีพุ่มใบที่กว้างทำให้เราสามารถปลูกมะม่วงหิมพานต์ในระยะที่ใกล้กันกว่าเดิมได้เพื่อเพิ่มผลผลิตครับ นอกจากนี้ขอแนะนำให้ฉีดน้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงใบครับ (สูตรแคลเซียมก็ได้ครับ) เพื่อให้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเรานั้นแข็งแรง และแตกยอดอ่อนมากขึ้นครับ

    สรุป ต้นมะม่วงหิมพานต์คือพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะทนแล้ง ทนโรคแล้ว ยังสามารถปลูกบนดินได้แทบทุกชนิด และยังสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เท่านั้นยังไม่พอส่วนต่าง ๆ ของต้นมะม่วงยังสามารถนำไปใช้เป็นยารักษาโรคทั่วๆ ไปได้หลากหลายชนิด เรียกได้ว่าถ้าบ้านไหนปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ไว้ก็เปรียบเสมือนมีตู้ยาเพิ่มขึ้นมาอีกตู้เลยทีเดียว

    เม็ดมะม่วงหิมพานต์

  • วิธีปลูกเชอรี่ พร้อมคำแนะนำในการขายเชอรี่

    เชอร์รี่ (Cherry) จัดอยู่ในวงศ์ ROSACEAE ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับ พลัม ลูกท้อ บ๊วย อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ลักษณะของผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก เปลือกมีทั้งสีแดงเข้ม สีแดง สีส้ม และสีเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งเชอร์รี่ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเชอร์รี่หวาน และกลุ่มเชอร์รี่หวานอมเปรี้ยว โดยแหล่งที่เพาะปลูกเชอร์รี่มากที่สุดก็คือทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ออสเตรเลีย รวมไปถึงญี่ปุ่น เพราะเชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น

    เชอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ เพราะในผลเชอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ว่า เป็นแอสไพรินธรรมชาติ แต่ก็มีพิษซ่อนอยู่ในเมล็ดด้วย นั่นก็คือ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ โดยเฉพาะเวลาที่เคี้ยว หรือบดผลเล็ก ๆของเชอร์รี่ เชอร์รี่จะผลิตสารนี้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นพิษที่ค่อนข้างอ่อน อย่างมากก็แค่ทำให้มีอาการปวดศีรษะ เวียนหัว อาเจียน แต่หากได้รับมากจนเกินไปก็อาจจะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต อาจทำให้ไตวายหรือเกิดอาการชักจนเสียชีวิตได้และสิ่งที่จะต้องระวังอีกเรื่องก็คือ เชอร์รี่ที่เราเห็นอยู่บนขนมเค้กตามท้องตลาด ที่มีสีแดงดูน่ารับประทานส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการย้อมสี การเลือกรับประทานก็ควรดูให้ดีๆ เพราะอาจจะเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเสื่อมในไตได้

    เชอร์รี่ในประเทศไทยจะมี สองพันธุ์คือเชอร์รี่นอก และเชอร์รี่ไทย จะมีรสหวานอมเปรี้ยว เวลาเชื่อมจะมีรสชาติอร่อยกว่านั่นเอง เชอร์รี่ไทยมีนำเข้ามาเพาะปลูกจากอเมริกาใต้เมื่อนานมากแล้ว

    วิธีการปลูกเชอร์รี่ เชอร์รี่นอกและเชอร์รี่ไทยจะมีรูปแบบการเพาะปลูกที่คล้าย ๆ กันครับ แต่เชอร์รี่นอกต้องดูแลเอาใจใส่เยอะกว่าเพราะภูมิต้านทานน้อยกว่าเชอร์รี่ไทย รูปแบบการปลูกที่นิยมกันในปัจจุบันมีสองรูปแบบครับ ได้แก่ การทำเป็นแปลงปลูกลงดินและการปลูกลงภาชนะ ซึ่งการปลูกในภาชนะนั้นจะนิยมมากที่สุด เพราะเป็นการประหยัดพื้นที่ ทำให้เชอร์รี่ออกผลและมีรสชาติที่ดีกว่า สะดวกในการเคลื่อนย้าย

    นอกจากนี้ถ้าต้องการขายเชอร์รี่เป็นต้นก็สามารถทำได้ง่ายกว่าอีกด้วยครับ สายพันธุ์ของเชอร์รี่นอกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีความสูง 1000 – 1200 เมตร ขึ้นไป และต้องอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หนาเย็นด้วย ต้นเชอร์รี่ถึงจะออกดอกและให้ผลผลิตครับ ส่วนเชอร์รี่ไทยปลูกได้แทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย

    วิธีการเพาะเมล็ด

    การเพาะเมล็ดจะมีสองส่วนด้วยกันส่วนแรกคือการทำให้เมล็ดงอก ส่วนที่สองคือการย้ายไปเพาะต่อในถาดเพาะครับ มาเริ่มกันที่ส่วนของการทำเมล็ดให้งอกน่ะครับ

    ขั้นตอนที่ 1 นำเมล็ดที่จะเพาะมาล้างทำความสะอาดและผึ่งลมให้แห้ง (ระวังอย่าให้โดนแดด)
    ขั้นตอนที่ 2 นำเมล็ดมาคลุกเชื้อราไตรโครเดอร์มาเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อรา
    ขั้นตอนที่ 3 นำเมล็ดที่ได้ไปวางกระจายไว้บนแผ่นกระดาษชำระที่เตรียมไว้ (ให้ซ้อนทับกระดาษชำระเข้าด้วยกันประมาณ 4 – 5 ชั้น) จากนั้นเสปร์ยน้ำลงไปพอประมาณให้ชุ่มแต่อย่าให้แฉะ แล้วจึงนำไปใส่ภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับเพาะเช่น กล่องพลาสติกที่มีฝาปิด
    ขั้นตอนที่ 4 นำเมล็ดไปวางไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิไม่ร้อนมาก (เชอร์รี่บางสายพันธุ์อาจต้องนำไปเพาะในตู้เย็นน่ะครับ เพราะฉะนั้นควรตรวจสอบสายพันธุ์ของเมล็ดเชอร์รี่ที่ได้มาก่อนทำการเพาะปลูกครับ) เมล็ดจะเริ่มแตกยอดอ่อนเมื่ออายุได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่ออายุประมาณได้ 2 สัปดาห์ต้นเชอรี่ของเราก็พร้อมที่จะย้ายไปลงถาดเพาะแล้วน่ะครับ

    ส่วนที่สองคือการเพาะต่อในถาดเพาะ

    ขั้นตอนที่ 1 เตรียมดินที่จะใช้ อาจใช้เป็นทรายผสมปุ๋ยมูลไส้เดือนในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือใช้ ดินดำ 1 ส่วนต่อแกลบดิบ 2 ส่วนต่อปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอีก 1 ส่วน
    ขั้นตอนที่ 2 ย้ายเมล็ดที่เพาะติดแล้วลงฝังในแต่ละหลุมของถาดเพาะ เอาไปวางไว้ในที่ร่มแสงแดดรำไร เสปรย์น้ำให้ชุ่มแฉะในครั้งแรกจากนั้นครั่งต่อไปก็อยาให้แฉะ ต้องพยายามรักษาผิวดินให้ชุมชื้นอยู่เสมอเพาะเชอร์รี่จะชอบความชุ่มชื้นแต่ไม่แฉะ เมื่อต้นเชอร์รี่ที่เพาะไว้อายุได้ประมาณ 2 – 3 เดือนก็เตรียมนำไปปลูกได้

    การปลูกลงภาชนะ(กระถาง) ให้เตรียมดินเหมือนกับตอนที่เราเตรียมดินสำหรับการเพาะในถาด แต่อาจผสมขุยหรือกาบมะพร้าวเพิ่มลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดินครับ จากนั้นย้ายต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงไปปลูกในภาชนะ แล้วคลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง จากนั้นจึงรดน้ำ การรดน้ำในครั้งแรกนั้นให้รดให้ชุ่มแฉะ ส่วนครั้งถัดไปให้รดแค่พอชื้นๆ

    การปลูกลงแปลงดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณตั้งแต่ 2 x 2 เมตร จนถึง 4 x 4 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก แล้วจึงนำต้นกล้าลงปลูก คลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วจึงรดน้ำ การรดน้ำนั้นในครั้งแรกนั้นให้รดให้ชุ่มแฉะ ส่วนครั้งถัดไปให้รดแค่พอชื้นๆ

    การให้ปุ๋ย ต้นเชอร์รี่ที่ปลูกในภาชนะนั้นอาจให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยไส้เดือนประมาณ 15 วันต่อครั้ง แต่ควรให้ในปริมาณน้อย ๆ หรืออาจจะเป็นการรดน้ำหมักชีวภาพแทนก็ไดครับ ส่วนต้นที่ปลูกลงดินนั้นให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง ส่วนในช่วงที่ต้นเชอร์รี่กำลังเป็นดอก ให้ใส่ปุ๋ยหรือน้ำหมักฉีดพ่น ด้วยสูตรบำรุงดอก บำรุงผล

    โรคและศัตรูพืช โรคที่ต้นเชอร์รี่เจอบ่อยที่สุดคือ

    1. รากเน่า แก้ไขด้วยการใช้เชื้อราไตรโครเดอร์มาราดบริเวณลำต้น ราดทุก ๆ 15 วันจนกว่าจะหาย และพยายามอย่าให้หน้าดินแฉะน้ำ พยายามรดน้ำก่อน 4 โมงเย็นเพื่อลดโอกาศที่ต้นเชอร์รี่จะเกิดเชื้อรา
    2. แมลงศัตรูพืชหรือหนอนกินใบ ให้ใช้น้ำส้มควันไม้หรือน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลง ฉีดพ่นทุก ๆ 3 – 7 วัน

    การเตรียมต้น(การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งราก) จะเป็นการเตรียมต้นเชอร์รี่ของเราให้พร้อมสำหรับการที่เชอร์รี่จะให้ผลผลิตในปีถัดไป

    การตัดแต่งกิ่ง ส่วนใหญ่นิยมตัดแต่งกินในช่วงต้นฤดูฝนเพราะจะทำให้ต้นเชอร์รี่พักพื้นได้ดีกว่า ต้นเชอร์รี่นั้นสายพันธุ์ส่วนใหญ่จะออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่ง ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไป
    – ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดสามารถส่องได้ถึงทั่วทุกกิ่ง ทั่วทั้งทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้รับแสงแดดน้อย
    – ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับการออกดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้น
    – ตัดแต่งกิ่งปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะช่วยให้การผลิดอกออกผลได้ดี
    – ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสงแดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้วแสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงของทรงพุ่มได้อีกด้วย

    การตัดแต่งราก

    – ต้นเชอร์รี่ที่อายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งราก แต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหาอาหารดียิ่งขึ้นให้ใช้วิธีล่อรากด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
    – ต้นที่อายุหลายปีระบบรากเก่าและแก่มาก ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม
    การขยายพันธุ์ ต้นเชอร์รี่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ปักชำ เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ติดตา เพาะเนื้อเยื่อ ในปัจจุบันนิยมวิธีปักชำและเพาะเมล็ด แต่การปักชำนั้นต้นพืชจะไม่ค่อยแข็งแรงเพราะไม่มีรากแก้วนั่นเอง

    ผลของเชอร์รี่นั้นง่ายต่อการบอบช้ำมาก ทำให้การขนส่งเป็นไปด้วยความลำบาก ผู้คนจึงนิยมปลูกต้นเชอร์รี่เป็นไม้ประดับกันเสียมากกว่า จะไม่ค่อยมีการปลูกเพื่อจำหน่ายผลผลิตในเชิงพานิชย์มากนัก ผลิตภัณฑ์ที่เห็นในตลาดโดยทั่วไปจะเป็นน้ำเบอรี่และแยมเบอรี่ ซึ่งจะลดปัญหาในเรื่องความเสียหายของลูกเชอรี่จากการขนส่งไป ทั้งนี้การเพาะพันธุ์ต้นเชอร์รี่ในแต่ล่ะสายพันธุ์จะมีความต้องการที่แตกต่างกัน ผู้เพาะปลูกจึงควรศึกษาให้ดีเสียก่อน

  • วิธีปลูกส้มจี๊ด พร้อมคำแนะนำในการขายส้มจี๊ด

    ต้นส้มจี๊ด
     

    ส้มจี๊ดเป็นผลไม้ตระกูลส้ม ที่มีผลขนาดเล็ก รสชาติจี๊ดจ๊าดสะใจมากๆ ส้มจี๊ดปลูกได้ทั้งในกระถาง หรือปลูกลงดิน ในช่วงแรกเกษตรกรไม่นิยมเก็บผลส้มจี๊ดไว้สักเท่าไหร่ แม้ว่าจะติดผลเยอะก็จะทำการเด็ดทิ้งไป เพื่อสร้างพุ่ม เมื่อเห็นว่าต้นแข็งแรงและทรงพุ่มได้แล้ว จึงจะปล่อยให้ดอกติดผล

    ลักษณะทั่วไปของต้นส้มจี๊ด

    ส้มจี๊ดเป็นไม้ยืนต้น มีพุ่มขนาดกลางเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปีขึ้นไป ความสูงของต้นส้มจี๊ดอยู่ที่ 1.25-2.70 เมตรเท่านั้น ความกว้างของพุ่มอยู่ที่ 1.30-1.65 เมตร มีหนามอ่อนๆ เกิดระหว่างข้อใบ ลำต้นอ่อนจะมีสี้น้ำตาลอ่อนๆ แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่
    ใบจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบใบเรียว ปลายแหลม กว้าง 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอ่อน ใบแก่จะมีสีเขียว เรียงสลับกันไป

    ต้นส้มจี๊ดผลกลม
    ต้นส้มจี๊ดผลกลม
    ผลจะค่อนข้างกลม จะมีสีเขียวหากเป็นผลอ่อน และมีสีเขียวอมเหลืองนั่นแปลว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว มีเปลือกบาง เนื้อในสีเหลือง รสชาติเปรี้ยวอย่าบอกใครเลยล่ะ

    ต้นส้มจี๊ดผลรูปไข่
    ต้นส้มจี๊ดผลรูปไข่
    ผลรูปไข่กินได้ทั้งผล ทั้งเนื้อและเปลือก เนื้อมีรสเปรี้ยว แต่เปลือกจะมีรสหวาน ต้นส้มจี๊ดที่อยู่ในธรรมชาติมักมีขนาดเล็ก จึงเหมาะที่จะปลูกในกระถาง หรือนำมาทำบอนไซ

    สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ติดตา และตอนกิ่ง แต่ที่เกษตรนิยมส่วนใหญ่จะเป็นการตอนกิ่ง เพราะจะง่ายต่อการปลูก สามารถต้านทานโรค และที่สำคัญให้ผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว ต้นเตี้ย ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

    วิธีการปลูกส้มจี๊ด

    1.แนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อไม่ให้ต้นส้มจี๊ดที่ลงดินไปแล้วเกิดการขาดน้ำ
    2.การเว้นช่วงในการปลูก คือระยะ 3×6 เมตร 3×3 เมตร และ 5×5 เมตร ทำการขุดหลุมให้มีความกว้าง 50×50 เซนติเมตร และลึก 50 เซนติเมตร
    3. ผสมดินกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ด้วยอัตรา 1:1 เข้าด้วยกัน แล้วนำดินใส่ที่ถูกผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใส่กลับลงไปในหลุมเหมือนเดิม ประมาณ 2 ใน 3 ของความลึก
    4.นำต้นกล้ามาวางไว้ในหลุม ใช้มีดกรีดถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินในถุงแตกออก แล้วกลบด้วยดินที่เหลือลงไปในหลุม
    5.เพื่อป้องกันต้นพันธุ์ส้มจี๊ดล้ม ให้ปักไม้ไว้บริเวณโคนส้มจี๊ดแล้วผูกเชือก จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

    การดูแลรักษาต้นส้มจี๊ด

    1.น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในช่วงแรกที่มีการปลูกส้มจี๊ด เพราะหากเกษตรกรปล่อยให้ขาดน้ำ จะนำไปสู่การเป็นโรคและแมลงรบกวน หลังจากการปลูกใหม่ๆ ควรรดน้ำทุกวัน หลังจากที่เห็นว่าต้นส้มจี๊ดพออยู่ตัวสามารถเปลี่ยนเป็น 2 สัปดาห์ครั้ง และค่อยรดเฉพาะช่วงแล้ง หรือฝนไม่ตกเป็นครั้งคราว เมื่อต้นโตเต็มที่แล้วก็ยังต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เกษตรกรท่านไหนที่ปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่จะต้องมีระบบรดน้ำแบบมินิสปริงเกอร์
    2.การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกที่มีการปลูกใหม่ๆ ให้อัดปุ๋ยคอกไปก่อน ในช่วงนี้ปุ๋ยเคมียังไม่สำคัญอะไรมาก ค่อยมาเริ่มใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 และ 20-11-11 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ ในช่วงเดือนที่ 4 ด้วยปริมาณ 200 กรัมต่อต้น แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 300-500กรัมต่อต้น เมื่อต้นส้มมีอายุได้ 2 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ให้เปลี่ยนสลับเป็นปุ๋ยตัวกลางคือ 8-24-24 หรือ 12-24-12 แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะจะทำให้เกิดการสะสมธาตุ P มากเกินไป แนะนำให้ใช้สลับกันไป การให้ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องมีการหว่านตามแนวพุ่ม ไม่แนะนำให้ชิดโคนต้นส้มจี๊ดจนเกินไป เพราะอาจทำให้โคนเน่าหลังจากปุ๋ยละลาย
    3.การตัดแต่งกิ่ง สำหรับส้มจี๊ดเป็นพุ่มที่มีลำต้นหลักเพียงต้นเดียว และแตกกิ่งประมาณ 3-5 กิ่ง เกษตรกรจำเป็นจะต้องเลือกตัดกิ่งที่รกทึบบริเวณด้านล่างและกลางต้นออก เพื่อที่แสงแดดจะได้ส่องถึงโคนต้น กิ่งที่อ่อนแอ ที่น้ำค้าง เป็นโรคและถูกแมลงทำลายให้จัดการตัดทิ้งไปได้เลย

    วัชพืช

    1.หนอนชอนใบ จะคอยทำลายระยะใบอ่อน ทำการกัดกินใบจากด้านหน้าสู่ด้านหลัง สังเกตได้ง่ายๆ ใบจะเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้ากลางใบ ไม่เจริญเติบโตและแคระแกรน วิธีการป้องกันเกษตรกรจะต้องทำการสุ่มสำรวจบริเวณยอด หากพบในปริมาณที่ไม่มากนัก ให้เด็ดใบเผาทำลายทิ้ง กรณีที่มากให้ใช้ อบาแม็คติน อัตตรา 3-5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นไปบริเวณที่มีหนอนชอนใบ
    2.เพลี้ยไฟ จะเป็นรอยสีเทา เป็นขั้วบริเวณที่ถูกทำลาย ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับผลอ่อน โดยที่เพลี้ยจะดูดกินน้ำจากยอดอ่อน ใบและผล วิธีการป้องกันหากพบลักษณะดังกล่าวให้ใช้ อิมิดาคลอพริด ในอัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    3.ไรแดง จะเกิดอาการใบส้มจี๊ดหงิกงอ ไม่เจริญเติบโต และร่วงหล่น ผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินและสีน้ำตาลในเวลาต่อมา มีผิวที่กร้าน แคระแกรนและร่วงในที่สุด วิธีการกำจัดด้วยวิธีการพ่นกำมะถันชนิดละลายน้ำ ด้วยอัตราส่วน 4 ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 15 วัน เช้าเย็น เพื่อป้องกันอาการใบไหม้

    ส้มจี๊ดจัดว่าเป็นส้มที่ปลูกและดูแลง่ายสุดในตระกูลส้มแล้ว อีกทั้งให้ผลผลิตที่ดี ลูกดก ต้นทุนต่ำ เป็นอีกหนึ่งการเกษตรที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับเกษตรกรท่านไหนที่กำลังวางแผนปลูกผลไม้เสริมอยู่นั้น ลองหันมาปลูกส้มจี๊ดดูนะครับ ได้ผลผลิตอย่างงาม

    ส้มจี๊ด

error: Content is protected !!