Category: การงาน

  • เทคนิคการขายประกันชีวิต ที่คนขายประกันควรอ่าน

    ในปัจจุบันนี้การทำประกันชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ซึ่งการทำประกันชีวิตก็เพื่อเป็นการวางแผนอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย และเมื่อความต้องการประกันชีวิตมีมากขึ้น อาชีพขายประกันจึงเกิดขึ้นตามมา ซึ่งตัวแทนการขายประกันชีวิตมักประสบปัญหากับการขายประกันชีวิต ดังนั้นนักขายจึงต้องใช้เทคนิคการขายประกันชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ

    ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการขายประกันชีวิต 9 ข้อ ที่คนขายประกันควรอ่านครับ

    ขายประกันด้วยความจริงใจ

    ความจริงใจเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างหนึ่งที่สามารถแสดงออกมาได้ นักขายต้องยึดหลักการขายประกันด้วยความจริงใจ เมื่อเข้าไปพบลูกค้าก็ต้องแสดงความจริงใจก่อน ไม่ใช่ยัดเยียดขายเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ความจริงใจถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่นักขายมืออาชีพยึดถือปฏิบัติมาตลอด ความจริงใจเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นักขายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ก่อนที่นักขายประกันจะได้รับ เพียงเท่านี้ก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ แล้ว ข้อควรระวังคือ ไม่ควรตามตื้อในครั้งแรกที่ไปพบลูกค้า ตื้อมากไปส่วนใหญ่เค้าจะไม่ซื้อกันนะครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ ยิ่งไปขายประกันกับเพื่อนสนิทยิ่งต้องถนอมน้ำใจกันเป็นพิเศษนะครับ บางคนตื้อมาก เพื่อนไม่ทำ จนเสียเพื่อนไปเลยก็มี

    เตรียมตัวให้พร้อม

    การเตรียมตัวของนักขายให้มีความพร้อม ถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวนักขายเอง โดยเฉพาะการแต่งกาย บุคลิกภาพ การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับการขายประกันชีวิต ควรมีการวางแผนและเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า เมื่อมีการพบปะกับลูกค้าก็จะทำให้ลูกค้าเห็นถึงความน่าเชื่อถือ ว่าเรามีการเตรียมความพร้อมมาแล้วเรียบร้อย

    มีด้วยความรู้แน่น

    นักขายควรมีความรู้ในเรื่องปะกันชีวิตอย่างลึกซึ้ง รู้จริง และสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังได้แบบง่าย และเข้าใจ ซึ่งเทคนิคการขายประกันแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ไม่น้อย ความรู้ในเรื่องประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมาก อย่างน้อยนักขายควรให้คำตอบเกี่ยวกับการประกันชีวิตได้ ถ้าคุณไปแบบเอ้อๆ อ้าๆ ลืมรายละเอียดตรงนั้นตรงนี้ จะทำให้เหมือนไม่ชำนาญในการขาย จะทำให้พลาดการได้ยอดขายได้

    เป็นผู้ฟังที่ดี

    การฟังเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่สำคัญอีกประการหนึ่ง บางคนไปขายพูดอยู่อย่างเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อประกันได้ซักถาม เพราะการรับฟังปัญหา และความต้องการของลูกค้าที่จะทำประกันชีวิตของแต่ละคนมีความต้องการไม่เท่ากัน นักขายควรใช้การฟังให้ละเอียด และเข้าใจมากที่สุด เพื่อจะได้แนะนำประกันชีวิตที่เหมาะกับลูกค้าได้อย่างตรงความต้องการ

    ตอบได้ทุกคำถามในเรื่องประกัน

    การตอบคำถามลูกค้าก็เป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมีความมั่นใจในการที่จะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตกับนักขาย การตอบอย่างตรงคำถาม และตรงประเด็นที่ลูกค้าถามถือเป็นสิ่งที่นักขายประกันชีวิตมืออาชีพทำทุกครั้งในการตอบคำถามกับลูกค้าเสมอ เรียกว่าถามได้ตอบได้ ชัดถ้อยชัดคำนั่นเอง

    มีศิลปะในการพูด

    การพูดถือเป็นอาวุธสำคัญ และเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ขาดไม่ได้เลยในการขายประกันชีวิต เพราะการพูดถือเป็นเทคนิคเฉพาะตัว การพูดของแต่ละคน จะมีเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การพูดอย่างไรให้ได้ใจลูกค้า และดึงความสนใจกับเรื่องประกันชีวิตให้มากที่สุด เพราะนักขายมือใหม่บางคน พูดแบบน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ผลสุดท้ายปิดงานไม่ได้ เพราะพูดนอกเรื่องเยอะไป การขายประกันให้ได้ยอดเยอะๆ นั้น ต้องมีศิละในการพูดด้วย

    ให้ข้อเท็จจริง

    การทำประกันชีวิตมีประโยชน์ และสำคัญมากต่อคนทุกคน เพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน การให้ข้อเท็จจริง คือ เทคนิคการขายประกันชีวิต ที่ทำให้ลูกค้าคิดตามว่า การทำประกันชีวิตสำคัญอย่างไร และจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการทำประกันชีวิต การให้ข้อเท็จจริงไม่หลอกลวงเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต

    ขายประกันด้วยความเข้าใจ

    นักขายประกันชีวิตต้องวางตัวให้เป็นเพื่อนคู่คิดมากกว่าการเป็นคนขายของ เพราะการขายแบบ hard sale จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด การขายประกันด้วยความเข้าใจถือเป็นเทคนิคการขายประกันชีวิตที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมีที่ปรึกษามากกว่าการซื้อขาย นักขายต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับนักขายที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ

    การทำให้สนใจ

    เทคนิคการขายประกันชีวิตด้วยการทำให้ลูกค้าสนใจฟัง รวมถึงเปิดใจรับการขายประกันชีวิต นักขายประกันชีวิตมืออาชีพหลายท่านใช้วิธีนี้ได้อย่างมีศิลปะ และชั้นเชิง ที่แตกต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละคน การทำให้สนใจ จะกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อประกันชีวิตได้ง่าย และเร็วขึ้นเพราะเห็นถึงความสำคัญของประกันชีวิต

    ซึ่งการทำประกันชีวิตมีความสำคัญมากสำหรับทุกชีวิต นักขายประกันชีวิตจึงนำความสำคัญในข้อนี้มาเป็นจุดเด่นในการขายประกัน แต่ ในเรื่องเทคนิคการขายประกันชีวิตที่นำไปใช้ร่วมด้วยก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะด้วยการแข่งขันที่มีสูงขึ้นของอาชีพขายประกัน ทำให้นักขายต้องสรรหาเทคนิควิธีขาย มาสร้างความมั่นใจในการขาย และกระตุ้นการขายประกันชีวิตให้กับลูกค้าได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ด้วยเทคนิคการขายประกันชีวิตในบทความนี้ เชื่อได้ว่าถ้าท่านนำไปปฏิบัติได้ทุกข้อ ก็จะทำให้ท่านมียอดขายจากการขายประกันเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

  • ดูแลตัวเองด้วยอย่ามัวแต่ทำงานอย่างเดียว

    นี่ก็เป็นบทความเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน เผื่อจะเป็นข้อคิดที่ดีให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ

    ถ้าการทำงานหนักทำให้เรามีเงินมากมาย แต่ความสุขในชีวิตกลับหล่นหายไปพร้อมกัน การแลกทั้งชีวิตแบบนั้น มันคุ้มค่าจริงแล้วหรือ ตราบใดที่เรายังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป การเดินบนทางที่บางครั้งก็เต็มไปด้วยความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะไม่ว่าชีวิตใครก็ล้วนแต่แขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความทุกข์และความสุขไปควบคู่กันทั้งนั้น นี่เป็นความจริงที่เราต่างก็พบเจอและรู้กันดีอยู่แล้ว

    ผมจึงคิดว่าหากเราไม่อาจปฏิเสธความทุกข์ที่เข้ามาเยือนชีวิตได้ ถ้าอย่างนั้น เราก็เปิดรับมันเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นสัดส่วนของความสุขที่ควรจะมีอยู่ในหัวใจเราบ้างดีไหม อย่างการที่เรามุ่งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหนัก ทั้งที่สิ่งได้รับระหว่างวันล้วนคือ ความทุกข์ เพราะเราอาจจะเร่งหาเงิน และที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหวังทำคะแนนโบนัสพิเศษในปลายปีให้เจ้านายได้เห็นคุณค่าในผลงานที่ทำ อีกทั้งการทำงานล่วงเลยเวลา แม้จะคิดว่านั่นเป็นงาน OT ที่จะปรับตัวเลขเงินให้พุ่งยอดสูงขึ้น หากเราจะรู้ตัวด้วยไหมว่า การทำเช่นนั้นมันเท่ากับเรากำลังปรับอัตราความทุกข์ให้เพิ่มปริมาณสูงขึ้นตามด้วยเช่นกัน

    แล้วมันจะคุ้มหรือ ถ้าหากสุดท้ายวันหนึ่งเรากลับป่วยหนัก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งที่วันนั้นเรามีเงินเก็บในบัญชีที่มีตัวเลขให้ยิ้มได้อย่างภูมิใจ หากแท้จริงเมื่อโรคร้ายรุมเร้า เราไม่อาจยิ้มอย่างเต็มที่ได้เลย มันคงไม่คุ้มค่าแน่ใช่ไหมที่เราไม่ดูแลตัวเองเลย ถ้าหากเงินทั้งหมดที่หามาได้ต้องหมดไปกับการรักษาตัวของเรา ใช่แล้วครับหลายคนมองเห็นคำตอบอย่างชัดเจนที่สุดว่าไม่คุ้ม หากแต่ในขณะที่เรากำลังมีแรงพลัง หลายคนก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเช่นนี้ไม่ยอมหยุดพัก ไม่ดูแลตัวเอง

    เงินไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

    ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ คุณยายท่านหนึ่ง สมัยก่อนท่านทำงานค้าขายเสื้อผ้าอย่างหนัก นับตั้งแต่ช่วงวัยที่คุณยายเป็นสาวท่านก็อดทนทำงานแบกผ้าหามผ้าเร่ขาย ตากแดดตากลม แม้เหนื่อยเพียงไหน หากก็ไม่ยอมหยุดพักสักนิด นั่นก็เพราะสิ่งจูงใจที่เรียกว่า ‘เงิน’ คุณยายเชื่อว่าการมีเงินเยอะๆ สามารถตอบแทนความสุขที่เฝ้าหามาทั้งชีวิตได้ หากที่สุดแล้ว เมื่อคุณยายต้องอดทนทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเป็นระยะเวลามาเกือบทั้งชีวิต จนตอนนี้คุณยายอายุได้กว่า 70 ปีและหยุดค้าขายอย่างลำบากนั่นแล้ว หากสุดท้ายผมก็พบว่าคุณยายท่านนี้เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อยครั้งมาก โรงพยาบาลแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ห้องไอซียูแทบจะเป็นห้องนอนที่คุณยายพักผ่อนหลับนอนโดยมีทีมแพทย์พยาบาลคอยเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด เวลาคุณยายออกจากโรงพยาบาลกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านตามปกติ และในทุกครั้งที่คุณยายจะเดินทางไปไหนก็ตาม ลูกหลานก็จะคอยประคองคอยดูแลอยู่ใกล้อย่างเป็นห่วงเสมอ

    ในขณะที่เงินเก็บในบัญชีคุณยายซึ่งได้มาจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิตนั้นต่อให้มีค่ามหาศาลมากมายเพียงไหน หากมันก็ไม่พอที่คุณยายจะซื้อหาความสุขเพื่อปรนเปรอชีวิตตัวเองในยามบั้นปลายได้ น่าเสียดาย ที่คุณยายเฝ้าเพียรแลกทำงานอย่างหนักเพื่อแลกมากับสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘เงิน’ กลับไม่อาจซื้อสุขภาพที่แข็งแรงให้ชีวิตคุณยายได้เพราะคุณยายกลับต้องนำเงินเหล่านั้นมารักษาชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเป็นระยะเวลาหลายปีทีเดียว นั่นเป็นเพราะคุณยายท่านนี้ได้หาเงินอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้ดูแลตัวเองเลย

    ผมเชื่อว่าการทำงานหนักเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันมอบเงินเดือนและเลี้ยงชีวิตเราได้ แต่การทำงานอย่างมีความสุข ย่อมไม่ใช่ความหมายเดียวกันกับการทำงานอย่างหนักจนลืมดูแลตัวเอง หรือของสุขภาพตัวเองแน่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าหากเราไม่คิดจะแบ่งเวลามาบริหารความสุขในแต่ละวันให้เกิดขึ้น ให้ชีวิตตัวเองได้พักผ่อนเต็มที่บ้าง ให้การทำงานดำเนินไปพร้อมกับการเก็บเกี่ยวความสุขใส่กระเป๋าหัวใจไปด้วย มันจะไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยการที่เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แม้แต่เงินก็หาซื้อไม่ได้

    เรื่องราวของคุณยายทำให้ผมคิดไปว่า ต่อให้วันหน้าเรามีเงินเก็บเป็นล้าน ต่อให้ซื้อบ้าน ซื้อรถคันหรูราคาแพงได้ แต่ถามว่าหากต้องอดทนทำงานหนักจนกว่าจะถึงวันนั้น บ้านหลังใหญ่โตเราจะมีชีวิตอยู่ได้สักกี่ปี รถคันหรูเราจะได้นั่งไปได้อีกนานแค่ไหน

    ความสุขในระหว่างวันล้วนรอการเกิดขึ้นทั้งนั้น แม้ความทุกข์จะเดินเข้ามาพร้อมกัน หากทุกอย่างก็ล้วนขึ้นอยู่กับใจของเรา ว่าจะเปิดรับให้สิ่งใดเข้ามาหา และมีอิทธิพลกับชีวิตมากกว่า หากแบ่งเวลาให้ตัวเองได้หยุดพักจากการทำงานไม่ได้มากนัก งั้นก็อย่าบีบบังคับให้ตัวเองต้องเร่งทำงานหนักเพื่อรับเอาความทุกข์มาสุมไว้เพิ่มขึ้นดีไหม เพราะถ้าไม่อาจพาตัวเองหลุดพ้นความทุกข์ไปได้ ก็ขอเพียงอย่าปล่อยมือความสุขให้หลุดหายไปจากชีวิตด้วยก็พอ

    ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

    ในความเป็นจริงแล้ว คงจะไม่มีใครอยากจะติดต่องาน หรือธุรกิจกับคนขี้โรคหรอกครับ บางทีคู่สนทนาของคุณอาจจะหน้ายิ้ม แต่ในใจก็คิดว่าทำไมคุณถึงปล่อยให้ตัวเองป่วยอย่างนี้ ไม่ดูตัวเองกันบ้างเลยหรือยังไง ขนาดตัวเองยังไม่ดูแล แล้วเรื่องธุกิจจะไปรอดหรือเนี่ย แล้วเวลาครั้งต่อๆ ไป ถ้าคุณยังป่วยขี้โรคอยู่ อาจจะทำให้คู่สนทนาไม่อยากคุยด้วยได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพร่างกายไว้ให้ดีอยู่เป็นประจำ อาจจะไม่ต้องเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตัวคุณเองนั่นแหล่ะครับ

    การไปออกกำลังฟิตเนสทุกวัน ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของคนทำงานสมัยนี้ คุณจะได้ห่างไกลจากโรคทั้งหลาย หรือถ้าวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ว่างจริงๆ อาจจะกลับบ้านมาซิตอัพ หรือยกดัมเบลล์เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีครับ หรือถ้าไม่ว่างๆ จริงๆ ธุรกิจรัดตัวตั้งแต่เช้ายันกลางคืน ก็ให้ออกกำลังกายวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้ร่างกายได้มีแรงกำลังวังชา คิดอ่านอะไรจะได้ไม่สะดุดยังไงหล่ะครับ

    นอกจาการออกกำลังกายแล้ว การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็สามารถช่วยเสริมสร้างร่างกายเราให้แข็งแรงได้เหมือนกันครับ และอย่าทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป จะทำให้ไขมันสะสมอยู่ในร่างกายเรา แทนที่ออกกำลังกายแล้วจะหุ่นดี กลับต้องเสียเวลาไปลดน้ำหนักอีกครับ และอาหารที่มีรสเผ็ดจัด หวานจัด เค็มจัด อันี้ก็ไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันครับ ถ้าทานเข้าไปบ่อยๆ ในระยะยาวจะไม่ส่งผลดีเลยครับ

    นอกจากคุณจะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยแล้ว คุณยังต้องดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีด้วย ถ้าคุณรวยล้นฟ้า แต่สุขภาพไม่ดี จะไปเที่ยวไหนก็ลำบาก เดินเหินไม่สะดวก เวลาทานข้าว ก็ทานนั่นไม่ได้ ทานนี่ไม่ได้ เพราะหมอห้ามเอาไว้ ฉะนั้นเงินที่คุณมีมาทั้งหมดก็เอามาทำอะไรไม่ได้เลยครับ

    ผมก็อยากให้ทุกท่านดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรต่างก็ต้องใช้สุขภาพร่างกายที่ดีในการทำงาน และ “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” คือลาภที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้แต่เงินล้นฟ้าก็ซื้อหามาไม่ได้ครับ

  • ข้อดี และข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อย

    ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเป็นคนรวยมาหลายบทความแล้ว วันนี้ก็ขอเขียนเรื่องราวสำหรับคนทำงานบ้าง ในเรื่องการเปลี่ยนงานบ่อยช่วยเพิ่มเงินเดือนหรือไม่

    ซึ่งหลายคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็คงจะคิดวิธีต่างๆ ที่จะให้ตัวเองได้รับเงินเดือนมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่แน่นอนไม่มีสูตรใดที่ตายตัวว่าถ้าทำอย่างนี้ หรืออย่างนั้นจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ การเปลี่ยนงานบ่อยๆ เป็นอีกทางหนึ่งที่ใครๆ หลายคนบอกว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนเช่นกัน การเปลี่ยนงานบ่อย ถ้าในทัศนะการมองของฝ่ายบุคคลนั้นมีทั้งมองในแง่ที่ดีและไม่ดีซึ่งอยู่ที่การสัมภาษณ์ของพนักงานเอง เพราะส่วนใหญ่การถามของฝ่ายบุคคลจะเน้นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามีประวัติการย้ายงานบ่อยๆ และอยู่กับบริษัทหนึ่งไม่นานมากนักและลาออกไปอาจจะอยู่แค่ 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็อาจจะมองว่าเป็นคนที่ไม่แน่นอนในการทำงาน ไม่เคารพบริษัทเก่า หรืออาจมีปัญหาอื่นๆ ในทางที่ไม่ดี และเมื่อเข้ามาทำงานที่นี้ ก็อาจจะอยู่ได้ไม่นาน หรือสร้างปัญหาให้กับองค์กรได้เช่นกัน

    ซึ่งอาจทำให้ถูกปฏิเสธจากการรับเข้าทำงาน นี่คือแง่ไม่ดีที่ฝ่ายบุคคลจะมองคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ ส่วนในแง่ที่ดีนั้น ฝ่ายบุคคลก็อาจจะมองในส่วนของความสามารถเป็นหลัก และประสบการณ์การทำงานที่ทำมาหลายบริษัทก็จะเป็นสึ่งที่มองว่ามีความกระตือรือต้นในการทำงาน เพื่อความก้าวหน้าของตนเอง ซึ่งจะได้ส่วนของความตั้งใจเช่นกัน แต่การเปลี่ยนที่ทำงานนั้นส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะออกไปเพื่อได้รับเงินเดือนที่มากกว่า หรือต้องการที่ทำงานใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ แต่ก็มีบางคนที่ยอมที่เงินเดือนน้อยกว่าที่เก่า อาจจะเป็นเหตุผลอื่นๆ ในการทำงานเช่นกัน เช่นทำงานแล้วไม่มีความสุข ไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ งานหนักเกินไปไม่มีเวลาให้ครอบครัว เป็นต้น ซึ่งผมก็จะขอแนะนำถึงข้อดีและข้อเสียในการเปลี่ยนงานให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาดูนะครับ

    ข้อดีของการเปลี่ยนงานบ่อย

    – เงินเดือนได้เพิ่มเยอะขึ้น ในเเต่ละครั้งที่ย้านงาน ลองเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ที่เริ่มทำงานพร้อมกัน เเต่ไม่ได้ย้ายงานเลย เงินเดือนเเทบบไม่ค่อยขยับเลย ทั้งๆ ที่เขาก็เก่งกว่าด้วยซ้ำ
    – ตำเเหน่งงานที่ก้าวหน้าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ
    – ได้เรียนรู้ระบบงานที่หลากหลายตามระบบบริษัทต่างๆที่เคยทำงานมา
    เงินเดือนเพิ่มไว ในกรณีที่บริษัทใหญ่กว่า แต่ใช้วิธีการทำงานแบบเดิม บางคนสามารถเพิ่มเงินเดือนได้ถึงสองเท่าตัว
    – ทำให้เราได้เจอคนมากขึ้น เจอคนทุกรูปแบบ ทั้งดี และไม่ดี ทำให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (เหมาะสำหรับนักศึกษาฝึกงาน หรือคนที่เพิ่งจบใหม่ๆ)
    – ได้เรียนรู้การทำงานจากหลายๆ องค์กร ถึงข้อดี และข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งข้อดีต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับที่ใหม่ๆ ได้

    ข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อย

    – ทำให้คุณไม่มีประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง เหมือนกับว่ารู้หลายอย่างจากที่ทำงานหลายที่ แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งกับอะไรสักอย่าง
    – ทุกๆ ครั้งที่ย้ายที่ทำงาน คุณก็ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ และพอคุณจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง คุณก็พบว่างานที่คุณทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่คุณยังไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน
    – การเปลี่ยนงานบ่อยก็ไม่ค่อยดี ตำแหน่งหน้าที่จะไม่มั่นคงก้าวหน้าเสียที แต่ถ้ามีทางเลือกงานใหม่ที่พิจารณาดีแล้วว่า เป็นงานที่ดีกว่า อนาคตดีกว่า ก็ต้องลองเปลี่ยนครับ
    – แต่ต้องดูดีๆ นะครับว่าการเปลี่ยนงาน การเริ่มต้นใหม่ มันดีกว่างานเก่าของเราหรือเปล่า บางที่ไปแล้วก็ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่โอกาส ความก้าวหน้า เงิน เพื่อนร่วมงาน และความสบายใจในการทำงาน
    – การเปลี่ยนงาน ต้องไปเริ่มต้นใหม่ กว่าจะเข้าตาเจ้านาย ก็ใช้เวลา ทำให้เจริญก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆ
    – การเปลี่ยนงานบ่อยๆ ส่งผลเสียมากกว่าผลดี เมื่อนายจ้างเห็นประวัติการทำงานของคุณในแต่ละที่เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น มันเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนักให้แก่นายจ้าง ทำให้เขาไม่มั่นใจว่าคุณจะอยู่กับเขาได้นาน หรือทุ่มเททำงานให้เขาอย่างเต็มที่หรือไม่

    สรุป

    โดยทั่วไปแล้วการทำงานในแต่ละที่ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งปีแรกสำหรับการเรียนรู้งานในส่วนต่างๆ ปีที่สองสำหรับการทำประโยชน์และสร้างผลงานให้กับองค์กร ดังนั้นกว่าที่คุณจะมีผลงานต่างๆ อาจจะต้องใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินถึง 2 ปีด้วยกัน หากคุณเปลี่ยนงานก่อนหน้านั้น ก็เท่ากับว่าคุณยังไม่ทันได้สร้างผลงานให้เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ แล้วคุณจะเอาประสบการณ์ตรงไหนมาใช้เพื่อเพิ่มเงินเดือนอย่างที่คุณอยากได้หล่ะครับ

    ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เปลี่ยนงานบ่อย ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่ง คุณอาจจะยังหาตัวเองไม่เจอ หรือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยู่กับงานไหนแล้วมีความสุขมากที่สุด หรืออยู่กับงานไหนสามารถทำได้นานที่สุด อาจจะเริ่มจากการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ ดูว่าเราสนใจในเรื่องใด มีเรื่องให้เราศึกษาเพิ่มเติมได้มากแค่ไหน มีงานที่รองรับในเรื่องราวที่เราสนใจหรือเปล่า หลังจากนั้นก็สอบถามจากเพื่อนที่รู้จักกับคนที่ทำงานในสายงานที่คุณสนใจ เพื่อที่จะพูดคุย ซักถามข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของคุณ เช่น ความคาดหวังขององค์กร สไตล์การทำงาน และบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งที่คุณสนใจ ซึ่งคุณอาจจะไม่ได้ข้อมูลทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จะทำให้คุณได้ไอเดียบางอย่าง เมื่อคุณมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โอกาสที่จะเปลี่ยนงานบ่อยๆ จะน้อยลง

    ดังนั้นการเพิ่มเงินเดือนตนเองที่น่าจะได้ผลที่ดีที่สุดก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น สร้างผลงานให้เป็นที่ประทับใจ หรือสร้างความสามารถพิเศษของตนเองขึ้นมา เช่น การเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม การศึกษาต่อปริญญาโท หรือการสอบเพื่อให้ได้ประกาศต่างๆ ที่เป็นเครื่องการันตียืนยันถึงความสามารถในสายงานของตนเองที่ทำงานอยู่น่าจะส่งผลที่แน่นอนกว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเพื่อเพิ่มเงินเดือน

error: Content is protected !!