Category: การตลาด

  • Trade Marketing คืออะไร

    ช่องทางการจัดจำหน่าย และช่องทางการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือเป็นที่รู้กันในหลักการตลาดสากลอย่าง “Marketing Mix” ในส่วนของ “Place” และก็เช่นเดียวกันกับแนวคิดทางตลาดอีกแนวคิดหนึ่งอย่าง “Trade Marketing” ซึ่งถูกคิดขึ้นมาเพื่อรองรับประเด็นในส่วนนี้โดยเฉพาะกับการจัดการหาสถานที่วางตำแหน่งของสินค้าและบริการนั้นได้ถูกที่ ถูกเวลาและถูกกลุ่มเป้าหมาย หากจะยกตัวอย่างง่าย เหมือนกับเลือกนาฬิกาโรเล็กอย่างดีไปวางขายในตลาดนัด นั้นก็ย่อมไม่ตอบโจทย์ที่ว่า “ถูกที่ ถูกเวลาและถูกกลุ่มเป้าหมาย” แน่นอน

    จากกระแสที่มีการพลันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีการพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาโดยตลอดการตลาดในรูปแบบของ “Trade Marketing” จึงจำเป็นจะต้องตอบสนองปัจจัยเหล่านี้ให้ได้ตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายของสินค้าแต่ไม่เพียงแต่การเจาะหาพื้นที่ขายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลักการนี้จะครอบคลุมไปถึง “ช่องทางการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย” อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพียงลดช่องว่าง ระยะห่างระยะสินค้าและกลุ่มเป้าหมายได้เช่นกัน

    และการทำการตลาดในรูปแบบนี้เหมาะกับแทบทุกวงการของธุรกิจเช่นกัน แต่ที่จะเห็นได้ชัดมากที่สุดนั้นก็คือเหล่ากลุ่มผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมผลิตสินค้าขนาดใหญ่ที่รองรับการผลิตครั้งละมาก และกลุ่มการตลาดค่อนข้างจะ Mass Marketing ขยายวงกว้างสักหน่อย และนี่ด้วยความ Mass นี่เองที่เป็แนปัจจัยหลักที่จำเป็นต้องอาศัยช่องทางการขายในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่เพียงแต่ Mass เท่านั้นก็จำเป็นต้องอาศัย “Trade Marketing” ถึงแม้แต่ Niche บางครั้งก็ยังจำเป็นที่ต้องอาศัยช่องทางการขายจำนวนมากเช่นกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าวิธีการนี้เป็นคล้ายกับการผลักสินค้าและบริการเพื่อไปพบยังจุดนัดพบกับเหล่ากลุ่มเป้าหมายตามห้างร้านค้าปลีก หรือแม้กระทั่งช่องค้าปลีกทางออนไลน์ก็เช่นกัน

    นอกจากนี้แล้วนั้นหน้าที่ของ “Trade Marketing” นั้นก็คือการพัฒนาช่องทางการขายบนกระแสหลักที่เกิดขึ้นให้ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยโดยอาศัยหลักการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การสัมมนาสร้างองค์ความรู้ให้ครอบคลุมเกี่ยวสินค้าและบริการให้ชัดเจนมากขึ้น รวมไปถึงแนวโน้มของสินค้าชิ้นนั้นอีกด้วย

    การพัฒนาช่องทางการทำให้ช่องขยายใหญ่มากขึ้นอาจจะเป็นการนำกระแสมาพิจารณาดั่งเช่นการนำโลกออนไลน์มาผนวกบวกเข้ากับสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและส่งข้อมูลให้กับกลุ่มผู้รับได้อย่างถูกต้อง การสำรวจช่องทางออนไลน์ใหม่ใหม่ เพื่อสร้างกลุ่มผู้รับข้อมูลกลุ่มใหม่ใหม่ก็เช่นกัน

    และอีกทั้งการพัฒนาร่วมกับคู่ค้าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นห้างร้านค้าปลีก สื่อสารมวลชนหรือแม้กระทั้งหน่วยงานภาครัฐบาลเพื่อเป็นการเข้าถึงและลดช่องว่าง เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆได้ไม่ยากเย็นนัก

    อีกทั้งการนำ CSR และการนำ Event Marketing มาบวกรวมเข้ากับ “Trade Marketing” ก็นับว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจมากเลยที่เดียวการพัฒนาช่องทางให้ประเด็นนี้ถือว่ามีความน่าสนใจและมีแนวโน้มสูงมาที่จะประสบความสำเร็จ การลงพื้นที่เพื่อเข้าถึงกลุ่มได้ถูกต้อง พร้อมเวลาที่ถูกต้อง โอกาสที่จะสามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพก็นับว่าเยอะเลยทีเดียว

  • การวิเคราะห์ SWOT คืออะไร

    การวิเคราะห์ swot
     

    การวิเคราะห์ SWOT คืออะไร SWOT มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัว ได้แก่ จุดแข็ง (Strength), จุดอ่อน (Weakness), โอกาส (Opportunity) และอุปสรรค (Threat) เป็นการวิเคราะห์ถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งมีการใช้ SWOT กันอย่างแพร่หลายจากมหาวิทยาลัย Harvard มหาวิทยาลัยเลื่องชื่อของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1960

    SWOT เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็ง และจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานขององค์กร

    โดยการวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อนจะวิเคราะห์จากภายในกิจการ ส่วนการวิเคราะห์โอกาส และอุปสรรค นั้นจะวิเคราะห์จากภายนอกกิจการ

    1. จุดแข็ง (Strength) คือ ปัจจัยภายในที่ส่งผลดี กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ บริษัทต้องค้นหาความสามารถที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพื่อนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานทางด้านการตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดี บริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง หรือหมายถึบงความสามารถและสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็นบวก ซึ่งองค์กรนำมาใช้ เป็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงการดำเนินงานภายในที่องค์กรทำได้ดี

    2. จุดอ่อน (Weakness) คือ ปัจจัยภายในที่ส่งผลเสีย ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี เช่น ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงกว่าคู่แข่งขัน บริษัทต้องประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งเป็นระยะ ธุรกิจไม่สามารถที่จะแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมดได้ และไม่ควรประมาทกับจุดแข็งทีมีอยู่ของบริษัท และควรหาโอกาสในการพัฒนาจุดแข็งให้มากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากการขาดจุดแข็ง แต่อาจเกิดจากขาดการทำงานเป็นทีม หรือขาดการประสานงานกันก็ได้ หรือหมายถึงสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็นลบและด้อยความสามารถ ซึ่งองค์กรไม่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึง การดำเนินงานภายในที่องค์กรทำได้ไม่ดี

    3. โอกาส (Opportunity) คือ ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลดี หรือเป็นประโยชน์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทำให้ต้องจับตามองสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และการแข่งขันในตลาดอยู่เป็นระยะๆ หรือหมายถึง
    ปัจจัยและสถานการณ์ภายนอกที่เอื้ออำนวยให้การทำงานขององค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขององค์กร

    4. อุปสรรค (Threat) คือ ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลเสียกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ ทำได้แต่เพียงวิเคราะห์ และคาดการณ์ล่วงหน้าถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ทำให้เราสามารถหาทางป้องกันผลเสียหายที่เกิดขึ้นให้น้อยลงไปได้ เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ ความเข้มแข็งของคู่แข่งขัน การขึ้นราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นต้น หรือหมายถึง ปัจจัยและสถานการณ์ภายนอกที่ขัดขวางการทำงานขององค์กรไม่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นปัญหาต่อองค์กร

    เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะให้ผลดีต่อธุรกิจหนึ่ง แต่จะส่งผลกระทบทางด้านลบกับอีกธุรกิจหนึ่งก็ได้ เช่น เงินบาทแข็งค่าขึ้น จะเป็นอุปสรรคของธุรกิจส่งออก แต่จะเป็นโอกาสของธุรกิจนำเข้า

    ผลกระทบทาง + เป็นโอกาส
    ผลกระทบทาง – เป็นอุปสรรค

    การวิเคราะห์ SWOT ได้ถูกต้อง ก็คือ เป็นการหาจุดแข็ง และลบจุดอ่อน โดยหากลยุทธ์ที่จะสร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงความเสียหายจากอุปสรรคที่เกิดขึ้น

    การวิเคราะห์ SWOT เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เป็นการพัฒนาการหาโอกาสที่ดี ที่จะเอื้อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยต้องหลีกเลี่ยงผลเสียหายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยจะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรภายในธุรกิจที่มีอยู่จำกัด เพื่อหาจุดเด่น และลบจุดด้อยเพื่อหาทางสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้น

    บางครั้งการจำแนกโอกาสและอุปสรรคเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สถานการณ์ที่เคยเป็นโอกาสกลับกลายเป็นอุปสรรคได้ และในทางกลับกันอุปสรรคอาจกลับกลายเป็นโอกาสได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้องค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์แวดล้อม

    ผมจะขอเพิ่มเติม SWOT เกี่ยวกับตัวเราเองนะครับ เป็นการวิเคราะห์ตนเอง (Self analysis) ได้แก่ การพิจารณาจุดแข็ง (Strength) ของตนเองที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาจุดอ่อน (Weakness) ภายในตนเองที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จ และโอกาส และอุปสรรค

    1. จุดแข็ง (Strength) จุดแข็งหรือโอกาสที่จะเกิดจากตัวเราเอง

    – บุคคลิก นิสัย ของคุณซึ่งเป็นข้อดี เช่น กระตือรือร้น มีมนุษย์สัมพันธ์
    – ความรู้ เช่น มีความรู้ความถนัดด้านไอที ด้านโฆษณา ถ้าจะให้ดี เอาที่ถนัดโดดเด่นจริงๆนะครับ จะเห็นภาพมากกว่าใส่ไปเยอะๆ
    – ประสบการณ์ เช่น ก็เอาที่เด่นๆ เช่นกัน
    – ต้องการความสำเร็จ
    – เป็นนักวางแผนที่ดี
    – มีทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
    – เรียนรู้งานได้รวดเร็ว
    – มีความทะเยอทะยาน
    – อาจมีเรื่องของเงินทุนด้วย ซึ่งจะตอบว่าคุณน่าจะทำธุรกิจเอง หาหุ้นส่วน หรือไปทำงานประจำ

    2. จุดอ่อน (Weakness) คือ อุปสรรคที่เกิดจากตัวเราเอง

    – นิสัยซึ่งเป็นข้อเสีย เช่น ใจร้อน ขี้เบื่อ ตัดสินใจช้า
    – ไม่มั่นใจในการเป็นผู้นำ
    – บางครั้งไม่กล้าตัดสินใจได้ดวยตนเอง
    – ไม่แน่ใจว่าจะทำงานใดดี
    – ขาดทิศทางที่แน่นอน
    – ขาดเงินทุน

    3. โอกาส (Opportunity) คือ โอกาสภายนอกที่เข้ามา (ควบคุมไม่ได้)

    – เช่น มีเพื่อนกำลังจะทำธุรกิจ และมีส่วนที่เราน่าจะร่วมงานกันได้
    – จังหวะแนวโน้มของตลาดหรือเศรษฐกิจที่มาส่งเสริมอาชีพที่เราถนัดพอดี

    4. อุปสรรค (Threat) คือ อุปสรรคจากภายนอก

    – เช่น สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทางเลือกอาจเป็นการเลือกงานที่เป็นงานประจำไปก่อน แต่หากธุรกิจที่คุณเลือกมันเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจพอดี อันนั้นจะถือเป็นโอกาสแทน

    การทำ SWOT ทำได้หลายระดับครับ ตั้งแต่ทำ SWOT ของตัวเองคนเดียว ทำ SWOT ของบริษัท ซึ่งจะได้คำตอบที่แตกต่างกันไป ประมาณนี้นะครับ ลองดูครับ หวังว่าคงเพิ่มเติมให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ

    หนังสือของ Peter Drucker ที่กล่าวถึงเรื่อง SWOT

    1. “The Practice of Management”, by Peter Drucker, 1954
    2. ” Management: Tasks, Responsibilities, Practices”, by Peter Drucker, 1974
    3. “The Effective Executive”, by Peter Drucker, 1985
    4. “The Frontiers of Management”, by Peter Drucker, 1986
    5. “Managing for Results”, by Peter Drucker, 1986

error: Content is protected !!